ติช นัท ฮันห์ ‘สนทนากับความว่าง’ โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

เครดิตภาพ : สุกล เกิดในมงคล

เครดิตภาพ : สุกล เกิดในมงคล

หนึ่งเดือนแห่งการจาริกธรรมในประเทศไทยของพระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ พระมหาเถระแห่งพุทธศาสนามหายาน นิกายเซน ชาวเวียดนาม ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เชื่อว่า คนไทยไม่น้อยคงจะค้นพบปาฏิหาริย์จากลมหายใจของตนเอง

หลังจากไปภาวนากับท่านในคอร์สใดคอร์สหนึ่ง หรือไม่ก็ไปฟังธรรมจากท่านครั้งใดครั้งหนึ่ง หรือว่ายังไม่เคยพบท่านเลยก็ตาม ณ พื้นที่กายใจตรงนี้จึงขอมอบลมหายใจ รอยยิ้มและความสุขจากท่าน ในชั่วขณะสองชั่วโมงที่ท่านให้สัมภาษณ์เมื่อยามเช้าวันที่ 23 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา ณ สถานปฏิบัติธรรมนานาชาติ หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย บ้านสระน้ำใส ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

เราอาจอ่านบทสัมภาษณ์ของใครต่อใครมามาก แต่วันนี้จะขอเล่าบรรยากาศและบทสนทนาเบื้องหลังการให้สัมภาษณ์ของบุคคลระดับโลกที่ทำงานด้านสันติภาพมาตลอดชีวิต หากมีวิถีชีวิตเรียบง่ายดังเช่นพระป่าธรรมดารูปหนึ่ง

ในวันนั้นท่านให้สัมภาษณ์เป็นกันเองอย่างยิ่งบนศาลามุงจากหลังเล็กๆ ที่พระช่วยกันสร้างขึ้นใกล้ๆ กับกุฏิสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ประมาณ 100 รูป อยู่ห่างจากกุฏิของภิกษุณีพอสมควรซึ่งจำพรรษาอีก 60 รูป บนผืนดินที่กำลังก่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรมที่ผสานไปกับธรรมชาติรอบๆ เขาใหญ่ที่กำลังจะกลายเป็นวัดเซนให้เราได้เรียนรู้วิถีเซนอย่างต่อเนื่องในไม่ช้านี้

หากเราเคยพบหลวงปู่มาก่อน คงสังเกตการเดินของท่านที่ไม่เหมือนใคร การเดินอย่างสงบทุกย่างก้าวที่อาจจะทำให้ใครบางคนลืมกระพริบตาหรือลืมหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง เช่นเดียวกับขณะนี้ที่ท่านเดินออกมาจากกุฏิ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความสงบ เบา สบายอย่างยิ่ง เมื่อท่านมานั่งลงตรงกลางศาลาเรียบร้อยแล้ว ท่านนั่งสงบอยู่พักหนึ่งแล้วกล่าวว่า เราอาจให้การสัมภาษณ์ครั้งนี้เป็นการสัมภาษณ์ภาวนา นั่นหมายถึงว่าให้เป็นการสัมภาษณ์ในวิถีแห่งสติ ดังนั้น บางครั้ง เมื่อเราได้ยินเสียงระฆัง ขอให้เราผ่อนคลายกลับมาอยู่กับลมหายใจของเราอย่างมีสติ

“เพราะเราอยู่ในประเทศพุทธศาสนา เรามีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนี้ และหลวงปู่เองก็ต้องการความสงบและสันติสุขในใจเพื่อที่จะให้สัมภาษณ์ ซึ่งผู้สัมภาษณ์ก็ต้องการสิ่งนี้เช่นเดียวกัน”

ระฆัง

นับเป็นการเริ่มต้นสัมภาษณ์ที่มีความตื่นเต้นอยู่ภายใจเป็นอย่างยิ่ง ฉันสัมผัสได้ถึงภาวะของหัวใจเต้นมากกว่าปกติ และเสียงของลมหายใจของตัวเองที่ดังกว่าใครๆ บนศาลา ทุกอย่างสงบนิ่ง ยกเว้นเสียงนกร้อง เสียงลมพัดใบไม้ไหว และเสียงภายในของฉัน แต่ไม่นานนัก ความสงบก็ค่อยๆ มาเยือนภายในใจของฉัน และพบกับความสงบอย่างยิ่งจนทำให้ลืมการสัมภาษณ์ไปเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าหลวงปู่ที่ใจดี มีเมตตาในวัย 87 ปี พรรษาที่ 71 กระทั่ง เมื่อหลวงปู่บอกว่า จำเป็นอย่างมากที่ในระหว่างการสัมภาษณ์เราจะต้องภาวนาไปด้วยกันเพื่อรักษาสันติสุขภายในของเรา และเราจะเริ่มต้นบทสนทนาด้วยเสียงระฆัง

หลวงปู่กล่าวว่า เมื่อเราได้ยินเสียงระฆัง เราจะหยุดพูดคุย หยุดการคิด หยุดการให้สัมภาษณ์และมาเบิกบานกับเสียงระฆังด้วยกันและปล่อยให้ร่างกายของเราได้ผ่อนคลายความตึงเครียด ให้เราเบิกบานกับสิ่งรอบๆ ข้าง รับรู้ว่า ชีวิตอยู่ตรงนั้นกับเรา เราสามารถให้สัมภาษณ์โดยไม่มีความตึงเครียดและความกังวล ถ้าเราทำเช่นนั้น บทความก็จะออกมาดี

“และคนที่ได้อ่านบทความของเราก็จะได้รับความผ่อนคลายและมีความสงบสุขด้วย ในวิถีพุทธ เวลาเราได้ยินเสียงระฆัง ซึ่งเป็นตัวแทนพระพุทธองค์ เราจะหยุดคิด หยุดพูด และกลับมาอยู่กับเสียงระฆังอย่างเต็มเปี่ยม และเมื่อเธอหายใจออก เธอก็ยิ้มให้กับชีวิตและปลดปล่อยความตึงเครียดทั้งหมดในร่างกายของเ รา ในวัดของเรามักเคยชินกับการทำอย่างนี้โดยไม่ต้องบังคับตังเอง เราไม่จำเป็นต้องเคร่งขรึม เราเพียงแค่เบิกบานแล้วกลับมาตามลมหายใจเข้า หายใจออก

“ในประเพณีทางพุทธศาสนา เราสามารถฝึกปฏิบัติเพื่อที่จะผ่อนคลายร่างกายของเรา เธอสามารถทำอารมณ์ความรู้สึกให้สงบลง เธอสามารถผลิตความสุข ความสงบในปัจจุบันขณะได้ หลวงปู่ทำงานกับนักข่าวมากมายในประเทศทางตะวันตก หลวงปู่จะให้นักข่าวผ่อนคลาย เบิกบาน แล้วสนทนาบนวิถีแห่งสติไปด้วยกัน”

เชิญดื่มชา

เสียงรินน้ำชาของพระอุปัฏฐากหลวงปู่ ทำให้ฉันต้องเหลียวไปมอง ตามวิถีที่ไม่ค่อยมีสติของฉัน ซึ่งมักหันไปหาตามสัญชาตญาณ แต่การหันไปครั้งนี้ทำให้ฉันสงบลงเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นอากัปกิริยาของพระที่ค่อยๆ รินน้ำชาอย่างมีสติจนครบทุกถ้วยแล้วหลวงปู่ก็กล่าวว่า เชิญดื่มชา

ระหว่างการดื่มชาอึกแรก อึกที่สอง และอึกที่สาม ฉันได้ยินเสียงนกร้องรอบๆ ตัวชัดเจนมาก ชั่วขณะนั้น หลวงปู่หายไปจากความคิด ไม่มีศาลา ไม่มีแม้แต่ฉัน มีเพียงรสน้ำชาขมๆ ที่ค่อยๆ ผ่านลำคอลงไปจนหมดเกลี้ยง ถ้วยชาของฉันว่างแล้ว เมื่อเหลียวมองถ้วยชาของหลวงปู่ยังเหลืออยู่และของท่านอื่นๆ ก็ยังเหลืออยู่ ฉันเริ่มกลับมาอยู่กับความคิดใหม่ โอ้โห เราซดจนหมดเลยหรือนี่ เอ้อ ความคิดเริ่มเป็นนายเราอีกแล้ว

ชั่วขณะนั้น หลวงปู่ก็กล่าวขึ้นว่า ขณะที่กำลังถ่ายทำก็ขอให้เราเบิกบาน และยิ้มผ่อนคลาย ในระหว่างการสัมภาษณ์ไม่ควรเดินไปเดินมา เพราะจะทำให้เสียสมาธิในการสัมภาษณ์ และให้ถ่ายรูปหลังจากสัมภาษณ์แล้ว แต่ไม่ให้ถ่ายระหว่างการสัมภาษณ์

“ความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญมาก มันจะสะท้อนออกมาในบทความที่เราเขียน หากเราต้องการให้สังคมมีความเข้าใจกัน มีความสมานฉันท์ เราต้องรดน้ำแห่งความเมตตา กรุณาให้เกิดขึ้นในใจเราก่อน บทความนั้นก็จะเต็มไปด้วยความเข้าใจ ความเมตตาและกรุณา ”

แล้วเราก็กลับมาอยู่กับลมหายใจแห่งสติด้วยกันเมื่อเสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ปลุกพุทธะให้ตื่น

จากนั้นหลวงปู่กล่าวว่า มีหัวข้อสองเรื่องที่อยากจะพูดในวันนี้ หัวข้อแรกก็คือ เราจะช่วยทำอย่างไรที่จะปรับปรุงพุทธศาสนาในประเทศนี้ให้ใหม่

“นั่นคือการคำนึงถึงบุคคลมากมาย ไม่เพียงแต่แวดวงพุทธศาสนา พระ และฆราวาสทั้งหลาย เพราะเมืองไทยเต็มไปด้วยวัฒนธรรมทางพุทธ หลวงปู่อยากให้พุทธศาสนาได้รับใช้ประเทศชาตินี้เหมือนในอดีต แต่เพราะเราไม่รู้วิธีทำให้พุทธศาสนาให้ใหม่ คำสอนและการฝึกปฏิบัติถ้าไม่ร่วมสมัย คำสอนนั้นก็จะสูญเสียความสามารถ การทำงานทางพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องของนักบวชหรือของพระเท่านั้นแต่เป็นเรื่องของทุกคน เป็นมรดกของประเทศชาติ ในประเทศตะวันออกกลางมีน้ำมัน แต่ประเทศเรามีพุทธศาสนา ถ้าเรารู้วิธีใช้พุทธศาสนาให้เป็นประโยชน์ เราจะไปช่วยรับใช้ประเทศชาติของเราได้ เพราะฉะนั้นการทำให้พุทธศาสนาใหม่อยู่เสมอเป็นสิ่งที่สำคัญ

“เราสามารถที่จะรักษาความสงบสุข เราสามารถที่จะถอดถอนการแบ่งแยก เราสามารถให้คนสื่อสารกันและกันมากขึ้น ง่ายขึ้น เราสามารถทำให้คืนสัมพันธภาพกันใหม่ เราสามารถทำให้นักการเมืองเป็นทุกข์น้อยลง ช่วยให้นักธุรกิจทุกข์น้อยลง ประสบความสำเร็จมากขึ้น เราอาจจะช่วยคุณครูเป็นทุกข์น้อยลง ช่วยสอนให้ดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น ช่วยทำให้นักเรียนในโรงเรียนเป็นทุกข์น้อยลง สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้ เราควรทำพุทธศาสนาเข้าไปในทุกวิถีชีวิต เพื่อที่จะหยิบยื่นสันติภาพ ความเข้าใจ ความกรุณา เพื่อที่จะรับใช้ประเทศชาติอย่างลึกซึ้ง”

สิ่งที่ท่านเน้นย้ำก็คือ เราจำเป็นต้องมีนักข่าวที่ภาวนาอย่างลึกซึ้งเพื่อที่จะได้มีคนหนุ่มสาวมาบวชอีก เมื่อก่อนวัดไทยจะต้องเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน วัดเป็นผู้นำทางการศึกษา เยียวยาทุกอย่าง แต่ปัจจุบันนี้ วัดไม่ได้เป็นอย่างนั้นและได้สูญเสียความเป็นผู้นำทางพุทธศาสนา เพราะไม่สามารถปรับปรุงพุทธศาสนาให้ใหม่เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

” นี่คือปัญหาไม่เพียงแต่ประเทศไทย ประเทศศรีลังกา ประเทศทางพุทธในกระแสหลัก เกาหลี ประเทศจีน พุทธศาสนากำลังตายไปอย่างช้าๆ เพราะฉะนั้นเราจะต้องปกปักรักษาประเพณีทางพุทธศาสนาไว้เป็นมรดกของประเทศชาติเรา นี่คือหัวข้อแรกที่หลวงปู่อยากจะแลกเปลี่ยน”

การเมืองในใจ

อีกหัวข้อหนึ่งที่หลวงปู่แลกเปลี่ยนก็คือ นักการเมืองจะปรองดองกันอย่างไร เพื่อรับใช้ประเทศชาติ เพราะฉะนั้น ข้อแรกเชื่อมโยงกับข้อที่สอง คือเมื่อพุทธศาสนามีชีวิตก็สามารถที่จะรับใช้สังคมและประเทศชาติได้

“ในประเทศอเมริกา สถานการณ์ในกองทัพและกรมตำรวจนั้น ตำรวจเขาใช้ปืนของเขาฆ่าตัวตาย จำนวนตำรวจที่ตายมีมากกว่าตำรวจที่ถูกพวกแก๊งฆ่า เช่นเดียวกันกับทหารทั้งหลาย จำนวนทหารที่ฆ่าตัวตายนั้น มีมากกว่าบรรดาทหารที่ถูกฆ่าในสงคราม เขาเข้าไปประเทศในตะวันออกกลาง เขาต่อสู้ แต่เขาไม่ได้ถูกฆ่าตายที่นั่น เขากลับมายังประเทศของเขาแล้วเขาทนความทุกข์ของเขาไม่ไหวจนต้องฆ่าตัวตาย เพื่อให้ออกจากความทุกข์ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก เป็นปัญหาที่ร้ายแรง จนเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ไม่มีใครช่วยเขาฝึกสติ ไม่มีใครที่จะเยียวยา

“ทหารผ่านศึกที่กลับมาจากตะวันออกกลาง เราได้จัดภาวนาให้กับพวกที่เคยอยู่ในสงคราม ทหารที่ผ่านสงคราม ทหารผ่านศึก และตำรวจ เป็นการยากมากที่จะจัดภาวนาให้กับบุคคลเหล่านี้ แต่เรารู้จักตำรวจหญิงท่านหนึ่ง ที่มาภาวนาและอยากจะช่วยให้ตำรวจมีความทุกข์น้อยลง และขอให้เราช่วยจัดงานภาวนาให้กับตำรวจ เพราะมีความทุกข์ที่ใหญ่มากในกรมตำรวจ

“ตำรวจมีความทุกข์มากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตอนเช้าไปทำงาน เขาไม่รู้ว่าตอนเย็นจะได้กลับบ้านแล้วมีชีวิตอยู่ไหม พอเขากลับบ้าน เขาก็ปฏิบัติกับคนในบ้านเหมือนกันคือเต็มไปด้วยอำนาจ เขาก็ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัวเขา เพราะเขาใช้อำนาจกับลูก หลาน เพราะฉะนั้น ผู้ที่อยู่ในคุก ผู้ที่คุมคุก มีความทุกข์เป็นอย่างยิ่ง ในงานภาวนามีชื่อว่า ‘keeping the peace :รักษาสันติสุข ‘ เมื่อความสันติสุขในตนเองเกิดขึ้น นั่นก็คือสันติสุขในสังคม”

‘ฟัง’ คลายความทุกข์

หลวงปู่ให้ข้อคิดว่า ประเทศไทยเราเป็นชาวพุทธ มีองค์ประกอบของสิ่งต่างๆ เหล่านี้อยู่แล้วมากมาย เราจะต้องจัดงานภาวนาให้กับนักจิตบำบัด นักธุรกิจ ครู เราจำเป็นต้องหยิบยื่นคำสอนในวิถีพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวพันกับสังคม จะได้ฝึกคุณครู คุณครูจะได้มีความทุกข์น้อยลง เขาจะปฏิบัติกับนักเรียนได้ด้วยใจที่เมตตากรุณา แม้ว่านักเรียนยังอายุน้อยเป็นทุกข์เพราะอาจจะมาจากครอบครัวที่แตกร้าว มีความรุนแรง คุณครูจะต้องรู้ปัญหา เพื่อที่จะให้เขามีความสงบสุขมากขึ้น และมีความทุกข์น้อยลง เมื่อคุณครูสามารถทำได้ด้วยตนเอง คุณครูก็จะสอนนักเรียนให้ทำได้

“เช่นการรับฟังอย่างลึกซึ้ง คุณครูจะต้องนั่งลงเพื่อรับฟังความทุกข์ของเขา เพียงแค่นั่งและรับฟังก็ช่วยให้มีความทุกข์น้อยลงแล้ว และช่วยจัดตั้งระหว่างคุณครูด้วยกัน กับนักเรียนและคำสอน กับการเรียนก็จะดีขึ้น ถ้านักเรียนนั่งรับฟังคุณครูได้ก็เช่นเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะว่าคุณครูเป็นทุกข์มาก เราจึงต้องเรียนรู้การรับฟังตามแนววิถีพุทธ เพื่อนำสิ่งที่ดีงามมาเยียวยา เราจะต้องฝึกคุณครูมากมายในหลายประเทศ เพื่อที่จะทำสิ่งเหล่านี้ เราจึงจำเป็นต้องมีธรรมาจารย์อย่างเพียงพอทั้งนักบวชและฆราวาส นั่นคือการทำให้พุทธศาสนาใหม่เสมอ”

ประตูสู่การรู้แจ้ง

สิ่งที่หลวงปู่ฝากให้เรากลับมาหาพุทธศาสนาในใจเราก็เพราะว่า ในพุทธศาสนาเรามีสติ สมาธิ และปัญญารู้แจ้ง

“เวลาที่เรามีสติ มีความสงบสุข เราจะได้รับปัญญารู้แจ้ง เราจะช่วยประเทศชาติเราได้อย่างไร ก็ช่วยโดยการฝึกสติ สมาธิและปัญญารู้แจ้งนี้เพื่อช่วยให้ประเทศชาติออกจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ทำอาชีพอะไร ปัญญารู้แจ้งนั้นจะบอกเธอ และเธอสามารถนำปัญญารู้แจ้งนี้กลับไปให้สาธารณชนรับทราบ ดังนั้น การจะช่วยประเทศชาติได้ก็มาจากการฝึกสติ สมาธิ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญญารู้แจ้ง ถ้าเธอชัดเจนกับปัญญารู้แจ้ง เธอจะเข้าใจอุเบกขาอย่างลึกซึ้ง นั่นคือ การไม่แบ่งแยก”

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ  5 พฤษภาคม 2556

Advertisements

พุทธศาสน์กับ “ศักราชใหม่” พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล โดย ชฎาพร นาวัลย์

bangkokbiznews121230_001ต้อนรับเข้าสู่ศักราชใหม่ ด้วย “แนวทาง” หรือเครื่องมืออันทรงพลังที่จะนำทุกท่านไปพบความจริงของชีวิต จากพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล
ต้อนรับเข้าสู่ศักราชใหม่ ปี 2556 ซึ่งเราต่างกำหนดให้มันเป็นจุดสตาร์ทความฝัน และความมุ่งมั่นอันแรงกล้า กายใจฉบับนี้จึงขอเสนอ “แนวทาง” หรือเครื่องมืออันทรงพลังที่จะนำทุกท่านไปพบความจริงของชีวิต เพื่อความสุขความเจริญตลอดปีและตลอดไป

แท้จริงแล้ววันเวลาก็เดินของมันไปตามกลไกธรรมชาติ จะปีเก่า ปีใหม่ วันไหน ๆ ก็สำคัญเท่าเทียมกัน หากแต่ในวันนี้ ปัจจุบันนี้มนุษย์ผู้มีกิเลสหนาทั้งหลาย ยังไม่สามารถไขว่คว้าหาคำตอบให้กับตนเองได้ บ้างก็ยังมัวเมาหรือลุ่มหลงกับความบันเทิงเริงใจ จนประมาทและชะล่าใจกับการใช้ชีวิตที่ถูกครรลอง

ในขณะที่บางคนอาจค้นพบทางออกของตนแล้ว ทว่าก็ยังไม่มั่นใจในทางเลือกหรือคำตอบของตนเอง หลายคนว่าพวกเขาไม่มีหลักยึดที่ถูกต้องแท้จริง จึงโอนเอนท่ามกลางคลื่นข้อมูลความรู้ที่หลากหลายถาโถมซัดกระหน่ำ แล้วพวกเขาจะตัดสินใจให้ถูกต้องได้อย่างไร มันเป็นคำถามที่น่าแปลกใจสำหรับชาวพุทธที่มีศาสดาองค์เดียวกัน ผู้ตรัสรู้ความจริงของโลกอย่างแจ่มแจ้ง

เราเดินทางมุ่งหน้าสู่วัดหนองป่าพง อ. ลำลูกกา จ. ปทุมธานี เพื่อปุจฉา สอบถามความจริง ไขข้อสงสัยกับพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ซึ่งท่านเมตตาวิสัชนา ให้ความกระจ่างกับผู้อ่านกายใจ

พระสูตรหรือพุทธวจนะคือคำตอบของทุกสิ่งหรือ

ใช่ เพราะพระพุทธเจ้าคือ สัพพัญญู รู้ทุกเรื่อง รู้โลกธาตุ เพราะฉะนั้นความศรัทธาที่ชาวพุทธมีต่อศาสดาตนเอง ต้องศรัทธาว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริง ไม่ว่าเรื่องทางโลกหรือเรื่องทางธรรม รู้ทั้งหมดและพระองค์ก็ได้จำแนก แจกแจง เปิดเผย บอกเราทุกอย่างแล้ว ก็เลยกลายเป็นว่าคำพูดของพระพุทธเจ้าคือคำตอบของทุกเรื่องในโลก
เป็นคำตอบที่เป็นสัจจะ คือความจริง ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตรงจริง สัจจะในทางโลก จริงวันนี้ อีกห้าปี สิบปี ร้อยปีอาจจะเปลี่ยนก็ได้ เป็นอนิจจัง ไม่แน่นอน ดังคำที่พระพุทธเจ้าตรัสกับสาวกว่า วิธีการรักษาไว้ซึ่งความจริงคือ อย่าคิดว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ด้วยความคิดอย่างนี้ความจริงจะถูกรักษาเอาไว้ เพราะสิ่งที่เรารู้มามันเป็นอนิจจังคือไม่แน่นอน มันเปลี่ยนแปลง

หลักธรรมใดที่เราควรยึดใช้ในชีวิต

อริยสัจ ๔ เป็นความจริงที่เป็นกฎตายตัวของธรรมชาติ เพราะข้างในของมันก็คือปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา ครอบคลุมทุกเรื่อง ว่าด้วยสิ่งนี้มีสิ่งนี้จะมี ถ้าสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จะไม่มี กฎตัวนี้มันเป็นหลักเหตุหลักผลของสังคม ถ้ามนุษย์ใช้หลักตรงนี้ มันตอบโจทย์ได้ทุกเรื่อง ใครค้าขายไม่ดี ก็ไปสร้างเหตุไม่ดี ซึ่งอาจเป็นเหตุทางโลกหรือเหตุทางธรรม เหตุทางโลกขยันแล้ว การศึกษาดีแล้ว ทำไมอุปสรรคเยอะ เจอแต่คนไม่ดี ทำไมโอกาสเราไม่เหมาะกับเวลา ไม่ได้จังหวะ แหม พลาดไปนิดเดียว ก็ต้องไปสร้างเหตุปัจจัยสิ่งที่บางทีเรามองไม่เห็น เรานึกไม่ถึง แต่ตถาคตทราบ นั่นคือ พระศาสดาของเรา

นั่นก็คือการต้องเป็นผู้มีศีลดี ไม่ห่างเหินจากฌาน หรือสมาธิ ประกอบกับการทำวิปัสสนา คือมีปัญญาเห็นความไม่เที่ยง อยู่วิเวกบ้าง หรือให้ความศรัทธาศีล สุตมยปัญญาก็ได้ แล้วก็จะได้สมความปรารถนา

สิ่งนี้ต้องยึดไว้ตลอดชีวิตเลย เพราะเราตายแน่นอน เพราะเวลาเราจะตาย เราจะวางจิตไม่ไหว นี่เป็นคำสอนที่ตอบได้ทั้งทางโลกและทางธรรม คนมักจะคิดไปว่าพระพุทธเจ้าสอนในเรื่องการหลุดพ้นอย่างเดียว นั่นคือเขายังไม่เข้าใจว่าสัพพัญญูคืออะไร ทางโลกก็ตอบไป ทางธรรมก็ตอบไป แต่เพราะคนยังไม่เป็นโสดาบันจึงมีความหวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ก็เลยไปฟังคนอื่น ฟังหมอดูบ้าง พึ่งผีสางเทวดานางไม้ พึ่งตัวเลข ก็จะแสวงหาไปเรื่อย ๆ ท่านก็บอกว่าเดินไปหาที่พึ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่สามารถแก้ปัญหาความทุกข์ได้

แล้วมีหลักธรรมใดใช้แก้ปัญหาปากท้อง

อันดับแรกต้องเชื่อพระพุทธเจ้าก่อน กลับมารักษาศีล กลับมานั่งสมาธิ มาเห็นสัจจะว่า สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เดี๋ยวอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ จะค่อย ๆ หมดไปเอง พื้นฐานต้องยอมรับระดับหนึ่งว่า แต่ละคนมีมาไม่เท่ากัน ภายใต้ความไม่เท่ากันตรงนี้ อยากให้ผลกรรมดีนั้นส่งผลในปัจจุบันไหม พระพุทธเจ้าให้ทำสมาธิ ๘ ระดับซึ่งจะส่งผลในปัจจุบันทันที เมื่อเรามีศีล สมาธิ อุปสรรคปากท้องจะค่อย ๆ หมดไป ชีวิตจะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ต้องศรัทธาตรงนี้ก่อน ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ

เราจะเห็นคนจบตรี โท เอก ขยันเท่า ๆ กัน แต่ทำไมบางคนสำเร็จ บางคนไม่สำเร็จ นั่นเพราะมีเหตุปัจจัยที่หลายคนไม่รู้ แต่สัพพัญญูรู้ ท่านบอกให้พึ่งตนและพึ่งธรรมะ พระองค์ให้เจริญสติปัฏฐาน ๔ กลับมารู้ลมหายใจตนเอง เจริญอาณาปานสติ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคืออะไร แล้วเราจะจัดการมันได้อย่างไร

คือการไม่รู้อริยสัจ ๔ หรือ ปฏิจจสมุปบาท น่ากลัวที่สุดเลย จึงต้องท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาวนานในสังสารวัฏ แต่ถ้ารู้ในอริยสัจ ๔ ไม่มีอะไรจะต้องกลัว เราจะรู้ว่าชีวิตเป็นไปตามกรรม และเราออกจากกรรมได้ จะมีความมั่นคงมาก เพราะฉะนั้น จิตของพระโสดาบันจะมีความมั่นคงประดุจเสาหินยาว ๑๖ ศอกฝังลึกลงในดิน ๘ ศอก ยาวขึ้นมา ๘ ศอก โดยไม่หวั่นไหวต่อแรงโน้มท่วงที่มาทั้ง ๔ ทิศฉันใด จิตโสดาบันก็ฉันนั้น ส่วนจิตของปุถุชนก็เบาเหมือนปุยนุ่น ใครเขาบอกตรงนี้นิด ก็เอนไปแล้ว ลมพัดซ้ายทีก็ไปซ้าย พัดขวาทีก็ไปขวาอย่างนี้ ไม่มีความมั่นคง

หลักเดียวกัน หลักอริยสัจ ๔ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่จะต้องรู้ เหมือนฟางไหม้ผมบนศีรษะ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าเธอจะทำอะไรก่อน ตอบกลับมาว่าดับผมบนศีรษะก่อน พระพุทธเจ้าบอกมารู้อริยสัจก่อน ขนาดนั้น ฉะนั้นการไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท หรืออริยสัจ ๔ ร้อนยิ่งกว่านรก ในนรกว่าร้อนแล้วนะ แต่การไม่รู้นี่ร้อนยิ่งกว่า

ปฏิจจสมุปบาท ก็คืออริยสัจ ๔ ข้อที่ ๒ และ ๓ เราจะพูดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ คนที่ไม่รู้ก็อาจสับสน แต่มันคืออย่างเดียวกัน ปฏิจจสมุปบาท คือการลงรายละเอียดในข้อ ๒ และ ๓ สมุทัย เหตุเกิด คือ ปฏิจจสมุปบาทสายเกิด การเกิดขึ้นของความตาย ส่วนปฏิจจสมุปบาทสายดับคือตัวนิโรธ เวลาพระพุทธเจ้าจะพูดนิโรธอย่างเดียว เพราะองค์จะตรัสลำดับขั้นการดับไปของความตาย ว่าตายสามารถดับไปได้ เข้าแบบที่เหตุ ถ้าฆ่าไม่มี ตายก็ไม่มี ถ้าดับภพ ชาติจะไม่มี ถ้าดับอุปาทาน ภพจะไม่มี ถ้าดับตัณหา อุปาทานจะไม่มี ถ้าดับเวทนา ตัณหาก็ไม่มี ถ้าดับผัสสะ เวทนาจะไม่มี ไล่ดับไปเรื่อย ๆ

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยาก มีอยู่กับตัว แต่ไม่ดูเอง ก็มัวแต่เพลินกับรูปรสกลิ่นเสียง แต่อริยสัจอยู่คาตาของทุกคน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า มนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้มีผัสสะบังหน้า ก็เลยเพลินในผัสสะ เข้าใจผิดในผัสสะ ก็เลยไม่เห็นไง สุขเกิดมาสักพักก็ดับไป แต่ไม่มีใครเห็นเวลามันดับ ความทุกข์เกิดมาที่สุดก็ดับไป แต่ไม่มีใครสังเกตว่าดับไปของทุกข์ ความจริงก็เห็นอยู่ในปัจจุบันขณะ เห็นอย่างนี้ได้คนนั้นหลุดพ้นจากความตาย ไม่ต้องตายอีกต่อไป นี่คือสุดยอดของปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ใดก็ช่วยให้พ้นจากความตายไม่ได้นอกจากปาฏิหาริย์คือคำสอน

ที่ผ่านมาเราเชื่ออิทธิปาฏิหาริย์ เรามีเครื่องวัดผิด เพราะเราไม่ได้ศึกษาพุทธวจนะ พระพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญนะ สังคมจึงมีมาตรฐานผิดเครื่องวัดผิด คิดว่าเขาเป็นอริยบุคคลก็เลยเชื่อไปตามนั้น มันก็เลยรู้ผิดกันไปเรื่อยๆ พอบอกแก้กรรมก็ไปรดน้ำมนต์ ไปบังสกุลเป็น-ตาย ไปสะเดาะเคราะห์ ไปดูฤกษ์ยาม คิดว่าเป็นมงคล แต่ตถาคตบอกว่านี่เป็นเดรัจฉานวิชา เลี้ยงชีวิตผิด ซึ่งถ้าเขาเป็นอริยะ เขาต้องมีสัมมาอาชีวะ และเขาต้องเพียรพยายามละมิจฉาอาชีวะให้ได้ ต้องมีสติ เพื่อเป็นสัมมาสติ ละมิจฉาสติได้ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย แต่เป็นเรื่้องจริงหรือไม่จริง อยากรู้ความจริงก็ต้องศึกษา ที่จะต้องทำความเข้าใจและอย่าหยุดความเพียร ก็จะบรรลุได้แน่นอน

เราจะแก้ไขความขัดแย้งในตัวเราและสังคมได้อย่างไร

ต้องไม่หวั่นไหวในพระศาสดา ต้องถามว่าเขาศาสนาพุทธหรือเปล่า แต่ถ้าไม่ใช่หรือมีลัทธิอื่น พระพุทธเจ้าก็มีการสอนอีกแบบหนึ่ง เราก็เอาความดีที่เห็นตรงกันมาคุยกันก่อน ศาสดาใดสมาทานความดีที่เห็นตรงกันได้มากกว่ากัน ให้เป็นเลือกนับถือสิ่งนั้น

แต่ถ้าเรามีศาสดาแล้ว นับถือพุทธใช่ไหม แต่ยังไปฟังความเห็นอื่น แสดงว่าหวั่นไหวในศาสดาของตัวเอง แต่ถ้าเชื่อมั่นก็จะฟังแต่พุทธวจนะ เพราะนี่คือคำที่ออกจากปากศาสดา สาวกมีหน้าที่จดจำคำศาสดามาถ่ายทอด พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เธอทั้งหลายเป็นทายาทแห่งตถาคต เป็นโอรสอันเกิดจากปากตถาคต พระสงฆ์มีเอาไว้เป็นกระบอกเสียงของพระพุทธเจ้า แต่ไม่ใช่เอาคำพูดของตัวเองมาพูดเอง มิฉะนั้นถ้าเอาคำพูดนั้นมาได้ ก็แสดงว่าคำพระพุทธเจ้านั้นผิด เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย จะไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่เคยบัญญัติ จะไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไปแล้ว อยากเจริญก็ทำแบบนี้ อยากเสื่อมก็บัญญัติเข้าไป เสื่อมแน่นอน เพราะฉะนั้นตถาคตก็ไม่เป็นหนึ่งเดียว นี่คือสับสนตั้งแต่ตนเอง คนอื่นก็เลยสับสน สังคมก็เลยสับสน ก็เกิดการแตกแยก นี่ขนาดแค่สังคมพุทธ ยังมีหลายสำนักหลายนิกาย

เพราะฉะนั้น อย่างที่พระพุทธเจ้าบอก สุตตันตะ เหล่าใดที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอนมีอักษรสละสลวยมีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนวเป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟังด้วยดีไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึงและจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคตเป็นข้อความลึกมีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่; เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ความขัดแย้งจะหมดไป ถ้าเรามีศรัทธาร่วมกันในคน ๆ เดียว ทุกอย่างเรียบร้อยหมด ไม่ใช่ว่าพอคนนี้บอกให้หยุด อีกวันคนนั้นบอกให้หยุด คนนี้ก็บอกคนนั้นทำได้ ทำไมจะทำบ้างไม่ได้ อย่างนี้ไม่มีวันแก้ได้ แต่ถ้าเรายึดมั่นในพระศาสดา ทุกเรื่องในสังคม แก้ปัญหาได้ทั้งหมด พระพุทธเจ้าตอบปัญหาของคนทั้งโลกไว้หมดแล้ว จิปาถะ ความเห็นมนุษย์ทั้งโลกคิดได้ ๖๒ แบบ เพราะฉะนั้นคนที่มีอินทรีย์แก่กล้า ดวงตามากน้อยแค่ไหน พระพุทธเจ้ารู้ทั้งหมด แม้จะไม่มีตอบไว้ ก็มีหลักเทียบเคียง ถ้าเข้ากันได้กับสิ่งที่ควร อันนั้นก็ควร ถ้าเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร อันนั้นก็ไม่ควร วางหลักเอาไว้แล้ว ฉะนั้นเวลาฟังคำใคร อย่าเพิ่งเชื่อ อย่ารับรอง อย่าคัดค้าน แต่จำให้ดีว่าเขาพูดว่าอะไร เสร็จแล้วเอามาเทียบเคียงกับสิ่งที่ตถาคตว่าไว้ ถ้าเข้ากันได้แสดงว่าคนที่พูดนั้น เขาจำมาถูก แต่ถ้าไม่เข้ากับคำตถาคตให้ละทิ้งความเชื่อและคำพูดนั้นเสีย

อันความขัดแย้งในสังคมนั้นมีหลายเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยหนึ่งของการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ยักษ์ นาค อสูร เทวดา มันทะเลาะกันหมด เหตุปัจจัยในการขัดแย้งคือ อิจฉา และ ตระหนี่ อิจฉากันและมีความตระหนี่หวงแหน มันจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันทันที เรียกว่าเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกัน แล้วก็มีคนถามพระพุทธเจ้าว่าความอิจฉาและตระหนี่เกิดจากอะไร ท่านก็ตอบว่าเพราะสิ่งอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก เดี๋ยวจะเกิดอิจฉาและตระหนี่ขึ้น แล้วก็จะทะเลาะกัน ทางแก้ก็คือ เมื่อรักใครไม่ชอบใครก็ให้รีบวางอุเบกขา วางเป็นความเฉย ๆ แล้วความรักที่เกิดจากรัก รักที่เกิดจากเกลียด เกลียดที่เกิดจากรัก และเกลียดที่เกิดจากเกลียดจะดับไป อารมณ์คนมี ๔ อย่างในโลก

อีกทั้งการเจริญธรรม ๓ อย่างให้มาก นั่นคือ ถ้าเราเจริญความคิดในทางกาม ปฏิบัติ เบียดเบียน การทะเลาะก็จะเกิดขึ้น แต่ถ้าเราละ ๓ อย่างแล้วมาเจริญธรรม คือ การหลีกออกจากกาม หลีกออกจากพยาบาท และหลีกออกจากการเบียดเบียน การทะเลาะเบาะแว้งจะไม่เกิดขึ้น คนในสังคมมองกันด้วยสายตาแห่งความรัก จะเข้ากันได้ดุจน้ำกับน้ำนม

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 30 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.