“ข้าวไทย” ป้องกันโรค ช่วยผิวสวย

manager141008_02โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในโรคประจำตัวที่คนไทยป่วยกันมาก สาเหตุหนึ่งมาจากพฤติกรรมการกิน โดยเฉพาะอาหารรสชาติ หวาน มัน เค็ม อย่างไรก็ตาม นางรัชนี คงคาฉุยฉาย อาจารย์สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่าคนไทยซึ่งบริโภคข้าวเป็นหลักนั้น “ข้าว” สามารถช่วยป้องกันโรคได้หากกินให้เป็นยา

โดยเฉพาะหากมีการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวไทยให้มีดัชนีน้ำตาลต่ำ จะช่วยควบคุมน้ำหนักตัว ป้องกันการเกิดโรคอ้วน เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

ส่วนการศึกษาคุณสมบัติข้าวสายพันธุ์พื้นเมืองของไทย นางรัชนี เปิดเผยว่า ข้าวเหลือง ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกภาคอีสานมีปริมาณโฟเลต ซึ่งช่วยป้องกันโรคปากแหว่งเพดานโหว่ และป้องกันภาวะสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ ในผู้สูงอายุได้จำนวนสูงถึง 100 ไมโครกรัม ต่อ 100 กรัม ขณะที่คนปกติต้องการโฟเลตวันละ 400 ไมโครกรัม แต่ปัญหาคือข้าวสายพันธุ์นี้ค่อนข้างแข็งจึงต้องมีการศึกษาและพัฒนาให้ข้าวอ่อนนุ่มมากขึ้น

 ข้าวเจ้าลอย หรือ ข้าวหนีน้ำมีปริมาณโฟเลตและฟอสฟอรัสต่ำเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไต ซึ่งเป็นที่ต้องการของกลุ่มแพทย์ แต่ปริมาณข้าวมีไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการของบประมาณเพื่อศึกษา

ข้าวกล่ำ มีสารแอนโทไซยานินสูง ซึ่งช่วยเรื่องผิวพรรณ ชะลอการเหี่ยวย่น ที่น่าสนใจคือมีความคล้ายคลึงกับข้าวดำของจีนที่สกัดเอาสารสำคัญไปให้หนูทดลองกินอย่างสม่ำเสมอ แล้วเอาดวงตาหนูไปจ่อกับรังสีอัลตราไวโอเลต เพื่อเร่งให้เกิดต้อกระจบ โดยพบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดจากข้าวดำมีดวงตาเป็นปกติ แต่หนูที่ไม่ได้รับสารพบว่าเรตินาถูกทำลายลง

“เรากำลังค้นหาพันธุ์ข้าวที่มีในประเทศไทยเพื่อศึกษาคุณสมบัติ คุณค่าทางโภชนาการ และความจำเพาะต่อโรคบางโรคว่ามีหรือไม่อย่างไร เพราะถ้าหวังให้มีการปรับปรุงสายพันธุ์นั้นค่อนข้างใช้เวลานาน ซึ่งหากพบแล้วจะเป็นสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เกษตรกรก็จะไม่ละทิ้งที่ดินของตัวเอง” นางรัชนี กล่าว

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 ตุลาคม 2557

Advertisements

‘ข้าว’ อาหารสุขภาพระดับโลก

dailynews140301_001คนไทยบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก แต่รู้หรือไม่ว่าข้าวที่เรากินอยู่ทุกวันนี้ โดยเฉพาะข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสีมากจนเกินไปมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร ไปฟังคำตอบกัน

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า ชนชาติที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักนอกจากชาวเอเชียแล้วยังมีอีกหลายชาติในโลก ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาก็บริโภคข้าวเป็นหลัก โดยในมลรัฐลุยเซียนามีอเมริกันชนที่สืบเชื้อสายมาจากชาวฝรั่งเศสยุคอาณา นิคมเรียกว่าพวก “เคจัน” ที่ชอบรับประทานอาหารรสเผ็ดราดกับข้าวสวย

บรรพบุรุษของเรา ท่านมีความผูกพันกับข้าวมากกว่าแค่ท้องอิ่ม ไม่ว่าจะเป็นพิธีทำขวัญข้าว พิธีบูชาพระแม่โพสพ ไปจนถึงพิธีเก็บเกี่ยวที่ล้วนเป็นการแสดงความเคารพต่อข้าวอย่างสูง ข้าวแต่ละเม็ดเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เพราะกว่าจะได้มานั้นยากลำบากไม่ใช่ง่าย ๆ สมัยก่อนต้องตำข้าวด้วยครกกระเดื่องกว่าจะได้ข้าวแต่ละเม็ดต้องกอบแล้วกอบอีกเข้าครกตำ ซึ่งพิธีเหล่านี้จะทำให้คนรุ่นใหม่ยากที่จะลืมบุญคุณแห่งข้าว

สิ่งหนึ่งซึ่งพระแม่โพสพให้แก่คนไทยผ่านข้าว คือ คุณประโยชน์ที่อัดแน่นอยู่ในเม็ดข้าว ซึ่งในแต่ละเม็ดที่ยังบริสุทธิ์สมบูรณ์ไม่ผ่านการขัดสีนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นอยู่มากไม่แพ้ผักผลไม้สด

ในข้าว 1 เม็ดที่ขัดสีไม่มากเกินไปจะมีวิตามินและแร่ธาตุที่น่าสนใจ คือ แมงกานีส  ซีลีเนียม ฟอสฟอรัส ทองแดง แมกนีเซียม วิตามินบี

ข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อยอย่าง “ข้าวซ้อมมือ” มีการศึกษาจนทำให้รู้ว่าข้าว คือ สุดยอดอาหารสุขภาพอย่างหนึ่งโดยงานวิจัยจากนานาสถาบันระดับโลกเป็นเครื่องยืนยันดังต่อไปนี้

 

มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด โดย รพ.บริกแฮมแอนด์วีเมนได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากพยาบาลกว่า 70,000 รายเป็นเวลา 12 ปีจนได้ข้อสรุปที่เผยว่า คนที่รับประทานธัญพืชไม่ขัดสีอย่างข้าวซ้อมมือนั้นจะคุมน้ำหนักตัวได้นิ่งกว่าคนที่กินธัญพืชขัดสี แถมยังช่วยยันน้ำหนักตัวไว้ไม่ให้เพิ่มได้ถึงเกือบครึ่ง

 

มหาวิทยาลัยลุยเซียนาสเตท พบว่า ข้าวซ้อมมือและน้ำมันรำข้าวช่วย “ลดไขมัน” ลงได้โดยเฉพาะไขมันตัวร้าย (LDL-c) ซึ่งนักวิจัยชี้ว่าคุณสมบัติพิเศษของน้ำมันในข้าวที่มักอยู่ในส่วนที่ขัดสีน้อยนั้นช่วยป้องกันหัวใจได้โดยตัวของมันจะไม่จับเป็นตะกรันเหนียวข้นในหลอดเลือดซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและตีบตันของหลอดเลือดสำคัญตามที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะสมอง กับหัวใจ

 

สถาบันวิจัยมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาและมหาวิทยาลัยคอร์แนล ประกาศว่าธัญพืช เช่น ข้าวนั้นเป็นยาวิตามินชั้นดีเพราะมี “พฤกษเคมี”ที่ทรงพลังในการต้านทานโรคต่าง ๆ รวมถึงโรคมะเร็ง ซึ่งสารหนึ่งที่มีอยู่ในข้าวที่ไม่ขัดสีจนขาว คือ “ฟีโนลิกส์” ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่มีในสมุนไพรชั้นดีอย่างขมิ้น ชาเขียวหรือแม้แต่ไวน์แดง สารนี้มีอยู่ในข้าวเช่นกัน

 

การศึกษาจากเดนมาร์กลงตีพิมพ์ในวารสารนิวตริชั่น ชี้ว่า ข้าวไม่ขัดขาวโดยเฉพาะข้าวซ้อมมือมีฤทธิ์ป้องกัน “โรคหัวใจ” ได้ดีมาก จากสารพิเศษที่ชื่อ “ลิกแนน” ซึ่งเป็นหนึ่งในใยอาหารที่มีกลไกเบื้องหลังการเป็นเกราะให้หัวใจคือลิกแนนจะถูกแปรรูปในลำไส้จนกลายเป็น “เคมีป้องกันหัวใจและมะเร็ง” ซึ่งสารนี้จะไหลเวียนอยู่ในเลือดของผู้ที่บริโภคข้าวสุขภาพทั้งหลายเพื่อป้องกันโรคหัวใจ

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างสำหรับข้าวที่เรารับประทานกันมาตั้งแต่เกิดจนเป็นเรื่องแสนจะธรรมดา เมื่อดูให้ดีก็จะเห็นว่าข้าวที่ดูเป็นของใกล้ตัวที่อาจเป็นคำตอบสุขภาพให้เราได้ในหลายเรื่อง ซึ่งขอเพียงแค่เข้าใจคุณค่าของข้าวและชาวนาอย่างแท้จริง.

 

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 1 มีนาคม 2557

“เจลยาชา”ดัดแปรจากข้าวไทย มิติใหม่ใช้ประโยชน์ทางทันตกรรม

dailynews130213_002a“ข้าว” นับเป็นอาหารหลักของคนไทย เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญสร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาลมาช้านาน แต่ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกข้าวในรูปแบบข้าวสารค่อนข้างมีราคาต่ำ นักวิจัยจึงร่วมกันค้นหาสาเหตุ จนกระทั่งค้นพบข่าวดีว่าสารประกอบในเมล็ดข้าวสามารถนำมาดัดแปรเป็น “เจลบรรจุยาชา” สำหรับใช้เฉพาะที่ภายในช่องปากได้ โดยถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทย และลดการนำเข้าเจลยาชาจากต่างประเทศ ทำให้คนไทยได้ใช้ของที่มีคุณภาพและราคาถูก

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา คณะผู้บริหารสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.นำโดย ดร.พีรเดช ทองอำไพ ผู้อำนวยการ สวก. ได้นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมโครงการและผลงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีโครงการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนและพัฒนางานวิจัยจาก สวก.มากถึง 19 โครงการ สำหรับ “โครงการวิจัยดัดแปรข้าวไทยเพื่อใช้ประโยชน์ทางทันตกรรม” นับเป็นหนึ่งในโครงการที่น่าสนใจ เพราะถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกของโลก ที่เชื่อว่ายังไม่เคยมีประเทศใดในโลกสามารถนำข้าวมาทำเจลยาชาได้

dailynews130213_002cรศ.ดร.ศิริพร โอโกโนกิ หัวหน้าโครง การงานวิจัยดัดแปรข้าวไทยเพื่อใช้ประโยชน์ทางทันตกรรม และอาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า โครงการของเราเริ่มจากปัญหาด้านทันตกรรม เพราะทราบจากทันตแพทย์ว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้านทันตกรรมเยอะมาก แต่ไม่ยอมมาพบทันตแพทย์ เนื่องจากกลัวความเจ็บปวด ซึ่งเกิดจากเครื่องมือขูดหินปูนที่เป็นเข็มใช้แคะเข้าไปโดนเหงือกจนเลือดไหล ทำให้ผู้ป่วยกลัว นอกจากนี้ยังมีการถอนฟัน อุดฟันอีกที่การใช้เครื่องมือทันตแพทย์ก่อให้เกิดความเจ็บปวดในขณะที่ทำการรักษา ทำให้ทุกครั้งสิ่งที่ผู้ป่วยเรียกหาคือ ยาชาเพื่อกลบความเจ็บปวด

อย่างไรก็ตาม ยาชาที่ทันตแพทย์ใช้ในปัจจุบันเป็นรูปแบบเข็มที่ต้องทิ่มแทงลงไปในส่วนของเนื้อเยื่อปากของผู้ป่วย ในส่วนที่เข็มแทงลงไปผู้ป่วยก็ต้องเจอกับความเจ็บปวดอีก จึงเป็นที่มาของงานวิจัยที่คิดว่าน่าจะทำเจลยาชาที่ไม่ต้องใช้เข็มฉีดยา เป็นการทำยาชาเฉพาะที่ที่เราต้องการลดความเจ็บปวดตรงไหนก็ทาบริเวณนั้นเลย ถือเป็นความคิดเริ่มแรกของการทำโครงการวิจัยนี้ขึ้นมา โดยจากการสำรวจพบว่า เจลยาชาที่มีขายในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นยาชาที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และสารที่เป็นเจลสำหรับรองรับยาชาเป็นสารสังเคราะห์ไม่ได้ผลิตในเมืองไทย ถ้าเราเผลอกลืนเข้าไปอาจสะสมในร่างกายแล้วเป็นพิษได้ ดังนั้นในแต่ละปีประเทศไทยต้องเสียดุลการค้ากับต่างประเทศในส่วนนี้เป็นจำนวนมหาศาลและที่สำคัญไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้เลยในยามวิกฤติ

ในขณะเดียวกันเราคิดว่าข้าวไทยเป็นพืชเศรษฐกิจที่ควรได้รับการสนับสนุนเพิ่มมูลค่าและในเมล็ดข้าวมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นสารคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นสารโพลิเมอร์ธรรมชาติที่ดี คือเป็นโพลิเมอร์ที่สลายตัวได้ในร่างกาย ไม่มีพิษต่อร่างกาย และสามารถปรับหรือดัดแปลงโครงสร้างได้ จึงเริ่มทดลองทำการวิจัยโดยมี สวก.เป็นผู้สนับสนุนมอบทุนจนสามารถค้นพบว่า ข้าวไทยสามารถที่จะรองรับตัวยาชาได้ และสามารถให้ฤทธิ์ของยาชาที่ใช้เทียบเท่ากับที่เรานำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งระยะเวลาในการวิจัยค่อนข้างนานมาก เพราะเริ่มตั้งแต่การพัฒนาเซลล์จากข้าวไทยนำมาดัดแปลงโครงสร้างข้าว เตรียมตำรับให้เป็นสูตรเดียวที่เหมาะสม ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการทดสอบให้มั่นใจว่าปลอดภัย เพราะถึงแม้เป็นข้าวที่เรารับประทานทุกวันไม่มีพิษไม่มีภัยก็ต้องสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้ว่าเมื่อผลิตภัณฑ์ถึงมือผู้ใช้และผู้ใช้ยินดีที่จะใช้

งานวิจัยเริ่มต้นจากการวิจัยเมล็ดข้าว 4 สายพันธุ์ที่หาซื้อง่ายที่สุด คือข้าวเจ้า 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวเสาไห้ และข้าวเหนียว 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวเหนียวสันป่าตอง และข้าวเหนียว กข.6 เพราะหาซื้อได้ง่าย เวลาทำงานวิจัยต้องลองผิดลองถูกจึงใช้ข้าวเยอะ โดยในเมล็ดข้าวสารมีองค์ประกอบหลักเป็นแป้งหรือสารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นโพลิเมอร์ของกลูโคสที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่มีสูตรทั่วไปคือ (C6H10O5)n คาร์โบไฮเดรตของข้าวแบ่งออกตามขนาดโมเลกุลและลักษณะการจัดเรียงตัวเป็น 2 ชนิดหลัก ๆ คือ ’อะไมโลส” มีขนาดเล็กและมีกิ่งก้านสาขาเพียงเล็กน้อย และ “อะไมโลเพคติน” มีขนาดใหญ่และมีกิ่งก้านสาขามากมาย สารคาร์โบไฮเดรตเหล่านี้มีสมบัติดีคือ ไม่เป็นพิษและสามารถถูกย่อยสลายได้โดยเอนไซม์ในช่องปาก แต่มีสมบัติบางประการที่ไม่พึงประสงค์ ได้แก่ ไม่ละลายน้ำและไม่สามารถยึดเกาะกับพื้นผิวเยื่อบุช่องปากได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการดัดแปลงโครงสร้างภายในของสารเหล่านี้ ทำให้แป้งข้าวที่ถูกดัดแปลงโครงสร้างแล้วจะเรียกว่า ’แป้งดัดแปร”

dailynews130213_002dทางด้าน ทพ.ดร.ชยารพ สุพรรณชาติ อาจารย์คณะทันตแพทยศาสตร์ มหา วิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความรู้ในทางทันตกรรมว่า มีการใช้ยาชาเฉพาะที่ในรูปแบบฉีดในปริมาณมาก แต่การใช้ยาชาเฉพาะที่แบบทานั้นยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายและมีราคาแพงมาก รวมทั้งเป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ ผู้ป่วยทั่วไปจึงจำเป็นต้องถูกฉีดยาชาโดยไม่มีการใช้ยาชาเฉพาะที่ก่อน การฉีดยาชาโดยเฉพาะเข็มแรกที่ยังไม่เกิดการชาใด ๆ จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดมาก จึงมีผลกระทบคือทำให้ผู้ป่วยกลัวการมาหาทันตแพทย์ เมื่อมีอาการเล็กน้อยจะอดทนไว้และจะมาพบทันตแพทย์เฉพาะในกรณีที่มีอาการรุนแรงมาก ๆ จนบางครั้งมากเกินไปหรือสายเกินไปจนต้องถูกถอนฟันทิ้งเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการพัฒนายาชาเฉพาะที่และใช้โดยการทาจะสามารถลดความเจ็บปวดดังกล่าวได้และจะเป็นการลดความกลัวในการมาพบทันตแพทย์ของผู้ป่วย และในอนาคตคาดว่าจะเป็นการเพิ่มความต้องการให้กับผู้ใช้มากขึ้น

ในการทดสอบขั้นต้นในเรื่องของความปลอดภัยทั้งในห้องปฏิบัติการกับเซลล์ช่องปากของอาสาสมัครจำนวน 100 คน ที่มาร่วมงานวิจัยพบว่า ตัวยาชามีความปลอดภัยไม่ชักนำให้เกิดการอักเสบ และมีความเข้มข้นพอที่จะใช้งานได้ 100 เปอร์ เซ็นต์ เช่น การลดความเจ็บปวดและออกฤทธิ์ชาเร็วรวมทั้งขับออกจากร่างกายได้รวดเร็วเช่นกัน เพียงแค่แตะที่ปลายลิ้นใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีก็รู้สึกว่าชาแล้ว แต่อาการชาจะรู้สึกชาอยู่ไม่นานประมาณ 10-15 นาที ซึ่งเจลยาชาจะสามารถช่วยในเรื่องของการขูดหินปูนมากที่สุด เพราะเวลาขูดหินต้องทำให้มีการชาที่เหงือกเวลาใช้เครื่องมือแพทย์อาจจะไปโดนเหงือกอาจจะรู้สึกเจ็บและบางคนอาจจะรู้สึกเสียวฟันด้วย

ดังนั้นแป้งดัดแปรที่ได้จากข้าวไทยสามารถนำมาพัฒนาให้เป็นสารก่อเจลที่เหมาะสมเพื่อบรรจุยาชาและได้ผลิตภัณฑ์เจลยาชาจากข้าวไทยที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำมาใช้ได้จริงกับผู้ป่วยทั่วไปได้ในราคาถูก การนำข้าวไทยมาประยุกต์เพื่อประโยชน์ทางทันตกรรมในรูปแบบยาชาเฉพาะที่นี้ยังไม่มีประเทศใดทำมาก่อน ดังนั้นงานวิจัยชิ้นนี้จึงก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่และเกิดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ข้าวไทย ซึ่งนอกจากจะได้สิ่งใหม่ ๆ เหล่านี้แล้ว ยังจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทย และช่วยชาวนาไทยอีกด้วย.

…………………………….

dailynews130213_002bข้อเปรียบเทียบความคุ้มค่าในการใช้เจลยาชา

เจลยาชาที่นำเข้ามาจากต่างประเทศต้องผ่านกระบวนการหลายกระบวนการทำให้มีราคาที่สูงขึ้น มีข้อจำกัดสำหรับทันตแพทย์ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการรักษาลง เช่น กรณีบัตร 30 บาท รักษาทุกโรค โดยเจลยาชา 1 กระปุก นำเข้าจากต่างประเทศ ราคาประมาณ 300-400 บาท ใช้ได้ประมาณไม่เกิน 20 ครั้ง ตกครั้งละประมาณ 10 กว่าบาท ฉะนั้นจึงทำให้ทันตแพทย์หลีกเลี่ยงที่จะใช้เจลยาชาเหล่านี้  แต่ถ้าเราสามารถทำให้เจลยาชามีราคาลดลงก็น่าจะทำให้ทันตแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์หันมาใช้เจลยาชาในการรักษามากขึ้น ทำให้คนไข้อยากมารักษากับทันตแพทย์เพื่อป้องกันโรคก่อน

สำหรับต้นทุนของเจลยาชาที่ทำจากข้าวไทยมีราคาที่ยังไม่ได้รวมเทคโนโลยี คิดจากราคาข้าว 1 กิโลกรัม 50 บาท หากนำมาทำเจลยาชา 1 ขวด ขนาด 100 มิลลิกรัมใช้ข้าวไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ราคาต่อ 1 ขวดไม่ถึง 20 บาท ถือว่าเป็นราคาที่ถูกมาก ฉะนั้นการใช้เจลยาชาของไทยจึงน่าจะคุ้มค่ากว่า แถมคุณภาพก็ไม่แตกต่างกันอีกด้วย

ทีมวาไรตี้

ที่มา : เดลินิวส์  13 กุมภาพันธ์ 2556

อด ‘ข้าว’ พิชิตโรค

เปรมเกียรติ รัตนบวรเศรษฐ์ ผู้บริหารโมเดิร์นคอฟฟี่ เคยอ้วนลงพุงพ่วงด้วยคอเลสเตอรอลและความดันสูง เป็นผู้ป่วยที่ต้องกินยาหาหมอ แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะชีวิตประจำวันยังคงกินอาหารพวกแป้งและน้ำตาลในปริมาณมาก ไม่ได้ลดหรือควบคุมอะไรเป็นพิเศษ

“ช่วงบวชเป็นพระประมาณ 4 เดือน น้ำหนักลดลง 12 กิโลกรัม สุขภาพดีขึ้นแต่เมื่อสึกออกมาน้ำหนักก็กลับมาเป็น 73 กิโลกรัม และอยู่ในภาวะอ้วนลงพุงเหมือนเดิม” เปรมเกียรติ เล่าย้อนอดีต

ปัญหาข้างต้นเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ไม่กินให้พอดี ทั้งยังมีแนวโน้มพบได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทย เพราะความเชื่อที่สอนต่อๆ กันมาว่าจะต้องกินข้าวเป็นอาหารหลัก และกินให้มากกว่ากับข้าว

“ข้าวทำให้อิ่มท้อง แต่อีกมุมหนึ่งกลับทำให้เกิดอาการหิวเร็วขึ้น สังเกตจากตัวเราเอง วันไหนมื้อเช้าเริ่มตอน 10-11 โมงจะรู้สึกหิวเร็ว เพราะร่างกายได้รับอาหารและต้องการต่อเนื่อง เมื่อตามใจปากโดยกินข้าวเข้าไปอีก จะรู้สึกง่วงในช่วงบ่าย ทำให้เด็กเรียนไม่รู้เรื่อง ผู้ใหญ่ก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะอิ่มจนสมองตื้อ โดยเฉพาะคนไม่ออกกำลังกายยิ่งกินมากยิ่งสะสมเป็นไขมันและอ้วนในที่สุด” นพ.วิศาล เยาวพงศ์ศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวานและความดัน กล่าว

วิธีแก้ภาวะอ้วนลงพุงมีโรคทำไม่ยาก เริ่มจากการปรับอาหารที่กินซึ่งเป็นต้นเหตุหลัก เลิกโทษหมอว่าจ่ายยาไม่ดี ไม่แรง รักษาไม่เต็มที่ แต่หันมายอมรับว่า ตัวเองต่างหากที่ผิด ไม่ดูแลตัวเอง ไม่งดไม่ลดในสิ่งที่ควรลด ทั้งยังคอยเพิ่มความเสี่ยงให้กับร่างกายตัวเองตลอดเวลาจากกิเลสในด้านการกิน

กรณีของเปรมเกียรติ หมอแนะนำให้ปรับวิธีการกิน โดยงดแป้ง งดน้ำตาล แต่หันมากินผักและโปรตีนจากเนื้อสัตว์ทดแทน ออกกำลังกายร่วมด้วยเพื่อลดพุง

ส่วนโรคเบาหวานในผู้ใหญ่ ส่วนมากมีสาเหตุมาจากความอ้วน เพราะร่างกายมีไขมันสะสมเกินพิกัดจนทะลักออกจากเซลล์ โดยส่วนหนึ่งมีผลทำให้กล้ามเนื้อและตับที่เคยทำหน้าที่กักเก็บน้ำตาลทำหน้าที่ของตัวเองได้น้อยลง และเมื่อคนที่เป็นเบาหวานกินแป้งหรือน้ำตาลเพียงนิดเดียว ก็จะมีระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงลิ่วได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป

วิธีปรับการกินแบบไร้แป้งไร้น้ำตาลสามารถทำได้ง่ายๆ เริ่มจากการเลี่ยงอาหารทุกชนิดที่ทำจากแป้งและมีน้ำตาลสูง ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ข้าวกล้อง วุ้นเส้น ลูกเดือยและธัญพืชทุกชนิด

นอกจากนี้ ขนมปัง เบเกอรี่ ขนมหวานทุกชนิด รวมถึงขนมปังโฮลวีท ผลไม้ทุกชนิดทั้งที่มีรสหวานและไม่หวาน พืชผักที่มีแป้งและน้ำตาลสูง อย่างมัน เผือก ฟักทอง มะเขือเทศและแครอท เครื่องปรุงรสทุกชนิด หรือกับข้าวถุงสะดวกซื้อ ซึ่งล้วนมีส่วนผสมของน้ำตาลก็ต้องงดด้วย

“เมนูที่กินได้สำหรับสูตรไร้แป้ง-น้ำตาลมีเยอะมาก รับรองไม่อด ยกตัวอย่างเช่น เนื้อสัตว์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น หมู ไก่ กุ้ง ปลา ติดมันด้วยจะได้เนื้อนุ่มน่ากิน หนังหมู หนังไก่ ตีนหมู ตีนไก่ เห็ด สาหร่าย เมนูไข่จะต้ม ตุ๋น ลวก ดาวหรือเจียวได้ทั้งนั้น ที่สำคัญ “ไข่แดง” ไม่ได้เป็นสาเหตุทำให้คอเลสเตอรอลสูง” นพ.วิศาล กล่าว

เต้าหู้จะชนิดก้อน หลอด หรือเป็นฟองเต้าหู้กินได้ทั้งสิ้น แต่น้ำเต้าหู้เป็นของห้าม เพราะทั้งหวานและมีแป้งของถั่ว ผักให้เลือกผักก้าน ผักใบ ฟักขาว แตงกวา มะละกอดิบทำส้มตำได้ ใช้บุกเป็นส่วนประกอบอาหารแทน หรือแก่นตะวัน เครื่องเทศและเครื่องปรุงทุกชนิดเลือกชนิดที่มีน้ำตาลน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย เลือกใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลถ้าต้องการเพิ่มรสชาติ

“อาหารที่มีโปรตีนและไขมันไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ทั้งกินแล้วจะช่วยให้อิ่มเร็วและอิ่มนาน อาหารที่มีไขมันติดบ้างจะช่วยทำให้อาหารอร่อยน่ากินมากขึ้น ตรงกันข้ามกับสูตรอาหารไขมันต่ำนอกจากจะไม่อร่อย อิ่มช้า ยังทำให้หิวเร็วและกินจุบจิบ หรือกลับมากินแป้งมากกว่าเดิมได้” ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวาน กล่าว

ส่วนอาหารสะดวกซื้อยังกินได้เหมือนเดิม แต่ให้เน้นอ่านก่อนซื้อ อย่างแฮม ไส้กรอกกินได้ แต่ดูว่าส่วนผสมไร้แป้งหรือเปล่า เช่นเดียวกับเนยแข็ง ไก่ทอด เนื้อไก่จากร้านข้าวมันไก่ หมูกรอบ สามารถกินได้

“ขอเพียงตัด” ข้าว “ออกจากเมนู ก็สามารถกินตามใจปาก และที่สำคัญควรออกกำลังกายในสไตล์ที่ตัวเองถนัด เพียงเท่านี้เชื่อว่าทุกคนจะเอาอยู่กับภาวะอ้วนลงพุง เบาหวานและความดันที่รุมเร้า” นพ.วิศาลกล่าว

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 30 สิงหาคม 2555