นอนน้อยเท่ากับฉลาดน้อย (จริงหรือ?)

dailynews140802_02ก่อนจะเข้าสู่คำตอบว่า นอนน้อยเท่ากับฉลาดน้อยจริงหรือไม่นั้น อยากให้ท่านผู้อ่านลองคิดดูดี ๆ ว่า คืนไหนที่นอนน้อยแล้วต้องไปทำงานแต่เช้า หรือคืนไหนที่นอนน้อยแล้วต้องไปสอบ มีอาการอย่างไรบ้างเสียก่อนค่ะ

ถ้ายังตอบว่า..ดี อย่างนั้นก็ขอให้ตอบคำถามอีกสักข้อในกรณีที่เมื่อคืนนอนน้อยบ้างว่า เมื่อวานเรียนอะไรไปแล้วบ้าง หรือเมื่อวานต้องทำงานเรื่องอะไรบ้าง ขอเป็นรายละเอียดไม่ใช่แค่หัวข้อนะคะหลายท่านอาจบอกว่า..แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว

เรื่องของการนอนก็เหมือนกับเรื่องของการรับประทานอาหารและออกกำลังกาย ที่เมื่อใดก็ตามเราใช้มันมากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็จะกลายเป็นดาบสองคมกลับมาทำร้ายตัวเราเองได้ อย่างในคลินิก มักจะมีคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกเรียนเก่งมาถามว่าจะทำอย่างไรดี ซึ่งก็มีอีกเหมือนกันที่คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษเข้ามาถามว่า จะทำอย่างไรที่จะช่วยให้ลูกมีทักษะวิธีการคิดที่ดีขึ้น จากการที่ได้พูดคุย คุณพ่อคุณแม่หลายท่านสนใจที่จะปรับแก้พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันก่อนเป็นลำดับแรก แต่ก็ต้องยอมรับว่าอีกหลายท่านที่ไม่เชื่อเรื่องการดูแลตัวเองจะส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเชื่อว่า ถ้าอ่านหนังสือมาก ๆ ก็จะทำให้สอบได้ หรือแม้กระทั่งเด็กเก่งและฉลาดมาจากยีนของพ่อแม่แต่เพียงอย่างเดียว และเด็กที่เก่งผิดแผกจากพ่อแม่ก็เป็นเพราะผลบุญที่พ่อแม่ทำ หรืออาจจะเป็นเพราะเกิดยีนผ่าเหล่าก็เป็นไปได้

นักวิจัยไม่ว่าจะเป็นด้านประสาทวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่วิทยาศาสตร์ทางกระบวนการคิด ได้พยายามหาคำตอบในสิ่งที่คนตั้งคำถามเรื่องกลไกของสมองมาเกือบ 200 ปี นับตั้งแต่เรารู้ว่า สมองเป็นตัวสั่งการและควบคุมการทำงานของร่างกาย แต่จนบัดนี้เรากลับรู้ความลับของการทำงานของสมองได้ไม่ถึง 30% นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้โดยใช้วิธีการสแกนสมองคนที่เสียชีวิตแล้ว เพราะสมองเขาเกือบจะหยุดทำงานทันทีที่สภาวะต่าง ๆ ในร่างกายล้มเหลว จึงจำเป็นต้องใช้สมองคนที่ยังทำงานและยังใช้การได้อยู่ ซึ่งนักวิทยา ศาสตร์เหล่านี้มีทางเลือกไม่มากนัก ด้วยเพราะการจำกัดทั้งคุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่างที่จะวิจัย เครื่องมือที่จะตอบคำถาม หรือแม้กระทั่งการแปรผล และนี่คือสิ่งที่ 30% นั้นบอกเราว่า..

การที่เด็กบางคนทำข้อสอบได้คะแนนดี ทั้งที่อ่านหนังสือได้ไม่กี่วันนั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่าดีใจ ถึงแม้พ่อแม่หลายท่านจะพึงมองแค่เกรดที่ลูกทำได้เท่านั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เขาจะสามารถนำข้อมูลนั้นกลับมาใช้ได้อีก เขาอาจต้องเรียนใหม่ เรียนซ้ำเรื่องเดิมในสิ่งที่เคยเรียนรู้ไปแล้ว แต่จำไม่ได้ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าสมองจะเก็บข้อมูลในการอ่านอย่างรวดเร็วไว้ในส่วนที่ตื้นที่สุดที่สามารถสั่งเรียกข้อมูลมาได้ไวที่สุด แต่มีข้อแม้อยู่ว่า ส่วนที่ตื้นที่สุดนั้นสามารถถูกแทนที่ด้วยข้อมูลใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ความสามารถที่เราคิดว่าน่าจะดี โดยแท้จริงแล้วไม่ได้มีความสำคัญในแง่การเรียนรู้ ซึ่งตามปกติสมองจะเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้เพื่อให้เราเรียกคืนได้ง่าย ๆ เช่น จำได้ว่าเราจอดรถไว้ที่ชั้นใดหรือแม้กระทั่งชื่อของเพื่อนใหม่ที่เราเพิ่งรู้จัก ซึ่งอีกสัปดาห์หรือเดือนต่อมา เราคงจำไม่ได้แน่ ๆ ว่าเราเคยจอดรถไว้ที่ชั้นไหนบ้าง หรือแม้กระทั่งชื่อเพื่อนซึ่งถ้าเราไม่เจออีกหรือหาความเกี่ยวโยงกับเพื่อนเก่า ๆ ไม่ได้แล้วละก็ เราแทบจะลืมหลังจากที่เดินคล้อยหลังไปเสียด้วยซ้ำ

ศาสตราจารย์จากศูนย์ประสาทวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมและโมเลกุลของมหาวิทยาลัยรัทเจอร์ในสหรัฐ ได้ทำงานวิจัยแล้วพบว่า สมองของเราจะมีตัวกลางตัวหนึ่งทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากสมอง ส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งสมองส่วนนี้มีลักษณะเด่นคือการเก็บข้อมูลเร็วมีเนื้อความจุน้อย ไปยังสมองส่วนที่เรียกว่า นีโอคอร์เทกซ์ ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้เวลาในการเก็บข้อมูลและมีเนื้อความจุมาก ข้อมูลที่เก็บในส่วนนี้จะมีความคงที่ นั่นหมายความว่า จะเรียกกลับขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ หรืออีกอย่างหนึ่งคือ เป็นความทรงจำระยะยาว ซึ่งศาสตราจารย์เองก็เน้นย้ำว่า การเคลื่อนย้ายกลุ่มก้อนข้อมูลจากสมองส่วนฮิปโปแคมปัสมายังสมองส่วนนีโอคอร์เทกซ์นี้จะเกิดขึ้นขณะที่เรานอนหลับเท่านั้น นั่นก็หมายความว่า การนอนหลับจะช่วยให้ข้อมูลต่าง ๆ เคลื่อนย้ายจากสมองส่วนที่เป็นความจำตื้นมาเป็นความจำถาวร ซึ่งสำคัญและจำเป็นมากสำหรับเด็กที่กำลังเรียนหนังสือ เพราะถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ข้อมูลบางส่วนขาดหายไป การเชื่อมโยงหรือปะติดปะต่อเรื่องราว (หรือบทเรียน) ก็จะยิ่งยากขึ้นนั่นเองค่ะ

ในเรื่องเดียวกันนี้ คณบดีคณะจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลในสหรัฐได้กล่าวอ้างไว้จากหนังสือการนอนเพื่อความสำเร็จ (Sleep for success) ว่า การนอนหลับส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจำ คนที่นอนน้อยจะทำให้ความสามารถในการเรียกข้อมูลต่ำลง 19% คนที่ไม่ได้นอนเลยจะมีความสามารถในการจดจำแค่ 50% เท่านั้น รวมถึง 2 ชั่วโมงสุดท้ายในการนอนถือว่าสำคัญที่สุดที่ข้อมูลต่าง ๆ จะถูกเคลื่อนย้ายไปยังสมองส่วนที่จดจำที่ดีที่สุด นอกจากนั้นแล้วการนอนยังมีความสำคัญมาก เพราะเป็นการเคลียร์พื้นที่สมองให้มีที่ว่างสำหรับจดจำข้อมูลในวันต่อ ๆ ไป เปรียบได้กับการฟอร์แมตเครื่องคอมพิวเตอร์ในทุกวัน

คำถามคือ แท้จริงแล้วคนเราต้องการเวลานอนหลับกี่ชั่วโมงต่อวันกันแน่ ซึ่งถึงแม้ว่าคำตอบจะเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แต่สถาบันเพื่อสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐได้ให้คำแนะนำไว้ว่า คนที่อายุเกิน 18 ปีขึ้นไป ควรนอนหลับ 7.5 -9 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เบริ์กลี่ย์ได้สนับสนุนแนวความคิดนี้ด้วยว่า การนอนหลับคือตัวการสำคัญในการช่วยเตรียมสมองให้พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ใครก็ตามที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน แล้วหวังจะให้สมองมีประสิทธิภาพในการทำงานดีเลิศ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ รวมถึงจากงานวิจัยยังพบด้วยว่าแนวโน้มของการเรียนรู้ในวันใหม่นั้นจะถดถอยลงตามชั่วโมงของการนอน

ดังนั้นถ้าอยากให้เก่ง ฉลาด คืออยากให้ตัวเองสามารถจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วรวมถึงนำกลับมาใช้ได้เมื่อไหร่ที่ต้องการแล้ว ก็ควรที่จะนอนหลับให้มากเพียงพอนั่นเองค่ะ

ต้นเดือนหน้าสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อยวัยแบเบาะ มาพบกับคำตอบของคำถามที่ว่า เราจะสามารถสอนทักษะกระบวนการคิดให้กับเด็กอายุไม่ถึงขวบได้จริงหรือไม่ และอย่างไรค่ะ.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 2 สิงหาคม 2557

ดื่ม”กาแฟ” ทุกวัน อาจช่วยทำให้ความจำดีขึ้น

matichon140115_001หลายคนดื่มกาแฟแต่เช้า เพราะรู้สึกว่าดื่มแล้วช่วยทำให้เราไม่ง่วงนอน ช่วยทำให้เรากระปรี้กระเปร่า อันเป็นผลมาจากคาเฟอีน แต่ผลการวิจัยล่าสุด พบว่าคาเฟอีนมีประโยชน์มากกว่าการไปกระตุ้นสมองให้ตื่น เพราะมันยังอาจจะสามารถช่วยเพิ่มความจำที่ดีขึ้นให้กับเราได้ด้วย

ผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ในเว็บไซต์เนเจอร์ นูโรไซน์ซ เกี่ยวกับการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของคาเฟอีนต่อความทรงจำ โดยไม่รวมเอาปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความทรงจำมารวมเข้าด้วย ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าคาเฟอีนมีผลช่วยกระตุ้นความทรงจำหลังการดื่มคาเฟอีนเข้าไปแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

นายไมเคิล ยัสซา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประสาทชีววิทยาและพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ผลการวิจัยพบว่าคาเฟอีนส่งผลต่อกระบวนการในการสร้างความทรงจำของมนุษย์ให้อยู่นานยิ่งขึ้น ไม่ขี้ลืม ซึ่งถือเป็นการค้นพบครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง

ยัสซากล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษากลุ่มตัวอย่างกว่า 100 คน ที่ไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นประจำ คือ ไม่ได้ดื่มกาแฟ ชา หรือน้ำอัดลมมาก และได้คัดเลือกคนที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งไม่ใช่แค่การดื่มกาแฟเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

โดยให้ผู้เข้าร่วมทดสอบดูภาพหลายๆ ภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นภาพรองเท้า เก้าอี้ เป็ดยาง เป็นต้น แล้วถามว่า สิ่งของที่เห็นนั้นเป็นสิ่งของที่อยู่ในหรือนอกบ้าน ซึ่งยัสเซอร์กล่าวว่า จริงๆ แล้ว ผู้ทำการวิจัยไม่ได้สนใจคำตอบที่ได้เท่าไหร่ แต่สิ่งที่ต้องการจริงๆ คือต้องการให้ผู้เข้าร่วมทดสอบให้ความสนใจกับสิ่งของที่เห็น แล้วเก็บสิ่งเหล่านั้นเข้าไปในสมอง

5 นาทีหลังจากผู้ร่วมทดสอบมองรูปเหล่านี้แล้ว ครึ่งหนึ่งของผู้ร่วมทดสอบจะดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีน 200 มิลลิกรัม และอีกครึ่งหนึ่งดื่มเครื่องดื่มที่ถูกหลอกว่ามีคาเฟอีนอยู่เข้าไป แล้วกลับมาเข้าทดสอบอีกครั้งในอีก 24 ชั่วโมงต่อมา ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีคาเฟอีนเหลืออยู่ในร่างกายแล้ว แล้วให้ดูภาพสิ่งของต่างๆ แล้วถูกถามในคำถามเดิม แต่อาจจะเป็นภาพใหม่หรือภาพเก่าที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เช่น มุมที่ต่างๆ จากวันก่อน เป็นต้น และพบว่าผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเข้าไปจะสามารถตอบได้ว่าสิ่งของที่เห็นนั้นต่างไปจากวันก่อนอย่างไร ในขณะที่ผู้ที่ไม่ได้ดื่มคาเฟอีนเข้าไปจะตอบไม่ค่อยถูก

นายยัสเซอร์กล่าวว่า หากบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่น้อยเกินไป ก็ไม่ส่งผลทำให้ความจำดีขึ้นด้วย ดังนั้น การบริโภคคาเฟอีนในระดับหนึ่งจะช่วยทำให้ความจำดีขึ้น ไม่หลงลืมง่าย และจำได้นานขึ้น แม่นยำขึ้น

ทั้งนี้ สัดส่วนของคาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟนั้นจะแตกต่างกันออกไป โดยเฉลี่ย 1 แก้วจะมีคาเฟอีนอยู่ราว 160 มิลลิกรัม แต่แก้วกาแฟขนาด 16 ออนซ์ของสตาร์บัคส์ จะมีคาเฟอีนอยู่ 330 มิลลิกรัม ซึ่งปริมาณของคาเฟอีนที่จะช่วยกระตุ้นความทรงจำให้ดีขึ้นได้คืออย่างน้อย 200 มิลลิกรัม

ด้าน นายแพทย์เดวิด น็อปแมน ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาจากโรงพยาบาลเมโยโรเชสเตอร์ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ผลวิจัยดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากฝ่ายวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ ถือเป็นงานวิจัยที่มีคุณค่าและน่าสนใจ เพื่อนำไปพัฒนายาเกี่ยวกับยาที่ใช้ในมนุษย์ต่อไป แต่ไม่คิดว่าผลการวิจัยที่ได้จะสามารถนำไปช่วยเหลือผู้ที่สูญเสียความทรงจำจากโรคอัลไซเมอร์ได้

นายยัสเซอร์ซึ่งก็ได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวทั้งในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เช่นกัน กล่าวว่า ยังต้องทำการวิจัยเพิ่มเติมอีกเพื่อหาคำตอบให้ได้ว่าเหตุใดคาเฟอีนจึงสามารถช่วยให้ความจำดีขึ้นได้

ที่มา:มติชน 15 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

bbc140112_001

Caffeine pill ‘could boost memory’

12 January 2014

A US study has raised the possibility that we may one day rely on caffeine to boost memory as well as to wake up.

The research, published in Nature Neuroscience, tested the memories of 160 people over 24 hours.

It found those who took caffeine tablets, rather than dummy pills, fared better on the memory tests.

But experts warned people to remember caffeine could cause negative effects, such as jitteriness and anxiety.

The Johns Hopkins University study involved people who did not regularly eat or drink caffeinated products.

Saliva samples were taken, to check base levels of caffeine, then participants were asked to look at a series of images.

Five minutes later they were given either a 200-milligram caffeine tablet – equivalent to the caffeine in a large cup of coffee, according to the researchers – or a dummy pill.

Saliva samples were taken again one, three and 24 hours later.

The next day, both groups were also tested on their ability to recognise the previous day’s images.

Altered images

Twenty-four hours may not sound like a long time, but it is in terms of memory studies. Most “forgetting” happens in the first few hours after learning something.

People were purposely shown a mixture of some of the initial tranche of images, some new – and some that were subtly different.

Being able to distinguish between similar, but not identical items, is called pattern separation and indicates a deeper level of memory retention.

More members of the caffeine group were able to correctly identify “similar” images, rather than wrongly saying they were the same.

Our study suggests that 200mg of coffee is beneficial to those who do not regularly ingest caffeine”

Prof Michael YassaJohns Hopkins University

Prof Michael Yassa, who led the study, said: “If we used a standard recognition memory task without these tricky similar items, we would have found no effect of caffeine.

“However, using these items requires the brain to make a more difficult discrimination – what we call pattern separation, which seems to be the process that is enhanced by caffeine in our case.”

Only a few previous studies have been carried out into caffeine’s effect on long-term memory, and those that have been done generally found little effect.

This study was different because people took the caffeine after, rather than before, they had seen and attempted to memorise the images.

The team now want to look at what happens in the hippocampus, the “memory centre” of the brain, so they can understand caffeine’s effect.

Moderation

But Prof Yassa said their findings do not mean people should rush out and drink lots of coffee, eat lots of chocolate – or take lots of caffeine pills.

“Everything in moderation. Our study suggests that 200mg of coffee is beneficial to those who do not regularly ingest caffeine.

“But we also show an inverted U-shape dose response suggesting that higher doses may not be as beneficial.


If you take too much caffeine there could be negative consequences for the body”

Dr Ashok JansariUniversity of East London

“Keep in mind that if you’re a regular caffeine drinker this amount may change.”

He added: “There are of course health risks to be aware of.

“Caffeine can have side effects like jitteriness and anxiety in some people. The benefits have to be weighed against the risks.”

Dr Anders Sandberg from the Future of Humanity Institute at the University of Oxford, said: “The paper demonstrates that giving caffeine after seeing images does improve recognition of them 24 hours later, supporting the idea that it helps the brain consolidate the learning.

“However, there was no straight improvement in recognition memory thanks to caffeine. Rather, the effect was a small improvement in the ability to distinguish new images that looked like old, from the real old images.”

He added: “Caffeine may still be helpful for paying attention to what you are studying and hence help your encoding, but the best way of boosting consolidation is sleep – which might be a problem in this case, if you take the caffeine too close to bedtime.

Dr Ashok Jansari, from the University of East London’s school of psychology, said caffeine appeared to “sharpen” memory, rather than actually making it better.

He said: “I would definitely not advise that people start taking in as much caffeine as possible since in terms of memory anything above 200mg may not help much and if you take too much caffeine there could be negative consequences for the body.”

SOURCE : www.bbc.co.uk

นอนกลางวัันจำเป็น กับสมองของเด็กเล็ก

thairath131007_002นักวิจัยมหาวิทยาลัยแมสซาชูเสตต์ แอมเฮิร์สท์ ที่อเมริกาแนะว่า ควร จะให้เด็กเล็กวัย 3–5 ขวบ นอนหลับกลางวันหลังกินอาหาร นานสัก 1 ชม. จะช่วยใน การเรียนรู้ของเขา ทำให้มีความจำติดแน่นขึ้น สามารถจำบทเรียนในชั้นอนุบาลดีขึ้น

คณะนักวิจัยได้รายงานผลการศึกษาในวารสารของ “สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” ว่า เราจะเห็นผลของการให้นอนได้ ตั้งแต่เด็กตื่นนอนขึ้นไปจนกระทั่งวันใหม่ รายงานอ้างว่า การนอนเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะขาดได้ของการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและจิตใจ ซึ่งเกิด ขึ้นมาจากการที่สมองเป็นผู้รวบรวม เรียบเรียง และเป็นการสร้างข้อมูลขึ้นมาใหม่ โดยความจำระยะสั้น จะถูกตกผลึก กลายเป็นส่วนของความจำระยะยาวหรือความจำถาวร ซึ่งการ นอนหลับจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเปลี่ยนความจำระยะสั้นให้เป็นความจำระยะยาว

เด็กที่ได้นอน จะทำงานที่เกี่ยวกับภาพและพื้นที่ ตั้งแต่เวลานั้นไป จนถึงวันรุ่งขึ้นได้เก่งขึ้น เมื่อเทียบกับเพื่อนคนที่ไม่ได้นอนอย่างเห็นได้ชัด คุณหนูเหล่านั้นจะจำความรู้ใหม่ในวันต่อมาได้เพิ่มมากขึ้นอีกร้อยละ 10 ถ้าได้นอนกลางวัน

ดร.โรเบิร์ต สกอตต์ จัปป์ แห่งราชวิทยาลัยแพทย์กุมารเวชศาสตร์ และอนามัยเด็กของอังกฤษให้ความเห็นว่า “ในแต่ละวันเด็กเล็กๆ เหมือนกับจมอยู่ในบ่อแห่งความรู้

ยิ่งโตขึ้นก็อยากรู้อยากเห็นโลกรอบๆตัวเอง และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แต่พวกเขาจะตื่นตัวเต็มที่ได้ก็ต่อเมื่อได้นอนระหว่างวันนานประมาณวันละ 11-13 ชม. เพื่อที่สมองจะได้พักและพร้อมที่จะเติมความรู้เข้าไปใหม่สำหรับวันหน้า บัดนี้เรารู้แล้วว่า การนอนตอนกลางวันก็สำคัญไม่แพ้ตอนกลางคืน หากว่าพวกเขาไม่ได้นอนก็จะหัวเสีย ขี้ลืมและไม่มีสมาธิ”.

ที่มา: ไทยรัฐ 7 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

bbc130924_001

‘Afternoon naps’ aid children’s learning

24 September 2013

Getting young children to take an hour-long nap after lunch could help them with their learning by boosting brain power, a small study suggests.

A nap appeared to help three-to-five-year-olds better remember pre-school lessons, US researchers said.

University of Massachusetts Amherst researchers studied 40 youngsters and report their findings in Proceedings of the National Academy of Sciences.

The benefit persisted in the afternoon after a nap and into the next day.

The study authors say their results suggest naps are critical for memory consolidation and early learning.


This is important, because pre-school nurseries are divided on whether they should allow their children a nap”

Paediatrician Dr Robert Scott-Jupp

When the children were allowed a siesta after lunch they performed significantly better on a visual-spatial tasks in the afternoon and the next day than when they were denied a midday snooze.

Following a nap, children recalled 10% more of the information they were being tested on than they did when they had been kept awake.

Close monitoring of 14 additional youngsters who came to the researchers’ sleep lab revealed the processes at work in the brain during asleep.

As the children napped, they experienced increased activity in brain regions linked with learning and integrating new information.

Memory aid

Lead investigator Rebecca Spencer said: “Essentially we are the first to report evidence that naps are important for preschool children.

“Our study shows that naps help the kids better remember what they are learning in preschool.”

She said while older children would naturally drop their daytime sleep, younger children should be encouraged to nap.

Dr Robert Scott-Jupp, of the Royal College of Paediatrics and Child Health, said: “It’s been known for years that having a short sleep can improve the mental performance of adults, for example doctors working night shifts. Up until now, no-one has looked at the same thing in toddlers. This is important, because pre-school nurseries are divided on whether they should allow their children a nap.

“Toddlers soak up a huge amount of information everyday as they become increasingly inquisitive about the world around them and begin to gain independence.

“To be at their most alert toddlers need about 11-13 hours of sleep a day, giving their active minds a chance to wind down and re-charge, ready for the day ahead. We now know that a daytime sleep could be as important as a nighttime one. Without it, they would be tired, grumpy, forgetful and would struggle to concentrate.”

SOURCE : www.bbc.co.uk

โยคะ 20 นาที ผลักสมองไวขึ้น

thairath130611_001ทีมนักศึกษามหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ของสหรัฐฯ ค้นคว้าพบว่า การฝึกทำโยคะวันละ 20 นาที จะทำให้สมองไวขึ้น

พวกเขาได้พบว่า การทำโยคะนานครั้งละ 20 นาที จะทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถทำการทดสอบความจำและการควบคุมตนเองของการทำงานของสมองที่เกี่ยวกับความสามารถในการใช้สมาธิและการรับ และเก็บรักษาข้อมูลใหม่ๆได้ดีขึ้น ผู้เข้าร่วมบางคนยังสามารถทำงานได้ผลดีกว่าการออกกำลังแบบแอโรบิกในเวลาเท่าๆกันด้วย

หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า “โยคะเป็นศาสตร์และวิถีชีวิตของคนอินเดียโบราณ ไม่แต่เพียงใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายและท่าทาง หากยังใช้การควบคุมการหายใจแลการใช้สมาธิอีกด้วย”.

ที่มา : ไทยรัฐ 11 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

University of Illinois graduate student Neha Gothe and her colleagues found that 20 minutes of yoga significantly improved participants’ reaction time and accuracy in tests of cognitive function. Gothe is now a professor of kinesiology at Wayne State University in Detroit. (Credit: Image courtesy of University of Illinois at Urbana-Champaign)

University of Illinois graduate student Neha Gothe and her colleagues found that 20 minutes of yoga significantly improved participants’ reaction time and accuracy in tests of cognitive function. Gothe is now a professor of kinesiology at Wayne State University in Detroit. (Credit: Image courtesy of University of Illinois at Urbana-Champaign)

A 20-Minute Bout of Yoga Stimulates Brain Function Immediately After

June 5, 2013 — Researchers report that a single, 20-minute session of Hatha yoga significantly improved participants’ speed and accuracy on tests of working memory and inhibitory control, two measures of brain function associated with the ability to maintain focus and take in, retain and use new information. Participants performed significantly better immediately after the yoga practice than after moderate to vigorous aerobic exercise for the same amount of time.

The 30 study subjects were young, female, undergraduate students. The new findings appear in the Journal of Physical Activity and Health.

“Yoga is an ancient Indian science and way of life that includes not only physical movements and postures but also regulated breathing and meditation,” said Neha Gothe, who led the study while a graduate student at the University of Illinois at Urbana-Champaign. Gothe now is a professor of kinesiology, health and sport studies at Wayne State University in Detroit. “The practice involves an active attentional or mindfulness component but its potential benefits have not been thoroughly explored.”

“Yoga is becoming an increasingly popular form of exercise in the U.S. and it is imperative to systematically examine its health benefits, especially the mental health benefits that this unique mind-body form of activity may offer,” said Illinois kinesiology and community health professor Edward McAuley, who directs the Exercise Psychology Laboratory where the study was conducted.

The yoga intervention involved a 20-minute progression of seated, standing and supine yoga postures that included isometric contraction and relaxation of different muscle groups and regulated breathing. The session concluded with a meditative posture and deep breathing.

Participants also completed an aerobic exercise session where they walked or jogged on a treadmill for 20 minutes. Each subject worked out at a suitable speed and incline of the treadmill, with the goal of maintaining 60 to 70 percent of her maximum heart rate throughout the exercise session.

“This range was chosen to replicate previous findings that have shown improved cognitive performance in response to this intensity,” the researchers reported.

Gothe and her colleagues were surprised to see that participants showed more improvement in their reaction times and accuracy on cognitive tasks after yoga practice than after the aerobic exercise session, which showed no significant improvements on the working memory and inhibitory control scores.

“It appears that following yoga practice, the participants were better able to focus their mental resources, process information quickly, more accurately and also learn, hold and update pieces of information more effectively than after performing an aerobic exercise bout,” Gothe said. “The breathing and meditative exercises aim at calming the mind and body and keeping distracting thoughts away while you focus on your body, posture or breath. Maybe these processes translate beyond yoga practice when you try to perform mental tasks or day-to-day activities.”

Many factors could explain the results, Gothe said. “Enhanced self-awareness that comes with meditational exercises is just one of the possible mechanisms. Besides, meditation and breathing exercises are known to reduce anxiety and stress, which in turn can improve scores on some cognitive tests,” she said.

“We only examined the effects of a 20-minute bout of yoga and aerobic exercise in this study among female undergraduates,” McAuley said. “However, this study is extremely timely and the results will enable yoga researchers to power and design their interventions in the future. We see similar promising findings among older adults as well. Yoga research is in its nascent stages and with its increasing popularity across the globe, researchers need to adopt rigorous systematic approaches to examine not only its cognitive but also physical health benefits across the lifespan.”

The research team included U. of I. kinesiology and community health professor Charles Hillman and Michigan State University kinesiology professor Matthew Pontifex (a U. of I. alumnus).

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byUniversity of Illinois at Urbana-Champaign.

ournal Reference:

  1. Gothe N, Pontefex MB, Hillman C, McAuley E. The Acute Effects of Yoga on Executive FunctionJournal of Physical Activity & Health, 2013

SOURCE : www.sciencedaily.com

เคี้ยวหมากฝรั่ง ยืดสมาธิได้ยาว

thairath130319_001วารสาร “จิตวิทยาปัจจุบันของอังกฤษ” รายงานว่า นักวิจัยมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ของสหภาพแอฟริกาใต้ ได้พบว่าการเคี้ยวหมากฝรั่ง ช่วยให้เกิดสมาธิ ในกิจการงานที่จำเป็นต้องใช้สมาธิอย่างต่อเนื่องและยืดเยื้อ

ก่อนหน้านี้ เคยมีการศึกษาพบมาก่อนว่า การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยเพิ่มสมาธิ ในงานที่เกี่ยวกับภาพ แต่การศึกษาหนนี้ หันมาเป็นการทำงานที่เกี่ยวกับเสียง

นักวิจัยได้ทดสอบกับผู้เข้าร่วม 38 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ให้เข้าทดสอบฟังเสียงนับเลขของ 1-9 โดยไม่เรียงกัน พวกเขาจะต้องคอยฟังและจำให้ได้ว่า ตอนไหนเลขคู่ หรือเลขคี่ โดยให้กลุ่มหนึ่งเคี้ยวหมากฝรั่งไปด้วย ผลปรากฏว่า กลุ่มที่ปากอยู่เฉยๆ จะทำคะแนนได้ดีในช่วงต้นๆ แต่เมื่อทำไป จะถูกกลุ่มที่เคี้ยวหยับๆ แซงขึ้นหน้าไปในที่สุด ซึ่งส่อว่า มันช่วยทำให้ใจจดจ่ออยู่ที่งาน ที่ต้องคอยตามติด เป็นช่วงระยะเวลานาน.

ที่มา :  ไทยรัฐ 19 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

Chewing gum can boost concentration: Study

PTI Mar 10, 2013

LONDON: Chewing gum can help you stay focused for longer on tasks that require continuous monitoring, a new study has claimed.

Research by Kate Morgan and colleagues from Cardiff University focused on the potential benefits of chewing gum during an audio memory task.

Previous research has shown that chewing gum can improve concentration in visual memory tasks.

“It’s been well established by previous research that chewing gum can benefit some areas of cognition. In our study we focused on an audio task that involved short-term memory recall to see if chewing gum would improve concentration; especially in the latter stages of the task,” Morgan said.

The study involved 38 participants split into two groups. Both groups completed a 30 minute audio task that involved listening to a list of numbers from 1-9 being read out in a random manner.

Participants were scored on how accurately and quickly they were able to detect a sequence of odd-even-odd numbers, such as 7-2-1. Participants also completed questionnaires on their mood both before and after the task, the British Journal of Psychology reported.

The results showed that participants who chewed gum had quicker reaction times and more accurate results than the participants who didn’t chew gum. This was especially the case towards the end of the task.

“Interestingly participants who didn’t chew gum performed slightly better at the beginning of the task but were overtaken by the end. This suggests that chewing gum helps us focus on tasks that require continuous monitoring over a longer amount of time,” Morgan said.

SOURCE : articles.timesofindia.indiatimes.com

การศึกษาสมองส่วน amygdala ยืนยันว่าการฝึกสมาธิช่วยเพิ่มการควบคุมอารมณ์

การศึกษาสมองส่วน amygdala ยืนยันว่าการฝึกสมาธิช่วยเพิ่มการควบคุมอารมณ์

Meditation produces enduring changes in emotional processing in the brain, study shows

November 12, 2012 in Neuroscience

A new study has found that participating in an 8-week meditation training program can have measurable effects on how the brain functions even when someone is not actively meditating. In their report in the November issue of Frontiers in Human Neuroscience, investigators at Massachusetts General Hospital (MGH), Boston University (BU), and several other research centers also found differences in those effects based on the specific type of meditation practiced.

“The two different types of meditation training our study participants completed yielded some differences in the response of the amygdala – a part of the brain known for decades to be important for emotion – to images with emotional content,” says Gaëlle Desbordes, PhD, a research fellow at the Athinoula A. Martinos Center for Biomedical Imaging at MGH and at the BU Center for Computational Neuroscience and Neural Technology, corresponding author of the report. “This is the first time that meditation training has been shown to affect emotional processing in the brain outside of a meditative state.”

Several previous studies have supported the hypothesis that meditation training improves practitioners’ emotional regulation. While neuroimaging studies have found that meditation training appeared to decrease activation of the amygdala – a structure at the base of the brain that is known to have a role in processing memory and emotion – those changes were only observed while study participants were meditating. The current study was designed to test the hypothesis that meditation training could also produce a generalized reduction in amygdala response to emotional stimuli, measurable by functional magnetic resonance imaging (fMRI).

Participants had enrolled in a larger investigation into the effects of two forms of meditation, based at Emory University in Atlanta. Healthy adults with no experience meditating participated in 8-week courses in either mindful attention meditation – the most commonly studied form that focuses on developing attention and awareness of breathing, thoughts and emotions – and compassion meditation, a less-studied form that includes methods designed to develop loving kindness and compassion for oneself and for others. A control group participated in an 8-week health education course.

Within three weeks before beginning and three weeks after completing the training, 12 participants from each group traveled to Boston for fMRI brain imaging at the Martinos Center’s state-of-the-art imaging facilities. Brain scans were performed as the volunteers viewed a series of 216 different images – 108 per session – of people in situations with either positive, negative or neutral emotional content. Meditation was not mentioned in pre-imaging instructions to participants, and investigators confirmed afterwards that the volunteers had not meditated while in the scanner. Participants also completed assessments of symptoms of depression and anxiety before and after the training programs.

In the mindful attention group, the after-training brain scans showed a decrease in activation in the right amygdala in response to all images, supporting the hypothesis that meditation can improve emotional stability and response to stress. In the compassion meditation group, right amygdala activity also decreased in response to positive or neutral images. But among those who reported practicing compassion meditation most frequently outside of the training sessions, right amygdala activity tended to increase in response to negative images – all of which depicted some form of human suffering. No significant changes were seen in the control group or in the left amygdala of any study participants.

“We think these two forms of meditation cultivate different aspects of mind,” Desbordes explains. “Since compassion meditation is designed to enhance compassionate feelings, it makes sense that it could increase amygdala response to seeing people suffer. Increased amygdala activation was also correlated with decreased depression scores in the compassion meditation group, which suggests that having more compassion towards others may also be beneficial for oneself. Overall, these results are consistent with the overarching hypothesis that meditation may result in enduring, beneficial changes in brain function, especially in the area of emotional processing.”

Eric Schwartz, PhD, of the BU Department of Electrical and Computer Engineering and Center for Computational Neuroscience and Neural Technology, is senior author of the Frontiers in Human Neuroscience report. Additional co-authors are Lobsang T. Negi, PhD, and Thaddeus Pace, PhD, Emory University; Alan Wallace, PhD, Santa Barbara Institute for Consciousness Studies; and Charles Raison, MD, University of Arizona College of Medicine. The study was supported by grants from the National Center for Complementary and Alternative Medicine, including an American Recovery and Reinvestment Act grant to Boston University.

Journal reference: Frontiers in Human Neuroscience

Provided by Massachusetts General Hospital

SOURCE: medicalxpress.com

=================================================

amygdala เป็นส่วนของสมองที่ทำหน้าที่ในการรับรู้ความทรงจำทางด้านอารมณ์ (emotional) เป็นที่รวบรวมอารมณ์ในช่วงเวลาแห่งความสำเร็จหรือล้มเหลวความหวังและความกลัวความหดหู่ท้อถอยหรือความสับสน ซึ่งจะใช้ความทรงจำนี้ในการตรวจสอบข้อมูลที่เข้ามาใหม่ทางระบบประสาทต่างๆเพื่อประเมินถึงภาวะอันตรายหรือโอกาสอันดี โดยเปรียบเทียบกับประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ผ่านมา

ในบางครั้งเมื่อประสบในภาวะคับขันหรือเกิดอันตราย เช่น เรามองเห็นสิ่งที่ขดอยู่ในมุมมืดดูคล้ายงูจะกระโดดหนีทันที เป็นการทำงานของ amygdala ที่เกิดขึ้นแบบลัดวงจรโดยเมื่อตามองเห็นสิ่งที่คล้ายงูจะส่งกระแสประสาทไปยังสมอง ส่วนที่เรียก thalamus (อยู่ในระบบ limbic เช่นกัน) ซึ่งจะส่งกระแสประสาทไปยัง visual cortex บริเวณสมองส่วนหลัง เพื่อแปลออกมาว่าเป็นอะไรถ้าเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับอารมณ์ จะส่งกลับไปยัง amygdala ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์รวมของความทรงจำ ทางอารมณ์ต่าง ๆ เพื่อส่งต่อไปยัง prefrontalcortex ในการสั่งการโต้ตอบที่เหมาะสมแต่ในเวลาเดียวกันจะมีเส้นใย ประสาท อีกส่วนหนึ่งลัดจาก thalamus มายัง amygdala เลยทำให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์ทันที ไม่ว่าจะเป็นแบบสู้ (หาไม้ตีงู) หรือหนี (กระโดดหลบ) การทำงานแบบลัดวงจรนี้พบได้มากในสัตว์ชั้นต่ำ เช่น นกหรืองูซึ่งเป็นสัญชาตญาณเพื่อการอยู่รอดการทำงานของสมองเช่นนี้ ต้องการความรวดเร็วมากกว่าความถูกต้องชัดเจน หรือเหตุผลต่อเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป แล้ว สมองจะสั่งการทบทวนอีก เช่น ดูให้ชัดว่าเป็นงู หรือขดเชือก โดยสมองส่วน neocortex จะสั่งการที่เหมาะสมต่อไป ในบางคนจะมีการโต้ตอบแบบลัดวงจรนี้ทันทีเมื่อถูกกระตุ้นทางอารมณ์ที่เรียกกันว่าพวกที่ทำก่อนคิดหรือใช้อารมณ์อยู่เหนือ เหตุผล

จากการศึกษาผู้ป่วยที่มีอุบัติเหตุ หรือทำให้ทางเชื่อมระบบประสาทจาก amygdala ไปยัง neocortex ถูกตัดขาด จะมีชีวิตอยู่อย่างไร้อารมณ์ ความรู้สึกไม่สามารถตัดสินใจเพราะไม่รู้ถึงผลที่ตามมา ไม่รับรู้ถึงอารมณ์ของผู้อื่น ไม่รู้สึกผิด หรืออับอาย เมื่อทำอะไรผิด

ที่มา: สมชาย  จักรพันธุ์. เรื่องราว E.Q.  วารสารหมออนามัย 9(16) : 80-83

SOURCE: natres.psu.ac.th

===================================================

ต่อมอไมกดาลาขนาดเท่าเมล็ดอัลมอนด์ นอกจากจะทำหน้าที่บันทึกความกลัวไว้ให้หัวสมองแล้ว นักวิจัยยังพบว่า มันก็ทำหน้าที่ “ลบลืม” ความกลัวให้เราได้ด้วยเช้นกัน

นักวิจัยเอ็นวายยูพบ “ต่อมลืมกลัว” ในสมอง

บีบีซีนิวส์ – อาการ “กลัว” หรือผวากับสิ่งต่างๆ รอบตัว ดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญของมนุษย์ โดยเฉพาะการ “กลัวอย่างไร้เหตุผล” ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กสามารถระบุตำแหน่งบนสมองที่ช่วยพวกเราลบ “ความกลัว” ที่มีอยู่ออกไปได้

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) เปิดเผยผ่านวารสารทางด้านประสาทวิทยา “นิวโรน” (Neuron) ว่าในมนุษย์ก็มีต่อมลบอาการกลัวได้ เช่นเดียวกับสัตว์ โดยเชื่อว่าต่อมดังกล่าวอยู่ในสมองบริเวณที่เดียวกับที่เราบันทึกความกลัวลงไป

บริเวณที่ลบหรือลืมความกลัวดังกล่าวเรียกว่า “อไมกดาลา” (amygdala) พื้นที่ขนาดเท่าเมล็ดอัลมอนด์ ฝังอยู่บริเวณซีรีบรัม โดยเชื่อมต่อกับไฮโปธารามัส ซึ่งสมองตรงอไมกดาลาทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมเหตุผลและอารมณ์

ที่สำคัญกลไกทำงานลืมความจำของ “อไมกดาลา” นี้พบอยู่ในสมองสัตว์ แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดพบในสมองของมนุษย์มาก่อน และการค้นพบกลไกของ “อไมกดาลา” ที่ช่วยให้ลืมกลัวแบบเดียวกับสัตว์ในสมองมนุษย์นี้ จะช่วยทุ่นแรงให้บรรดาหมอๆ ทั้งหลายในการรักษาอาการจิตประสาท หรือ “โฟเบีย” ของคนไข้ได้

ดร.อลิซาเบธ เฟลปส์ และทีมงาน จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เปิดเผยว่า การค้นพบตำแหน่งลืมความกลัวนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะเป็นโอกาสได้ศึกษาว่าอาการกลัวในมนุษย์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และเราจะดูแลมันอย่างไร แต่งานวิจัยน้อยชิ้นนักที่จะเข้าใจถึงวิธีการลดความกลัวให้น้อยลง

“ยกตัวอย่าง เด็กๆ หลายคนกลัวความมืดเมื่อตอนวัยเยาว์ แต่พอโตขึ้นพวกเขาก็จะเลิกกลัวความมืด หรืออาจจะมีแต่น้อยลง” ดร.เฟลปส์ กล่าว โดยเธอและทีมงานพยายามศึกษาหากลไกลดความกลัวในสมอง โดยนำอาสาสมัครมาทดลองสร้างและลดความกลัว พร้่อมทั้งสังเกตดูว่า สมองส่วนใด ตรงไหนที่ทำงานในขณะนั้น

ทีมงานของ ดร.เฟลปส์ใช้การสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ไอ (MRI – magnetic resonance imaging) เพื่อเข้าไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสมองในช่วงระหว่างที่เราเริ่มเลิกกลัว สิ่งที่เคยกลัว โดยพวกเขาได้ให้อาสาสมัครดูภาพสี่เหลี่ยมจตุุรัสที่ระบายสีไว้ พร้อมทั้งช็อตด้วยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ จะทำให้เกิดสภาวะกลัว เหมือนๆ กับอาการจิตประสาท หรือโฟเบีย

เมื่ออาสาสมัครมองภาพสี่เหลี่ยมที่ระบายสีครั้งต่อๆ ไปจะทำให้เกิดอาการกลัวๆ กังวล จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ทำให้เลิกกลัวด้วยการ ย้อนคือเหตุการ คือ ให้อาสาสมัครดูภาพสีเหลี่ยมระบายชุดเดิม (ที่กลัวไปแล้วเพราะโดนช็อต) พร้อมทั้งช็อตกระแสไฟเข้าไปอีกรอบในปริมาณเท่าเดิม และค่อยลดๆ ลงจนอาสาสมัครดูภาพแบบปกติโดยไม่มีกระแสไฟช็อต ก็จะทำใ้ห้อาการกลัวภาพนั้นหายไป

อย่างไรก็ดี เมื่อคณะวิจัยดูผลจากการสแกนสมองขณะอาสาสมัครถูกกระตุ้นให้กลัวจนหายกระทั่งหายกลัวแล้วพบว่า ตำแหน่งของ “อไมกดาลา” นั้นทำงานขณะที่กำลังบันทึกความกลัวเข้าสู่หัวสมอง และทำงานอีกเมื่ออาสาสมัครคลายความกลัวของพวกเขาลงไป พร้อมกับสมองอีกส่วนหนึ่ง

การค้นพบเหล่านี้สนับสนุนงานวิจัยชิ้นก่อนๆ ที่อธิบายกันมาว่าในสัตว์มีระบบการแก้ไขความวิตกกังวลหรือความกลัวอย่างผิดปกติได้ โดย ดร.เฟลปส์กล่าวว่า หากในมนุษย์ก็มีกลไกนี้เช่นกัน ก็จะง่ายต่อการหายารักษาที่ตรงจุด

“ขณะนี้พวกเราทั้งหมดเริ่มมองหาสิ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิมเพื่อที่จะรักษาอาการกลัว ในมนุษย์พวกเราพยายามที่จะควบคุมอาการกลัว บางสถานการณ์พวกเรารู้ว่าไม่แสดงอาการกลัวออกมา แต่บางสถานการณ์กลับแสดงออกมา”

“อย่างเช่น คนทั่วไปกลัวเสือ แต่เมื่อไปดูเสือในสวนสัตว์ เราก็จะไม่กลัวมัน สิ่งนี้เป็นคำตอบว่า ร่างกายของเราจัดการกับความกลัวได้ แต่จะจัดการอย่างไร” ดร.เฟลปส์อธิบาย

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 กันยายน 2547

ธรรมะกับสุขภาพ : การทำสมาธิแบบอินเดียโบราณ ช่วยรักษาผู้ป่วยความจำเสื่อม

ทีมนักวิจัยของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโทมัสเจฟเฟอร์สัน ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา เชื่อมั่นว่า การทำสมาธิด้วยการภาวนามนตราช่วยให้การตอบสนองทางอารมณ์ที่มีต่อความเครียด ความเหนื่อยล้า และความวิตกกังวล ในผู้สูงอายุที่มีปัญหาความจำบกพร่องและความจำเสื่อมนั้นดีขึ้น

โดยการค้นพบนี้ ได้ตีพิมพ์ ในวารสาร แพทย์ทางเลือก “Journal of Alternative and Complementary Medicine” เมื่อเร็วๆนี้

การวิจัยดังกล่าว ได้ให้กลุ่มทดลองที่เป็นผู้สูงอายุ 15 คน ซึ่งมีปัญหาเรื่องความจำ ตั้งแต่ความจำบกพร่องไม่รุนแรงอันเนื่องมาจากวัยไปจนถึงระดับที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ (ภาวะสมองเสื่อม) ระยะแรก ให้ทำสมาธิกิรตันกริยา (Kirtan Kriya) ซึ่งเป็นการทำสมาธิ ด้วยการภาวนามนตรา ทุกวัน วันละ 12 นาที นาน 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมให้ฟังดนตรีคลาสสิคทุกวัน วันละ 12 นาที นาน 8 สัปดาห์

ผลการวิจัยเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า กลุ่มทดลองมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วน Pre Frontal (ควบคุมความคิด การตัดสินใจ ความสนใจ) Superior Frontal (ควบคุมการตระหนักรู้ตัว ความรู้สึก) และ Superior Parietal (ควบคุมการสัมผัส การพูด การรับรส) รวมถึงช่วยให้ความจำดีขึ้นด้วย

“เราทำวิจัยเรื่องนี้เพื่อหาคำตอบว่า การเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนโลหิต ไปยังสมอง มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอารมณ์ของคนไข้ ความเชื่อทางจิตวิญญาณ และทำให้ความจำดีขึ้นหรือไม่”  นายแพทย์แอนดรูว์ นิวเบิร์ก ผู้อำนวยการวิจัยแห่งศูนย์การแพทย์ผสมผสานเจฟเฟอร์สันไมร์นา ไบรด์ กล่าว

“ความจำบกพร่องที่เกี่ยวเนื่องกับอายุ อาจมีภาวะซึมเศร้าและอารมณ์แปรปรวนร่วมด้วย และมีข้อมูลที่ชี้แนะว่า ความผิดปกติด้านอารมณ์อาจเร่งให้ภาวะความจำเสื่อมรุนแรงเพิ่มขึ้น” นิวเบิร์ก กล่าวเสริม

กลุ่มทดลองที่ทำสมาธิด้วยการภาวนามนตรารายงานว่า พวกเขามีอาการตึงเครียด เหนื่อยล้า ซึมเศร้า โกรธ และสับสนลดน้อยลงโดยเฉพาะที่เห็นได้ชัด คือ ความตึงเครียดและเหนื่อยล้าลดน้อย ลงมากกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องจิตวิญญาณ

มีการนำเครื่องช่วยตรวจวินิจฉัยทาง เวชศาสตร์นิวเคลียร์ (SPECT) มาสแกน สมองของกลุ่มทดลอง ในส่วนที่พบว่า ได้รับผลกระทบระหว่างการทำสมาธิ และมีหน้าที่ในเรื่องความจำและการโต้ตอบทางอารมณ์ เมื่อเริ่มต้นและหลัง 8 สัปดาห์ผ่านไป

พบว่า มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะอารมณ์

สมองส่วน Amygdala ซึ่งมีบทบาทในการสร้างและเก็บความทรงจำเหตุการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ และ Caudate ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ มีความสัมพันธ์กับคะแนนความ ซึมเศร้า ในขณะที่ Prefrontal Cortex, Inferior Frontal Lobe, Parietal Region และ Cingulate Cortex มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกตึงเครียด

และพบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างคะแนนความสับสนและซึมเศร้าที่ดีขึ้น กับความเปลี่ยนแปลงด้านความจำที่เป็นคำพูด ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความรู้สึกสับสนและซึมเศร้าที่ลดน้อยลง มีความสัมพันธ์กับความจำที่ดีขึ้น

“การวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ด้านประสาทวิทยาที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า การทำสมาธิส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและชีววิทยา โดยเฉพาะบริเวณสมองส่วนที่ควบคุมด้านความสนใจ ภาวะอารมณ์ และความจำ

มันเป็นขั้นแรกที่ทำให้เราเข้าใจถึงผลกระทบด้านระบบประสาท อันเกิดจากการทำสมาธิด้วยการภาวนามนตราหรือ ที่คล้ายคลึงกัน” ดร.นิวเบิร์ก กล่าว

อนึ่ง งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิวิจัยและป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เมืองทูซาน รัฐอริโซน่า สหรัฐอเมริกา

       • วิธีภาวนามนตรา “กริตัน กริยา”

การทำสมาธิด้วยการภาวนามนตราแบบที่เรียกว่า กิรตัน กริยา(Kirtan Kriya Meditation) เป็นการทำสมาธิรูปแบบหนึ่งที่มีต้นกำเนิดจากกุณฑาลินีโยคะ กอปรด้วยการภาวนามนตรา “ซา..ตา..นา..มา” (คำภาวนาภาษาสันสกฤต มีความหมายว่า เกิดขึ้น..ดำรงอยู่..ดับไป..กลับมาเกิดใหม่) และใช้ท่านิ้วมือประกอบ ซึ่งนิยมทำกันทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งมีหลักฐานปรากฏตั้งแต่ศตวรรษที่ 16

เป็นการปฏิบัติง่ายๆ ที่ใช้เวลาเพียงวันละ 12 นาที ก็จะช่วยลดระดับความเครียด เพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังสมอง ทำให้ผู้ปฏิบัติเพ่งจิตและควบคุมความสนใจได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างใจ-กาย-จิตวิญญาณอีกด้วย

แต่ถ้าจะให้ผลดีที่สุด ควรทำเป็นประจำในเวลาเดิมทุกวัน

• วิธีปฏิบัติ

1. นั่งตัวตรงบนพื้นหรือบนเก้าอี้พนักตรง หงายฝ่ามือและวางลงบนเข่าทั้งสองข้าง
2. เปล่งเสียงภาวนา ซา..ตา..นา..มา.. ทอดเสียงยาวๆในแต่ละคำ
3. ให้ปลายนิ้วชี้แตะปลายนิ้วหัวแม่มือ ขณะภาวนา ซา
4. ให้ปลายนิ้วกลางแตะปลายนิ้วหัวแม่มือ ขณะภาวนา ตา
5. ให้ปลายนิ้วนางแตะปลายนิ้วหัวแม่มือ ขณะภาวนา นา
6. ให้ปลายนิ้วก้อยแตะปลายนิ้วหัวแม่มือ ขณะภาวนา มา
7. เคลื่อนไหวนิ้วตามขั้นตอนที่ 3-6 ขณะภาวนาอย่างต่อเนื่องดังนี้

• ภาวนาเสียงดัง 2 นาที
• ภาวนาเสียงเบา 2 นาที
• ภาวนาในใจ 4 นาที
• ภาวนาเสียงเบา 2 นาที
• ภาวนาเสียงดัง 2 นาที

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 137 พฤษภาคม 2555 โดย เบญญา)

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 พฤษภาคม 2555

=================================================

Related Article:

.

Meditation Helps Memory Loss Patients

Written by Petra Rattue
Article Date: 02 Mar 2012

The Journal of Alternative and Complementary Medicine reports that researchers from the Thomas Jefferson University Hospital have discovered that adults with memory impairment and memory loss may benefit from mantra-based meditation, which has a positive effect on people’s emotional responses to stress, fatigue and anxiety.

For their study, the researchers enrolled 15 older adults with memory problems that ranged from mild age-associated memory impairment to mild impairment, with Alzheimer’s disease on a Kirtan Kriya (KK) mantra-based meditation course, that involved 12 minutes of meditation, per day, for a period of eight weeks, and a control group to listen to classical music for the same amount of time over 8 weeks.

Preliminary findings revealed a substantial increase in cerebral blood flow in the patients’ prefrontal, superior frontal, and superior parietal cortices, and also better cognitive function.

Andrew Newberg, M.D., director of Research at the Jefferson Myrna Brind Center of Integrative Medicine explained:

“We sought to build on this research to determine if changes in cerebral blood flow (CBF) had any correlation with changes in patients’ emotional state, feelings of spirituality and improvements in memory. Age-associated cognitive impairment can be accompanied by depression and changes in mood. There is data suggesting that mood disorders can aggravate the processes of cognitive decline.”

The findings demonstrated that participants in the meditation group showed some improvement in fatigue, tension, anger, confusion and depression, and whilst the researchers noted a substantial improvement in tension and fatigue, compared with the control group, they did not observe significant changes with regard to spirituality scores.

They examined the participants’ brains and other regions of interest (ROI) by using single photon emission computed tomography (SPECT) scans at baseline and at 8-weeks. The location of the scans was based on regions that the researchers earlier found were affected during the meditation tasks, and that are involved in various cognitive and affective responses.

The results showed an important relationship between the change in CBF and the change of the patients’ reported mood states. For instance, whilst regions like the amygdala, which impact memory formation and storage linked to emotional events, as well as the caudate, which is thought to be strongly involved in learning and memory related to depression scores, areas like the prefrontal cortex, inferior frontal lobe, parietal region, and cingulate cortex were related with tension.

The fact that researchers observed substantial associations between improved scores for confusion, depression and change in verbal memory indicates that improvements of depression and confusion are linked to cognitive improvement.

Dr. Newberg concludes:

“This study is one of a growing body of neuroimaging studies to illustrate the neurological and biological impact of meditation, highlighting brain regions that regulate attention control, emotional states, and memory. It is a first step in understanding the neurophysiologic impact of this and similar meditative practices.”

SOURCE: medicalnewstoday.com

 

เผยผลวิจัย อายุเท่าไหร่? เข้าข่ายหลงลืม

คนเราใช้สมองเพื่อจดจำเรื่องต่างๆ ทุกวี่วัน แต่ถ้าวันหนึ่งประสิทธิภาพการจดจำเริ่มถดถอยลงไปล่ะ คงสร้างความปั่นป่วนในชีวิตมิใช่น้อย ล่าสุดที่สหราชอาณาจักร มีการทำสำรวจทางออนไลน์เพื่อหาจุดเริ่มต้นของอาการขี้หลงขี้ลืม และเรื่องใดเป็นเรื่องที่คนความจำเสื่อมมักลืมบ่อยที่สุด

ผลจากการสำรวจทางออนไลน์พบว่า ส่วนใหญ่ช่วงวัยที่เริ่มต้นความจำถดถอยจะอยู่ที่อายุเฉลี่ย 57 ปี ขณะที่ร้อยละ 11 เริ่มเมื่ออายุเข้าวัยเลขสี่ แต่ก็มีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 6 ระบุว่า พวกเขาเริ่มหลงๆ ลืมๆ ตั้งแต่อายุสามสิบกว่าๆ

ผลวิจัยยังพบว่า ครึ่งหนึ่งของคนวัยห้าสิบปีขึ้นไป มักจะมีปัญหาหลงลืมเรื่องง่ายๆ จนนำมาซึ่งความอับอาย หงุดหงิด ส่วนเรื่องที่ลืมกันบ่อยสุด คือ ร้อยละ 37 ลืมเรื่องของชื่อ ตามด้วย ร้อยละ 19 มักลืมกุญแจ และลืมแว่นตา นอกจากนี้ยังมีบางรายลืมสวมถุงเท้าไปทำงาน ลืมการสะกดคำง่ายๆ หรือแม้กระทั่งต้องคอยท่องประโยคแนะนำตัวก่อนการเข้าร่วมประชุมทางธุรกิจ ลืมคนหรือสิ่งของไว้ที่ร้านค้า อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ยังสอดคล้องกับผลสำรวจครั้งแรกๆ ที่เคยมีในสหราชอาณาจักร

ทว่ามองเฉพาะเรื่องความจำที่เกี่ยวกับคำศัพท์ จะพบว่า คนวัยครึ่งร้อยมักลืมการสะกดคำง่ายๆ ของศัพท์คำว่า apple (แอปเปิ้ล) และ hour (ชั่วโมง) รวมทั้งลืมชื่อของสีต่างๆ ด้วย

ทั้งนี้เพื่อถนอมประสิทธิภาพความจำไว้ กูรูด้านการจดจำและพัฒนาสมอง แนะให้เข้าใจว่า ความทรงจำที่ยอดเยี่ยม คือ สิ่งที่กระทำ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นเจ้าของ อีกทั้งสมองก็คือกล้ามเนื้ออย่างหนึ่งที่จะเปลี่ยนแปลงตามการใช้งานของแต่ละคน ดังนั้นควรทำกิจกรรมต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดปัญหาการหลงลืมได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  5 พฤศจิกายน 2555

เตรียมพร้อมอ่านอย่างไรให้จำแม่น?

หากคุณเป็นวัยเรียนคนหนึ่งที่ประสบปัญหา “เปิดหนังสืออ่านไม่นานมักรู้สึกเคลิ้มง่วง ตาจะปิดเสียให้ได้ หรือ อ่านเท่าไหร่ก็ไม่จำ” ลองสำรวจสภาพแวดล้อม พร้อมเช็คร่างกาย และจิตใจ เพราะนั่นอาจเป็นสาเหตุสำคัญ!

สิ่งที่ควรคำนึงถึงอันดับแรกคือ “สถานที่” ควรเลือกห้องที่รับลม ปลอดโปร่ง มีแสงพอเหมาะ และไม่เป็นทางเดินผ่านของผู้คนบ่อยนัก สงบเงียบไร้สิ่งรบกวนสมาธิ รวมทั้งลักษณะของโต๊ะ และเก้าอี้เอื้อต่อการลุกยืน หรือ นั่งสะดวกสบาย รองรับอิริยาบถได้เหมาะสม จะช่วยให้ไม่เครียดง่าย และมีสมาธิขึ้น

ต่อมาคือ “เวลา” โดยก่อนเข้านอนช่วง 20.00-22.00 น. หรือ ยามเช้าตรู่หลังตื่น 05.30-07.00 น. ซึ่งผ่านการพักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว ร่างกายไม่อ่อนล้า ความคิดจะนิ่งไม่ฟุ้งซ่านกับเรื่องใด เหมาะสำหรับหยิบหนังสืออ่าน และจดจำเนื้อหา

“พักสายตาเป็นระยะ” ทุก ๆ 40-50 นาที ควรผ่อนคลายด้วยการมองไกล ๆ หรือ มองต้นไม้ใบไม้สีเขียว ประมาณ 3-5 นาที หรือ อาจใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ประคบดวงตา ประมาณ 2-3 นาที จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา และทำให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาได้ดี ทั้งยังคลายง่วง และลดการเพลียตา

ที่สำคัญควรนั่งอ่านหนังสือโดย “ตำแหน่งหนังสือควรห่างจากระยะสายตาประมาณ 30 เซนติเมตร” ไม่ควรนอนอ่าน เพราะสายตาต้องปรับระดับการโฟกัสตัวหนังสือขึ้น-ลงมากจนล้าได้ง่าย และอาจทำให้เคลิ้มหลับโดยไม่รู้ตัว

เมื่อร่างกาย และจิตใจพร้อม สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการเริ่มเปิดรับ และจดจำ ขณะเดียวกัน ต้องขยัน และมีวินัยในการทบทวนบทเรียนสม่ำเสมอด้วย เพื่อสะสมเป็นคลังความรู้ไว้หยิบออกมาใช้สอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 23 กุมภาพันธ์ 2555