“ข้าวไทย” ป้องกันโรค ช่วยผิวสวย

manager141008_02โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในโรคประจำตัวที่คนไทยป่วยกันมาก สาเหตุหนึ่งมาจากพฤติกรรมการกิน โดยเฉพาะอาหารรสชาติ หวาน มัน เค็ม อย่างไรก็ตาม นางรัชนี คงคาฉุยฉาย อาจารย์สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่าคนไทยซึ่งบริโภคข้าวเป็นหลักนั้น “ข้าว” สามารถช่วยป้องกันโรคได้หากกินให้เป็นยา

โดยเฉพาะหากมีการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวไทยให้มีดัชนีน้ำตาลต่ำ จะช่วยควบคุมน้ำหนักตัว ป้องกันการเกิดโรคอ้วน เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

ส่วนการศึกษาคุณสมบัติข้าวสายพันธุ์พื้นเมืองของไทย นางรัชนี เปิดเผยว่า ข้าวเหลือง ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกภาคอีสานมีปริมาณโฟเลต ซึ่งช่วยป้องกันโรคปากแหว่งเพดานโหว่ และป้องกันภาวะสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ ในผู้สูงอายุได้จำนวนสูงถึง 100 ไมโครกรัม ต่อ 100 กรัม ขณะที่คนปกติต้องการโฟเลตวันละ 400 ไมโครกรัม แต่ปัญหาคือข้าวสายพันธุ์นี้ค่อนข้างแข็งจึงต้องมีการศึกษาและพัฒนาให้ข้าวอ่อนนุ่มมากขึ้น

 ข้าวเจ้าลอย หรือ ข้าวหนีน้ำมีปริมาณโฟเลตและฟอสฟอรัสต่ำเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไต ซึ่งเป็นที่ต้องการของกลุ่มแพทย์ แต่ปริมาณข้าวมีไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการของบประมาณเพื่อศึกษา

ข้าวกล่ำ มีสารแอนโทไซยานินสูง ซึ่งช่วยเรื่องผิวพรรณ ชะลอการเหี่ยวย่น ที่น่าสนใจคือมีความคล้ายคลึงกับข้าวดำของจีนที่สกัดเอาสารสำคัญไปให้หนูทดลองกินอย่างสม่ำเสมอ แล้วเอาดวงตาหนูไปจ่อกับรังสีอัลตราไวโอเลต เพื่อเร่งให้เกิดต้อกระจบ โดยพบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดจากข้าวดำมีดวงตาเป็นปกติ แต่หนูที่ไม่ได้รับสารพบว่าเรตินาถูกทำลายลง

“เรากำลังค้นหาพันธุ์ข้าวที่มีในประเทศไทยเพื่อศึกษาคุณสมบัติ คุณค่าทางโภชนาการ และความจำเพาะต่อโรคบางโรคว่ามีหรือไม่อย่างไร เพราะถ้าหวังให้มีการปรับปรุงสายพันธุ์นั้นค่อนข้างใช้เวลานาน ซึ่งหากพบแล้วจะเป็นสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เกษตรกรก็จะไม่ละทิ้งที่ดินของตัวเอง” นางรัชนี กล่าว

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 ตุลาคม 2557

Advertisements

มากินอาหารไทยกันเถอะ

dailynews131228_001ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ นพ.กฤษดา  ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ มีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับอาหารที่ควรรับประทาน เป็นอาหารไทยที่หลายคนมองข้ามมาฝากท่านผู้อ่านดังนี้

1. อาหารไทยมีใยอาหารสูง เป็นข้อดีประการแรกของสำรับแบบไทย ๆ ที่อุดมไปด้วยใยอาหารไม่ว่าจะของหวานหรือคาว  ในน้ำพริกปลาทูมีใยอาหารอยู่ในผักทั้งจาน ลำพังข้าวซ้อมมือก็ได้เส้นใยอาหารจากเยื่อหุ้มเมล็ดแล้ว

2. สำรับไทยได้สารอาหารครบ การกินอาหารไทยแค่จานเดียวก็ช่วยให้ท่านได้อาหารครบ 5 หมู่  กินข้าวคลุกกะปิ 1 จานได้ครบต่อมื้อ  กินเมี่ยงคำ 1 คำก็ได้ครบในคำเดียว หรือจะกินอาหารง่าย ๆอย่างข้าวไข่เจียวราดซอสมะเขือเทศก็ยังได้ครบ อาหารไทยจึงจัดเป็นอาหารสุขภาพได้ถึงในระดับโลก

3.อาหารไทยมีน้ำมันเพื่อสุขภาพ  ปลาทูก็มีน้ำมันโอเมก้า 3 น้ำมันที่ใช้ทอดอาหารไทยในปัจจุบันเราใช้น้ำมันพืช  ซึ่งบ้านเรามีพืชน้ำมันที่น่าสนใจ ได้แก่ น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันไนเจอร์ น้ำมันงาม่อน  ซึ่งคุณสมบัติของน้ำมันเหล่านี้มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในปริมาณที่ไม่แพ้น้ำมันมะกอกราคาแพง

4. ข้าวไทยและธัญพืชมีธาตุม่วงต้านร่วงโรย โดยเฉพาะข้าวสีนิล ข้าวซ้อมมือ ข้าวแดง ข้าวเหนียวดำ ข้าวมันปู ข้าวสังข์หยด ข้าวลืมผัว  ข้าวเหล่านี้เป็นข้าวสุขภาพที่ให้ “แอนโทไซยานินส์” เป็นวิตามินกลุ่มต้านชราที่ต้านทั้งโรคหัวใจ ไขมันสูง ความดันสูงและมะเร็ง  นอกจากนั้นอาหารไทยยังอุดมด้วยธัญพืชอย่างงาดำ เมล็ดทานตะวัน ถั่วเขียว ถั่วแดงหลวง ถั่วดำ เม็ดแมงลักซึ่งให้น้ำมันที่มีประโยชน์

5. น้ำมันไทยมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง คนไทยเราใช้น้ำมันธรรมชาติเพื่อปรุงอาหารมาแต่หนแต่ไร ยุคก่อนนั้นใช้ “น้ำมันหมู” ซึ่งทอดไข่ได้หอมอร่อยแถมได้ผลพลอยได้เป็นกากหมูให้เคี้ยวเล่น  น้ำมันหมูมีวิตามินดีอยู่มากและมีกรดไขมันโอเมก้า 3 เหมือนกันแต่น้อยจึงควรบริโภคอย่างจำกัด  ส่วนยุคนี้เรามีทั้งน้ำมันปาล์ม น้ำมันมะกอก รำข้าว เมล็ดทานตะวัน ถั่วเหลือง งา เมล็ดดอกคำฝอยให้เลือกใช้จึงทำให้ได้วิตามินอีที่หลากหลายทั้ง “โทโคฟีรอล” และ “โทโคไทรอีนอล” ที่ช่วยลดไขมันได้ ไปจนถึงน้ำมันที่ช่วยบำรุงผิวอย่าง “น้ำมันมะรุม”

6. แกงไทยมีกะทิเป็นส่วนผสม  ทั้งแกงเขียวหวาน มัสมั่น เทโพ กะทิสายบัว พะแนง หมี่กะทิ เต้าเจี้ยวหลน ห่อหมก ล้วนแต่มีของดีคือกะทิอยู่ซึ่งกะทิให้พลังงานสูง แต่ก็ให้ประโยชน์สำคัญคือทำให้วิตามินจากสมุนไพรในอาหารไทยดูดซึมได้ดีขึ้น เช่น วิตามินเอจากพริกที่ละลายในกะทิได้ดี  หรือวิตามินเคจากปลาร้าที่เอามาทำหลนกะทิ  รวมถึงวิตามินอีที่มีอยู่ในตัวกะทิเองด้วย

7. ขนมไทยมีมะพร้าวกับไข่แดงเป็นส่วนประกอบหลัก  ทั้งมะพร้าวและไข่แดงมีประโยชน์มาก แต่ที่ผ่านมาถูกวางยาว่าเป็นอาหารไขมันสูงอันตราย ทั้งที่

จริงแล้วไข่แดงนี่เองที่ช่วยลดไขมัน ส่วนมะพร้าวในขนมอย่าง ตะโก้ ขนมครก กล้วยบวชชี ขนมใส่ไส้ ช่วยให้พลังงานและไขมันสายสั้นที่ย่อยง่ายและถูกขับออกจากร่างกายได้ง่าย

8. น้ำพริกแบบไทย ๆ ที่ใส่กะปิ ไทยเรามีน้ำพริกสารพัดที่เข้ากะปิ บางชนิดโขลกปลาแห้งและกุ้งแห้งลงไปทำให้ได้แคลเซียมเพิ่มอย่างเข้มข้น ส่วนในกะปิมี “น้ำมันเคย” ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระตัวสำคัญอย่าง “แอสตาแซนทิน” อยู่ซึ่งฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบในหลอดเลือดหัวใจ บำรุงสายตาและสมอง นอกจากนั้นยังป้องกันมะเร็งได้ด้วย

9.ผลไม้ไทยมีวิตามินเป็นทีม  เรียกว่ายกทีมกันมาต้านชรา  ฝรั่งว่าผลไม้สุขภาพต้องเป็น “เบอรี่” ซึ่งไทยเรามีสุดยอดผลไม้ในกลุ่ม “เบอรี่” แบบฝรั่งเช่นกัน อย่างลูกหม่อน  ลูกหว้า มะยม เชอรีไทย หรือแม้แต่ลูกตะขบ มะเม่าหรือโทงเทงฝรั่งที่มีสารพวก “โพลีฟีนอลส์” ที่ช่วยป้องกันหลอดเลือดสมองช่วยเรื่องความจำได้เช่นเดียวกัน

10.ผักพื้นบ้านไทยมีสรรพคุณเป็นยา รักษาได้สารพัดโรคจนกระทั่งมะเร็ง  ที่สำคัญคือหาง่าย มองไปตามรั้วแม้ในกรุงเทพฯก็ยังพอเห็น หาได้ในทุกฤดูกาลสลับกันไปไม่ว่าจะชะอมที่เป็นผักกลุ่ม “ลีกูมส์” ที่ช่วยต้านชรา หรือว่าผักหวาน ผักกูด กระถิน ตำลึง ยอดมะขามอ่อน  อีกทั้งเรายังมีเห็ดที่มีสรรพคุณทางการแพทย์โดยไม่ต้องพึ่งซุปเห็ดอาหารเสริม อย่างเห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนูดำ เห็ดเข็มทองและเห็ดหอม.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 28 ธันวาคม 2556

“เจลยาชา”ดัดแปรจากข้าวไทย มิติใหม่ใช้ประโยชน์ทางทันตกรรม

dailynews130213_002a“ข้าว” นับเป็นอาหารหลักของคนไทย เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญสร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาลมาช้านาน แต่ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกข้าวในรูปแบบข้าวสารค่อนข้างมีราคาต่ำ นักวิจัยจึงร่วมกันค้นหาสาเหตุ จนกระทั่งค้นพบข่าวดีว่าสารประกอบในเมล็ดข้าวสามารถนำมาดัดแปรเป็น “เจลบรรจุยาชา” สำหรับใช้เฉพาะที่ภายในช่องปากได้ โดยถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทย และลดการนำเข้าเจลยาชาจากต่างประเทศ ทำให้คนไทยได้ใช้ของที่มีคุณภาพและราคาถูก

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา คณะผู้บริหารสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.นำโดย ดร.พีรเดช ทองอำไพ ผู้อำนวยการ สวก. ได้นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมโครงการและผลงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีโครงการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนและพัฒนางานวิจัยจาก สวก.มากถึง 19 โครงการ สำหรับ “โครงการวิจัยดัดแปรข้าวไทยเพื่อใช้ประโยชน์ทางทันตกรรม” นับเป็นหนึ่งในโครงการที่น่าสนใจ เพราะถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกของโลก ที่เชื่อว่ายังไม่เคยมีประเทศใดในโลกสามารถนำข้าวมาทำเจลยาชาได้

dailynews130213_002cรศ.ดร.ศิริพร โอโกโนกิ หัวหน้าโครง การงานวิจัยดัดแปรข้าวไทยเพื่อใช้ประโยชน์ทางทันตกรรม และอาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า โครงการของเราเริ่มจากปัญหาด้านทันตกรรม เพราะทราบจากทันตแพทย์ว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้านทันตกรรมเยอะมาก แต่ไม่ยอมมาพบทันตแพทย์ เนื่องจากกลัวความเจ็บปวด ซึ่งเกิดจากเครื่องมือขูดหินปูนที่เป็นเข็มใช้แคะเข้าไปโดนเหงือกจนเลือดไหล ทำให้ผู้ป่วยกลัว นอกจากนี้ยังมีการถอนฟัน อุดฟันอีกที่การใช้เครื่องมือทันตแพทย์ก่อให้เกิดความเจ็บปวดในขณะที่ทำการรักษา ทำให้ทุกครั้งสิ่งที่ผู้ป่วยเรียกหาคือ ยาชาเพื่อกลบความเจ็บปวด

อย่างไรก็ตาม ยาชาที่ทันตแพทย์ใช้ในปัจจุบันเป็นรูปแบบเข็มที่ต้องทิ่มแทงลงไปในส่วนของเนื้อเยื่อปากของผู้ป่วย ในส่วนที่เข็มแทงลงไปผู้ป่วยก็ต้องเจอกับความเจ็บปวดอีก จึงเป็นที่มาของงานวิจัยที่คิดว่าน่าจะทำเจลยาชาที่ไม่ต้องใช้เข็มฉีดยา เป็นการทำยาชาเฉพาะที่ที่เราต้องการลดความเจ็บปวดตรงไหนก็ทาบริเวณนั้นเลย ถือเป็นความคิดเริ่มแรกของการทำโครงการวิจัยนี้ขึ้นมา โดยจากการสำรวจพบว่า เจลยาชาที่มีขายในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นยาชาที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และสารที่เป็นเจลสำหรับรองรับยาชาเป็นสารสังเคราะห์ไม่ได้ผลิตในเมืองไทย ถ้าเราเผลอกลืนเข้าไปอาจสะสมในร่างกายแล้วเป็นพิษได้ ดังนั้นในแต่ละปีประเทศไทยต้องเสียดุลการค้ากับต่างประเทศในส่วนนี้เป็นจำนวนมหาศาลและที่สำคัญไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้เลยในยามวิกฤติ

ในขณะเดียวกันเราคิดว่าข้าวไทยเป็นพืชเศรษฐกิจที่ควรได้รับการสนับสนุนเพิ่มมูลค่าและในเมล็ดข้าวมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นสารคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นสารโพลิเมอร์ธรรมชาติที่ดี คือเป็นโพลิเมอร์ที่สลายตัวได้ในร่างกาย ไม่มีพิษต่อร่างกาย และสามารถปรับหรือดัดแปลงโครงสร้างได้ จึงเริ่มทดลองทำการวิจัยโดยมี สวก.เป็นผู้สนับสนุนมอบทุนจนสามารถค้นพบว่า ข้าวไทยสามารถที่จะรองรับตัวยาชาได้ และสามารถให้ฤทธิ์ของยาชาที่ใช้เทียบเท่ากับที่เรานำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งระยะเวลาในการวิจัยค่อนข้างนานมาก เพราะเริ่มตั้งแต่การพัฒนาเซลล์จากข้าวไทยนำมาดัดแปลงโครงสร้างข้าว เตรียมตำรับให้เป็นสูตรเดียวที่เหมาะสม ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการทดสอบให้มั่นใจว่าปลอดภัย เพราะถึงแม้เป็นข้าวที่เรารับประทานทุกวันไม่มีพิษไม่มีภัยก็ต้องสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้ว่าเมื่อผลิตภัณฑ์ถึงมือผู้ใช้และผู้ใช้ยินดีที่จะใช้

งานวิจัยเริ่มต้นจากการวิจัยเมล็ดข้าว 4 สายพันธุ์ที่หาซื้อง่ายที่สุด คือข้าวเจ้า 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวเสาไห้ และข้าวเหนียว 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวเหนียวสันป่าตอง และข้าวเหนียว กข.6 เพราะหาซื้อได้ง่าย เวลาทำงานวิจัยต้องลองผิดลองถูกจึงใช้ข้าวเยอะ โดยในเมล็ดข้าวสารมีองค์ประกอบหลักเป็นแป้งหรือสารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นโพลิเมอร์ของกลูโคสที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่มีสูตรทั่วไปคือ (C6H10O5)n คาร์โบไฮเดรตของข้าวแบ่งออกตามขนาดโมเลกุลและลักษณะการจัดเรียงตัวเป็น 2 ชนิดหลัก ๆ คือ ’อะไมโลส” มีขนาดเล็กและมีกิ่งก้านสาขาเพียงเล็กน้อย และ “อะไมโลเพคติน” มีขนาดใหญ่และมีกิ่งก้านสาขามากมาย สารคาร์โบไฮเดรตเหล่านี้มีสมบัติดีคือ ไม่เป็นพิษและสามารถถูกย่อยสลายได้โดยเอนไซม์ในช่องปาก แต่มีสมบัติบางประการที่ไม่พึงประสงค์ ได้แก่ ไม่ละลายน้ำและไม่สามารถยึดเกาะกับพื้นผิวเยื่อบุช่องปากได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการดัดแปลงโครงสร้างภายในของสารเหล่านี้ ทำให้แป้งข้าวที่ถูกดัดแปลงโครงสร้างแล้วจะเรียกว่า ’แป้งดัดแปร”

dailynews130213_002dทางด้าน ทพ.ดร.ชยารพ สุพรรณชาติ อาจารย์คณะทันตแพทยศาสตร์ มหา วิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความรู้ในทางทันตกรรมว่า มีการใช้ยาชาเฉพาะที่ในรูปแบบฉีดในปริมาณมาก แต่การใช้ยาชาเฉพาะที่แบบทานั้นยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายและมีราคาแพงมาก รวมทั้งเป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ ผู้ป่วยทั่วไปจึงจำเป็นต้องถูกฉีดยาชาโดยไม่มีการใช้ยาชาเฉพาะที่ก่อน การฉีดยาชาโดยเฉพาะเข็มแรกที่ยังไม่เกิดการชาใด ๆ จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดมาก จึงมีผลกระทบคือทำให้ผู้ป่วยกลัวการมาหาทันตแพทย์ เมื่อมีอาการเล็กน้อยจะอดทนไว้และจะมาพบทันตแพทย์เฉพาะในกรณีที่มีอาการรุนแรงมาก ๆ จนบางครั้งมากเกินไปหรือสายเกินไปจนต้องถูกถอนฟันทิ้งเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการพัฒนายาชาเฉพาะที่และใช้โดยการทาจะสามารถลดความเจ็บปวดดังกล่าวได้และจะเป็นการลดความกลัวในการมาพบทันตแพทย์ของผู้ป่วย และในอนาคตคาดว่าจะเป็นการเพิ่มความต้องการให้กับผู้ใช้มากขึ้น

ในการทดสอบขั้นต้นในเรื่องของความปลอดภัยทั้งในห้องปฏิบัติการกับเซลล์ช่องปากของอาสาสมัครจำนวน 100 คน ที่มาร่วมงานวิจัยพบว่า ตัวยาชามีความปลอดภัยไม่ชักนำให้เกิดการอักเสบ และมีความเข้มข้นพอที่จะใช้งานได้ 100 เปอร์ เซ็นต์ เช่น การลดความเจ็บปวดและออกฤทธิ์ชาเร็วรวมทั้งขับออกจากร่างกายได้รวดเร็วเช่นกัน เพียงแค่แตะที่ปลายลิ้นใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีก็รู้สึกว่าชาแล้ว แต่อาการชาจะรู้สึกชาอยู่ไม่นานประมาณ 10-15 นาที ซึ่งเจลยาชาจะสามารถช่วยในเรื่องของการขูดหินปูนมากที่สุด เพราะเวลาขูดหินต้องทำให้มีการชาที่เหงือกเวลาใช้เครื่องมือแพทย์อาจจะไปโดนเหงือกอาจจะรู้สึกเจ็บและบางคนอาจจะรู้สึกเสียวฟันด้วย

ดังนั้นแป้งดัดแปรที่ได้จากข้าวไทยสามารถนำมาพัฒนาให้เป็นสารก่อเจลที่เหมาะสมเพื่อบรรจุยาชาและได้ผลิตภัณฑ์เจลยาชาจากข้าวไทยที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำมาใช้ได้จริงกับผู้ป่วยทั่วไปได้ในราคาถูก การนำข้าวไทยมาประยุกต์เพื่อประโยชน์ทางทันตกรรมในรูปแบบยาชาเฉพาะที่นี้ยังไม่มีประเทศใดทำมาก่อน ดังนั้นงานวิจัยชิ้นนี้จึงก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่และเกิดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ข้าวไทย ซึ่งนอกจากจะได้สิ่งใหม่ ๆ เหล่านี้แล้ว ยังจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทย และช่วยชาวนาไทยอีกด้วย.

…………………………….

dailynews130213_002bข้อเปรียบเทียบความคุ้มค่าในการใช้เจลยาชา

เจลยาชาที่นำเข้ามาจากต่างประเทศต้องผ่านกระบวนการหลายกระบวนการทำให้มีราคาที่สูงขึ้น มีข้อจำกัดสำหรับทันตแพทย์ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการรักษาลง เช่น กรณีบัตร 30 บาท รักษาทุกโรค โดยเจลยาชา 1 กระปุก นำเข้าจากต่างประเทศ ราคาประมาณ 300-400 บาท ใช้ได้ประมาณไม่เกิน 20 ครั้ง ตกครั้งละประมาณ 10 กว่าบาท ฉะนั้นจึงทำให้ทันตแพทย์หลีกเลี่ยงที่จะใช้เจลยาชาเหล่านี้  แต่ถ้าเราสามารถทำให้เจลยาชามีราคาลดลงก็น่าจะทำให้ทันตแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์หันมาใช้เจลยาชาในการรักษามากขึ้น ทำให้คนไข้อยากมารักษากับทันตแพทย์เพื่อป้องกันโรคก่อน

สำหรับต้นทุนของเจลยาชาที่ทำจากข้าวไทยมีราคาที่ยังไม่ได้รวมเทคโนโลยี คิดจากราคาข้าว 1 กิโลกรัม 50 บาท หากนำมาทำเจลยาชา 1 ขวด ขนาด 100 มิลลิกรัมใช้ข้าวไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ราคาต่อ 1 ขวดไม่ถึง 20 บาท ถือว่าเป็นราคาที่ถูกมาก ฉะนั้นการใช้เจลยาชาของไทยจึงน่าจะคุ้มค่ากว่า แถมคุณภาพก็ไม่แตกต่างกันอีกด้วย

ทีมวาไรตี้

ที่มา : เดลินิวส์  13 กุมภาพันธ์ 2556