ภูมิแพ้ในเด็ก

dailynews140215_001 ในสภาวะมลพิษต่าง ๆ ในปัจจุบัน อาจมีสารเคมีหรือสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ หลากหลายชนิดปะปนเข้ามาอยู่ในร่างกายหรืออยู่ตามผิวหนังตามร่างกายของเราได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก ที่มิอาจป้องกันตนเองจากสิ่งเหล่านี้ได้ดี จนอาจนำมาซึ่ง “โรคภูมิแพ้ในเด็ก” ได้

อุบัติการณ์ความชุกของโรคภูมิแพ้ในเด็กพบได้มากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้หอบหืด ภูมิแพ้จมูกอักเสบ และภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งโรคภูมิแพ้มีความชุกในผู้ป่วยเด็กเพิ่มมากขึ้นกว่า 4 เท่า ในระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมาและพบเด็กที่เป็นภูมิแพ้หอบหืดได้ราว 15% ของเด็กในกรุงเทพ มหานคร ส่วนโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบก็มีความชุกราว 40% และโรคภูมิแพ้ที่ผิวหนังอักเสบจะพบมากขึ้นราว 15%

โรคภูมิแพ้เป็นอาการที่ร่างกายมีการตอบสนองทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่ระบบต่าง ๆ เช่น ที่ระบบทางเดินหายใจ ที่หลอดลม หรือที่ผิวหนัง โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้ใน 2 กลุ่ม ได้แก่

1) กลุ่มพันธุกรรม  ซึ่งในเด็กที่มีพ่อหรือแม่เป็นภูมิแพ้ เด็กจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคภูมิแพ้ได้ 30% แต่หากพ่อแม่เป็นภูมิแพ้ทั้งคู่ โอกาสที่เด็กจะเป็นภูมิแพ้จะเกิดขึ้นได้ราว 40-80%

2) กลุ่มสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษที่กระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้แก่ ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ แม้แต่การสูบบุหรี่ในคุณแม่ตั้งครรภ์ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้เช่นเดียวกัน ในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด หรือคลอดแล้วตัวเล็กมีน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอาการหอบหืดได้

 

ระดับความรุนแรงของแต่ละอาการ

หากเป็นเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ จะมีอาการคันจมูก โดยเฉพาะในช่วงเช้าจะคัน จาม น้ำมูกไหล คัดแน่นจมูก บางรายเป็นมากก็จะหายใจเสียงดัง และมีอาการกรนได้ เด็กจะมีความรู้สึกรำคาญต่อการใช้ชีวิตประจำวันเมื่อเป็นมาก ๆ มีอาการมากกว่า 4 วันต่อสัปดาห์ และหากเป็นต่อเนื่องมากกว่า 1 เดือนจะถือว่ามีภาวะรุนแรง มักพบอาการเหล่านี้ได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 2 ขวบ พ่อแม่จึงควรสังเกตอาการว่ามีน้ำมูกในตอนเช้า ดีขึ้นเมื่อตอนบ่าย ทั้งที่ไม่ได้มีไข้หรือเป็นหวัด หรือลองสังเกตการสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น เช่น เมื่อเด็กเล่นกับสัตว์แล้วมีอาการแพ้ขนรังแคสัตว์จำพวกสุนัข หรือแมว ซึ่งในเด็กบางคนอาจมีปัจจัยเสี่ยงอยู่เดิมแล้ว เมื่อสัมผัสถูกปัจจัยกระตุ้นเข้าไปก็อาจเกิดเป็นภูมิแพ้ขึ้นได้

ส่วนโรคภูมิแพ้หอบหืด เด็กจะหายใจเร็ว หายใจแรง แน่นหน้าอก หอบ เหนื่อยง่าย รู้สึกหอบเวลาออกกำลังกาย ไอเป็นชุด เหนื่อยเร็วกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน และอาจมีอาการอกบุ๋มได้ โดยอาการหอบหืดจะเกิดขึ้นที่หลอดลมมีการอุดกั้น หดเกร็ง  มีเสียงหายใจวี้ด ๆ ฮื้ด ๆ ในอก และมักพบว่าในเด็กที่เป็นหอบหืดจะมีอาการเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบร่วมด้วยได้ ซึ่งสิ่งกระตุ้นที่ก่อให้เกิดอาการหอบหืดได้มาก เช่น สารก่อภูมิแพ้จำพวกไรฝุ่น แมลงสาบ (ทั้งตัวแมลงสาบและอุจจาระ) ขนสัตว์ รังแคสัตว์ เกสรดอกไม้ สปอร์เชื้อรา ควันบุหรี่ ควันเผาไหม้ ไนตริกออกไซด์ สารเคมีต่าง ๆ และการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ

สำหรับโรคภูมิแพ้ผิวหนัง มักเกิดอาการคันได้มากในเวลากลางคืน มีผื่นขึ้นตามแขน ขา อาการจะเป็น ๆ หาย ๆ รวมทั้งอาจมีอาการทั้งเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบและหอบหืดร่วมด้วยได้ เด็กจะมีอาการคัน มีผื่นเป็นขุย เป็นสะเก็ด มีอาการผิวแห้งร่วมด้วย ส่วนในเด็กโตจะมีอาการที่ข้อพับแขน ขับพับขาหลังเข่า หากเป็นผื่นผิวหนังรุนแรง จะสามารถเป็นได้ทั้งตัว โดยมีสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ เช่น นม ถั่วเหลือง ไข่ ไรฝุ่น แมลงสาบ หรืออากาศร้อน สารระคายเคือง และการติดเชื้อ ซึ่งโดยปกติแล้วผิวหนังของเด็กที่เป็นภูมิแพ้นั้น จะขาดสารรักษาความชุ่มชื้น ขาดน้ำง่าย ทำให้ผิวแห้ง เกิดการอักเสบได้ง่าย และไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าเด็กทั่วไป

มีวิธีการตรวจคัดกรองอย่างไรว่าเป็นภูมิแพ้ในเด็ก

การวินิจฉัยจะอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก เช่น ถ้าเป็นเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ ก็จะเป็นการตรวจที่จมูก อาการหอบหืดจะตรวจที่ปอด ตรวจดูว่าสมรรถภาพของปอดเป็นอย่างไร หากเป็นที่ผิวหนังก็จะดูลักษณะอาการและผื่นที่แสดง รวมทั้งซักประวัติว่าพบเจอสิ่งใดที่มากระตุ้น ส่วนการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาสาเหตุสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้น เป็นการตรวจอิมมูโนโกลบูลิน อี (Specific IgE) ซึ่งจะทำการตรวจระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นสารก่อภูมิแพ้เช่น ไรฝุ่น เชื้อรา อาหาร นอกจากนี้ยังมีการตรวจวินิจฉัยที่ผิวหนังโดยการสะกิดด้วยน้ำยา ใช้เข็มหรือไม้พลาสติกปลายแหลม ซึ่งจุดใดที่แพ้จะมีอาการบวมแดงขึ้นมา น้ำยาที่ใช้ตรวจวินิจฉัยนี้ได้แก่ น้ำยาสกัดจากโปรตีนของสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ นม และไข่ เป็นต้น

 

วิธีการรักษาโรคภูมิแพ้ในเด็ก

หากเป็นโรคเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ จะมียาใช้ในการรักษา ทั้งยากินที่เป็นยาต้านฮีสตามีน การล้างจมูก ยาพ่นจมูก และจะพยายามให้หลีกเลี่ยงสารที่มากระตุ้นด้วยเสมอ

ส่วนการรักษาโรคหอบหืด ยาที่ใช้จะเป็นกลุ่มยาสูดที่ควบคุมไม่ให้มีการอักเสบของหลอดลม โดยห้ามหยุดยาเองเมื่อไม่มีอาการแล้ว  และยาสูดกลุ่มขยายหยอดลมที่ใช้เมื่อมีอาการหรือภาวะฉุกเฉิน

การรักษาโรคผื่นผิวหนัง ควรหลีกเลี่ยงสารกระตุ้น ความเครียด และให้มอยส์เจอไรเซอร์แก่เด็ก เพราะจะมีผิวแห้งเกิดขึ้น ใช้สบู่อ่อน มีค่า PH 5.5 ปราศจากน้ำหอม กรณีมีผื่นขึ้นก็ให้ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งก็จะช่วยให้ผื่นทุเลาลงได้

การรักษาด้วยยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ และการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น รวมทั้งการออกกำลังกาย ไม่ปล่อยให้เด็กอ้วน ทานอาหารที่มีไฟเบอร์มาก ๆ ทานปลา ลดของทอดของมัน ไม่สัมผัสถูกควันธูป ควันรถ ฝุ่นละออง รวมทั้ง ควันบุหรี่มือสอง-มือสาม ก็จะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ตามลำดับ.

อ.พญ.ปองทอง ปูรานิธี
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์  15 กุมภาพันธ์ 2557

Advertisements

หญิงนักสูบเสียสุขภาพมากกว่าชาย

dailynews130513_003ยังค้นพบผลร้ายที่มีต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่องสำหรับบุหรี่ ล่าสุด มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  เปิดเผยรายงานการวิจัยจากมหาวิทยาลัยทรอมโซ  ประเทศนอร์เวย์ ที่พบว่า หญิงนักสูบบุหรี่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าชายที่สูบบุหรี่ถึงสองเท่า

การศึกษาดังกล่าว ทีมวิจัยวิเคราะห์จากเวชระเบียนของผู้ป่วยหกแสนราย  พบว่า ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหญิงที่สูบบุหรี่เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 ส่วนเพศชายที่สูบบุหรี่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9  นอกจากนี้ยังพบความเสี่ยงเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นชัดเจนในหญิงที่เริ่มสูบบุหรี่เมื่ออายุ 16 ปี หรือสูบมาก่อนนั้นและสูบอย่างต่อเนื่อง

ทาง ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เผยว่า หญิงที่สูบบุหรี่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าผู้ชายที่สูบบุหรี่  ทั้งยังมีงานวิจัยพบว่า หญิงที่สูบบุหรี่เสี่ยงจะเกิดโรคหัวใจวายจากเส้นเลือดหัวใจตีบมากกว่าชายที่สูบบุหรี่  ขณะที่วัยรุ่นหญิงที่ไม่สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี่มือสอง มักมีระดับไขมันชนิดดีลดต่ำลงกว่าปกติ โดยไม่พบความผิดปกติลักษณะเดียวกันในวัยรุ่นชายที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง

นอกจากนี้ เมื่อปี พ.ศ.2552 มีการสำรวจการสูบบุหรี่ในผู้ใหญ่ระดับโลก พบว่า อัตราการสูบบุหรี่ของหญิงไทยอายุมากกว่า 15 ปี  เท่ากับร้อยละ 3.1  คิดเป็นจำนวนหญิงไทยที่สูบบุหรี่ทั้งสิ้น 8.4 แสนคน และมีหญิงไทย 8.8 ล้านคนได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน และ 1 ล้านคนในที่ทำงาน อย่างไรก็ตาม แม้อัตราการสูบบุหรี่ของหญิงไทยจะยังอยู่ในระดับต่ำ  แต่ผลการสำรวจก็พบว่าแนวโน้มการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นหญิงไทยมีอัตราเพิ่มขึ้น  เนื่องจากบริษัทบุหรี่มีการผลิตบุหรี่ตราใหม่ๆ สำหรับผู้หญิงเรื่อยมา ศ.นพ.ประกิต จึงหวังให้ทุกฝ่ายในสังคมไทย ช่วยกันรักษาค่านิยมที่ไม่สูบบุหรี่ของหญิงไทยไว้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา :  เดลินิวส์  13 พฤษภาคม 2556

“สูบบุหรี่ในรถ”สร้างมลพิษเกินค่ามาตรฐานยูเอ็น “เด็กนั่งเบาะหลัง”เสี่ยงอันตรายสุด

ผลการศึกษาชิ้นล่าสุดเตือนว่า การสูบบุหรี่ในรถยนต์ แม้จะเปิดกระจกหรือเปิดแอร์อยู่ก็ตาม จะสร้างมลพิษในระดับที่เกินค่าความปลอดภัย โดยเด็กที่นั่งอยู่บริเวณเบาะหลัง ขณะที่มีผู้สูบบุหรี่บริเวณด้านหน้า ก็จะได้รับควันพิษดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ผลวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารโทแบคโค คอนโทรล ชี้ว่า การสูบบุหรี่ในรถทำให้ระดับของมลภาวะฝุ่นละอองที่เป็นอันตราย เพิ่มสูงขึ้นเกินระดับที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้หลายเท่า

ผลการศึกษาโดยนักวิจัยจากสก็อตแลนด์ระบุว่า แพทย์ในอังกฤษวัดระดับความเข้มข้นของมลภาวะฝุ่นละอองในรถโดยติดเครื่องมือวัดอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่เบาะหลังของรถ โดยใช้การเดินทางจำนวน 85 ครั้ง และให้อาสาสมัคร 17 คน ขับรถคันดังกล่าว โดย 14 คนในนั้นมีพฤติกรรมสูบบุหรี่ และให้สูบบุหรี่ตามปกติระหว่างการขับรถ จากนั้นจะมีการตรวจวัดระดับควันบุหรี่ในรถเป็นเวลา 3 วัน

ดร.ฌอน แซมเพิล จากมหาวิทยาลัยอะเบอร์ดีน เปิดเผยว่า เด็กๆ เป็นกลุ่มที่สามารถรับมลพิษได้ง่ายมาก เนื่องจากพวกเขามีระดับการหายใจที่เร็วกว่าผู้ใหญ่ และมีระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่า อีกทั้งยังไม่สามารถหนีหรือหลีกเลี่ยงสถานะความเป็นผู้ที่สูบควันมือสองได้

ผลปรากฏว่า จากการเดินทาง 85 ครั้ง มีการสูบบุหรี่ถึง 49 ครั้ง  โดยนักสูบจะสูบบุหรี่เฉลี่ยครั้งละ 4 ตัว  โดยระหว่างการขับรถซึ่งมีการสูบบุหรี่ด้วยนั้น ระดับของมลภาวะฝุ่นละอองโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือมากกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกซึ่งอยู่ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สำหรับมลภาวะในอาคาร และถึงแม้ผู้ขับรถจะเปิดหน้าต่างรถหรือเปิดเครื่องระบายอากาศเพื่อกำจัดควัน ระดับของฝุ่นละอองก็ยังสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ในบางช่วงของการเดินทาง

ทั้งนี้ค่าเฉลี่ยสูงสุดของฝุ่นละอองระหว่างการเดินทางที่มีการสูบบุหรี่อยู่ที่ 385 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยที่ค่าสูงสุดนั้นอยู่ที่กว่า 880 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร  ในทางตรงกันข้าม ระดับฝุ่นละอองระหว่างการเดินทางที่ไม่มีการสูบบุหรี่จำนวน 34 เที่ยว มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เท่านั้น

ประเภทของฝุ่นละอองที่ตรวจวัดนั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมโครเมตร  จึงเป็นอันตรายเพราะสามารถเข้าไปในปอดและทำให้เกิดการระคายเคืองได้

นอกจากนี้ ผลวิจัยของศูนย์อากาศภายในอาคารสกอตแลนด์ ของมหาวิทยาลัยอเบอร์ดีน ชี้ว่า เด็กที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่นละอองในระดับดังกล่าวมีแนวโน้มเจ็บป่วย ขณะนี้มีประเทศที่ออกกฎหมายต่อต้านการสูบบุหรี่ในรถเพิ่มขึ้น และมาตรการดังกล่าวอาจจะเหมาะสมในการป้องกันความเสี่ยงที่เด็กจะได้รับควันบุหรี่ที่มีระดับสูง

ที่มา: มติชน 16 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

The researchers used monitors strapped to the back seat of the car to measure pollution levels

Smoking in the car ‘breaks toxic limit’

By Michelle Roberts
Health editor, BBC News online
16 October 2012 Last updated at 01:10 GMT
Smoking in the car, even with the windows open or the air conditioning on, creates pollution that exceeds official “safe” limits, scientists say.

Any child sitting in the back of a car when someone in the front is smoking would be exposed to this.

A Scottish team who took measurements during 85 car journeys found readings broke World Health Organization limits, Tobacco Control journal reports.

The British Medical Association says all smoking in cars should be banned.

Currently, it is legal in the UK.

‘Civil rights’
Children are particularly susceptible because they have faster breathing rates, a less developed immune system and are largely unable to escape or avoid exposure to second-hand smoke, says Dr Sean Semple, of the University of Aberdeen.

Using a device strapped to the back seat of the car, the researchers logged and then analysed air quality data during a number of journeys ranging from about 10 minutes to an hour in duration.

“We believe that there is a clear need for legislation to prohibit smoking in cars where children are present”

The study authors

In 49 of the 85 journeys in total, the driver smoked up to four cigarettes.

During these 49 smoking journeys, levels of fine particulate matter averaged 85µg/m3, which is more than three times higher than the 25µg/m3 maximum safe indoor air limit recommended by the World Health Organization.

Even if the driver smoked only one cigarette and had the window wide open, particulate matter levels still exceeded the limit at some point during the journey.

On average, the level of second-hand smoke was between one-half and one-third of that measured in UK bars before the ban on smoking in public places came into force.

Levels averaged 7.4µg/m3 during the 34 smoke-free journeys.

“Parents must be allowed to use their common sense, and most of the time they do – there is no need for further regulation”

Simon Clark
Forest

The research authors say: “The evidence from this [research] paper is that second-hand smoke concentrations in cars where smoking takes place are likely to be harmful to health under most ventilation conditions.

“We believe that there is a clear need for legislation to prohibit smoking in cars where children are present.”

But Simon Clark, director of the smokers’ lobby group Forest, says: “We don’t encourage adults to smoke in a car if small children are present, out of courtesy if nothing else, but we would strongly oppose legislation to ban smoking in cars.

“According to research, 84% of adults don’t smoke in a car with children present so legislation to ban it would be disproportionate.

“In terms of civil rights we are entering difficult territory. For most people a car is their private space. If you ban smoking in cars with children, the next logical step is to ban parents from smoking in the home.

“Parents must be allowed to use their common sense, and most of the time they do. There is no need for further regulation.”

But Prof John Britton, chair of the Royal College of Physicians Tobacco Advisory Group, says a ban is necessary to protect children.

He said estimates suggested that each year passive smoking in children accounted for more than 20,000 cases of lower respiratory tract infection, 200 cases of bacterial meningitis, and 40 sudden infant deaths.

And last November the British Medical Association said an outright ban – even if there were no passengers – would be the best way of protecting children as well as non-smoking adults.
SOURCE: bbc.co.uk