ชีวิตหลังแต่งงาน ลดหรือเพิ่ม ปัญหาสุขภาพ

dailynews140303_001จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมิชิแกน พบว่า การแต่งงานเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อความสัมพันธ์ทางสังคมที่ส่งผลต่อสุขภาพ

ดร.หลิว กล่าวว่า การแต่งงานที่มีความสุขจะช่วยสุขภาพทางกายภาพแข็งแรงขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม ความเครียดจากการแต่งงานที่ไม่มีความสุข อาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า และนำไปสู่พฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพเช่น การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนั้นยังเพิ่มระดับฮอร์โมนความเครียดของร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้อาจส่งผลให้ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้นและในที่สุดนำไปสู่โรคหัวใจ จึงเป็นไปได้ว่าความสุขของการแต่งงานมีอิทธิพลต่อสุขภาพทางกายและการงาน

ผลวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ พบว่า คนที่คิดว่าคู่ของตนไม่สนับสนุนซึ่งกันและกัน มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ ส่วนคู่สมรสใดที่รู้สึกว่าบางครั้งก็เกื้อกูลกันแต่บางครั้งก็ไม่ เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดแดง และเสี่ยงจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ไม่เพียงเท่านั้น การศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ บ่งชี้ว่า การแต่งงานอาจส่งผลดีกับกระดูกของผู้ชาย โดยผู้ชายที่ชีวิตครอบครัวมั่นคงจะมีกระดูกที่แข็งแกร่งกว่าคนยังโสดหรือหย่าร้าง

ไม่ว่าอย่างไร ชีวิตหลังแต่งงานไม่ได้มีผลกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อคู่สมรสและทุกคนในครอบครัวอีกด้วย

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์  3 มีนาคม 2557

.

Related Article:

.

dailymail140228_001

Could a bad marriage kill you? Stress of a bad relationship can lead to heart disease, doctors warn

  • People in an unhappy marriage are also at higher risk of depression
  • The stress of a bad marriage can raise blood pressure and heart rate
  • This can eventually lead to heart disease

By EMMA INNES

PUBLISHED: 14:28 GMT, 28 February 2014

Everyone knows that being in an unhappy marriage can make people miserable.

But now, researchers have suggests it could even prove fatal.

U.S. researchers believe that an unhappy marriage can cause stress which, in turn, affects physical health.

They believe people who are unhappy with their spouse could be at higher risk of depression, high blood pressure and even heart disease.

As a result, the scientists at Michigan State University are set to study how marriage affects cardiovascular health.

They say this is particularly important at a time when one in four people in the U.S. die of heart disease.

Dr Hui Liu, the lead researcher, said: ‘The importance of this study is highlighted by the continued high prevalence of cardiovascular disease in the United States.

‘We plan to provide nationally representative evidence on how marriage affects cardiovascular health and elucidate the multiple mechanisms in this relationship. The findings will have important implications for health policy and practice.’

The researchers say most cases of heart disease are preventable meaning identifying risk factors is crucial to the design of effective prevention strategies.

Dr Liu explained that scientists have long believed marriage to be the most important social relationship affecting health.

She believes, for example, that a happy marriage offers support and enhances physical health.

In contrast, she says the stress of an unhappy marriage can cause depression.

This, she says, can promote unhealthy habits, such as smoking and drinking, and can increase the body’s levels of stress hormones.

These hormones can result in raised blood pressure and heart rate eventually leading to heart disease.

dailymail140228_001a

Dr Liu’s theory is supported by previous research which has shown that the happiness of marriage has a powerful influence on physical health.

Recent research from the University of Utah revealed that people who think their partner is not supportive are more likely to develop heart disease.

Scientists found that people who say their spouse is sometimes supportive but also sometimes upsetting have higher levels of artery calcification.

This suggests their arteries are diseased and they are at greater risk of premature death.

Another recent study, from UCLA, revealed that marriage is also good for a man’s bones.

It showed that men in stable marriages have stronger bones than those who are single or divorced.

The researchers are not clear as to the reasons behind this finding.

SOURCE: www.dailymail.co.uk

Advertisements

เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้กลายเป็นเด็กขี้อิจฉา

dailynews140111_002คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมคะว่า ถ้าเรามีลูก 2 คนหรือมากกว่านี้ เราควรทุ่มเทเวลาให้ลูกคนไหนกันแน่? ยิ่งโดยเฉพาะบ้านที่มีลูกคนโตและน้องคนเล็กอายุห่างกันมาก ๆ ด้วยแล้ว เรื่องนี้ดูจะเป็นปัญหาสำคัญทีเดียวค่ะ

คุณพ่อคุณแม่มักจะคิดว่า ควรจะทุ่มเทเวลาดูแลน้องหรือให้พี่ที่อายุมากกว่าเป็นคนดูแลน้องน่าจะเป็นคำตอบที่เหมาะสม แต่แท้จริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมรับว่า เด็กแต่ละช่วงอายุจะมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ แตกต่างกันไป เช่น เด็กอายุ 3 ขวบ จะเริ่มรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของได้อย่างชัดเจน ส่วนเด็กอายุ 4 ขวบจะเริ่มแสดงอารมณ์อิจฉาโดยไม่รู้ตัว เด็กอายุ 5 ขวบ เริ่มพัฒนาความคิดเกี่ยวกับพวกฉันพวกเธอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ความเข้าใจ แล้วจึงแสดงออกมาทางพฤติกรรมค่ะ ดังนั้น การที่จะสรุปไปว่า คำว่า “พี่” คือต้องดูแลน้อง เป็นผู้เสียสละให้น้องตลอดเวลา หรือว่าเป็นคุณพ่อคุณแม่คนที่ 2 ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเท่าไหร่นัก เพราะพี่อาจจะมีความสนใจในเรื่องอื่น ๆ ตามช่วงอายุวัยของเขา เพียงแต่พี่อาจจะช่วยดูแลน้องได้เป็นครั้งคราวตามความเหมาะสมของช่วงเวลาเท่านั้นค่ะ

สิ่งที่เป็นหัวใจของการดูแลลูกที่มีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปคือ เรื่องของการสร้างความรักและความเอื้ออาทรในครอบครัว สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง รวมถึงไม่สามารถเกิดขึ้นเพราะคำสั่งของคุณพ่อคุณแม่ แต่จะเกิดจากพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่เองที่เป็นแบบอย่างที่ดีที่สามารถสอนทั้งพี่และน้องได้ว่า คำว่า “รัก” สำหรับพี่น้องคืออะไร และควรเป็นอย่างไร วิธีการหนึ่งที่สำคัญคือการให้พี่น้องได้ทำกิจกรรมด้วยกัน เพราะนอกจากจะช่วยทำให้ทั้งพี่และน้องรู้สึกถึงการถ้อยทีถ้อยอาศัยแล้ว ยังช่วยให้พี่รู้สึกว่าตัวเองเป็นบุคคลสำคัญอีกด้วยค่ะ

เรื่องการรู้สึกว่าอยากให้ตัวเองเป็นบุคคลสำคัญนั้น เชื่อได้ว่าเกิดขึ้นได้ในทุกครอบครัว สำหรับครอบครัวลูกคนเดียวอาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร ด้วยเพราะทุกคนเห็นว่าลูกเป็นศูนย์รวมความรักอยู่แล้ว แต่สำหรับบ้านที่มีลูกหลายคน คำถามที่คุณพ่อคุณแม่มักได้ยินจากลูกคนใดคนหนึ่งเสมอคือ “พ่อหรือแม่รักใครมากกว่ากัน?” ซึ่งถึงแม้ว่า คุณพ่อคุณแม่จะแสดงความรักที่เท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตามในสายตาของลูกแล้วมันก็ไม่เท่าเทียมกันอยู่ดี

ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า แล้วเมื่อลูกคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “แม่บอกมาเลยว่ารักใครมากกว่ากัน?” การตอบแค่ว่าเท่ากันนั้น ก็จะเหมือนยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของลูกคนที่ถามว่า แม่เขารักลูกอีกคนหนึ่งมากกว่า นักประสาทจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์-เออบาน่าแชมเปญได้กล่าวไว้ว่า คำตอบของคำถามเหล่านี้คือ การแนะนำให้เปรียบเทียบกับแสงอาทิตย์ เช่น บอกว่า “ลูกลองคิดว่า ถ้าลูกกับพี่ออกไปยืนกลางแดด ลูกคิดว่าใครจะได้รับแสงแดดมากกว่ากัน การยืนกลางแดดไม่ได้แปลว่า ลูกได้รับแสงแดดน้อยกว่าพี่ หรือพี่ได้รับแสงแดดมากกว่าลูกเลย ความรักของพ่อกับแม่ก็เหมือนกัน พ่อกับแม่มีความรักให้ลูกกับพี่เท่า ๆ กันนะครับ” หรือว่า “แม่มีลูกคนโตอยู่คนเดียว คนนั้นก็คือคนที่พิเศษ คนที่ยืนอยู่ตรงนี้แหละครับ”

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการเปรียบเทียบ ซึ่งจะเห็นได้ว่า เกิดขึ้นแทบจะทุกส่วนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเปรียบเทียบน้องกับพี่ เปรียบเทียบลูกกับลูกเพื่อน หรือแม้แต่ยกตัวอย่างในสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้น เช่น “ถ้าแม่เป็นลูกนะ แม่ทำข้อสอบได้เต็มร้อยอยู่แล้ว” เพราะคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลืมว่า ลูกแต่ละคนเกิดมาพร้อมกับความพิเศษในตัวเองและไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถกะเกณฑ์ว่าพี่คนโตเก่งคำนวณแล้วน้องคนเล็กจะต้องเก่งเช่นเดียวกัน หรือแม้แต่พี่คนโตเรียบร้อย ก็ไม่ได้หมายความว่า น้องคนเล็กจะต้องเรียบร้อยด้วย

ดังนั้นการเปรียบเทียบจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในการทำร้ายจิตใจเด็กคนหนึ่งเป็นอย่างมาก สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะทำไม่ใช่การเปรียบเทียบ แต่เป็นการค้นหาศักยภาพในตัวลูกแต่ละคน และเปิดโอกาสให้ศักยภาพเหล่านั้นได้แสดงออกต่างหาก เรื่องนี้จิตแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยจอร์เจียได้กล่าวไว้ว่า หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ไม่ใช่การผลักดันให้ลูกเป็นอย่างใจตัว แต่ต้องพยายามช่วยลูกให้ค้นพบความสามารถพิเศษด้านต่าง ๆ เพราะมันยุติธรรมแล้วหรือที่จะกดความสามารถด้านอื่นๆ ของลูกเรา เพียงเพราะความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ที่อยากจะให้ลูกเหมือนคนอื่นแค่นั้น

เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง และนักพฤติกรรมศาสตร์มักให้ความสำคัญเพราะเกี่ยวเนื่องถึงอารมณ์อิจฉา ปมเด่น ปมด้อย รวมถึงความเชื่อมั่นในตัวเองโดยตรง นั่นก็คือ การเอาพฤติกรรมของพี่หรือน้องมาเล่าเป็นเรื่องตลกขบขันในครอบครัว อย่าลืมว่า ในการทำอะไรเป็นกลุ่มนั้นไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือหุ้นส่วนในธุรกิจ จะประสบผลสำเร็จด้วยดีได้ ก็เพราะทุกคนมีโอกาสที่จะเติบโต มีโอกาสในการแสดงออก รวมถึงการไม่เป็นเหยื่อของคนในกลุ่มโดยเฉพาะคำพูดที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยหรือโดนดูถูก การที่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะพ่อแม่ เอาเรื่องที่ตัวเองคิดว่าตลกของลูก ๆ ไปพูดให้คนอื่นฟัง เท่ากับเปิดโอกาสให้ลูกตัวเองถูกตำหนิจากลักษณะท่าทางและคำพูดที่โดนล้อเลียนและขบขัน

ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียได้กล่าวไว้ว่า คำพูดไม่กี่คำของคุณพ่อคุณแม่โดยเฉพาะคำพูดประเภทที่ว่า “ลูกทำตัวแย่มาก” “แม่ไม่รักลูกแล้วนะ” “ลูกบ้านโน้นเก่งจัง เก่งกว่าลูกอีก” สามารถสร้างปมด้อยในใจของลูกได้อย่างไม่มีวันลบเลือน ยิ่งโดยเฉพาะในครอบครัวที่มีลูกหลายคน การที่ลูกคนใดคนหนึ่งทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม แล้วลูกคนอื่น ๆ กลับไปว่าทับถมหรือล้อเลียน จะยิ่งทำให้ลูกคนที่ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมยิ่งเกิดอาการต่อต้าน บั่นทอนความเชื่อมั่นในตัวเอง รวมไปถึง การรู้สึกเก็บกดและแปลกแยกได้อีกด้วย

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะถือโอกาสที่ลูกคนหนึ่งทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั้น สอนลูกคนอื่น ๆ ถึงเรื่องของความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ และการให้อภัยผู้อื่น เช่น เมื่อเห็นว่าน้องกำลังขว้างปาข้าวของ และเห็นว่าพี่กำลังจะเดินไปต่อว่า คุณแม่อาจบอกว่า “น้องหนูกำลังโกรธ ซึ่งแม่ก็เข้าใจว่าน้องโกรธ น้องโกรธแล้วน้องปาของอย่างนี้ไม่น่ารักใช่ไหมคะ เดี๋ยวแม่จะไปคุยกับน้องว่าน้องโกรธเรื่องอะไร หนูอย่าโกรธน้องนะคะลูก” หรือในกรณีที่ลูกคนโตได้รับข่าวร้ายจากที่โรงเรียน คุณแม่ก็ควรถือโอกาสนี้คุยกับน้องว่า “พี่เค้ากำลังเศร้าเพราะว่าไปคัดตัวนักกีฬาไม่ผ่าน ถ้าหนูไปล้อพี่เรื่องนี้ เค้าก็ต้องยิ่งเสียใจมากขึ้นไปอีก แล้วเราจะช่วยให้พี่เค้ารู้สึกดีขึ้นได้ยังไงคะ” ซึ่งการร่วมมือกันของคนในครอบครัวจะช่วยให้ลูกคนที่กำลังประสบปัญหาก้าวข้ามผ่านความรู้สึกดีไปได้อย่างเข้าใจ

เนื่องในวันเด็กปีนี้ ทางทีมงานหมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพก็ขอให้น้อง ๆ เป็นเด็กที่มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี เพื่อที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพในอนาคต ดังคำขวัญวันเด็กปีนี้ที่ว่า กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทยให้มั่นคง.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 11 มกราคม 2557

เลี้ยงลูกให้เก่ง ดี มีสุข

ปัญหาเด็กและเยาวชนที่เราพบเห็นในข่าว ผ่านทางคลิปนักเรียนตบกัน ทำร้ายร่างกาย สิ่งเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุสำคัญจากการเลี้ยงดูภายในครอบครัว ปัญหาความรัก ความเข้าใจกันในครอบครัว ทำให้เด็กเกิดปัญหาและต้องการหาที่พึ่งและระบายออก ซึ่งภายในงานเสวนาคิดใหม่ มองมุมใหม่ ใสบริสุทธิ์ เสวนาถึงแนวทางและความรู้สำหรับใครที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ จะได้เตรียมตัวเลี้ยงลูกๆ ให้เหมาะกับยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งก็ได้รับเกียรติจากอาจารย์หมอและครอบครัวต่างๆ มาร่วมแชร์แนวทางปฏิบัติและข้อคิดในการเลี้ยงลูกให้เก่ง ดี มีสุขกับยุคสมัยนี้

ศาสตราจารย์เกียรติคุณแพทย์หญิงชนิกา ตู้จินดา ประธานโรงพยาบาลเด็ก สมิติเวช ศรีนครินทร์ คุณหมอชี้ให้เห็นปัญหาที่ว่า ปัจจุบันลักษณะครอบครัวไทยกลายเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ส่วนใหญ่พ่อแม่มักจะเลี้ยงลูกด้วยวัตถุ เลี้ยงลูกด้วยเงิน สิ่งของ หรือพ่อแม่บางรายก็ให้ความสำคัญกับการทำงานหาเงิน ไม่มีเวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในครอบครัว ครอบครัวขาดความอบอุ่น โดยเฉพาะประเด็นหลักจะเป็นเรื่องขาดความรักความอบอุ่นและคนให้คำปรึกษา ซึ่งผลที่ตามมาเป็นห่วงโซ่ ทำให้เด็กต้องออกไปหาสิ่งที่ขาดหายเพื่อเติมเต็มสิ่งเหล่านั้น ถูกบ้าง ผิดบ้าง และนำมาซึ่งปัญหาสังคมมากมาย อย่างเช่น การใช้ความรุนแรง

เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ครอบครัว และพ่อแม่ เพราะถือเป็นโรงเรียนและต้นแบบที่สำคัญที่สุด ลูกจะดูและนำไปปฏิบัติเป็นแบบอย่าง ยิ่งโดยเฉพาะช่วงปฐมวัยถึง 10 ปีเป็นช่วงที่เหมาะที่จะปูพื้นฐานให้มากที่สุด หากเราดูแลเอาใจใส่ ให้ความรัก ความเข้าใจกับเด็ก อบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี และควรให้เวลาเอาใจใส่ลูก การให้ประสบการณ์กับเขาได้ใช้ความคิดและเหตุผลเพื่อเพิ่มพูนปัญญา เช่น อ่านหนังสือ ทำกิจกรรม เล่นดนตรี หรือสนใจเรื่องของธรรมะ จะทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ก้าวหน้า เด็กชอบอะไรเราจะต้องส่งเสริม หรือหากเรามีเวลาน้อยจริงๆ เราต้องใช้เวลาในแต่ละวันแบ่งมาสนใจลูก เมื่อถึงบ้านเราต้องเอาคราบผู้บริหารหรือการทำงานตัดออกไป กลับมาให้ความสำคัญกับลูก หรือในบางครั้งเราควรจะต้องรู้จักเพื่อนของลูก เพื่อสร้างความใกล้ชิดและความคุ้นเคยกับลูกให้มากที่สุด

ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมการเล่นของเล่นของเด็ก ปัจจุบันพบว่าเด็กมีของเล่นน้อยลงแต่มีแนวโน้มซื้อของเล่นอุปกรณ์เทคโนโลยีมากขึ้น ที่เราได้พบเห็นคือ พ่อแม่สมัยนี้จะซื้ออุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น iPhone iPad ให้ลูกเล่น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด และหากให้เด็กเล่นบ่อยๆ เข้าจะทำให้จินตนาการของเด็กลดน้อยลง ทำให้เด็กไม่มีความคิด จะทำอะไรอยู่ในกรอบเดิมๆ โดยปัญหาใหญ่ของคนไทยที่พบในตอนนี้คือ ขาดการสื่อสารซึ่งกันและกัน (Lost communication) ไม่มีการพูดคุยภายในครอบครัว ทุกคนจะเข้าไปในโลกของเทคโนโลยี สมัยนี้ครอบครัวไม่มีการพูดคุยกัน มีโทรศัพท์คนละเครื่อง ต่างคนต่างกด  หากเกิดการเถียงกันทุกคนก็จะขึ้นเสียง เพราะไม่เคยมีการพูดคุยกันมาก่อน เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในครอบครัวคือ การสื่อสาร.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 26 เมษายน 2555