กิน”กลูโคซามีน” ระวังตา(อาจ)บอด โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

 

“กลูโคซามีน” เป็นทั้ง “ยา” และ “อาหารเสริม” สำหรับประชาชนในประเทศไทย โดยใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการข้อเสื่อม หรือมีแนวโน้มจะเป็นในอีกไม่ช้า 

ทั้งนี้ เป็นที่รับรู้ว่าไม่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างข้อหรือกระดูกอ่อนใดๆ ทั้งสิ้น แต่มีผู้ป่วยบางรายใช้แล้วรู้สึกดี โดยไม่มีใครทราบถึงกลไกการออกฤทธิ์แน่นอนในการบรรเทาอาการปวด

มีรายงานทางวิทยาศาสตร์บางชิ้นพบว่า กลูโคซามีนไปกระตุ้นสารต้านการอักเสบ นัยว่าทำให้ปวดน้อยลง แต่เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับประโยชน์จริงๆ มีค่อนข้างน้อยมาก คำแนะนำของสมาคมโรคข้อของสหรัฐอเมริกาจึงไม่แนะนำให้ใช้ แต่ถ้าผู้ป่วยยืนยันจะใช้ก็ควรให้ลองดูประมาณ 1-2 เดือน หากไม่เห็นผลก็ให้เลิกไป

ในประเทศไทยเพียงกลูโคซามีนตัวเดียว ก่อเหตุประหนึ่งเป็น “ยาวิเศษ” ที่คนไข้ต้องได้รับและควรต้องเบิกได้ โดยให้เหตุผลว่าไม่เป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหาร ไต ไม่ก่อให้เกิดเส้นเลือดในหัวใจหรือในสมองตีบตันแบบยาแก้ปวดทั่วไป (ชนิดไม่ว่าถูกหรือแพง) เช่น Diclofenac (Voltaren) Ibuprofen (Brufen) และตระกูล Coxibs ทั้งหลาย เช่น Celecoxib (Celebrex) Etoricoxib (Areoxia) และเมื่อกินกลูโคซามีน ถึงไม่ได้ผลก็ไม่เป็นไร อย่างไรก็อุ่นใจเพราะได้กินยา เป็นกำลังใจ หรือที่เรียกว่า Placebo Effect

จนมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 มีรายงานในวารสารสมาคมแพทย์สหรัฐ ทางจักษุวิทยา (JAMA) ว่า ผู้ใช้กลูโคซามีนจะมีความดันในลูกตาสูงขึ้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีต้อหินอยู่บ้าง หลังจากกินกลูโคซามีนความดันในลูกตาสูงขึ้นอย่างชัดเจน และเมื่อหยุดกินความดันในลูกตาก็ลดลง คำเตือนจากรายงานนี้คือ ผู้ป่วยที่มีอาการข้อเสื่อม มักเป็นผู้สูงอายุอยู่แล้ว และมักมีปัญหาโรคตาร่วมด้วย โดยเฉพาะต้อกระจก และต้อหิน ทั้งนี้ ต้อหินซึ่งเกิดจากความดันน้ำในลูกตาสูงซึ่งจะทำให้ตาบอดนั้น อาจไม่มีอาการเตือนคือ ไม่มีอาการเจ็บลูกตาก็ได้ แต่เมื่อใช้กลูโคซามีน สายตาก็จะเลวลงเรื่อยๆ และอาจบอดในที่สุด

เพราะฉะนั้น ถ้าคนไข้ยืนยันที่จะใช้กลูโคซามีน หมอหรือแม้แต่ร้านขายอาหารเสริม ถ้าจะส่งเสริมให้ใช้ ต้องแนะนำ

ผู้ใช้ว่ามีโรคตาต้อหินหรือไม่ ถ้ามีไม่ควรใช้ ถ้าไม่ทราบควรตรวจก่อน ถ้าไม่มีแล้วจะใช้กลูโคซามีนก็ต้องติดตามตรวจความดันลูกตาเป็นระยะ ทั้งนี้ ต้องระลึกไว้เสมอว่า ข้อต่างๆ ปวดอาจไม่หาย แถมตาบอดเสริมเข้ามาอีก

คอลัมน์ ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา (มติชนรายวัน 9 มิ.ย.2556)

ที่มา : มติชน 9 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

Glucosamine Supplements Tied to Eye Risk

Seniors taking them had side effect that has been linked to glaucoma, small study finds

By Denise Mann

HealthDay Reporter

THURSDAY, May 23 (HealthDay News) — Glucosamine supplements that millions of Americans take to help treat hip and knee osteoarthritis may have an unexpected side effect: They may increase risk for developing glaucoma, a small new study of older adults suggests.

Glaucoma occurs when there is an increase of intraocular pressure (IOP) or pressure inside the eye. Left untreated, glaucoma is one of the leading causes of blindness.

In the new study of 17 people, whose average age was 76 years, 11 participants had their eye pressure measured before, during and after taking glucosamine supplements. The other six had their eye pressure measured while and after they took the supplements.

Overall, pressure inside the eye was higher when participants were taking glucosamine, but did return to normal after they stopped taking these supplements, the study showed.

“This study shows a reversible effect of these changes, which is reassuring,” wrote researchers led by Dr. Ryan Murphy at the University of New England College of Osteopathic Medicine in Biddeford, Maine. “However, the possibility that permanent damage can result from prolonged use of glucosamine supplementation is not eliminated. Monitoring IOP in patients choosing to supplement with glucosamine may be indicated.”

Exactly how glucosamine supplements could affect pressure inside the eye is not fully understood, but several theories exist. For example, glucosamine is a precursor for molecules called glycosaminoglycans, which may elevate eye pressure.

The findings are published online May 23 as a research letter in JAMA Ophthalmology.

The study had some shortcomings. Researchers did not have information on the dose or brand of glucosamine used, and they did not know how long some participants were taking the supplements.

Duffy MacKay, vice president for scientific and regulatory affairs at the Council for Responsible Nutrition, a Washington, D.C.-based trade group representing supplement manufacturers, said the findings don’t mean that people should stop taking the supplements.

“This research letter raises questions and introduces a hypothesis that should be explored further, but the small number of cases investigated and the [fact that] researchers did not count capsules or control for dose or intake or duration of use of glucosamine provide extremely limited evidence of harm,” MacKay said.

“This study should not change consumer habits; however, individuals with glaucoma or ocular hypertension who are taking glucosamine should let their doctor know so that the appropriate monitoring of intraocular pressure measurements can be done to identify any changes,” he said.

MacKay concluded: “The good news is that increased IOP was reversible. So if you take the product, and your IOP goes up, then you can stop taking the product to see if it returns to normal.”

However, previous studies have raised questions about whether glucosamine supplements provide any health benefit to consumers. A large recent study concluded it had no healing effect on arthritic pain.

SOURCE : arthritis.webmd.com

ใส่ใจสุขภาพ : แอโรบิคในน้ำช่วยลดน้ำหนัก รักษาโรคข้อ

manager130503_001aอีกทางเลือกของการออกกำลังกายสาหรับทุกเพศทุกวัย คือ การออกกาลังกายในน้ำ คนที่ว่ายน้ำไม่เป็น ก็ลงเล่นได้

รศ.นพ.ปัญญา ไข่มุก ผู้อำนวยการวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล บอกถึงแอโรบิคในน้ำว่า ปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงกลุ่มผู้ป่วยเท่านั้น แต่ได้ขยายวงกว้างมากขึ้น และได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก เพื่อลดน้ำหนัก สตรีมีครรภ์ก็เล่นได้ เป็นการออกกำลังกายอีกทางหนึ่งที่ปลอดภัยทั้งแม่และลูก หรือแม้แต่คนที่มีสุขภาพแข็งแรงทั่วไป ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ให้ความสนใจในการออกกำลังกายประเภทนี้กันมากขึ้น

แอโรบิคในน้ำ (Aqua-Aerobic Exercise) เป็นการออกกาลังกายในน้ำ โดยมีหลักการทั่วไปคือ warm up, exercise, cool down และ toning

• รูปแบบการเต้นแอโรบิคในน้ำ

เต้นและเคลื่อนไหวในสระน้ำ ความสูงของน้ำประมาณระดับอก มีการเคลื่อนไหวแขนขาในน้ำต้านกับแรงต้านของน้ำตลอดเวลา อาศัยการปรับลักษณะที่ฝ่ามือ เพื่อควบคุมความหนักของการออกกาลังกายมากหรือน้อย ร่วมกับอุปกรณ์สวมมือช่วยเพิ่มแรงต้านของน้ำ ก็จะสามารถปรับความหนัก-เบาของการออกกาลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ โดยนำมาประกอบกับเพลงจังหวะสนุกสนานตามแบบที่ผู้ฝึกสอนแนะนำ

• การเต้นแอโรบิคน้ำเหมาะกับใคร

การออกกาลังกายแบบแอโรบิคในน้ำ เหมาะสำหรับทุกวัย ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวจนถึงผู้สงอายุ หรือนักกีฬาที่ต้องการเพิ่มความหนักในการฝึกซ้อมให้มากขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง

1. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก (อ้วน)
2. ผู้ที่เป็นโรคข้อ เช่น ข้อเข่าเสื่อม โรคปวดข้อรูมาติสซั่ม โรคเก๊าท์
3. วัยกลางคน (หรือวัยทอง) รวมถึงผู้สงอายุ
4. สตรีมีครรภ์
5. การฟื้นฟูผู้ที่บาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเอ็น

เนื่องจากแรงต้านของน้ำจะทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นอย่างเชื่องช้านุ่มนวล แต่ใช้กาลังกล้ามเนื้อได้มาก และชีพจรขึ้นสูงเท่าที่ต้องการ เป็นการออกกาลังกายที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บน้อยที่สุด สามารถหลีกเลี่ยงภาวะการบาดเจ็บจากการออกกาลังกายแบบปกติได้เป็นอย่างดี

• ประโยชน์ของการออกกาลังกายด้วยการเต้นแอโรบิคในน้ำ

1. น้ำมีแรงพยุงตัวลอยขึ้น ผู้ที่มีปัญหาโรคข้อหรือนักกีฬาที่บาดเจ็บกล้ามเนื้อและข้อ สามารถออกกาลังกายในน้ำได้โดยไม่เจ็บและปลอดภัย เพราะน้ำเป็นตัวกลางที่ช่วยพยุงน้ำหนักตัวไว้ ลดแรงกดในแนวดิ่ง(แรงกระแทก) ช่วยผ่อนภาระการรับน้ำหนักตามข้อต่อต่างๆ

2. น้ำมีแรงต้านการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายได้ทำงานเพิ่มขึ้นโดยไม่เสี่ยงกับการบาดเจ็บ เพราะน้ำเป็นตัวช่วยต้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อไม่ต้องเคลื่อนไหวมากนัก ทั้งๆที่ออกกาลังกายในขนาดที่หนักกว่าเดิม

3. น้ำมีแรงนวดและแรงบีบต่อร่างกายทุกส่วน น้ำมีแรงพยุงและแรงกด จึงทำให้เกิดแรงนวดและการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังทำให้การหมุนเวียนโลหิตทั่วร่างกายดีขึ้น โดยลดการคั่งค้างของเลือดดำที่อยู่ภายในเส้นเลือดดำของแขนและขา

4. น้ำช่วยระบายความร้อน น้ำช่วยระบายความร้อนจากร่างกายในขณะออกกาลังกายได้ดีมาก จึงรู้สึกชุ่มชื่น เย็นสบาย โดยเฉพาะเมืองไทยที่เป็นเมืองร้อน

5. ป้องกันการบาดเจ็บและเผาผลาญพลังงานได้มาก ผู้ที่อ้วนมากและต้องการออกกาลังกายเพื่อสุขภาพ หรือต้องการลดน้ำหนัก ซึ่งจะเลือกวิธีออกกาลังกาย เพื่อลดน้ำหนักที่เหมาะสมได้ยาก เนื่องจากเกิดการบาดเจ็บจากการออกกาลังกายแบบต่างๆเสียก่อน

อย่างไรก็ดี โดยอาศัยคุณสมบัติพิเศษของน้ำ การเต้นแอโรบิคในน้ำจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมาก เพราะสามารถลดน้ำหนักได้ดี และจะทำได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยไม่บาดเจ็บและหยุดออกกาลังกายไปเสียก่อน

6. ทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน เพราะมีผู้นำการออกกาลังกายเข้าจังหวะเพลงที่สนุกสนาน

กล่าวโดยสรุป ประโยชน์ของการออกกาลังกายในน้ำทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว สามารถลดปัญหาที่เกิดขึ้นหลักๆ ของการออกกำลังกายในสตรี สตรีมีครรภ์ และบุคคลในกลุ่มที่มีโรคเฉพาะ เช่น ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก(อ้วน) ผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุที่มีข้อเสื่อม ผู้ป่วยเป็นโรคข้อ ผู้ป่วยเป็นโรคข้อรูมาติสซั่ม ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเอ็น

warm up เป็นการอบอุ่นร่างกายและเตรียมกล้ามเนื้อของผู้เล่น ให้พร้อมที่จะออกกำลังกายด้วยท่าทางและจังหวะที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ โดยจะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายในจังหวะช้าๆ เช่น ย่ำเท้าอยู่กับที่ในน้ำ และแกว่งแขนขึ้นลงตามไปด้วย เดินก้าวเท้าไปด้านข้าง ซ้าย ขวา ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที

Exercise เป็นการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เพิ่มจังหวะการเต้นของหัวใจให้มากขึ้น โดยจะให้ทุกๆส่วนของร่างกายได้เคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ เช่น ยืดแขนออกไปวาดน้ำให้กว้างขึ้น หรือกระโดดตบใต้เข่าในน้ำ ก้าวเท้าออกด้านข้าง และใช้มือแหวกน้ำตามไปด้วย

Cool Down เมื่อร่างกายได้ผ่านการออกกำลังมาอย่างเต็มที่แล้ว ช่วงนี้ก็จะให้ผู้เล่นค่อยๆผ่อนคลายกล้ามเนื้อลง ซึ่งอาจจะเป็นท่าการออกกำลังกายเดียวกับช่วง Exercise แต่จะลดความหนักในการออกแรงลงมา เพื่อให้กล้ามเนื้อค่อยๆคลายตัวลง

Toning เป็นการฝึกกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน เช่น กล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อแขนและขา การออกกำลังกายเฉพาะส่วนอย่างช้าๆ เช่น การวาดแขนสลับกันไปมาอยู่กับที่ บิดเอวสลับซ้ายขวาอย่างช้าๆ

(ข้อมูลจากวิทยาลัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล)

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 149 พฤษภาคม 2556 โดย กองบรรณาธิการ)

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤษภาคม 2556

เทคนิคใหม่ “เปลี่ยนข้อเข่า-ข้อสะโพก” ฟื้นตัวเร็ว

dailynews130509_001aอาการปวดเข่า ปวดสะโพก อันเนื่องมาจากความเสื่อมของข้อกระดูก คงเป็นปัญหาที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตนเองหรือคนในครอบครัว เพราะความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้น มักส่งผลให้ผู้ป่วยเดินไม่สะดวก บ้างก็ปวดจนหลับไม่ลง!

สำหรับปัญหาข้อเสื่อมนั้น ทางศูนย์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เผยข้อมูลว่า เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการใช้งานข้อต่อจนเกิดการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อ พบมากในผู้สูงวัย อายุ 60 ปีขึ้นไป หรืออาจเกิดได้ในคนที่มีน้ำหนักตัวมาก ได้รับอุบัติเหตุบริเวณข้อต่อ มีการใช้ข้อต่อผิดลักษณะ ชอบสะพายกระเป๋าหนัก ใส่ส้นสูง สูบบุหรี่ หรือเป็นผลจากกรรมพันธุ์

ปัจจัยข้างต้น คือ สาเหตุของการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อที่มากขึ้นทุกวัน โดยร่างกายไม่สามารถสร้างทดแทนหรือซ่อมแซมได้ ผู้ป่วยจึงต้องเจ็บปวดทรมานจากอาการอักเสบและการทำงานของข้อต่อที่บกพร่อง ซึ่งส่งผลต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

ทางเลือกในการรักษาอาการข้อเสื่อมทำได้หลายวิธี ตั้งแต่ การรักษาโดยการไม่ใช้ยา เช่น การลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย และการใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงข้อ หรือ การรักษาด้วยการใช้ยา และอีกวิธีซึ่งจะพิจารณาทำในผู้ป่วยที่มีปัญหาข้อเสื่อมจนไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ คือ การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม ซึ่งจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและบริเวณของข้อที่เสื่อม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม จะแบ่งออกเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Total Hip Replacement) และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Knee Replacement Surgery) เฉพาะการผ่าเปลี่ยนข้อเข่านั้น ทำได้ทั้งแบบเปลี่ยนผิวข้อเฉพาะบางส่วน และเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ

dailynews130509_001bและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ข้อสะโพกเทียม ให้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว นพ.สิริพงศ์ รัตนไชย ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ, ข้อเทียม รพ.บำรุงราษฎร์ เล่าว่า ทางบำรุงราษฎร์ได้ส่งทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ 15 คน ไปเรียนรู้การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ข้อสะโพกเทียม กับสถาบันดอร์ของสหรัฐ ซึ่งโด่งดังในการใช้เทคโนโลยีแขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียมและข้อสะโพกเทียม

dailynews130509_001cแขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดดังกล่าว มีชื่อว่า เมโก ควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วน คือ แขนกลหุ่นยนต์ กล้องจับสัญญาณภาพ 3 มิติ และเครื่องประมวลผลที่คอยควบคุมการทำงานทั้งหมดให้สอดประสานกัน โดยสามารถวัดระยะเพื่อกำหนดตำแหน่งและคำนวณขนาดของข้อเทียมที่เหมาะสมกับปัญหาของผู้ป่วยแต่ละราย ก่อนแพทย์จะทำการเปิดข้อเข่าหรือข้อสะโพก และใช้แขนกลตัดเฉพาะส่วนของกระดูกที่เสื่อมออกผ่านมุมมองจากภาพ 3 มิติ

dailynews130509_001dที่สำคัญ แขนกลจะล็อกตำแหน่งตามการคำนวณเพื่อความเที่ยงตรง ป้องกันการผ่าตัดในตำแหน่งที่คลาดเคลื่อน แถมยังใช้วิธีการกรอแทนการตัด เพื่อไม่ให้เกิดความบอบช้ำกับเส้นเอ็น ลดการสูญเนื้อเยื่อโดยไม่จำเป็น ผู้ป่วยจึงฟื้นตัวได้เร็วและสามารถกลับมาเคลื่อนไหวข้อได้อย่างเป็นธรรมชาติ พักฟื้นไม่เกิน 3 วัน ส่วนใหญ่เริ่มหัดเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมง และนับเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะเมื่อ 2 เมษายน 2556 บำรุงราษฎร์ ได้ทำการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ด้วยแขนกลหุ่นยนต์ เป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกของทวีปเอเชีย หลังจากนำเข้าแขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเมโกเข้ามา.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  9 พฤษภาคม 2556

ผ่าตัดข้อ”เรื่องเล็ก” ด้วยนวัตกรรมอาร์โทรสโคปี

Credit: londonkneeclinic.com

กลายเป็นเรื่องเล็กไปซะแล้วสำหรับผู้ที่มีปัญหาจากการบาดเจ็บภายในข้อ ไม่ว่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ การเล่นกีฬา หรือภาวะการอักเสบของเยื่อบุข้อก็ตาม แล้วต้องทำการผ่าตัด เพราะด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีความก้าวหน้าและพัฒนาไปอย่างมาก ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก เจ็บปวดน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว ลดค่าใช้จ่าย และลดภาวะการติดเชื้อ แทนการผ่าตัดแบบเดิมๆ

นพ.สมศักดิ์ ปัตยะกร ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลวิภาวดี กล่าวว่า “ทางศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อนั้น ใช้การผ่าตัดรักษาโรคต่างๆ หรือการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นภายในข้อของร่างกาย โดยใช้วิธีการผ่าตัดผ่านกล้องเช่นเดียวกับการผ่าตัดแขนงอื่นๆ โดยเรียกการผ่าตัดนี้ว่า อาร์โทรสโคปี (Arthroscopy) ซึ่งเป็นเครื่องมือผ่าตัดพิเศษขนาดเล็ก แพทย์สามารถตรวจหาความผิดปกติของข้อ โดยการใช้เครื่องมือเล็กๆ เจาะรูใส่เข้าไปในข้อ แล้วมองผ่านจอภาพที่ต่อออกมาจากวิดีโอคาเมราส์ (Video cameras) ได้อย่างชัดเจน ทำให้การวินิจฉัยถูกต้อง และผ่าตัดรักษาได้ผลดีกว่าวิธีผ่าตัดแบบเดิม”

โดยทั่วไปแล้ว ภาวะผิดปกติในข้อแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ที่นิยมรักษาโดยการส่องกล้อง คือ
1.ภาวะการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ เช่น ข้อเข่าพลิก บิด บวม หลังจากอุบัติเหต หรือจากการเล่นกีฬา มีการฉีกขาดของเอ็นหรือหมอนรองกระดูก ข้อเข่า ข้อไหล่หลุดซ้ำ หลวม หรือเอ็นภายในข้อไหล่ฉีกขาด หรือข้อเท้าที่บวม ปวด หลังจากข้อพลิกซึ่งเป็นมาเป็นระยะเวลานานหรือเรื้อรัง
2.ภาวะที่เกิดจากความเสื่อมของข้อ เช่น ข้อเข่าเสื่อม มีอาการปวด บวม ขัดหรือเสียวขณะเดินโดยเฉพาะขึ้น-ลงบันได นั่งพับขา หรือข้อไหล่ซึ่งมีการปวด ขยับไม่สุด (ข้อติด) นอนทับหัวไหล่ข้างที่ปวดไม่ได้ หรือมีอาการปวดมากเวลากลางคืน
3.ภาวะที่เกิดการอักเสบของเยื่อบุข้อ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ซึ่งมีเยื่อบุข้อที่อักเสบมาก แม้ควบคุมด้วยยาแล้วอาการก็ยังไม่ดีขึ้น

สำหรับการผ่าตัดส่องกล้องนั้น ข้อเข่ามีการผ่าตัดโดยใช้วิธีส่องกล้องมากที่สุด และได้ผลดีมากเมื่อเทียบกับการผ่าตัดเปิดข้อ ซึ่งเป็นวิธีผ่าตัดที่ใช้น้อยลงในปัจจุบัน การผ่าตัดส่องกล้องที่ใช้กันมาก เช่น การรักษาหมอนรองกระดูกข้อเข่าขาด กระดูกอ่อนแตก การผ่าตัดสร้างเอ็นในข้อเข่า ข้อหัวไหล่ ผ่าตัดซ่อมเอ็นหัวไหล่ขาด ข้อหัวไหล่หลุด ผ่าตัดซ่อมเยื่อหุ้มข้อ ผ่าแก้ไขข้อหัวไหล่ติด ข้อมือ ผ่าตัดรักษาเส้นประสาทมีเดียนถูกกดทับ วินิจฉัยผ่าตัดรักษาอาการปวดข้อมือเรื้อรัง ข้อเท้า ตรวจวินิจฉัยอาการปวดข้อเท้าเรื้อรัง กระดูกอ่อนแตก เยื่อหุ้มข้ออักเสบ ข้อสะโพก ข้อศอก มีการผ่าตัดส่องกล้องบ้างแต่น้อยกว่าข้ออื่น

การผ่าตัดส่องกล้อง จัดเป็นการตรวจวินิจฉัยและการรักษาในเวลาเดียวกัน ซึ่งสามารถทำได้โดยการใช้ยาชาเฉพาะที่ การดมยาสลบ หรือทำให้ผู้ป่วยชาเฉพาะบริเวณ ผู้ป่วยได้รับการเตรียมข้อที่ผ่าตัดเช่นเดียวกับการผ่าตัดใหญ่ทั่วไป เพื่อป้องกันการติดเชื้อแพทย์จะเจาะรูเข้าไปในข้อมีบาดแผลเล็กๆ ขนาด 0.8-1.0 ซม. ซึ่งเพียงพอที่จะใส่กล้องเข้าไปในข้อเพื่อตรวจดูภายในข้อ หากพบความผิดปกติที่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์จะเจาะรูเพิ่มอีกเพื่อใส่เครื่องมือผ่าตัด ขณะผ่าตัดสามารถต่อกล้องเข้ากับจอภาพและบันทึกภาพได้ หลังผ่าตัดเย็บแผลปิด 1 เข็ม บางรายแผลเล็กมากอาจไม่ต้องเย็บแผล ที่สำคัญแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กมาก บางครั้งมองเกือบไม่เห็นแผลผ่าตัด ไม่ต้องตัดเยื่อหุ้มข้อ เนื้อเยื่อรอบๆ ข้อ การบาดเจ็บจากแผลผ่าตัดน้อยลง การเคลื่อนไหวของข้อหลังผ่าตัดทำได้เร็วขึ้น สามารถฟื้นฟูสมรรถภาพของกล้ามเนื้อกลับคืนสู่สภาพปกติได้เร็ว ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดน้อยมาก วินิจฉัยได้ถูกต้อง แม่นยำ และรักษาได้ทันที หรือวางแผนผ่าตัดในอนาคตได้

นพ.สมศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “การทำผ่าตัดส่องกล้อง จำเป็นต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยราคาค่อนข้างแพง และต้องอาศัยความชำนาญของศัลยแพทย์ การเลือกผู้ป่วยและโรคสำหรับการผ่าตัดส่องกล้องที่เหมาะสม จะช่วยให้ผลการรักษาเป็นไปด้วยดี คุ้มค่า และเป็นประโยชน์ต่อคนไข้มาก”.

 

ที่มา: ไทยโพสต์  7 พฤศจิกายน 2555

7 ข้อดีจากรสเผ็ด

หนึ่งเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของอาหารไทย คือ รสเผ็ดจากพริกหรือเครื่องเทศที่ใช้ นอกจากจะเสริมให้อร่อยลิ้นแล้ว ถ้ารับประทานรสเผ็ดที่เหมาะสมย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ

นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เล่าว่า การกินเผ็ดแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้นั้นจะนำความเดือดร้อนมาให้ได้ เช่น กินเผ็ดจนเป็นโรคกระเพาะ หรือกินเผ็ดจัดในขณะท้องว่าง แถมยังกินผิดเวลา อย่างนี้เผ็ดก็เป็นโทษได้ ส่วนผู้ที่กินเผ็ดอย่างเข้าใจนั้นนอกจากจะได้เรื่องความอร่อยลิ้นแล้วยังได้อานิสงส์จากความเผ็ดในแง่สุขภาพอีกหลายข้อ ในวันนี้จะขอนำประโยชน์เผ็ดจาก “พริก” มาเล่าให้ฟังเป็นข้อๆ

เริ่มจากพริกช่วยป้องกันหัวใจ ด้วยวิตามินสำคัญ คือ วิตามินเอ, วิตามินซี, แคลเซียม และธาตุเหล็กมีมากในพริกสดและพริกแห้ง ถ้าห่วงเรื่องการเผ็ดมากให้ไปรับประทานพริกไทยหรือพริกหวานที่ใส่ในสลัดก็ยังได้

ต่อมาช่วยขยายหลอดลม มีเคมีที่ช่วยขับเสมหะและเปิดคอให้โล่งขึ้น ในคนที่เป็นภูมิแพ้ การกินเผ็ดจะช่วยได้ดีมาก หากเป็นเด็กอาจเพียงแค่พริกไทยหรือใช้หัวหอมที่เผ็ดน้อยพอ และสำหรับเด็กน้อยกับผู้สูงวัยขอให้ระวังอย่าให้สำลักพริกด้วย

ทั้งยังช่วยไล่เซลล์มะเร็ง แค่พริกป่นง่ายๆ อย่างนี้ก็ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย และมะเร็งผิวหนังกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย เพราะพริกช่วยล้างพิษ (Detox) ให้กับร่างกาย ลำพังใช้พริกป่นในพวงเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวก็ช่วยได้แล้ว แต่ถ้ายิ่งได้รับประทานพริกสดด้วย อย่างน้ำปลาพริกขี้หนูสดก็ยิ่งช่วยได้ดี

นอกจากนี้ความเผ็ดของพริกช่วยลดไขมัน ป้องกันลิ่มเลือดจับตัว และช่วยคุมน้ำหนัก เพราะทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานให้ด้วย ทั้งนี้จากการศึกษาในอินเดียพบว่า อาสาสมัครที่รับประทานพริกนั้นให้ผลในการลดลิ่มเลือดอุดตันตามหลอดเลือดได้ อีกทั้งปลอดภัยจากสารพิษตกค้างไม่เหมือนกับกินยาด้วย

แล้วยังสามารถลดปวดด้วยกรดเผ็ด ที่เรียกว่า “แคปไซซิน” ในพริก รวมถึงสาร “เคอคิวมิน” ในเครื่องเทศอย่างขมิ้นที่ช่วยดับไฟอักเสบได้ จึงเหมาะกับผู้มีอาการปวดไปจนถึงแสบร้อนจากการอักเสบตามที่ต่าง ๆ อาทิ โรคเริม, งูสวัดไปจนถึงปวดอักเสบตามข้ออย่างรูมาตอยด์, ข้อเสื่อม และอาการปวดฟกช้ำทั้งหลาย

พริกเผ็ดยังช่วยคลายเครียด พริกเป็นอาหารร่าเริงที่แท้จริงเพราะสร้าง “เอ็นดอฟิน” เป็นเคมีสุขที่ทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวาหลั่งออกมาภายหลังจากกินเผ็ดไปไม่นาน ลองสังเกตอาการหลังทานส้มตำพริกสิบเม็ดได้ว่าเหงื่อออกแล้วสบายตัวสดชื่นดี

และสุดท้ายช่วยเรียกน้ำย่อยเจริญอาหาร ผู้ใหญ่มักเบื่ออาหารเมื่อถึงวัยหนึ่ง ดังนั้นการได้รับประทานรสเผ็ดจะช่วยสะกิดต่อมรับรสให้รู้โอชะได้ดีขึ้น นอกจากรสขมแล้วเผ็ดเป็นรสที่ช่วยกระตุ้นดอกลิ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 2 ตุลาคม 2555

เตือนอย่าหลงเชื่อครีม ‘ลองกานอยด์’ อ้างรักษาข้อเสื่อมได้

อย.เตือนอย่าหลงเชื่อครีม “ลองกานอยด์” อ้างรักษาข้อเสื่อมได้ ชี้โฆษณาชวนเชื่ออ้างสรรพคุณเกินจริง…

เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 55 นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ปัจจุบันพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์ครีมนวดผิวกายภายใต้ชื่อ “ลองกานอยด์” ผ่านทางสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารแผ่นพับ ใบปลิว ใบแทรกในกล่อง ฉลากข้างกล่อง อินเทอร์เน็ต แม้กระทั่งใช้บุคคลในวงการแพทย์ หรือนักวิจัย บรรยายสรรพคุณว่าผลิตภัณฑ์ลองกานอยด์ที่เป็นสารสกัดจากเมล็ดลำไย สามารถช่วยรักษาผู้มีอาการข้อเสื่อม โดยเฉพาะข้อเข่าเสื่อม นั้น อย.ขอแจ้งเตือนมายังผู้บริโภค ให้ระมัดระวังอย่าได้หลงเชื่อโฆษณาสรรพคุณเกินจริงของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตามที่มีการกล่าวอ้าง ในการป้องกันรักษาโรคข้อเสื่อมเด็ดขาด เนื่องจากผลิตภัณฑ์ลองกานอยด์จดทะเบียนเป็นเครื่องสำอางที่ใช้ทาและนวดผิวกาย การที่นำมาโฆษณาอวดสรรพคุณในทางยา ถือว่าเป็นการโฆษณาสรรพคุณเกินจริงและฝ่าฝืน พ.ร.บ.สำอาง เพราะตามกฎหมายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง มีวัตถุประสงค์เพื่อความสะอาดและเพื่อความสวยงามเท่านั้น ซึ่งหากเป็นยาต้องมีการขึ้นทะเบียนตำรับยาและขออนุญาตโฆษณาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นพ.พิพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ อย. ยังเคยตรวจจับผลิตภัณฑ์ลองกานอยด์ที่อวดสรรพคุณดังกล่าว และยึดของกลาง พร้อมดำเนินคดีแล้วแต่ก็ยังพบกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายมีการโฆษณาอีก ซึ่ง อย. จะดำเนินคดีปรับอีกโทษฐานโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และหากพบยังฝ่าฝืนโฆษณาซ้ำอีก จะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเพิกถอนทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางดังกล่าวต่อไป จึงขอเตือนมายังผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา สื่อต่างๆ ให้ยุติการโฆษณาอวดสรรพคุณผลิตภัณฑ์ลองกานอยด์ เพราะหาก อย. ตรวจพบจะถูกดำเนินคดีปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และปรับทุกครั้งที่พบกระทำผิด หากไม่แน่ใจว่าเป็นโฆษณาที่ถูกต้องหรือไม่ โปรดตรวจสอบก่อนตีพิมพ์ได้ที่กลุ่มควบคุมเครื่องสำอาง อย. โทร.0-2590-7275-77 ในวันเวลาราชการ

ที่มา: ไทยรัฐ  30 สิงหาคม 2555

นักวิจัยมข.เจ๋ง แยกสเต็มเซลล์กระดูกอ่อนด้วยแสงซินโครตรอน

นักวิจัย ม.ขอนแก่น เจ๋ง แยกสเต็มเซลล์กระดูกอ่อนด้วยแสงซินโครตรอนประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกของไทย ด้าน ผู้ป่วยโรคไขข้อเสื่อมคนไทยเฮเพิ่มโอกาสในการรักษา เผยใช้ระบบลำเลียงแสงอินฟราเรด…

เมื่อช่วงบ่าย วันที่ 26 พ.ค. ที่ห้องปฏิบัติการแสงสยาม สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต.สุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา ที่มีอยู่แห่งเดียวในประเทศไทย และใหญ่ที่สุดในอาเซียน รศ.ดร.พัชรี เจียรนัยกุล ผู้ใช้บริการแสงซินโครตรอน จากคณะเทคนิคการแพทย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกาศถึงความสำเร็จในการใช้เทคนิควิเคราะห์ทางจุลทรรศน์ และสเปกโตรสโกปีของรังสีอินฟราเรด เพื่อการตรวจจำแนกเซลล์ต้นกำเนิด (สเต็มเซลล์) ที่มีการพัฒนาไปเป็นเซลล์กระดูกอ่อน ซึ่งเป็นเทคนิควิเคราะห์ที่ช่วยตรวจจำแนกการเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดได้เด่นชัดในระยะเวลาสั้น ทำให้ลดขั้นตอนและต้นทุนในการตรวจ สามารถนำไปใช้ได้จริงในห้องปฏิบัติการสำหรับการเพาะเลี้ยงและเหนี่ยวนำเซลล์ต้นกำเนิดไปเป็นเซลล์เป้าหมายชนิดอื่นๆ

รศ.ดร.พัชรี กล่าวว่า ขณะนี้ โรคเกี่ยวกับความผิดปกติของข้อต่อที่มักพบในผู้ป่วยวัยกลางคน และวัยสูงอายุ เช่นโรคข้อกระดูกเสื่อมนั้น สามารถรักษาได้ด้วยเทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิด (สเต็มเซลล์) โดยใช้การปลูกถ่ายกระดูกอ่อนใหม่ ที่เจริญจากเซลล์ต้นกำเนิด เพื่อแทนที่เซลล์กระดูกอ่อนเก่าที่เสื่อมสภาพไป ขั้นตอนที่สำคัญสำหรับการรักษาโรคด้วยเทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิด คือ จะต้องทราบว่าเซลล์ต้นกำเนิดมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์เป้าหมายได้จริง (ในที่นี่คือเซลล์กระดูกอ่อน) ในปัจจุบันวิธีที่ใช้ในการตรวจจำแนกเซลล์ต้นกำเนิดที่ใช้โดยทั่วไปทางห้องปฏิบัติการนั้นค่อนข้างยุ่งยาก และเสียค่าใช้จ่ายสูง คือ การใช้เทคโนโลยีดีเอ็นเอ ในการตรวจหาการแสดงออกของยีนที่พบเฉพาะเซลล์กระดูกอ่อน วิธีดังกล่าวต้องการใช้ “สารติดตาม” (marker) หรือการฉีดสี สำหรับตรวจสอบยีนชนิดนั้นๆ โดยที่สารติดตามสำหรับยีนแต่ละชนิดมีราคาค่อนข้างสูงมาก และต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ส่วนเทคนิคสเปกโตรสโกปีของอินฟราเรด เป็นเทคนิคใหม่ที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศ เพื่อการวิเคราะห์ชนิดของสารจากหลักการการดูดกลืนแสงอินฟราเรดที่แตกต่างกันของสารแต่ละชนิด สารต่างชนิดกันจะมีรูปแบบการดูดกลืนแสงที่แตกต่างกัน การศึกษารูปแบบการดูดกลืนแสงอินฟราเรดนี้จึงเปรียบเสมือนการเปรียบเทียบ ลักษณะลายนิ้วมือของคน ซึ่งที่ผ่านมานักวิจัยไทยมักจะไปใช้ห้องปฏิบัติการด้านนี้ในต่างประเทศ แต่ปัจจุบันห้องปฏิบัติการแสงสยามที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) สามารถให้บริการในด้านนี้ได้แล้ว

รศ.ดร.พัชรี กล่าวอีกว่า คณะผู้ทำวิจัยได้พัฒนาเทคนิคการเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคมอล (เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่แยกได้จากเซลล์หลายๆ ชนิดในร่างกาย ได้แก่ ไขกระดูก เม็ดเลือด และฟัน เป็นต้น) และทำการเหนี่ยวนำให้เกิดเซลล์เป้าหมายตามที่ต้องการ รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคนิคทางจุลทรรศน์ และสเปกโตรสโกปีของรังสีอินฟราเรดจากแสงซินโครตรอน เพื่อการตรวจจำแนกการเหนี่ยวนำให้เซลล์ต้นกำเนิดกลายเป็นเซลล์กระดูกอ่อน ข้อดีจากการใช้แสงซินโครตรอนร่วมกับเทคนิคนี้คือ แสงซินโครตรอนเป็นแสงที่มีขนาดลำแสงที่เล็กและคม สามารถใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ได้ เป็นผลให้การวัดการดูดกลืน มีความแม่นยำกว่าการใช้แสงจากแหล่งกำเนิดโดยทั่วไป ซึ่งผลการทดลองที่ได้แสดงว่าเทคนิคดังกล่าวสามารถใช้ในการจำแนกเซลล์ต้นกำเนิด ที่ไม่มีการเหนี่ยวนำออกจากเซลล์ต้นกำเนิดที่ถูกเหนี่ยวนำให้กลายเป็นเซลล์กระดูกอ่อนในระยะต่างๆ

โดยความสำเร็จครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อผู้ป่วยโรคไขข้อเสื่อม เพราะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาลงได้อีกกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้จะเสียค่าใช้จ่ายสูงในการรักษา และขณะนี้ทางคณะแพทย์ของ รพ.รามาธิบดี และคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์ (มศว.) อยู่ระหว่างการนำสเต็มเซลล์ที่ปลูกถ่ายเป็นกระดูกอ่อนได้ใหม่นี้ไปฉีดกลับ เข้าไปในข้อเข่าของผู้ป่วยที่เป็นอาสาสมัคร 10 คน ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการทดลองได้ 9 เดือนแล้ว เพื่อดูผลของการรักษาว่า ถ้าผู้ป่วยได้รับการฉีดสเต็มเซลล์ฯ เข้าไปแล้วมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร หรือต้องมีการฉีดซ้ำหรือไม่ใน 1 ปี คาดว่าจะนำมาใช้กับผู้ป่วยได้ทั่วไปในเร็ว ๆ นี้แน่นอน.

ที่มา: ไทยรัฐ 26 พฤษภาคม 2554

บอกลาข้อเสื่อมด้วยอาหาร

สาเหตุของโรค ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่จะพบว่ามีการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อ (กระดูกอ่อน เป็นกระดูกบริเวณส่วนปลายของกระดูกสองท่อน มาเชื่อมต่อกันเป็นข้อ กระดูกอ่อนปกติจะเรียบ มีความยืดหยุ่น ทำหน้าที่ลดแรงที่กระทำต่อข้อ และทำให้ข้อเคลื่อนไหวด้วยความราบรื่น) เมื่อกระดูกอ่อนสึกมาก เวลาข้อมีการเคลื่อนไหว กระดูกแท้จะเสียดสีกัน ทำให้เกิดความเจ็บปวด และเกิดเสียงดัง (ข้อลั่น) เมื่อเป็นนาน ๆ ร่างกายจะพยายามสร้างกระดูกใหม่ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของข้อ เกิดเป็นกระดูกงอก

ปัจจัยเสี่ยงของโรค

โรคนี้มักจะพบในผู้หญิง มากกว่าผู้ชาย ปัจจัยเสี่ยงที่คาดว่าจะทำให้เกิดข้อเสื่อมได้มากกว่าคนทั่วไป เช่น น้ำหนักตัวมาก เป็นผลให้ข้อต่อที่รับน้ำหนักบริเวณข้อเข่า สะโพก ข้อเท้าเสื่อมเร็วกว่าปกติ รวมถึงการได้รับอุบัติเหตุมาก่อน การใช้ยาหรือสารเคมีบางตัว การใช้ยาลูกกลอนที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ก็มีส่วนทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน และนำไปสู่การเป็นโรคข้อเสื่อม รวมทั้งการดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เครื่องดื่มที่มีกรดคาร์บอนิกอย่างน้ำอัดลมต่างๆ และการสูบบุหรี่

ความรุนแรงของอาการ

โรคข้อเสื่อมมีหลายระดับ ในช่วงเริ่มแรกอาการยังไม่รุนแรง จึงแค่รู้สึกปวดเมื่อยเวลาใช้ข้อ บางครั้งอาจจะมีเสียงดังกรอบแกรบเวลาเคลื่อนไหว ต่อมาจะมีอาการข้อตึงและติดขัด เมื่อเป็นมากขึ้น กระดูกผิวข้อจะสึกหรอ ทำให้รู้สึกปวดมากเวลาเคลื่อนไหว นอกจากนั้นอาจพบว่ามีการผิดรูปของข้อ เกิดข้อบวม แดง ร้อน เมื่อเวลาผ่านไปจะมีกระดูกงอกเข้าไปในข้อ พร้อมทั้งมีน้ำไขข้อมากขึ้น และมีเศษกระดูกลอยอยู่ในข้อ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดข้อมา กและเคลื่อนไหวลำบาก หากเป็นมากจะไม่สามารถใช้งานข้อนั้นๆ ได้

แล้วทำอย่างไรถึงจะหาย

โรคข้อเสื่อมไม่อาจรักษาให้หายได้ มีเพียงวิธีป้องกันก่อนจะเกิดโรค และการบรรเทาอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

1. การป้องกัน ทำได้โดยหลีกเลี่ยงท่าทางที่ใช้ข้อมาก เช่น การนั่งพับเพียบ การวิ่งที่มีการกระแทกส้นเท้าลงอย่างรุนแรง รวมไปถึงการลดน้ำหนักตัว ไม่ให้เกินมาตรฐาน เพื่อไม่ให้ข้อรับภาระหนักในระยะยาว
2. การบรรเทาความเจ็บปวด เมื่อเป็นข้อเสื่อมแล้ว การใช้ยารักษาตามอาการ เป็นวิธีที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถลดปริมาณยาที่ใช้ได้ หากมีการออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่พยุงข้อนั้นอยู่ และบริหารให้ข้อมีการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ เช่น การยืน มือเกาะกับเก้าอี้ ย่อตัวให้เข่างอเล็กน้อย นับ 3-6 แล้วยืนตรง ทำซ้ำ 3-6 ครั้ง หรืออาจจะรำกระบองท่าแถมก็สามารถช่วยได้

นอกจากนั้น การเดินเร็วหรือการว่ายน้ำ ก็จะช่วยกระตุ้นให้กระดูกแข็งแรงขึ้นได้ แต่ผู้ป่วยต้องปรึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำ และการดูแลของนักกายภาพบำบัดหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อ

เคล็ดลับอาหารกับอาการข้อเสื่อม

อาหารที่ทำให้เกิด ภาวะเป็นกรดในร่างกายสูง เป็นปัจจัยเสริมให้เกิดเโรคข้อเสื่อมได้มาก เช่น น้ำมันที่ได้จากอาหารทอด ไขมันจากสัตว์ แป้งขัดขาว น้ำตาล เนื้อสัตว์ที่มีสีแดง ผลิตภัณฑ์จากน้ำนม ยีสต์ (จากขนมอบและเบียร์) รวมไปถึงแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม กาเฟอีน บุหรี่ ซึ่งเมื่อสารเหล่านี้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะทำให้เกิดอาการปวดบวมตามข้อรุนแรงมากขึ้น

สำหรับอาหารที่แนะนำเพื่อช่วยบรรเทาอาการของโรค ได้แก่ อาหารที่มีไขมันที่ดีต่อร่างกายทั้งหลาย เช่น ไขมันจากพืชและปลาทะเลน้ำลึก ไขมันดีจะช่วยลดไขมันที่เป็นโทษ ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดบวม

นอกจากนี้ การรับประทานอีกส่วนที่สามารถรับประทานวิตามินซี เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยซ่อมและสร้างเสริมเนื้อเยื่อบริเวณข้อต่อ ให้แข็งแรงขึ้น
นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 148

ข้อมูลจาก : http://www.yourhealthyguide.com/article/aj-joint-food-2.html