คุณประโยชน์ของ ‘มันแกว’ ช่วยดับร้อนควบคุมน้ำหนัก – เคล็ดลับ สุขภาพดี

dailynews140914_04มันแกว พืชหรือผลไม้หัวสีขาว ๆ รสชาติอมจืดอมหวานกินแล้วชื่นใจ บางคนชอบรับประทานแต่บางคนก็ไม่ชอบเพราะรสชาติที่ค่อนข้างจืด ๆ ของมันนั่นเอง แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าเจ้ามันแกว พืชธรรมดาราคาไม่แพงนี้มีคุณประโยชน์มากมาย โดยวันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีมีความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับประโยชน์ของมันแกวมาฝากกันด้วยค่ะ มันแกว เป็นพืชเถาเลื้อยตระกูลถั่ว ส่วนที่รับประทานได้คือ ราก ซึ่งสะสมอาหารขนาดใหญ่ใต้ดินที่เรียกกันว่า หัวมันแกว มีลักษณะมนกลมปลายเรียวแหลม เปลือกเหนียวบาง สีน้ำตาลอ่อน เนื้อข้างในสีขาว กรอบฉ่ำ หัวมันแกวอ่อนสามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งคาวหวาน หรือกินหัวสดเหมือนกินผลไม้ก็ได้ ฝักอ่อนสามารถนำมาต้มจิ้มรับประทานกับน้ำพริก ทางภาคอีสานนิยมนำมารับประทานกับส้มตำ คุณประโยชน์ของหัวมันแกวสด ให้ความฉ่ำกรอบสดชื่นเหมือนเนื้อผลไม้ ช่วยดับร้อนให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี เพราะในเนื้อมันแกว 100 กรัม เป็นน้ำถึง 90.5 กรัม หัวมันแกวยังมีคาร์โบไฮเดรต 8.2 กรัม โปรตีน 0.9 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม แคลเซียม 9 มิลลิกรัม ฟอสฟอ รัส 16 มิลลิกรัม เหล็ก 0.5 มิลลิกรัม ไทอะมิน 0.03 มิลลิ กรัม ไนอะซิน 0.3 มิลลิกรัม และวิตามินซี 9 มิลลิกรัม

สำหรับรสหวานของเนื้อมันแกวมาจากสารอินูลิน (Inulin) ซึ่งเป็นน้ำตาลโอลิโกฟรุกโทส (Oligofructose) ที่ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญได้ มันแกวจึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แต่เมื่อมันแกวมีประโยชน์แล้วมันย่อมมีโทษที่พึงระวังด้วยเช่นกัน ได้แก่ ใบแก่และฝักแก่มันแกวมีพิษ ห้ามรับประทานโดยเฉพาะเมล็ดในฝักแก่มีสารพิษชื่อ โรทีโน (Rotenone) เพซีไรซิด (Pachyrrhizid)มีฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลงศัตรูพืช สูตรยากำจัดหนอนและเพลี้ย เมื่อกินเมล็ดมันแกวที่เป็นพิษเข้าไปจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ฯลฯ

ถึงแม้จะเป็นพืชผลที่ไม่เป็นที่นิยมชมชอบมากนัก แต่ในอีกมุมหนึ่งของ มันแกวŽ ก็ยังคงมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งช่วยดับร้อนและควบคุมน้ำหนัก เพราะฉะนั้นหากวันไหนมีโอกาสผ่านไปเจออย่าลืมซื้อมารับประทานเวลาว่าง ยิ่งแช่ตู้เย็นแล้วนำมากินกับพริกกะเกลือกรอบอร่อยชื่นใจอย่าบอกใคร.

ที่มา : เดลินิวส์ 14 กันยายน 2557

Advertisements

“ปวดตับ” อย่ามองข้าม โดย รศ.นพ.พูลชัย จรัสเจริญวิทยา

manager140723_01“ปวดตับ” เป็นปัญหาหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ตับ ทำหน้าที่เสมือนเป็นโรงงานผลิตพลังงาน และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมทั้งยังเป็นอวัยวะสำคัญในการเผาผลาญของเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายด้วย โดยทำการขับออกมาทางน้ำดีลงสู่ลำไส้ปนไปกับอุจจาระ และเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ยา หรือสารต่างๆ ที่ร่างกายรับประทานแล้วเหลือตกค้าง สิ่งเหล่านี้อาจมีผลกระทบต่อการทำงานของตับ ทำให้เกิดโรคตับต่างๆ ได้ เช่น โรคตับอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งมีการอักเสบบวมของเนื้อตับ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตับ จุกตึงใต้ชายโครงขวา ร่วมกับมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และเกิดดีซ่านขึ้นได้

นอกจากนี้ ปวดตับ ยังอาจเกิดจากเนื้อตับบางส่วนที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติกลายเป็นก้อนเนื้องอกดันผิวตับให้โป่งนูน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดจุกแน่นในบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือลิ้นปี่ มักพบในผู้ป่วยที่มีโรคตับอักเสบเรื้อรังแฝงอยู่โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ มาก่อน หรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย ได้แก่ อ่อนเพลียและหมดแรงง่าย บางรายมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรืออาเจียนเป็นเลือดสด ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร หรือกระเพาะอาหาร อันเป็นผลจากภาวะตับแข็งที่มักพบร่วมด้วยในผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งตับ

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อไรควรไปพบแพทย์ เรามีสัญญาณอันตรายที่เตือนว่า ตับของคุณเริ่มมีปัญหาแล้วคือ
1. อาการปวดจุก หรือแน่นชายโครงขวา ซึ่งเป็นที่อยู่ของตับ อาจเพราะมีการอักเสบของเนื้อตับ หรือเกิดจากก้อนเนื้องอกภายในเนื้อตับ

2. ดีซ่าน คือ ภาวะที่มีการคั่งของเม็ดสีน้ำดี ซึ่งสร้างมาจากตับ สะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้ผิวหนังและเยื่อตาขาวเปลี่ยน มีสีเหลือง ซึ่งน้ำดีที่มากเกินในร่างกาย ส่วนหนึ่งจะถูกขับออกทางไต ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มถดถอย

3. อ่อนเพลียเรื้อรัง หมดแรงง่าย อาจเกิดจากภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งควรได้รับการตรวจเลือดยืนยันและหาสาเหตุต่อไป โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ การดื่มสุราจนทำให้เกิดโรคตับเรื้อรัง โรคอ้วนจนมีไขมันคั่งในเนื้อตับปริมาณมาก และการรับประทานยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรบางชนิด ในผู้ป่วยบางรายอาจมีสารเหล่านี้ตกค้าง จนทำให้เกิดตับอักเสบ ผลิตพลังงาน และสารที่จำเป็นต่อร่างกายได้ลดลง

4. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มเสื่อมลง ทำให้ร่างกายต้องดึงพลังงานสำรองจากที่ต่างๆ มาเผาพลาญ น้ำหนักตัวจึงลดลง

ดังนั้น ถ้าเราสังเกตตัวเองว่ามีสัญญาณเตือนความผิดปกติดังกล่าว อาจบ่งว่าสุขภาพตับเริ่มจะไม่แข็งแรง มีโรคภัยซ้อนเร้นอยู่ จึงควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติมว่า สมรรถภาพการทำงานของตับและสาเหตุของความผิดปกตินั้นเกิดจากอะไร

แต่สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้ห่างไกลจากโรคที่ทำให้ “ปวดตับ” เราควรจะดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยรับประทานอาหารที่สะอาดและมีคุณค่าทางโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม ร่วมกับออกกำลังกาย เพื่อควบคุมน้ำหนักและลดพุง ไม่รับประทานสารอาหาร ยา หรือสมุนไพรใดๆ เสริมโดยไม่จำเป็น เท่านี้คุณก็จะไม่ “ปวดตับ”

ที่มา ASTV : ผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2557

นักวิจัยระบุแบคทีเรียดี-ไม่ดีในท้องคนเราอาจมีบทบาทสำคัญต่อน้ำหนักตัวและโรคอ้วน

voathai130918_001นักวิจัยเชื่อว่าการเกิดโรคอ้วนนั้นอาจมีอะไรมากกว่าปริมาณอาหารที่รับประทาน หรือปริมาณการออกกำลังกาย เพราะรายงานชิ้นล่าสุดของนักวิจัยที่ Washington University ระบุว่า แบคทีเรียที่อยู่ในท้องของเราอาจมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้เราอ้วนหรือผอมได้ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้อาจทำให้เราเข้าใจถึงการรับประทานอาหารอย่างถูกต้องและมีประโยชน์มากยิ่งขึ้น

นักวิจัยเริ่มต้นด้วยการนำหนูทดลองกลุ่มหนึ่งซึ่งถูกเลี้ยงภายใต้สภาพแวดล้อมที่ฆ่าเชื้อโรคแล้ว ทำให้ไม่มีเชื้อโรคอยู่ในท้องของหนูเหล่านั้น จากนั้นนำจุลินทรีย์ที่เติบโตในท้องของมนุษย์แฝดคู่หนึ่งมาใส่ไว้ในท้องของหนูทดลอง โดยยีนของแฝดคู่นี้เหมือนกันทุกประการ แต่คนหนึ่งเป็นโรคอ้วน ส่วนอีกคนไม่เป็น

ผลการทดลองปรากฎว่า หนูทดลองที่มีจุลินทรีย์จากท้องของแฝดที่เป็นโรคอ้วนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าหนูตัวที่ได้รับจุลินทรีย์จากแฝดที่ไม่เป็นโรคอ้วน และพบว่าหนูที่มีจุลินทรีย์โรคอ้วนมีปัญหาที่ระบบการเผาผลาญอาหาร ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่พบในคนที่เป็นโรคอ้วน

นอกจากนี้ นักวิจัยที่ Washington University ยังพบความน่าสนใจบางอย่าง เมื่อนำหนูทดลองที่มีจุลินทรีย์โรคอ้วนกับหนูที่มีจุลินทรีย์ที่ไม่เป็นโรคอ้วย มาขังไว้ในกรงเดียวกัน โดยนักวิจัย Jeffrey Gordon บอกว่าเมื่อจุลินทรีย์ที่อยู่ในหนูทดลองตัวผอมย้ายที่อยู่เข้าไปอาศัยในท้องของหนูทดลองที่เป็นโรคอ้วน จะมีผลช่วยชะลอให้น้ำหนักตัวของหนูทดลองตัวนั้นไม่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการศึกษาค้นคว้าต่อไป หากต้องการผลิตยาผสมเชื้อจุลินทรีย์ชนิดดี เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักและป้องกันไม่ให้เป็นโรคอ้วน ถึงกระนั้น นักวิจัยชี้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการควบคุมอาหารการกิน

งานวิจัยเรื่องบทบาทของแบคทีเรียในท้องคนเรากับการเป็นโรคอ้วนชิ้นนี้ ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Science

รายงานจาก Steve Baragona / เรียบเรียงโดย ทรงพจน์ สุภาผล

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

Dr. Jeffrey I. Gordon, left, and Vanessa K. Ridaura are two members of a scientific team whose research shows a connection between human gut bacteria and obesity.

Dr. Jeffrey I. Gordon, left, and Vanessa K. Ridaura are two members of a scientific team whose research shows a connection between human gut bacteria and obesity.

Gut Bacteria From Thin Humans Can Slim Mice Down

By GINA KOLATA
Published: September 5, 2013
The trillions of bacteria that live in the gut — helping digest foods, making some vitamins, making amino acids — may help determine if a person is fat or thin.

The evidence is from a novel experiment involving mice and humans that is part of a growing fascination with gut bacteria and their role in health and diseases like irritable bowel syndrome and Crohn’s disease. In this case, the focus was on obesity. Researchers found pairs of human twins in which one was obese and the other lean. They transferred gut bacteria from these twins into mice and watched what happened. The mice with bacteria from fat twins grew fat; those that got bacteria from lean twins stayed lean.

The study, published online Thursday by the journal Science, is “pretty striking,” said Dr. Jeffrey S. Flier, an obesity researcher and the dean of the Harvard Medical School, who was not involved with the study. “It’s a very powerful set of experiments.”

Michael Fischbach of the University of California, San Francisco, who also was not involved with the study, called it “the clearest evidence to date that gut bacteria can help cause obesity.”

“I’m very excited about this,” he added, saying the next step will be to try using gut bacteria to treat obesity by transplanting feces from thin people.

“I have little doubt that that will be the next thing that happens,” Dr. Fischbach said.

But Dr. Flier said it was far too soon for that.

“This is not a study that says humans will have a different body weight” if they get a fecal transplant, he said. “This is a scientific advance,” he added, but many questions remain.

Dr. Jeffrey I. Gordon of Washington University in St. Louis, the senior investigator for the study, also urged caution. He wants to figure out which bacteria are responsible for the effect so that, eventually, people can be given pure mixtures of bacteria instead of feces. Or, even better, learn what the bacteria produce that induces thinness and give that as a treatment.

While gut bacteria are a new hot topic in medicine, he added that human biology is complex and that obesity in particular has many contributors, including genetics and diet.

In fact, the part of the study that most surprised other experts was an experiment indicating that, with the right diet, it might be possible to change the bacteria in a fat person’s gut so that they promote leanness rather than obesity. The investigators discovered that given a chance, and in the presence of a low-fat diet, bacteria from a lean twin will take over the gut of a mouse that already had bacteria from a fat twin. The fat mouse then loses weight. But the opposite does not happen. No matter what the diet, bacteria from a fat mouse do not take over in a mouse that is thin.

Although researchers suspected that gut bacteria might play a role in human obesity, it has been difficult to get convincing evidence. While there are often differences in gut bacteria in fat and lean people, they could be a cause or an effect of obesity. And gut bacteria vary from individual to individual, making it very difficult to decide which, if any, affect body weight.

Those obstacles led Dr. Gordon and his colleagues to look for those rare sets of twins in which only one twin is fat. That allowed them to cancel out much of the effect of genetics and environment. They gave the twins’ fecal bacteria to mice that were born and reared in a sterile environment and had no bacteria of their own as a result. The mice were genetically identical, so genetic factors played no role in their weights.

Five weeks after they got human gut bacteria, the mice with bacteria from the fat twins had about 15 to 17 percent more body fat than those that had bacteria from thin twins. They also had some of the metabolic changes associated with obesity.

Next came what Dr. Gordon calls the “Battle of the Microbiota,” referring to the collection of gut microbes. The researchers put mice with gut bacteria from lean twins in the same cage as mice with gut bacteria from obese twins. Mice housed together eat one another’s droppings, so the mice in the cage naturally end up sharing gut bacteria. He also put in germ-free mice to determine which collection of gut bacteria they would get. Or would they get a mixture?

That led to the discovery that bacteria from the lean twins took over in the mice that started out with bacteria from the fat twins, resulting in weight loss and a correction of the metabolic abnormalities the mice had developed. But the mice were eating standard mouse food, which is very low in fat.

Then Dr. Gordon’s colleague Vanessa K. Ridaura had an idea. From a national survey about what Americans eat, she and her colleagues determined the diets of those eating the most fruits and vegetables and the least saturated fats and the diets of those at the opposite end of the spectrum. With that information, they created mouse food pellets of the same two compositions by cooking and drying fruits and vegetables and combining them with fats in the right proportions. They then repeated the experiment, putting fat and lean mice together in a cage and giving them one of the two types of food.

The fat mice that got food high in fat and low in fruits and vegetables kept the gut bacteria from the fat twins and remained fat. The thin twins’ gut bacteria took over only when the mice got pellets that were rich in fruits and vegetables and low in fat.

“This is all weird and wonderful,” said Robert W. Karp, a program director for genetics and genomics at the National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases.

And it raises questions of what comes next.

Dr. Gordon’s plan to isolate the bacteria or their products responsible for leanness “could take many decades,” said Dr. Alexander Khoruts, a gastroenterologist at the University of Minnesota.

“I am not down on this approach,” Dr. Khoruts said, but added that it would be a lot quicker to try fecal transplants. They have worked in one situation: people with a terrible gut infection with the bacteria Clostridium difficile get better when given feces from healthy people.

Those were people with no other treatment options, Dr. Karp noted, but, he said, perhaps obese people who have not done well after bariatric surgery might be in the same desperate situation.

“Maybe we could try it out very, very gingerly, very, very carefully,” Dr. Karp said, noting that that was his personal opinion.

But he added that he was not sure weight loss centers would take that cautious approach.

“It would not surprise me if someone somewhere starts doing it,” Dr. Karp said.

SOURCE : www.nytimes.com

ผลไม้ตระกูล “เบอรี่ไทย” หลากประโยชน์ช่วยปกป้อง “หัวใจ”

dailynews130214_001-01ในปัจจุบันมีผลการศึกษาวิจัยมากมายแสดงให้เห็นว่า ผลไม้ในกลุ่มของเบอรี่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้และมะเร็งเต้านม ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความดันโลหิตในผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้เบอรี่ยังช่วยบำรุงสมองและความจำ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง และที่กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากคือ เบอรี่สามารถต้านชราได้

ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่อนึกถึงผลไม้ในกลุ่มเบอรี่ทั้งหลาย คนส่วนใหญ่จะนึกถึงแต่ผลไม้ที่มีชื่อลงท้ายด้วยเบอรี่ เช่น สตรอเบอรี่ บลูเบอรี่ เชอรี่ ราสเบอรี่ แครนเบอรี่ แบล็กเบอรี่ โดยที่จะมองข้ามในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวของเรา ซึ่งในประเทศไทยก็มีผลไม้ในกลุ่มเบอรี่อยู่มากมาย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยได้มีการนำมาศึกษาวิจัยทดลองให้ผลสนับสนุนแล้วว่ามีประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าผลไม้กลุ่มเบอรี่ของต่างประเทศเลย

dailynews130214_001-12ผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มเบอรี่ที่เป็นผลไม้ไทย ก็ได้แก่ ลูกหว้า เป็นผลไม้ที่เมื่อสุกจะมีผลสีม่วงเข้มจนถึงดำคล้ายองุ่นรสชาติจะออกหวานและมีรสฝาดเล็กน้อย นิยมนำมาทำแปรรูปเป็นน้ำลูกหว้า เยลลี่ และแยม สารที่มีอยู่ในลูกหว้าจะเป็น สารกลุ่มแอนโธไซยานิน (ไซยานิดิน) กรดเอลลาจิก กรดเฟอรูลิก ซึ่งสารกลุ่มนี้จะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านฤทธิ์ของสารก่อมะเร็งโดยพบว่า สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งลำไส้ มะเร็งช่องปาก และมะเร็งเต้านมได้

dailynews130214_001-07ชนิดต่อมาคือ มะเกี๋ยง พบมากทางตอนเหนือของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา และน่าน โดยผลจะคล้ายคลึงกันกับลูกหว้า แต่มีขนาดที่เล็กกว่าและมีสีออกม่วงแดง ส่วนรสออกเปรี้ยวมากกว่าลูกหว้า จากการศึกษาพบว่า ผลของมะเกี๋ยง มีสารพฤกษเคมีที่สำคัญอยู่หลายตัว เช่น สารประกอบฟีนอลิก ที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ

“จากการทดสอบหาค่าของสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในอาหารแต่ละชนิดที่เรียกว่า The ORAC test หรือ Oxygen Radical Absorbance Capacity ซึ่งเป็นค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของอาหาร อาหารที่มีค่า ORAC สูงสามารถปกป้องเซลล์และองค์ประกอบของเซลล์ให้ปลอดภัยจากการถูกทำลายเสียหายจากกระบวนการออกซิเดชัน ซึ่งมะเกี๋ยงเป็นผลไม้ที่มีค่า ORAC สูง ส่งผลให้ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง และชะลอความเสื่อมของร่างกาย”

dailynews130214_001-08มะขามป้อม จัดเป็นผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มเบอรี่เช่นกัน ลักษณะเป็นผลสีเขียว จัดเป็นหนึ่งในสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้มาอย่างยาวนาน รสชาติออกเปรี้ยวฝาด ๆ ตามตำราแพทย์พื้นบ้านจะนิยมนำมารักษาอาการไข้หวัด แก้เจ็บคอ ละลายเสมหะ

เมื่อศึกษาดูสารที่มีอยู่ในมะขามป้อมแล้วพบว่า มะขามป้อมมีปริมาณของวิตามินซีสูง โดยในผลมะขามป้อม 1 ผลจะมีวิตามินซีมากกว่าส้ม 2 ลูก และยังพบสารพฤกษเคมีอื่น เช่น สารกลุ่มแทนนิน เบนซินอยด์ เทอร์ปีน ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ คูมาริน ที่มีส่วนช่วยในการลดการอักเสบของร่างกาย สามารถช่วยลดการติดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย

นอกจากนี้ยังพบว่า การรับประทานมะขามป้อมเป็นประจำจะช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือแอลดีแอล รวมถึง ไตรกลีเซอไรด์ จึงถือว่า เป็นการป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และเมื่อไม่นานมานี้มีการศึกษาถึงแนวคิดว่า สารสกัดจากมะขามป้อมจะช่วยลดการเกิดเซลล์มะเร็งโดยสามารถลดการเกิดเซลล์มะเร็งได้แล้วในสัตว์ทดลอง

dailynews130214_001-11ในส่วนของ ลูกหม่อน ปัจจุบันมีการนำเอาผลมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยผลสุกของลูกหม่อนจะมีสีออกม่วงแดง รสชาติหวานอมเปรี้ยว เมื่อเปรียบเทียบกับบลูเบอรี่ที่เป็นที่นิยมในเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระแล้วลูกหม่อนของไทยหากเทียบในปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน จะพบว่า ลูกหม่อนมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าบลูเบอรี่ 2-3 เท่า ซึ่งสารที่พบ คือ สารในกลุ่มโพลีฟีนอล แอนโทไซยานิน และเรสเวอราทอล สารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็ง

“ลูกหม่อนเป็นผลไม้ที่มีกรดไขมันที่จำเป็น คือ โอลิอิกและไลโนลิอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ในระบบประสาทและสมองช่วยให้ความจำดีขึ้น ยังมีการศึกษาว่า สารสกัดจากลูกหม่อนช่วยควบคุมความหิวทำให้ช่วยควบคุมน้ำหนัก อีกทั้งยังมีการนำเอาใบหม่อนมาทำเป็นชา โดยพบว่า การดื่มชาใบหม่อนเป็นประจำจะช่วยลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้”

dailynews130214_001-10ผลไม้ไทยชนิดต่อมา คือ มะยม เป็นผลไม้รสเปรี้ยว นิยมนำมารับประทานโดยการนำมาทำตำมะยม ใส่ในน้ำพริกเพื่อให้ออกรสเปรี้ยว และปัจจุบันนิยมนำมาทำเป็นแยมส่งออกต่างประเทศ เพราะมะยมมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น สารในกลุ่มแทนนินที่ช่วยต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง ช่วยลดการเกิดการอักเสบในร่างกาย

รวมทั้งมีใยอาหารสูงช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติและลดการสะสมของของเสียในลำไส้ ทั้งนี้ เนื่องจากใยอาหารในมะยมมีทั้งชนิดที่ไม่ละลายน้ำและละลายน้ำ โดยใยอาหารที่ละลายน้ำจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลจึงช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด มีการใช้มะยมในผู้ที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังจากได้รับประทานมะยมแล้วจะมีอาการดีขึ้น

dailynews130214_001-09ดร.ฉัตรภา กล่าวต่อว่า มะเม่าหรือหมากเม่า จัดเป็นผลไม้ไทยในตระกูลเบอรี่ที่พบมากในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมนำมาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ ทำไวน์ และแยม มะเม่านอกจากจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงเหมือนกับผลไม้ในตระกูลเบอรี่ทั้งหลายแล้ว มะเม่ายังมีแร่ธาตุเหล็กสูงซึ่งทางตำรายาไทยจะใช้รักษาภาวะโลหิตจางและบำรุงเลือด

dailynews130214_001-05รวมไปถึง โทงเทงฝรั่งหรือเคพกูสเบอรี่ ผลไม้ขนาดเล็กสีเหลืองทอง มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานมีกลิ่นหอมเฉพาะ เป็นผลไม้ตระกูลเดียวกันกับมะเขือ โดยข้างในผลจะมีเมล็ดเล็ก ๆ อยู่มากมาย สารอาหารสำคัญที่พบ คือ เบต้าแคโรทีนซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายจึงช่วยในเรื่องการมองเห็น ทำให้ผิวพรรณดี นอกจากนี้ยังมีสารกลุ่มไฟโตรสเตอรอลที่ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในร่างกายส่งผลให้ลดระดับคอเลสเตอรอลส่วนเกิน และบริเวณเปลือกของโทงเทงฝรั่งยังมีใยอาหารประ เภทเพคตินที่ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น

dailynews130214_001-02มาที่ เชอรี่ไทย ผลไม้สีแดงสด รสเปรี้ยว มีกลิ่นหอม ในหนึ่งลูกจะแบ่งออกเป็น 3 พู นิยมนำมาแปรรูปเป็นไอศกรีม เชอร์เบท แยม สารที่มีอยู่ในเชอรี่ไทย คือ สารในกลุ่มแอนโธไซยานินมีส่วนช่วยในการลดการอับเสบ การเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีสารกลุ่มแอนโธไซยานินเป็นประจำจะมีอารมณ์ดี และรู้สึกกระปรี้กระ เปร่า ยังมีการใช้เชอรี่ไทยในผู้ที่มีอาการท้องผูกเพื่อเป็นตัวที่ช่วยให้ขับถ่ายได้ดี

dailynews130214_001-03ผลไม้เบอรี่ไทยอีกชนิดหนึ่งก็คือ ตะขบ เป็นต้นไม้ที่ขึ้นง่ายพบได้ทั่วไปในบริเวณทุกภาคของประเทศไทย ตะขบถือว่าเป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูงชนิดหนึ่ง โดยใน 100 กรัมหรือประมาณ 25 ผล จะมีใยอาหารมากกว่า 6 กรัม ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอยู่ที่ 25 กรัม การกินตะขบ 1 ถ้วยเท่ากับได้ปริมาณ 1 ใน 4 ของใยอาหารที่แนะนำแล้ว

“จากการศึกษาพบว่า ตะขบมีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส นอกจากนี้ ตะขบจะมีสารที่ให้สีแดงคือสารไลโคปีน กรดเอลลาจิก แอนโธไซยานิน และกรดแกลลิก ที่ช่วยทำให้ระบบการทำงานของต่อมลูกหมากดีขึ้น ทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด รวมถึงปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยดูแลหัวใจ นอกจากนี้ แพทย์แผนไทยยังใช้ตะขบในการรักษาอาการไข้ และเป็นยาบำรุงกำลังอีกด้วย”

หลังจากที่ได้รู้แล้วว่าประเทศไทยเรามีเบอรี่อยู่หลากหลายชนิด และแต่ละชนิดล้วนมีคุณประโยชน์มากมาย ดังนั้น การหันมารับประทานเบอรี่ไทย จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ เพื่อที่จะได้มีสุขภาพดี มีหัวใจที่ดี ในแบบวิถีไทยนั่นเอง.

…………………………..

dailynews130214_001-04รูปแบบการรับประทานผลไม้ตระกูลเบอรี่

ในช่วงวัยของคนมีความต้องการอาหารและผลไม้ที่มีประโยชน์ เพื่อเข้าไปช่วยเสริมสร้างให้ระบบภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งผลไม้ตระกูลเบอรี่นับเป็นอีกทางเลือกของผลไม้ที่มีประโยชน์ให้เราได้เลือกรับประทานกันในหลายรูปแบบ

โดยการ กินผลไม้ตระกูลเบอรี่ที่ผ่านกรรมวิธีในการปรุง จะทำให้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระลดลง และการกินในรูปของผลไม้หรือแบบตากแห้ง จะทำให้ได้รับปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดโรคอ้วนได้ ทางที่ดีควรกินแบบสด ๆ จะได้ประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า.

ทีมวาไรตี้

 

ที่มา : เดลินิวส์  14 กุมภาพันธ์ 2556

ฉลองปีใหม่อย่างไรไม่ให้อ้วน

dailynews121229_001เข้าสู่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ หลาย ๆ คนคงจะหลีกเลี่ยงงานเลี้ยงสังสรรค์ได้ยาก เพราะช่วงเวลาแบบนี้เป็นเวลาที่จะได้มาพบปะกันพร้อมหน้าพร้อมตา โดยเฉพาะคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เมื่อมาพบกันในงานเลี้ยงก็มีความสุข คุยเฮฮากันไปชนแก้วกันไป หรือเมาท์ไปกินไป และยิ่งมีบรรยากาศเย็นสบายในช่วงนี้ด้วย ยิ่งทำให้เจริญอาหาร ในงานเลี้ยงก็มักมีอาหารอร่อย ๆ มากมาย ซึ่งแต่ละชนิดก็อุดมไปด้วยแป้ง น้ำตาล ไขมันสูง ๆ คุยกันไปรับประทานกันไปจนเพลิน จึงทำให้การรับประทานอาหารของคุณมากเกินกว่าปกติ นอกจากนี้ของขวัญส่งความสุขปีใหม่ที่ได้รับ ก็มักจะหนีไม่พ้นเป็นพวกขนมเค้ก คุกกี้ ช็อกโกแลต ขนมหวานต่าง ๆ น้ำหวาน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ ล้วนเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง เมื่อรับของขวัญจำพวกขนมหรือเครื่องดื่มเหล่านี้มาแล้ว หลายคนก็เกิดความเสียดาย หรือไม่ก็อดใจไม่ไหวอยากลิ้มชิมรส ชิมไปชิมมา หลายรอบกว่าขนมของขวัญนั้นจะหมด ก็ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว หลายคนที่กำลังพยายามลดหรือควบคุมน้ำหนักอยู่เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ ก็อาจมีที่ตบะแตก ห้ามใจกันไม่ไหว จากน้ำหนักที่ลดลงมาดี ๆ มาตกม้าตายวันปีใหม่ซะแล้ว

ทำอย่างไรล่ะ? ที่จะยังสนุกกับงานเลี้ยง และสามารถควบคุมน้ำหนักของคุณได้

เคล็ดลับการกินเมื่อต้องไปงานเลี้ยง มีหลักง่าย ๆ ดังนี้

1. ตั้งสติให้ดีก่อนในเช้าวันใหม่นั้น แล้วเลือกรับประทานอาหารมื้อเช้าแบบเบา ๆ เช่น เกาเหลาน้ำใส ต้มเลือดหมูกับข้าวเปล่าครึ่งจาน

2. เมื่อรู้ว่ามีงานเลี้ยงตอนเย็น มื้อกลางวันอาจเลือกเมนูพลังงานต่ำ เช่น เลือกซื้อก๋วยเตี๋ยวน้ำ หรือ ขนมจีนน้ำยา แทนพวกข้าวมันไก่ ราดหน้า ผัดซีอิ๊ว หรือในมื้อเช้าและกลางวันให้วางแผน ลดปริมาณข้าว ขนมปัง หรือเส้นก๋วยเตี๋ยวให้น้อยลง เลือกกับข้าวจำพวกแกงน้ำใส ต้ม ยำ นึ่ง อบ ปิ้ง กินผักและเนื้อสัตว์ไม่ติดมันติดหนัง งดน้ำหวาน ขนมหวาน

3. ถ้าคุณไปกินเลี้ยงในมื้อกลางวันมาแล้ว มื้อเย็นของวันนั้นควรกินข้าวให้น้อยลง และเลือกกับข้าวพลังงานต่ำ เช่น ต้มยำปลา แกงจืดสาหร่ายใส่หมูสับ ปลานึ่ง เป็นต้น

4. งานเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์ ค็อกเทล หรือโต๊ะจีน คุณสามารถตัดสินใจเลือกอาหารได้ ควรเดินดูอาหารในงานให้ทั่วเสียก่อน และตักแค่พออิ่ม ถ้าอยากกินในปริมาณมากให้เน้นการตักกับข้าวที่ให้พลังงานต่ำ เช่น ต้มยำกุ้ง ยำสมุนไพร ปลานึ่ง ไก่อบ น้ำพริกปลาทูผักสด ไม่ควรเลือกกับข้าวที่มีน้ำมันเยิ้ม ชุบแป้งทอดหนา ๆ ควรกินข้าวแป้งแต่น้อย เผื่อไว้สำหรับขนมหวานและผลไม้ที่มีอยู่เป็นประจำทุก ๆ งานเลี้ยง

5. ในงานเลี้ยงควรเลือกกินผลไม้แทนขนมหวานหรือเค้กจะดีกว่า เพราะยังได้รับวิตามิน เกลือแร่ และใยอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

6. ถ้าคุณอยากดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ ควรดื่มพอประมาณ และหลีกเลี่ยงน้ำอัดลม (เบียร์ 1 กระป๋อง หรือ ไวน์แดง 1 แก้ว ให้พลังงานเท่ากับการกินข้าวเข้าไปแล้ว 1-2 ทัพพี) หากรู้ตัวว่ามักจะดื่มมาก ไม่ควรตักข้าวผัด ข้าวสวย ของทอดน้ำมันเยิ้มมากินมากนัก แต่ให้ตักกับข้าวเพิ่มขึ้นได้

7. อย่าอดอาหารเพื่อที่จะไปกินให้เต็มที่ ควรกินอาหารรองท้องบ้างเล็กน้อยจากที่บ้าน หรือที่ทำงานก่อนไปงานเลี้ยง เพราะความหิวมักทำให้ยับยั้งใจยาก และทำให้คุณกินอาหารในงานเลี้ยงมากเกินไป

8. ในงานเลี้ยงคุณอาจสนทนาเฮฮากับเพื่อน หรือเดินแวะทักทายคนรู้จักบ้าง จะได้เพลิดเพลินและทำให้ตักอาหารเข้าปากน้อยลง นอกจากนี้การยืนเดินและการพูดคุยจะเกิดการใช้พลังงานสะสมของร่างกายออกไปส่วนหนึ่งด้วย ถ้าคุณปฏิบัติตามเคล็ดลับดังกล่าวได้ ก็สบายใจและสนุกกับงานเลี้ยงได้ ที่สำคัญคืออย่าคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าไม่เป็นไรหรอกกินวันนี้เยอะเดี๋ยวค่อยไปลดวันอื่นก็ได้ เพราะพอเอาเข้าจริง ๆ คุณอาจมีงานเลี้ยง หรือของกินล่อใจในวันอื่นอีก ให้จำไว้ว่าถ้าคุณกินมากเกินไป ขออย่าให้เกิน 2 มื้อในวันนั้น ๆ เมื่อรู้ตัวว่ากินเยอะมาแล้วในมื้อที่ผ่านมา มื้อต่อไปควรกลับตัวกลับใจได้แล้ว โดยลดปริมาณข้าวลง หรือไม่กินข้าว แล้วเลือกกินแต่กับข้าวที่มีผักและเนื้อสัตว์แทน ถ้าปล่อยเลยเถิดทั้งวัน น้ำหนักตัวขึ้นได้แน่ ๆ

อีกทางหนึ่งที่จะช่วยควบคุมน้ำหนักตัวในเทศกาลสังสรรค์และการจัดเลี้ยงอาหารมาก ๆ แบบนี้ คือ มีการออกกำลังกายหรือมีกิจกรรมที่ใช้พลังงานให้มากขึ้น เช่น การทำงานบ้านด้วยตัวเอง ล้างรถ ปลูกต้นไม้ เดินชอปปิง (เดิน 20-30 นาทีติดต่อกัน) เล่นกีฬา เข้าฟิตเนส เหล่านี้ก็จะช่วยให้ร่างกายเกิดการใช้พลังงานส่วนเกินที่สะสมไว้ออกไป ทำให้คุณควบคุมน้ำหนักตัวได้ดีขึ้นด้วย

ถ้าท่านใดมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวมากเกินไป จนเกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง ก็อย่าได้นิ่งนอนใจ ปีใหม่นี้ควรตัดสินใจปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง หรือเข้ารับการปรึกษากับแพทย์หรือนักโภชนาการ เพื่อการปฏิบัติตัวและเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของตนเองให้ถูกต้อง จนสามารถลดน้ำหนักลงได้สำเร็จ โรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ก็จะบรรเทาลงด้วย ปีใหม่นี้และปีไหน ๆ คุณก็จะได้รับความสุขทั้งกายและใจอย่างแท้จริง.

ที่มา : เดลินิวส์ 29 ธันวาคม 2555

7 อุบายลดน้ำหนัก

วิธีลดความอ้วน ควบคุมน้ำหนักไม่จำเป็นต้องอดอาหาร งดกินช็อคโกแลตสุดโปรด หรือเคร่งเครียดเข้ายิม ออกกำลังกายอย่างขะมักเขม้นคนเดียวเป็นวันๆ หรอกนะคะ

มีการทำวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า การลดน้ำหนักที่สัมฤทธิ์ผลนั้น ต้องไม่เคร่งครัดเครียดขึ้งเอาจริงเอาจังเกินไป หากแต่ต้องรู้จักยืดหยุ่นผ่อนปรนกับตัวเองบ้าง

เราจึงงัด 7 กลอุบายลดน้ำหนัก ที่ผ่านการรับรองทางวิชาการมาแล้ว ..มาบอกต่อค่ะ

อุบาย 1 : แทะเล็มช็อคโกแลต

นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคลิเฟอร์เนีย ในซานดิเอโก ได้ทำการทดลอง นำคนจำนวน 1000 คน กินช็อคโกแลต โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มหนึ่งให้แทะเล็มช็อคโกแลตเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกวัน กับอีกกลุ่มให้กินจริงจังนาน ๆ ครั้ง ซึ่งผลออกมาว่า กลุ่มคนที่กินช็อคโกแลตเป็นประจำกลับมีหุ่นเพรียวลมมากกว่ากลุ่มที่นาน ๆ จัดหนัก

ทว่าแทะเล็มพอขำๆ วันละนิดนะคะ ไม่ใช่สวาปามแทนข้าวซะงั้น

อุบาย 2 : จิบไวน์

งานวิจัยล่าสุดบ่งบอกว่า ผู้หญิงที่ดื่มไวน์แดง 1-2 แก้ว/วัน มีแนวโน้มที่จะน้ำหนักเกินน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มถึง 30% และที่น่าสนใจคือ ไวน์อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยลดคลอเรสเตอรอลและความดันเลือดด้วย

ผลการวิจัยยังบอกอีกว่า สาวๆ ที่ดื่มแต่พอดีจะกินอาหารน้อยลง เนื่องจากนางจะกินช้าลงและรับรู้รสชาติของอาหารมากขึ้น

แทนที่จะซดเบียร์กระดกเหล้า หันมาดื่มไวน์วันละแก้วแต่พองามเถอะนะสาวไทย

อุบาย 3 : ดมกลิ่นอาหาร

ในเฟเวอร์เจอร์นัล (Flavour Journal) นำเสนอว่า กลิ่นหอมทำให้มนุษย์เรามีความอยากอาหารน้อยลง ถึงเวลาทานข้าว ก็ทานได้น้อยลง แปลกนะข้อนี้ ทั้งนี้ต้องลองค่ะ

สรรหากลิ่นหอมแนวอโรมามาสูดดมให้ฉ่ำปอดก่อนเวลาทานข้าว ดูซิว่า จะเจริญปากเท่าเจริญจมูกไหมหนอ!

อุบาย 4 : ขบเคี้ยวเมล็ดกาแฟ

ตามการศึกษาของมหาวิทยาลัยสแครนตัน (Scranton Unibersity) กล่าวไว้ว่า การกินเมล็ดกาแฟเล่น ๆ ราวกับเป็นของขบเคี้ยวนั้น ทำให้น้ำหนักลดลงได้ เพราะมันจะชะลอการดูดซึมไขมันและน้ำตาลกลูโคส (glucose) ในกระเพาะอาหาร

เอ่อ รสชาติขมไปหน่อยนะฮะ กูรูเค้าแนะแค่วันละ 2 เม็ดเอง …ไหวมะคะ

อุบาย 5 : ถือขวดน้ำขณะออกกำลังกาย

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) พบว่า การรักษาอุณหภูมิที่มือเราให้เย็นขณะออกกำลังกาย จะช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น ผลลัพธ์คือ น้ำหนักก็จะพร่องลงอย่างรวดเร็วขึ้น

ไปยิมครั้งต่อไป อย่าลืมติดขวดน้ำเย็นไปถือขณะกำลังฟิตเสียเหงื่อด้วยนะจ๊ะ

อุบาย 6 : ไม่ต้องเข้าฟิตเนสทุกวัน

ผู้เชี่ยวชาญพูดว่า การออกกำลังกายทุกวันส่งผลร้ายต่อเป้าหมายของผู้เล่นมากกว่าผลดี ที่สำคัญ การจัดตารางเป๊ะ ๆ ฉันต้องไปทุกวันเวลานี้ ขลุกอยู่ในยิม 3 ชั่วโมงอย่างต่ำ แทนที่จะให้กระฉับกระเฉง กลับเหนื่อยล้า พาลเบื่อหน่าย

ผู้เชี่ยวชาญแนะให้หาวันหยุด ไม่ต้องเข้ายิมออกกำลังกายสัก 2 วันต่อสัปดาห์ หรือไม่ก็พักผ่อนปล่อยตัวสบาย ๆ ไปเลย 1 สัปดาห์

ครั้นกลับมาออกกำลังกาย ความรู้สึกจะเปลี่ยนไป เกิดแรงจูงใจ ขยันอยากฟิตแอนด์เฟิร์มมากขึ้น ไม่รู้สึกถูกบังคับ

อุบาย 7 : มีเพื่อนไปออกกำลังกายด้วยกัน

มหาวิทยาลัยบราว์น (Brown University) ทำการทดลองมาแล้วว่า คนที่มีเพื่อนไปออกกำลังกายด้วยกัน ทั้งคู่จะลดน้ำหนักได้เร็วกว่าคนที่ไปคนเดียวตามลำพัง หรือไปเลือกเล่นกีฬาที่ต้องออกกำลังกายพร้อมกันเป็นกลุ่ม อย่าง เต้นแอโรบิค ผู้เล่นจะลดน้ำหนักได้ผลมากกว่าศิลปินเดี่ยวไปวิ่งคนเดียว

แหมแน่ละ ออกกำลังเต้นเป็นกลุ่ม สนุกเพลิดเพลินจะตาย น้ำหนักไม่ลดได้ไง

ช่างตรงกับหลักการทางพุทธศาสนาเราเน้นยึดหลักทางสายกลาง

ดังนั้นสาวตุ้ยนุ้ยท่านใดกำลังวางแผนอยากลดความอ้วน นอกจากไม่ตึงเกินและหย่อนไปแล้ว คุณต้องมี ‘สติวินัย’ ในการบริหารอุบายลดน้ำหนักข้างต้นด้วยนะคะ ..ถึงเอาอยู่!

ข้อมูลจากคอสโมโพลิแทน

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 มิถุนายน 2555

3 ประโยชน์เด่น ‘ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต’

ช่วงนี้เด็กในวัยเรียนกำลังปิดเทอม อาจจะเอ็นจอย อีทติ้ง เพลิดเพลินกับเรื่องรับประทานจนน้ำหนักตัวเพิ่ม มีผลให้ชุดยูนิฟอร์มคับแน่น ต้องซื้อใหม่ ส่วนผู้ใหญ่ก็ใช่ว่าจะต่าง หากกินมาก กินจุบจิบ ความอ้วนมาเยือนได้ไม่ยาก

เพื่อไม่ให้หิวบ่อย รับประทานถี่ คงต้องเลือกอาหารที่อิ่มอยู่ท้อง อย่าง “ข้าวโอ๊ต” ธัญพืชมากคุณประโยชน์ที่รับประทานแล้วทำให้รู้สึกอิ่มนาน เมื่อไม่มีอาหารลงท้องบ่อยๆ ก็เท่ากับได้ควบคุมน้ำหนัก หรือลดอ้วนไปในตัว

นอกจากนี้ ข้าวโอ๊ตยังอุดมด้วยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ชื่อ เบต้า-กลูแคน ช่วยเสริมประสิทธิภาพระบบขับถ่าย และที่สำคัญคือ ไฟเบอร์หรือกากใยอาหารในข้าวโอ๊ตทำหน้าที่ราวกับฟองน้ำซับคอเลสเตอรอลในลำไส้ แล้วขับออกมาจากร่างกาย จึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงปัญหาหลอดเลือด และโรคหัวใจ

ทราบประโยชน์ของข้าวโอ๊ตแล้วอยากรับประทาน แต่ติดอยู่ที่รสชาติไม่ได้อร่อยถูกปาก โปรดอย่าเพิ่งถอดใจ ลองทำเมนูของว่างง่ายๆ เช่น “ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต” เพียงแค่มีโยเกิร์ตรสธรรมชาติสัก 1 ถ้วย ใส่ข้าวโอ๊ตลงไปผสมราว 2 ช้อนโต๊ะ แล้วเติมน้ำผึ้งเพิ่มรสหวานเล็กน้อย จะช่วยชูรสให้กลมกล่อม รับประทานได้ง่ายขึ้น ทั้งยังสามารถใส่ผลไม้ เช่น กล้วย สตรอเบอรี่ เข้าไปได้อีก

ทว่าไม่ชอบรับประทานโยเกิร์ต ลองเปลี่ยนใช้นมสดแทน โดยใช้นมสดสัก 1 แก้ว ใส่หม้ออุ่นให้ร้อน ระหว่างนั้นเติมข้าวโอ๊ต และน้ำผึ้ง คนเรื่อยๆ จนส่วนผสมให้เข้ากันเป็นอันเสร็จ ตักใส่ชาม รับประทานตอนอุ่นๆ แต่ไม่ควรปล่อยให้เย็นชืด เพราะข้าวโอ๊ตจะอืดนม ดูไม่น่ารับประทานและเสียรสชาติ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 27 เมษายน 2555

10 วิธีเผาผลาญพลังงานให้ได้ 500 แคลอรี่ต่อวัน

              เมื่อปัญหาความอ้วนมีไขมันส่วนเกินยังเป็นเรื่องหนักใจ สารพัดวิธีลดน้ำหนักจึงถูกงัดมาใช้ ไม่ว่าจะออกกำลังกาย งดทานอาหารนั่นนี่ จนสาวบางคนบ่นอุบ ต้องเหนื่อย.. ต้องทน กว่าจะลดน้ำหนักได้!

 

ทว่าในความจริงแล้ว ยังมีวิธีแสนง่าย ที่ช่วยให้คุณควบคุมน้ำหนัก และลดความอ้วนได้ แบบไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องทน แค่เพียงลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนิดๆ หน่อยๆ ในกิจกรรมชีวิตประจำวันเท่านั้น อาทิแทนที่จะนั่งคุยโทรศัพท์ก็ลุกขึ้นมาเดินคุยซะ!

เอาล่ะไปดูกันค่ะว่า เรามีไอเดียให้คุณทำอย่างไรกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันของคุณ เพื่อเผาผลาญพลังงานให้ได้ 500แคลอรี่ (Calories) ต่อวัน

   1. หมั่นขยับร่างกาย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะว่าแค่ขยับแข้งขา เดินไปมานิดๆ หน่อยๆ ก็สามารถเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้มากถึง 350 แคลลอรี่ต่อวัน!

ฉะนั้นลองหาเวลาว่างในชีวิตประจำวัน เคลื่อนไหวร่างกายสักนิด เช่น กวาดบ้านถูบ้าน หรือจากที่เคยนั่งนอนคุยโทรศัพท์ เม้าท์มอยกับเพื่อนกับแฟน ก็เปลี่ยนมาเป็นเดินวนไปมาระหว่างคุยโทรศัพท์ ถ้านึกไม่ออก บิวท์อารมณ์ไม่ได้ว่าจะเคลื่อนไหวยังไงดี แนะนำให้จินตนาการถึงตอนจีบกับแฟนใหม่ๆ คุยไปเขินไป อายม้วนต้วน เอี้ยวตัวไปมา ประมาณนั้นแหละค่า … ลองทำสักวันละ 2 ครั้ง ภายใน 5 สัปดาห์คุณจะสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 10 ปอนด์ (pound) เชียวค่ะ

2. เลือก “ถั่ว” เป็นอาหารทานเล่น

แทนที่จะทานอาหารจำพวกแป้ง หรือของหวาน น้ำตาลสูง ลองหันมาทานของกินเล่นที่เปี่ยมประโยชน์อย่าง ‘ถั่ว’ จะส่งผลดีต่อร่างกายของคุณมากกว่า

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Cornell แนะให้ทานถั่ว เพราะมีไขมันที่ดีต่อหัวใจ แถมให้พลังงานไม่สูง ทว่าก็ต้องเลือกกันนิดนะคะ หากคุณเลือกทานถั่วทอดในปริมาณ 1 กำมือ (ประมาณ 1ออนซ์) เฉพาะแค่น้ำมันที่เคลือบอยู่กับถั่ว ก็ให้พลังงานมากถึง 175 แคลอรี่แล้วค่ะ และถ้าทานถั่วทอดสัก 3 กำมือ คุณก็ได้ของแถมเป็นน้ำมันที่เคลือบผิวถั่วไปแล้วถึง 525 แคลอรี่

ไหนๆ ก็อยากจะห่วงใยสุขภาพ ใส่ใจอาหารการกินแล้ว ก็เลือกเป็นถั่วอบ หรือถั่วที่ปรุงโดยไม่ใช้น้ำมันดีกว่าเน๊อะ ^_^

3. ไม่ทานอาหารระหว่างดูทีวี

พฤติกรรมการกินหน้าจอ ทำให้คุณเพลิดเพลินสนุกสนานกับละครทีวี แล้วก็เผลอทานอาหารเข้าไป แบบไม่บันยะบันยัง จนตัวคุณเองก็ยังไม่รู้ตัวว่าระหว่างบันเทิงเริงรมย์กับรายการทีวีสุดโปรดนั้น คุณได้หยิบอาหารทานไปแล้วมากมายขนาดไหน
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Massachusetts ค้นพบว่า การรับประทานอาหารไปด้วย ระหว่างการดูทีวี จะทำให้คุณรับประทานอาหารได้มากกว่า 288 แคลอรี่ โดยที่คุณเองก็แทบไม่รู้ตัว!

ดังนั้นแข็งใจเลิกพฤติกรรมนี้เถอะค่ะ ..เปลี่ยนมาทานอาหารที่โต๊ะอาหาร ทำให้เป็นกิจจะลักษณะ เพราะเมื่อทานอย่างมีสติ จะได้รู้ตัวว่าตัวเองหม่ำอาหารไปมากน้อยเพียงใดแล้ว นอกจากนี้ยังแนะนำให้คุณเอาเวลาที่นั่งนิ่งๆ (ขณะดูทีวี) สัก 1ชั่วโมง มาเดินเล่นออกกำลังกายเบาๆ เพียงเท่านี้ก็เผาผลาญพลังงานไปได้ถึง 527 แคลอรี่แล้วค่ะ

4. ใช้จานขนาดเล็กใส่อาหาร

ใช้จานใส่อาหารขนาดเล็ก แทนจานใบใหญ่ เพียงเท่านี้คุณก็จะรับประทานอาหารน้อยลงมื้อละ 20-25% และลดปริมาณพลังงานจากอาหารมื้อนั้นๆ ได้มากถึง 500 แคลอรี่เลยทีเดียว

ที่สำคัญ การเปลี่ยนมาใช้จานขนาดเล็ก มีข้อดีตรงที่แม้ว่าปริมาณอาหารจะน้อยลง แต่คุณก็ยังคงสุขใจ เพราะสายตาคุณมองเห็นว่าอาหารยังเต็มจานอยู่

“ถึงจะใส่อาหารจนเต็ม แต่ปริมาณอาหารในจานก็ไม่ได้มากนัก” นักวิจัยมหาวิทยาลัย Massachusetts ให้ข้อมูล

   5. เลี่ยงกาแฟหวานมัน

กาแฟแก้วโปรดที่รสชาติหวานมัน แถมแต่งหน้าด้วยวิปปิ้งครีม (whipping cream) ถึงจะรสชาติอร่อยเหาะ แต่ก็อาจให้พลังงานได้มากถึง 670 แคลอรี่เลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะเจ้ากาแฟหวานมันนั้น มีทั้งส่วนผสมของวิปปิ้งครีม นมข้นหวาน และน้ำตาล ที่แต่ละสิ่งให้ปริมาณพลังงานมากโข คงดีต่อสัดส่วนไม่น้อย ถ้าคอกาแฟเช่นคุณจะเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มกาแฟหวานๆ เติมวิปปิ้งครีม มาเป็น กาแฟร้อน อย่างเอสเปรสโซ (Espresso) ที่แม้จะเสิร์ฟเพียง ชอต (แก้วแบบจอก) เล็กๆ แต่เข้มถึงใจ

ที่สำคัญขอบอกไว้ว่าเอสเปรสโซ 1 ชอต (แบบไม่เติมครีมเทียมและน้ำตาล) ให้พลังงานเพียงแค่ 30 แคลอรี่เท่านั้นฉะนั้น

เมื่อเทียบกับกาแฟรสชาติหวานมันบวกวิปปิ้งครีม เอสเพรสโซให้พลังงานน้อยกว่าถึง 640 แคลลอรี่เลยทีเดียว

6. เลี่ยงทานอาหาร เป็นกลุ่มใหญ่

“การทานอาหาร ที่มีเพื่อนร่วมโต๊ะ 7 คน จะทำให้คุณกินอาหารได้มากขึ้นถึง 96%” ดร. Brian Wansink ผู้เขียนหนังสือ Mindless Eating ระบุ
เหตุผลก็เพราะเมื่อมีผู้ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วยกันหลายคน คุณจะพูดคุยกันอย่างเพลิดเพลิน แม้อิ่มแล้ว ก็ยังตักหยิบอาหารเข้าปากอย่างไม่หยุดหย่อน หรือแม้แต่คุณจะอิ่มแสนอิ่ม แต่ประเดี๋ยวก็คงได้ยินการเคี่ยวเข็ญ ‘อีกนิดสิ… อีกหน่อยน่า… เหลือนิดเดียวเสียดายของ’ เมื่อนั้นคุณก็อาจใจอ่อน ทานเข้าไปอีก ทั้งที่ท้องแทบจะแตกอยู่แล้ว

ฉะนั้นหากอยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนัก อยากลดปริมาณอาหาร ลองแข็งใจทานอาหารคนเดียว หรือไม่ก็เลี่ยงสังสรรค์ทานอาหารกับแขกเหรื่อไปก่อน ง่ายๆ แค่นี้คุณก็สามารถลดพลังงานได้ถึง 500 แคลอรี่แล้วจ้า

  7. หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงโดยใช้น้ำมัน

เพราะน้ำมันเพียง 1ช้อนโต๊ะให้พลังงานได้มากถึง 124 แคลอรี่ ลองหลับตาคำนวณดูสิคะ ผัดผัก 1 จานใส่น้ำมันไม่ต่ำกว่า 1 ช้อนโต๊ะแน่ ฉะนั้นหากอยากควบคุมน้ำหนักรักษาทรวดทรง ลองเปลี่ยนมาทานอาหารประเภท ต้ม นึ่ง ตุ๋น ที่ไม่ต้องใช้น้ำมันดูบ้าง แล้วคุณจะลดความอ้วนได้เห็นผลแน่ๆ

ที่สำคัญ อย่าลืมสอดส่อง มองหา “น้ำมันแฝง” ที่อาจซ่อนกายมาโดยคุณคาดไม่ถึงด้วยล่ะ เห็นกันบ่อยๆ ก็เช่น ตั้งใจอยากลดน้ำหนัก อุตส่าห์ทานก๋วยเตี๋ยววุ้นเส้น หวังลดปริมาณแคลอรี่ แต่ดันขอน้ำมันกระเทียมเจียวราดใส่ก๋วยเตี๋ยวมาซะเยอะ ..แบบนี้ไม่ไหวน๊า

8. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

“การนอนหลับพักผ่อนน้อยเกินไป ทำให้คุณอยากทานขนมขบเคี้ยวมากขึ้น”

ผลงานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Chicago ยืนยันว่า ผู้ที่นอนหลับเพียง 5 ชั่วโมงครึ่ง จะมีความต้องการขนมขบเคี้ยวมากขึ้นในระหว่างวัน ฉะนั้นวิธีแสนง่ายในการจะควบคุมน้ำหนักได้ คือ เริ่มจากการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้ก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยลดปริมาณพลังงานได้มากถึง 1,087 แคลอรี่เชียวหล่ะ

9. ฟังความรู้สึก “อิ่ม” ของท้อง

ลองให้ความสำคัญรับฟังความรู้สึกของ “ท้อง” ตัวเองเสียหน่อยค่ะ เพราะคุณสาวๆ หลายท่านที่บางครั้งท้องของคุณน่ะอิ่มแสนอิ่ม แต่ตัวเองเสียดายของ หรือแพ้ความอยากทานของตัวเอง สุดท้ายเลยต้องทานอัดแน่นเข้าไป จนจุกเสียดก็ยอม

ฟังเสียงร่างกายของคุณหน่อยเถอะค่ะ หากอิ่มแล้วก็ไม่ต้องฝืนทานเข้าไปจนเกลี้ยงจานทุกมื้อ ทานแต่พอเหมาะ ทานแต่เพียงอิ่ม วิธีง่ายๆ เท่านี้ ก็จะสามารถลดพลังงานได้มากถึง 500 แคลอรี่ต่อวันแล้ว

10. ทานขนมขบเคี้ยว แค่ครึ่งถุง

เคยมั้ยคะ? ซื้อขนมขบเคี้ยว หรือมันฝรั่งทอดมาสักห่อ เป็นต้องตะบี้ตะบันทานให้หมดถุง ไม่หมดไม่เลิก บ้างให้เหตุผลดีๆ กลัวเก็บไว้นานจะไม่กรอบ หมดอร่อย สุดท้ายเลยต้องทานเยอะเกินโดยปริยาย

ลองเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ หันมาซื้อขนมห่อเล็กๆ จะได้ไม่ต้องเสียดาย เมื่อทานไม่หมด หรือหากจำเป็นต้องซื้อห่อใหญ่ แต่ทานไม่หมด ก็อดใจพับเก็บมัดปากถุงให้ดีเพื่อหลีกหนีมดแมลง ลองคิดดูสิ หากขนม 1 ถุงให้พลังงาน 200 แคลอรี่ แต่คุณลดปริมาณลงโดยทานเพียงครึ่งถุง ก็ลดไปได้แล้วง่ายๆ กว่า 100 แคลอรี่

ข้อมูลจาก : ผู้จัดการ วันพฤหัสบดี ที่ 1 กันยายน 2554