ทำสมาธิระงับวิตกกังวลซึมเศร้า

image140110_002นักวิจัยมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ สหรัฐฯ ศึกษาพบว่าการนั่งสมาธินานวันละครึ่งชั่วโมง อาจช่วยระงับความวิตกกังวล อาการซึมเศร้าและความเจ็บปวดลงได้

คณะนักวิจัยได้พบหลักฐานระดับปานกลางยืนยันเรื่องนี้ ในรายงานผลการศึกษาในเรื่องนี้ที่แล้วมา 47 เรื่องด้วยกัน

หัวหน้านักวิจัย ดร.มัธยะ โกยัล กล่าวว่า “คนหลายคนยังคิดว่า การนั่งสมาธิคือการนั่งอยู่นิ่งๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งไม่จริง ที่จริงแล้วเป็นการฝึกจิตให้มีสติสัมปชัญญะมากขึ้น”

เมื่อ พ.ศ. 2550 เคยมีรายงานว่า คนชาวอเมริกัน เกิดความสนใจศึกษาเรื่องนี้มากประมาณร้อยละ 9 และในจำนวนนี้ มีอยู่ร้อยละ 1 ที่แจ้งว่าได้ใช้วิธีนี้ในการรักษาโรคหรือใช้เป็นยา

ในการศึกษาครั้งล่านี้ พวกเขาได้พบว่ามีผู้ปฏิบัติประมาณร้อยละ 5-10 รายงานว่าช่วยให้คลายความวิตกกังวลลงได้ และมีมากประมาณร้อยละ 10-20 กล่าวว่าทำให้คลายความซึมเศร้าลง เมื่อเทียบกับผู้ปฏิบัติตนแบบอื่น

อย่างไรก็ดี สำหรับผลดีในการช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ดร.มัธยะยอมรับว่ายังไม่อาจรู้ได้ว่าการนั่งสมาธิช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดแบบไหนลงได้มากที่สุด.

ที่มา: ไทยรัฐ 10 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

image140110_001

Meditation may help with anxiety, depression and pain

07 Jan 2014

Using data from 47 earlier studies, researchers found moderate evidence to support the use of mindfulness meditation to treat those conditions. Meditation didn’t seem to affect mood, sleep or substance use.

“Many people have the idea that meditation means just sitting quietly and doing nothing,” wrote Dr. Madhav Goyal in an email to a news agency. “That is not true. It is an active training of the mind to increase awareness, and different meditation programs approach this in different ways.”

Goyal led the study at The Johns Hopkins University in Baltimore.

He and his colleagues write in JAMA Internal Medicine that meditation techniques emphasize mindfulness and concentration.

So-called mindfulness meditation is aimed at allowing the mind to pay attention to whatever thoughts enter it, such as sounds in the environment, without becoming too focused. Mantra meditation, on the other hand, involves focusing concentration on a particular word or sound.

Approximately 9 percent of people in US reported meditating in 2007, according to the National Institutes of Health. About 1 percent said they use meditation as some sort of treatment or medicine.

For the new report, the researchers searched several electronic databases that catalog medical research for trials that randomly assigned people with a certain condition – such as anxiety, pain or depression – to do meditation or another activity. These randomized controlled trials are considered the gold standard of medical research.

The researchers found 47 studies with over 3,500 participants that met their criteria.

After combining the data, Goyal said his team found between a 5 and 10 percent improvement in anxiety symptoms among people who took part in mindfulness meditation, compared to those who did another activity.

There was also about a 10 to 20 percent improvement in symptoms of depression among those who practiced mindfulness meditation, compared to the other group.

“This is similar to the effects that other studies have found for the use of antidepressants in similar populations,” Goyal said.

Mindfulness meditation was also tied to reduced pain. But Goyal said it’s hard to know what kind of pain may be most affected by meditation.

The benefits of meditation didn’t surpass what is typically associated with other treatments, such as drugs and exercise, for those conditions.

“As with many therapies, we try to get a moderate level of confidence that the therapy works before we prescribe it,” Goyal said. “If we have a high level of confidence, it is much better.”

But he noted that the researchers didn’t find anything more than moderate evidence of benefit from meditation for anxiety, depression and pain.

There was some suggestion that meditation may help improve stress and overall mental health, but the evidence supporting those findings was of low quality.

There was no clear evidence that meditation could influence positive mood, attention, substance use, eating habits, sleep or weight.

“Clinicians should be prepared to talk with their patients about the role that meditation programs could have in addressing psychological stress, particularly when symptoms are mild,” Goyal said.

Dr. Allan Goroll, who wrote an editorial accompanying the new study, told Reuters Health the analysis is an example of an area of much-needed scientific study, because many people make treatment decisions based on beliefs – not data.

“That is particularly the case with alternative and complimentary approaches to treating medical problems,” he said. “It ranges from taking vitamins to undergoing particular procedures for which the scientific evidence is very slim but people’s beliefs are very great.”

Goroll is professor at Harvard Medical School and Massachusetts General Hospital in Boston.

Goyal said people should remember that meditation was not conceived to treat any particular health problem.

“Rather, it is a path we travel on to increase our awareness and gain insight into our lives,” he wrote. “The best reason to meditate is to gain this insight. Improvements in health conditions are really a side benefit, and it’s best to think of them that way.”

(Agencies)

Latest News from Lifestyle News Desk

SOURCE : jagran.com

 

 

กรมการแพทย์ชู ‘สัตว์เลี้ยงบำบัด’ ช่วยจิตใจผู้ป่วยมะเร็ง กรมการแพทย์ชู ‘สัตว์เลี้ยงบำบัด’ ช่วยจิตใจผู้ป่วยมะเร็ง

Credit: pet-dog-magazine.com

อธิบดีกรมการแพทย์ แนะดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย สาเหตุการตายอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยดูแลแบบองค์รวมใช้สัตว์เลี้ยงบำบัดโดยการนำสุนัขมาเล่นกับผู้ป่วย…

เมื่อวันที่ 15 ต.ค. พญ.วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “World Hospice & Palliative Care Day” ที่ รพ.มหาวชิราลงกรณ ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ว่า จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2553 โรคมะเร็ง เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของประเทศไทย ทั้งนี้ กรมการแพทย์มีหน่วยงานที่ให้บริการรักษาผู้ป่วยมะเร็งทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รพ.มหาวชิราลงกรณธัญบุรีเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ให้บริการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย โดยมีการตั้งหออภิบาลคุณภาพชีวิต ภายในหอผู้ป่วยตกแต่งให้มีลักษณะคล้ายบ้าน มีห้องหรือมุมต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ห้องประกอบกิจกรรมทางศาสนา มุมศิลปะบำบัด มุมพักผ่อน มุมนั่งเล่น เป็นต้น

ทั้งนี้ มีรูปแบบการดูแลแบบองค์รวม ลดความทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บปวดต่างๆ มีการเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยและครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้านได้อย่างถูกต้องและมีคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากนี้ยังได้จัดให้มีโครงการที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ได้แก่ โครงการ Pet Therapy หรือสัตว์เลี้ยงบำบัด เป็นการบำบัดโดยการนำสุนัขมาเล่นกับผู้ป่วย เนื่องจากสุนัขเป็นสัตว์ที่มีความเป็นมิตร ซื่อสัตย์และเชื่อใจได้ การบำบัดดังกล่าว เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการฝึกเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมือและข้อ และการบำบัดจิตใจเพื่อให้ผู้ป่วยคลายเครียด เพลิดเพลิน รู้สึกหายเหงา ส่งผลให้มีจิตใจที่อ่อนโยน และละเอียดอ่อนมากขึ้น

อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันยังมีโครงการ Last Wish (คำขอครั้งสุดท้าย) เป็นการดูแลผู้ป่วยมะเร็งในระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง คือ การดูแลรักษาผู้ป่วยขณะที่มีชีวิต ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งจะต้องมีการดูแลคุณภาพชีวิตให้ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม ด้านจิตวิญญาณ ซึ่งในบางครั้งผู้ป่วยแต่ละรายอาจจะมีความต้องการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก่อนที่จะเสียชีวิต ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสหรือครั้งสุดท้ายของผู้ป่วย เช่น การจัดงานวันเกิด การไปทำบุญไหว้พระ การไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ที่ไม่เคยไป เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการในวาระสุดท้ายของผู้ป่วยรวมทั้งผู้ดูแลผู้ ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายให้มีความรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียด.

7 ข้อดีจากรสเผ็ด

หนึ่งเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของอาหารไทย คือ รสเผ็ดจากพริกหรือเครื่องเทศที่ใช้ นอกจากจะเสริมให้อร่อยลิ้นแล้ว ถ้ารับประทานรสเผ็ดที่เหมาะสมย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ

นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เล่าว่า การกินเผ็ดแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้นั้นจะนำความเดือดร้อนมาให้ได้ เช่น กินเผ็ดจนเป็นโรคกระเพาะ หรือกินเผ็ดจัดในขณะท้องว่าง แถมยังกินผิดเวลา อย่างนี้เผ็ดก็เป็นโทษได้ ส่วนผู้ที่กินเผ็ดอย่างเข้าใจนั้นนอกจากจะได้เรื่องความอร่อยลิ้นแล้วยังได้อานิสงส์จากความเผ็ดในแง่สุขภาพอีกหลายข้อ ในวันนี้จะขอนำประโยชน์เผ็ดจาก “พริก” มาเล่าให้ฟังเป็นข้อๆ

เริ่มจากพริกช่วยป้องกันหัวใจ ด้วยวิตามินสำคัญ คือ วิตามินเอ, วิตามินซี, แคลเซียม และธาตุเหล็กมีมากในพริกสดและพริกแห้ง ถ้าห่วงเรื่องการเผ็ดมากให้ไปรับประทานพริกไทยหรือพริกหวานที่ใส่ในสลัดก็ยังได้

ต่อมาช่วยขยายหลอดลม มีเคมีที่ช่วยขับเสมหะและเปิดคอให้โล่งขึ้น ในคนที่เป็นภูมิแพ้ การกินเผ็ดจะช่วยได้ดีมาก หากเป็นเด็กอาจเพียงแค่พริกไทยหรือใช้หัวหอมที่เผ็ดน้อยพอ และสำหรับเด็กน้อยกับผู้สูงวัยขอให้ระวังอย่าให้สำลักพริกด้วย

ทั้งยังช่วยไล่เซลล์มะเร็ง แค่พริกป่นง่ายๆ อย่างนี้ก็ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย และมะเร็งผิวหนังกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย เพราะพริกช่วยล้างพิษ (Detox) ให้กับร่างกาย ลำพังใช้พริกป่นในพวงเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวก็ช่วยได้แล้ว แต่ถ้ายิ่งได้รับประทานพริกสดด้วย อย่างน้ำปลาพริกขี้หนูสดก็ยิ่งช่วยได้ดี

นอกจากนี้ความเผ็ดของพริกช่วยลดไขมัน ป้องกันลิ่มเลือดจับตัว และช่วยคุมน้ำหนัก เพราะทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานให้ด้วย ทั้งนี้จากการศึกษาในอินเดียพบว่า อาสาสมัครที่รับประทานพริกนั้นให้ผลในการลดลิ่มเลือดอุดตันตามหลอดเลือดได้ อีกทั้งปลอดภัยจากสารพิษตกค้างไม่เหมือนกับกินยาด้วย

แล้วยังสามารถลดปวดด้วยกรดเผ็ด ที่เรียกว่า “แคปไซซิน” ในพริก รวมถึงสาร “เคอคิวมิน” ในเครื่องเทศอย่างขมิ้นที่ช่วยดับไฟอักเสบได้ จึงเหมาะกับผู้มีอาการปวดไปจนถึงแสบร้อนจากการอักเสบตามที่ต่าง ๆ อาทิ โรคเริม, งูสวัดไปจนถึงปวดอักเสบตามข้ออย่างรูมาตอยด์, ข้อเสื่อม และอาการปวดฟกช้ำทั้งหลาย

พริกเผ็ดยังช่วยคลายเครียด พริกเป็นอาหารร่าเริงที่แท้จริงเพราะสร้าง “เอ็นดอฟิน” เป็นเคมีสุขที่ทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวาหลั่งออกมาภายหลังจากกินเผ็ดไปไม่นาน ลองสังเกตอาการหลังทานส้มตำพริกสิบเม็ดได้ว่าเหงื่อออกแล้วสบายตัวสดชื่นดี

และสุดท้ายช่วยเรียกน้ำย่อยเจริญอาหาร ผู้ใหญ่มักเบื่ออาหารเมื่อถึงวัยหนึ่ง ดังนั้นการได้รับประทานรสเผ็ดจะช่วยสะกิดต่อมรับรสให้รู้โอชะได้ดีขึ้น นอกจากรสขมแล้วเผ็ดเป็นรสที่ช่วยกระตุ้นดอกลิ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 2 ตุลาคม 2555

วิธีดูแลสุขภาพจิตให้สดใส

ท่ามกลางปัญหาสังคม ตลอดจนหน้าที่ การงาน ความเร่งรีบ แข่งขันในแต่ละวัน เป็นปัจจัยที่นำมาซึ่งความเครียด กดดัน และวิตกกังวลได้ง่าย การสร้างภูมิคุ้มกันให้จิตใจจึงสำคัญ เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาคุกคามจิตใจรูปแบบต่าง ๆ อย่างรู้เท่าทัน พร้อมเผชิญด้วยความเข้มแข็ง และมั่นใจ

โดย “การอ่านอย่างสม่ำเสมอ” เป็นหนึ่งในการพัฒนาสุขภาพจิตที่ดีวิธีหนึ่ง แถมเป็นสิ่งใกล้ตัวด้วย เพราะไม่เพียงความผ่อนคลายที่ได้รับเท่านั้น ยังอาจค้นพบแรงบันดาลใจ ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ มุมมองทางออกใหม่ ๆ ส่วน “การเขียน” อย่าง การบันทึกไดอารี่นั้น หลายคนอาจใช้เป็นช่องทางการระบายความรู้สึก หรือ อุปสรรคปัญหาที่พบในแต่ละวัน ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยบรรเทาความเครียด และความกดดันในใจได้ดี เมื่อความว้าวุ่นคลายลงแล้ว ทำให้มองปัญหาอย่างรอบคอบรอบด้านมากขึ้นด้วย

หรือ “การเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ” อาจเริ่มง่าย ๆ จากเรื่องที่สนใจ เช่น การทำอาหาร ศึกษาภาษาต่างประเทศเพิ่มเติม เล่นกีฬา ปลูกต้นไม้ ฯลฯ ซึ่งการพยายามก้าวผ่านความท้าทายใหม่ ๆ นี้จนสำเร็จ ไม่เพียงความสุขในใจที่รู้สึกได้ แต่ยังก่อให้เกิดความภูมิใจ และรู้สึกดีกับตัวเองด้วย

นอกจากนั้น “การออกกำลังกายเป็นประจำ” อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละไม่ต่ำกว่า 30 นาที ช่วยเพิ่มออกซิเจนในเลือด ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น เกี่ยวกับประเด็นนี้ เคยมีการศึกษาของแผนกจิตวิทยาจากต่างประเทศ ศึกษากลุ่มตัวอย่างเพศชาย ช่วงอายุวัยรุ่น พบว่า หลังการออกกำลังกาย มีการตอบสนองในด้านสมาธิ คิด และจดจำได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ขณะเดียวกัน ยังดีต่อสุขภาพจิต โดยขณะออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ทำให้รู้สึกสดชื่น ช่วยลดความเครียด คลายกังวล แต่ที่สำคัญ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เนื่องจากอาจทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บได้

ขณะที่ “การนั่งสมาธิ” ก็ถือเป็นทักษะฝึกใช้คลายเครียดที่น่าสนใจ ซึ่งมีงานวิจัยรองรับมาแล้วว่าปฏิบัติประจำช่วยป้องกันความเครียด ช่วยให้หายเร็วขึ้น หรือ ความเครียดส่งผลกับจิตใจน้อยลง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

 

ที่มา:เดลินิวส์ 5 กันยายน 2555

ธรรมชาติบำบัด “ลำไย” คลายเครียด หลับสบาย

       วันนี้เราขอพูดถึง “ลำไย” เพราะอยู่ในช่วงฤดูกาลพอดี หารับประทานได้ง่าย คงเหมือนเดิม อยากให้ท่านผู้อ่านที่ชอบการรับประทานผลไม้เข้าใจถึงคุณประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ ขณะเดียวกันท่านที่ไม่ค่อยรับประทานผลไม้จะได้ให้ความสำคัญกับผลไม้

             โดยทั่วไปแล้ว ชาวบ้านชาวช่องมักทราบเพียงว่า ผักผลไม้ หรืออะไรก็ตามแต่ มีธาตุอาหาร แต่มักไม่ค่อยรู้อะไรชัด จึงอยากให้ผู้อ่านได้สาระอย่างละเอียดอีกสักหน่อย หนังสือสุขภาพดีมีขาย จะบอกทั้งประโยชน์ทางโภชนาการ และโทษบางอย่างสำหรับบางคนที่ไม่สามารถรับประทานได้ เช่นใครมีอาการเจ็บคอ มีเสมหะ เป็นแผลอักเสบมีหนอง ห้ามรับประทานลำไย

ทำไมจึงห้าม ขอขยายความต่อ…ลำไยมีความหวานมาก น้ำตาลคืออาหารของเชื้อโรค ป่วยแล้วกินของผิดโบราณบอกแสลง อย่างนี้เรียกแสลงลำไย คือไม่ควรกิน หรือกินไม่ได้ แต่ลำไยก็มีส่วนดีมากมาย ลำไยมีคุณสมบัติเป็นยาสู้ได้ตั้ง 10 โรค ที่ผมจะพูดถึงคือโรคเกี่ยวกับสมอง ว่ากันโรคเดียวก่อน…คือ เครียด…นอนไม่ค่อยหลับ

การนอนไม่หลับในที่นี้หมายถึงผู้ป่วย เมื่อถึงเวลานอนแล้วนอนไม่ค่อยหลับหรือบางคนรุนแรงถึงขั้นนอนไม่หลับเอาเลย โรคนี้มีหลายสาเหตุ…เปิดเรื่องมาก็บอกแล้วว่าเครียด…นอนไม่หลับ…ปัญหาหนึ่งของการนอนไม่หลับเกิดจากความเครียด ความเครียดนั้นเป็นอาการทั้งหาสาเหตุพบและไม่พบ ผู้ป่วยจำนวนมากรู้ตัวเองว่าเครียดอะไร ปัญหาในครอบครัว หนี้สิน ปัญหาการงาน…ฯลฯ อย่างนี้แก้ไขไม่ยาก เพราะรู้เหตุรู้ที่มาของความเครียด เช่นปัญหาครอบครัว ลูกเกเร พอลูกยอมฟังเปลี่ยนพฤติกรรมความเครียดก็ไป เป็นหนี้ ใช้หนี้จบความเครียดก็จบตาม ความเครียดที่รู้สาเหตุสู้ได้ไม่ยาก หมดความเครียดก็หลับสบาย

เครียดไม่รู้สาเหตุนี่สิยากมาก…ไม่รู้จะหาทางออกทางไหน ปัญหาเรื่องเงินก็ไม่มี ลูกๆ ก็ดีทุกคน เบาหวาน ความดัน หัวใจ ไปตรวจแล้วก็ไม่พบ ไม่รู้ว่าเครียดอะไรจึงนอนไม่หลับ ถึงเวลาทุกคนหลับกันทั้งบ้าน เราคนเดียวพลิกตัวทั้งคืน นอนตั้งแต่หัวค่ำไปหลับตี 2 บางคืนได้หลับเกือบสว่าง ปัญหาที่ตามมาร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ต้องหลับกลางวัน ร่างกายทนไม่ไหวง่วงหลับไปเอง บางรายพยายามฝืนไม่ยอมนอน แต่ถูกร่างกายบังคับเผลอนิดเดียววูบไปแล้ว คราวนี้ตกค่ำนอนไม่หลับอีก

บางรายไม่ใช่ กลางคืนไม่หลับ กลางวันก็ยังไม่ง่วง โรคนี้เป็นกันเรื้อรังยาวนับปี ไปพบแพทย์ แพทย์ให้ยากล่อมประสาทบ้าง ยานอนหลับบ้าง สุดท้ายต้องเพิ่มโดสยา ซึ่งไม่ควรทำ แล้วมันยิ่งเครียด หน้าตาจะไม่อยากรับแขกเพราะเริ่มยิ้มไม่เป็น พูดจาอะไรดูเหมือนจริงจังไปหมดทุกเรื่อง ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เรื่องนิดเรื่องน้อยกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปหมด

ถามว่าคุณมีอาการอย่างนี้บ้างไหม หรือมีมานานแล้ว…?

ผมจะบอกให้ทราบว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะความเครียดแฝง เป็นภาวะที่คุณไม่รู้ตัวว่ากำลังเครียด จะเรียกว่าเป็นโรควิตกจริต หรือวิตกกังวลก็ได้

บางครั้งไม่ใช่เรื่องของเราแต่ไปเครียด บางคนนั่งรถไปกับเพื่อนรถติด ตัวเองก็ไม่ได้ขับแต่เครียด มันเป็นภาวะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ บางรายดูภาพยนตร์ดูการแสดงบางเรื่อง เนื้อหาของมันมีแต่เรื่องร้ายๆ ก็เครียด กลับบ้านแล้วนอนไม่หลับ อีกปัญหาหนึ่งที่เครียดกันมาก มีงานวิจัยออกมา…ความเครียดที่เกิดจากสายสัมพันธ์ในครอบครัว ไม่เกี่ยวกับปัญหาปากท้องเงินทองอะไรเลย เป็นเรื่องที่คนนั้นห่วงคนนี้คนนี้ห่วงคนนั้น เรื่องในบ้าน หรือของญาติพี่น้องถือเป็นเรื่องใหญ่ ใครเป็นเขยเป็นสะใภ้คนบ้านนี้อาจปวดหัวแล้วเครียดตามด้วยความรำคาญ ที่คนพวกนี้รักกันเหลือเกิน

งานวิจัยยืนยันว่า…โรคนี้คนอีสานเป็นมากที่สุด…ไอ้โรคห่วงพี่ห่วงน้องนี่แหละ   ผมเรียกมันว่า “โรคน้ำใจ” จะเป็นอะไรที่วุ่นวายมากหากคนจากกรุงเทพฯ กลับไปบ้าน คนทางโน้นต้อง เตรียมสีข้าวใส่กระสอบ ปลาร้าปลาแดก ต้องให้ไปกินกรุงเทพฯ ทุกคนเชื่อว่าข้าวที่บ้านตัวเองปลูกอร่อยกว่าข้าวที่อื่น ปลาร้าก็หอมกว่าที่ไหนๆ น้ำใจของคนอีสานได้กลายเป็นโรคขึ้นมาโรคหนึ่ง แต่ผมก็ว่าดีนะโรคชนิดนี้ เพราะที่จริงเรื่องของน้ำใจคนไทยทั่วไปมีอยู่แล้ว แต่ของคนอีสานมีมากกว่า บางครั้งมากเกินไปจนเครียดเพราะวิตกกังวล

แม้แต่คนทางอีสานเข้ากรุงเทพฯ ใครอยู่กรุงเทพฯ จะขาดตกบกพร่องไม่ได้เช่นกัน อย่างน้อยต้องหาเวลาไปไหว้พ่อใหญ่แม่ใหญ่ให้ได้ ข้าวปลาอาหาร ส้มตำ ลาบ น้ำตก ต้องหาให้กินอิ่มหนำทุกมื้อ อยู่อีสานก็กินอย่างนี้ มากรุงเทพฯ ก็ยังได้กิน เพราะคนอีสานส่วนใหญ่มักติดวัฒนธรรมเดิม โดยเฉพาะวัฒนธรรมการกิน ถ้าได้กินของตัวเองที่กรุงเทพฯ แล้วจะพึงพอใจ ไม่มีให้กินเดี๋ยวเครียดอยากกลับบ้าน เดือดร้อนลูกหลานอีกต้องรีบพาไปส่ง ต่างจากคนกรุงเทพฯ แท้ ฉันไม่ว่างฉันก็ไม่สนใจใคร แต่คนอีสานทำอย่างนี้ไม่ได้

ความรักความห่วงใยของคนอีสานเหนียวแน่นมาก…ใครมีพฤติกรรมดังกล่าวอาจเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัวและไม่รู้สาเหตุ…ที่จริงยังมีความเครียดแฝงจากปัญหาอื่นอีก แต่ตัวอย่างของอีสานดูเป็นรูปธรรมชัดเจน ความเครียดจากเรื่องของงานก็มาก ทำงานไม่ทัน ส่งของให้ลูกค้าไม่ได้ เมื่อเป็นปัญหาซ้ำซากความเครียดจะมาทันที แต่ไม่รู้ตัวเพราะคนรุ่นใหม่มีวิธีเบี่ยงเบนความสนใจจากความเครียด แต่ความเครียดมันก็ยังอยู่ ไม่ว่าตกเย็นจะไปนั่งดื่ม ไปร้องคาราโอเกะ กลายเป็นเรื่องหลอกตัวเอง

ความเครียดดังกล่าวบางรายไปแสดงอาการที่ต้นคอ ลงหัวไหล่ ลงแผ่นหลังตอนบน…เบื้องต้นผู้ป่วยไม่ทราบสาเหตุ คิดว่าเป็นความเมื่อยล้าจากการทำงาน ก็ไปหาหมอนวด นวดแล้วหายปวด แต่หายไม่นาน มันรู้สึกตึงล้าทั้งวันก่อปัญหาคือ ความรำคาญ กระทั่งทนไม่ไหวตัดสินใจไปพบแพทย์ แพทย์ผู้มีประสบการณ์สามารถบอกได้ทันทีว่าท่านเครียด เครียดแบบไม่รู้ตัวนี่แหละ ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เมื่อรู้ว่าตัวเครียด ยิ่งเครียดหนัก คราวนี้ส่งผลถึงการนอนชัดเจน…นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หลับๆ ตื่นๆ นอน ห้องแอร์เย็นๆ ก็ว่าปวดฉี่ อาการของโรคที่หนัก คือหลับยาก หลับแล้วตื่นง่าย หลับได้ในเวลาสั้นๆ ร่างกายโทรม เหมือนเดิมไปพบแพทย์ก็ได้ยามา กินนานเข้าต้องเพิ่มยา พอดื้อยาก็เปลี่ยนยา

โรคเครียดแล้วพานให้หลับยาก…ผู้ป่วยต้องใช้วิธีออกกำลังกายก่อน ทรมานร่างกายให้อ่อนล้าบ้าง เริ่มต้นจากเบาๆ เช่น เดินหรือแกว่งแขน จ๊อกกิ้งระยะทางสั้นๆ ไปช้าๆ ให้เหงื่อซึมออกบ้าง…”แล้วลองหาลำไยมารับประทาน” ช่วงนี้กำลังเป็นหน้าลำไย ในเนื้อลำไยมีสารอาหารหลายตัว แต่ยังไม่ขอพูด ขออธิบายข้ามขั้นตอนก่อน…ในเนื้อลำไยมีน้ำตาลมาก หากรับประทานลำไยหลังอาหาร น้ำตาลจากลำไยจะไปเปลี่ยนรูปเป็นแอลกอฮอล์ในกระเพาะอาหาร ท่านพอนึกภาพออกหรือยังว่า การรับประทานลำไยหลังอาหารจะเกิดอาการง่วง…

คราวนี้ท่านจะหลับได้ลึกขึ้น จะให้ดีต้องรับประทานลำไยข้าวเหนียวเปียก ทั้งลำไยทั้งข้าวเหนียวให้น้ำตาลต่อร่างกายมากทั้งคู่ แต่ท่านต้องไม่เป็นเบาหวาน ไม่มีปัญหาเรื่องไขมันส่วนเกิน เป็นสองโรคนี้อยู่กินไม่ได้     บางรายบอกสูตรของหมอใบไม้เยี่ยมยอดมาก ขนาดว่าต้องเตรียมตัวนอนเลยทันทีหลังอาหาร คือต้องอาบน้ำให้เรียบร้อยก่อนอาหารมื้อค่ำ พอเปิบข้าวเหนียวเปียกลำไย รีบไปแปรงฟัน นั่งเอนดูทีวีเท่านั้นพักเดียวปล่อยเสียงกรนออกมาแล้ว

ข้อมูลจาก : บ้านเมือง วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม 2554

ดื่มสมุนไพรคลายเครียด

หากผู้อ่านเกิดความรู้สึกเครียดจากการติดตามข่าวสารสถานการณ์บ้านเมืองในระยะนี้ มุมสุขภาพกินดี เตรียมสูตรเครื่องดื่มที่ใช้สมุนไพรไทยพื้นบ้าน นั่นคือ กระชาย เป็นส่วนผสมหลัก

โดยกระชายมีสรรพคุณคลายเครียด ขยายหลอดเลือดทำให้สมองโปร่งใส อารมณ์ดีขึ้น แก้อาการอ่อนเพลียเนื่องจากนอนดึกหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ปรับสมดุลของความดันโลหิตและฮอร์โมน ทั้งยังกระตุ้นสมรรถนะร่างกาย และกระชับกล้ามเนื้อ แต่กระชายอาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

รู้ถึงคุณประโยชน์ของกระชายแล้ว ก่อนลงมือผสมดื่มต้องเตรียมวัตถุดิบต่าง ๆ ตามสูตรต่อไปนี้

  • กระชาย 1 ขีด
  • มะนาว 2 ผล
  • น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ

สำหรับขั้นตอนในการทำ เริ่มจากนำกระชายขูดปลอกออกแล้วล้างให้สะอาด จากนั้นนำไปปั่น โดยเติมน้ำลงไป 2 แก้ว ปั้นให้ละเอียด แล้วกรองเอาแต่น้ำ ก่อนดื่มให้เติมน้ำมะนาวและน้ำผึ้งลงไป จะช่วยให้ดื่มง่ายขึ้น.

takecareDD@gmail.com

ภาพประกอบจาก http://www.fooddyclub.com

 

 

 

ที่มา: เดลินิวส์     21 พฤษภาคม 2553

ฝึกสมาธิให้จิตนิ่งคลายเครียดความดันลดลง

ฝึกสมาธิให้จิตนิ่งคลายเครียดความดันลดลง  

 
                โรคความดันโลหิตสูงยังเป็นโรคที่พบได้บ่อย เป็นฆาตกรเงียบที่จะค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาทำร้ายเรา ทำให้เกิดหลายโรคตามมาที่สำคัญคือ ทางด้านสมอง เส้นเลือดในสมองแตก จะไปกดศูนย์ประสาทต่าง ๆ ทำให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ด้านหัวใจจะทำให้หัวใจล้มเหลว หัวใจวาย ทางเรื่องไตก็ทำให้เกิดการอักเสบและไตวายเรื้อรัง  

                องค์การอนามัยโลกรายงานไว้ว่า มีผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงในโลกนี้ราว 600 ล้านคน สำหรับในบ้านเราพบราว 20% หรือราว 12 ล้านคน ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้สาเหตุ ผู้ที่เป็นแล้วไม่ค่อยดูแลตัวเองให้ดี ไม่ไปพบแพทย์ตามนัด เรื่องอาหารเรื่องยากินประจำหากละเลย ลงท้ายอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้
 
                การป้องกัน มีหลายวิธี หลาย  รูปแบบที่จะต้องกำจัดความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เป็นต้นเหตุของโรคความดันโลหิตสูง หรือเมื่อเป็นแล้วหากได้ไปปฏิบัติต่อก็จะช่วยให้   อาการลดลง หากเป็นไม่มากบางครั้งอาจไม่ต้องกินยาเลยก็ได้ วิธีการต่าง ๆ ที่ใช้คอยควบคุมอยู่ ได้แก่ การควบคุมอาหาร ควบคุมน้ำหนัก งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ ลดความเครียด ความโกรธและความกังวล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เราจะพบบ่อยคนที่โกรธรุนแรง ความดันจะขึ้นสูงทันที อันตราย มาก ความเครียดกังวล เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของความดันโลหิตสูง ถ้าสาเหตุไม่หายหรือไม่รู้วิธีกำจัดออก จะกระตุ้นความดันให้สูงอยู่ตลอด ยิ่งหากมีปัญหาในครอบครัวที่ไม่ลงตัว คอย กระตุ้นอยู่เสมอจะทำให้ลดลงยาก ถ้าเอาสาเหตุออกไปได้ เกิดความสบายใจ ความดันจะค่อยลดลงไปเอง
 
                วิธีการลดความเครียด มีหลายวิธีแล้วแต่ใครจะชอบแบบใด การฝึกสมาธิให้จิตนิ่ง (Calmness Meditation) หรือสมาธิแบบสมถกรรมฐาน ทำให้คลายเครียดคลายกังวล เป็น  วิธีง่าย ๆ วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ใจคอสบาย ความดันลดลง เป็นของดีที่ชาวพุทธได้ ปฏิบัติกันมานานแล้ว
 
                ความผ่อนคลายบำบัดโรค เมื่อจิตนิ่งจากการทำสมาธิจะทำให้เกิดการผ่อนคลาย มีผลต่อโรคหัวใจ หลอดเลือดได้อย่างมาก ซึ่งเราสามารถทำได้หลายวิธี การสวดมนต์ สวดไปสัก 15 นาที จิตจะนิ่งไปอยู่ที่การสวดมนต์ ไม่หนีออกไปที่อื่น การทำสมาธิอาจเป็น ท่านั่ง ดูลมหายใจเข้า-ออก อาจใช้คำว่า พุทโธ ช่วยในแต่ละครั้ง หรือจะใช้คำใดก็ได้แล้วแต่ถนัด    ให้จิตอยู่กับลมหายใจ ไม่กระโดดออกไปที่อื่น ท่าต่าง ๆ นำมาใช้ได้แล้วแต่เราสะดวก ที่นิยมอีกแบบหนึ่งคือ เดินช้า ๆ หรือเรียกว่า เดินจงกรม เวลาย่างก้าวเท้าออกไปให้พูดตามไปด้วย เช่น ขวา-หนอ, ซ้าย-หนอ ตามถนัด จิตไปจับอยู่ที่เท้าตลอด การวิ่งเหยาะ ๆ การว่ายน้ำ แม้กระทั่ง ฝึกโยคะ ไท้เก๊ก ชี่กง ทำงานต่าง ๆ เอาจิตไปจับให้นิ่งอยู่ที่จุดนั้นตลอดด้วยในหลักการเดียวกัน
  
                บางท่านที่ไม่สะดวกในท่าต่าง ๆ เช่น ลุกเดิน นั่งลำบาก ต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดหรือครั้งคราว อาจให้ มือ-แขนเคลื่อนไหว เช่น พลิกมือหงายแล้วคว่ำ งอแขนเข้าแล้วเหยียดออก ทำมือซ้าย แขนซ้าย แล้วมาทำมือขวาสลับไปสลับมา ระหว่างทำในหลักการให้จิตไปจับอยู่ที่มือและแขน ไม่กระโดดออกนอกไปคิดเรื่องอื่นนอกตัว ทำให้จิตนิ่งราว 5 นาที ไปจนถึงครึ่งชั่วโมงได้ยิ่งดี        ความจริงถ้าจิตได้นิ่งจริง ๆ เพียง 1-2 นาทีก็เห็นผล จะรู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที ความผ่อนคลายได้เกิดขึ้น ผลตามมาคือ ความดันจะค่อยลดลง (Trancendental Meditation & Muscle Relaxation)
                หลวงพ่อวิวัฒน์ ธมฺมวฒฺโฒ แห่งวัดโสมนัสวรวิหาร คณะ 6 เป็นภิกษุรูปหนึ่งที่มีความรู้ทางธรรมมาก โดยเฉพาะการวิจัยค้นคว้านำหลักธรรมออกมาเผยแพร่เป็นภาษาง่าย ๆ ด้วยการพิมพ์หนัง สือเล่มกะทัดรัดออกมาหลายเล่ม สำหรับตัวผมเองสงสัยเรื่องธรรมะอันใดมักจะหาโอกาสไปคุย กับท่านเสมอเกี่ยวกับเรื่องการทำสมาธิฝึกจิตให้อยู่กับตัวท่าน  ยังได้แนะนำให้คิดไกลออกไปนอกตัวอีก ให้ฝึกดูกายและ    ใจด้วยการเอาเครื่องมือไปจับ เครื่องมือนั้นคือความรู้สึกตัวและความคิด
 
                ลงท้ายสรุปว่าผลของกายและจิตที่เกิดขึ้นจะค่อยเสื่อม ไม่เที่ยง และบังคับไม่ได้ เพราะไม่ใช่ตัวตนของเรา รวมไปถึงร่างกายเราด้วย ทำให้ผู้มีปัญญามองเห็นทางออกหลีกเลี่ยงความทุกข์ไปได้
 
                ย้อนกลับมาถึงเรื่องสมาธิ ผมได้ลองมาปฏิบัติดูก็ได้ผลดี จึงขอถ่ายทอดต่อ โดยเฉพาะผู้สูงอายุมักจะมีโรคความดันร่วมอยู่ด้วยเสมอ ลองเริ่มทีละน้อยก่อน ทำทุกวันจะค่อยชิน ไปเอง ง่ายที่สุดคือการสวดมนต์ ผลจะช่วยให้ความดันลดลงโดยอาจใช้ยาน้อยลงหรือไม่ใช้เลย. 
 
 

 
ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2551 ปีที่ 21 ฉบับที่ 591