นอนไม่หลับ ทําอย่างไร

thairath141212_01นอนไม่หลับ ทำอย่างไร (ตอน 1) : สาเหตุของการนอนไม่หลับ!

ความผิดปกติของการนอนที่พบบ่อยที่สุดคือ “การนอนไม่หลับ” ซึ่งพบถึง 1/3 ของประชากร ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ประมาณ 2 ต่อ 1 และพบบ่อยขึ้นตามอายุ ท่านที่เคยนอนไม่หลับ คงทราบถึงความทุกข์ทรมานของภาวะดังกล่าวเป็นอย่างดี ถ้าเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หากเกิดขึ้นบ่อยๆ เป็นสัญญาณอันตรายที่บอกถึงภาวะจิตใจ ว่ามีแนวโน้มเครียดเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อเจอภาวะอย่างนี้ก็ควรจะรีบแก้ไข อย่าปล่อยให้เรื้อรัง เพราะจะเกิดผลเสียทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง

ผลเสียของการนอนไม่หลับ

คนที่นอนไม่หลับจะเกิดความเจ็บป่วย ไม่สบายทางร่างกายมากกว่าปกติ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคต่อไปนี้ เช่น โรคภูมิแพ้ หอบหืด ความดันโลหิตสูง เพราะต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยกว่าปกติ จึงมีปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจ เช่น ตึงเครียด กังวล โศกเศร้า มีแนวโน้มจะฆ่าตัวตายสูง นอกจากนี้ การนอนไม่หลับยังส่งผลต่อการงาน ความสามารถทั่วไป ทำให้ขาดงานบ่อย ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ต้องหันไปพึ่งสุราและยาเสพติด

การนอนไม่หลับมีหลายแบบ ดังนี้

o หลับยาก : กว่าจะหลับได้ ต้องใช้เวลานานเป็นชั่วโมง

o หลับไม่ทน : อาจพอหลับได้ตอนหัวค่ำแต่ไม่นานก็จะตื่น บางคนอาจไม่หลับอีกเลยตลอดคืน

o หลับๆ ตื่นๆ : จะมีความรู้สึกเหมือนไม่ได้หลับเลยทั้งคืน เพียงแต่เคลิ้มๆ ไปเป็นพักๆ

สาเหตุของการนอนไม่หลับ

o ความวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ ซึ่งมักพบได้บ่อย

o อาการเจ็บปวด หรือไม่สบายกายจากโรคที่เป็น

o สิ่งรบกวนจากสภาพแวดล้อม เช่น แสงสว่าง เสียงดัง กลิ่นเหม็น เป็นต้น

o ความไม่คุ้นเคยในสถานที่

o อาชีพที่ทำให้เกิดนิสัยการนอนที่ไม่แน่นอน เช่น อาชีพ พยาบาล ตำรวจ ยาม ซึ่งต้องสลับเวรไปมา

o สาเหตุจากความแปรปรวนของจิตใจที่ซ่อนอยู่ลึกๆ

o ผลจากการติดยาหรือสิ่งเสพติดบางประเภท เช่น สุรา ยาบ้า

o ผลจากยาแก้โรคบางอย่างที่ต้องกินประจำ เช่น ยาแก้ปวดบางประเภท ยาลดความดันโลหิต เป็นต้น

o ผลจากการถูกฝึกเรื่องการนอนอย่างไม่เหมาะสม

ความผิดปกติที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ จากอาการเล็กน้อยก็อาจจะค่อยๆ สะสมเรื้อรังจนทำลายสุขภาพตนเองและคนรอบข้าง สำหรับแนวทางการรักษา และบำบัดอาการนอนไม่หลับโดยไม่ต้องใช้ยาจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามคอลัมน์ศุกร์สุขภาพได้ในตอนต่อไป

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ12 ธันวาคม 2557

 

thairath141219_01นอนไม่หลับ ทําอย่างไร (ตอน 2) : การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คอลัมน์ศุกร์สุขภาพได้นําเสนอเกี่ยวกับผลเสียและสาเหตุของการนอนไม่หลับไปแล้ว สําหรับในสัปดาห์นี้ จะนําเสนอวิธีการแก้อาการนอนไม่หลับ โดยหลายๆ แนวทางอาจช่วยให้ผู้ป่วยหลับได้ดี โดยไม่ต้องใช้ยานอนหลับ อาการนอนไม่หลับสามารถแก้ไขได้ โดยหลักปฏิบัติง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก และสามารถทําได้หลายวิธี ดังนี้

วิธีแก้ปัญหาอาการนอนไม่หลับ

1. จัดเวลานอนให้สม่ำเสมอหลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน

2. เลิกสูบบุหรี่และเลิกดื่มเหล้าจัด

3. ในบางรายการเปลี่ยนฟูก ก็เป็นสิ่งจําเป็นจากแบบแข็งเป็นแบบอ่อน หรือสลับกันและควรเอาใจใส่ ผ้าคลุมเตียง ไม่ให้ร้อน หรือเย็นเกินไป รวมทั้งชุดที่ใส่นอน ควรนุ่ม สบาย และอุณหภูมิห้องควรอยู่ในระดับพอดี สําหรับบางคนเพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

4. การเปลี่ยนท่านอนบางรายก็เป็นเรื่องจําเป็น เช่น ถ้าเคยนอนในท่าที่ไม่สบาย หรือในบางรายที่เชื่อว่า ไม่ควรนอนตะแคงซ้าย เพราะจะเป็นอันตรายต่อหัวใจ ควรจะแก้ความเข้าใจผิด เพราะบางคนชอบ นอนตะแคงซ้าย พวกปฏิบัติธรรมนิยมนอนตะแคงขวา ผู้ป่วยโรคหอบหืด หรือหายใจลําบาก ควรนอนในลักษณะนั่งมากกว่านอนราบ คือ ยกศีรษะและลําตัวท่อนบนให้สูง

5. อาหารว่างที่ไม่หนักเกินไปอาจช่วยในการนอนหลับ เช่น น้ําส้มนมอุ่นน้ําผลไม้อื่นๆ

6. ควรงดชากาแฟในมื้อเย็นและก่อนนอน

7. การอ่านหนังสือในเตียงนอน อาจเบนความสนใจจากความวิตกกังวล ควรเลือกรายการโทรทัศน์ที่ไม่ ตื่นเต้นมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ห้องนอนและเตียงไม่ควรใช้สําหรับเป็นที่รับประทานอาหาร หรือของว่าง ดูโทรทัศน์ หรือทําธุรกิจต่างๆ

8. ไม่ควรมีเสียง หรือแสงรบกวนจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการนอนหลับเป็นแบบตื่นตัวมาก รวมทั้งอาจต้องนอนแยกกับคนที่นอนกรนเสียงดัง

9. การออกกําลังสม่ำเสมอช่วยให้หลับดีขึ้น บางคนแนะนําให้เดินเร็วตอนเย็น และหลังจากนั้น ให้อาบน้ําอุ่น รวมทั้งการผ่อนคลายความตึงเครียดทางเพศก็อาจช่วยได้

10. พยายามนอนให้มากตามที่ร่างกายต้องการจะได้รู้สึกสดชื่น

11. หลีกเลี่ยง “การพยายามจะหลับอย่างจริงจัง” ควรมุ่งความสนใจไปที่กิจกรรมอื่นๆ เช่น ทํางานที่น่า เบื่อ ดูรายการโฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์ เป็นต้น อีกประการหนึ่ง คือ การกลัวนอนไม่หลับ ยิ่งทําให้ไม่หลับมากขึ้น และอาจกลายเป็นวงจรติดต่อกันไป

12. อาจสร้างเงื่อนไขโดยสร้างความเกี่ยวโยงกันระหว่างการรับประทานยากับกิจกรรมที่ทําเป็นนิสัย เมื่อมีเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว หากทํากิจกรรมนั้นๆ เพียงอย่างเดียว ก็อาจมีผลทดแทนยาได้และทําให้การนอนหลับดีขึ้น

13. ในบางรายอาจต้องการเปลี่ยนแปลงเวลาในการนอน ผู้ป่วยที่ตื่นเช้าเกินไป หลังจากหลับไปแล้ว 6 ชั่วโมง หรือมากกว่า ควรยืดเวลาให้ช้ากว่าเดิม

14. การฝึกสมาธิ เช่น การกําหนดลมหายใจเข้าออก การสะกดจิตตนเอง การฝึกใช้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย อาจทําให้การนอนหลับดีขึ้น

ถ้าปฏิบัติตามวิธีการต่างๆ แล้วยังไม่สามารถหลับได้ ต้องรีบปรึกษาแพทย์ หรือจิตแพทย์ เพื่อแก้ไขอาการดังกล่าวต่อไป

ข้อควรระวังเมื่อใช้ยานอนหลับ

1. ยามีผลข้างเคียงที่อาจพบได้ ดังนี้

  • มีอาการง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่รถยนต์ หรือทํางานเกี่ยวกับเครื่องจักร
  • มีอาการลืมเหตุการณ์หลังจากใช้ยาในระยะเวลาสั้นๆ ช่วงหนึ่ง เช่น หลังทานยานอนหลับแล้ว ตื่นขึ้นมาจําไม่ได้ว่าหลังกินยาแล้วมีพฤติกรรมอย่างไร
  • มีอาการดื้อยา คือต้องใช้ขนาดเพิ่มขึ้นจึงจะนอนหลับได้ หากใช้ยาขนาดสูงเป็นเวลานาน อาจมีการติดยาได้ จึงควรหยุดยาเมื่อเริ่มรู้สึกว่าต้องการยาเพิ่มขึ้น

2. สตรีมีครรภ์ ในระยะ 3 เดือนแรกไม่ควรกินยานอนหลับ เพราะจะส่งผลต่อทารกในครรภ์ สตรีที่ให้นมบุตรควรงด การให้นมบุตรในช่วงที่กินยานอนหลับ

3. ควรงดดื่มสุรา ไม่ว่าจะเป็นครั้งคราว หรือระยะยาว

เมื่อได้รู้ถึงสาเหตุและแนวทางในการแก้ไขปัญหาของการนอนไม่หลับแล้ว คงจะไม่ยากเกินไปในการนําไป ปฏิบัติ แต่หากลองทําตามคําแนะนําแล้วยังไม่ได้ผล ต้องรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมของแต่ละคนต่อไป

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 19 ธันวาคม 2557

Advertisements

ผีอำ

dailynew140525_01ใครที่รู้สึกตัว พยายามจะตื่น แต่ขยับร่างกายไม่ได้ คงต้องนึกว่าถูก “ผีอำ” เป็นแน่ แต่ในทางการแพทย์สามารถอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ว่าเป็นเพียงความผิดปกติของการนอนหลับอย่างหนึ่งเท่านั้น        เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ศัลยแพทย์ระบบประสาทและสมอง รพ.ราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า อาการผีอำในทางการแพทย์ และมุมมองวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์หรือผีแต่อย่างใด แต่เป็นโรคกลุ่มหนึ่งที่เป็นความผิดปกติ ที่เราจัดอยู่ในหมวดของความผิดปกติของการนอนหลับ

ปกติคนอยากจะนอนแต่นอนไม่หลับ คือเป็นโรคนอนไม่หลับ แต่ผีอำเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกัน

อาการผีอำ ในทางการแพทย์จะอยู่ในหมวดที่เรียกว่า “นาร์โคเลปซี” คือ คนไข้จะมีอาการหลายรูปแบบ เช่น นั่งคุยกันอยู่ดี ๆ หรือคุยกันอยู่กับเพื่อนไม่มีทีท่าว่าจะง่วง แต่กลับหลับไปต่อหน้าต่อตา หลับไปอย่างกะทันหัน โดยไม่ตั้งใจ

“ผีอำ” เป็นอาการกลุ่มหนึ่งในนาร์โคเลปซี คือ เป็นอัมพาตระหว่างหลับ คนไข้จะครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่ปัญหา คือ คนไข้รู้ตัวทุกอย่าง แต่ควบคุมร่างกาย แขนขา หรือแม้แต่พูดก็ยังไม่ได้ คือ รู้ตัวทุกอย่างแต่ขยับร่างกายไม่ได้ จึงเป็นที่มาของคำว่า “ผีอำ” โดยคนไข้จำเหตุการณ์ได้ทุกอย่าง แต่ขยับร่างกายไม่ได้

อาการ “ผีอำ” เชื่อว่าเป็นความผิดปกติของสารเคมีในประสาทบางอย่าง และพบว่ามีการกระตุ้นด้วยเหตุปัจจัยบางอย่าง เช่น ดูทีวีมากก่อนนอน มีความ เครียดมากก่อนนอน หรือไม่อยู่ในภาวะพร้อมที่จะหลับ บางคนกินกาแฟเยอะ จึงมีคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหาร หลีกเลี่ยงการดูทีวีหรือทำอะไรที่ตื่นเต้นก่อนนอน

บางคนเป็นบ่อยมากจนรู้ว่าไม่ใช่ “ผี อำ” คือ เป็นบ่อยจนกลายเป็นโรค และรู้ว่าตัวเองต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงอะไร ส่วนใหญ่มักจะเกิดปัญหาสำหรับคนที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เช่น บางคนอาจจะไปทำงานต่างจังหวัดเหนื่อย พอเข้าพักโรงแรม แล้วเกิดอาการ บวกกับความเชื่อดั้งเดิมอยู่แล้วว่า “ผีอำ” ทั้งที่เป็นความผิดปกติของการนอนหลับ

ในรายที่เป็นมาก มีอาการรุนแรง แพทย์จะตรวจคลื่นสมอง ซักประวัติ ว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ ส่วนใหญ่การรักษามักแนะนำให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ไม่ควรทำ ยกเว้นในรายที่เป็นมากจะมีการใช้ยาช่วยในการนอนหลับ

สำหรับคนที่ไม่แน่ใจว่า “ผีอำ” หรือคิดว่ามีความผิดปกติ แนะนำให้ไปพบแพทย์ในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ เช่น โรงเรียนแพทย์ ซึ่งจะมีศูนย์ความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับ  หรือในโรงพยาบาลบางแห่งอาจเป็นหมอด้านการกรนก็จะดูแลให้

ด้าน พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รอง ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า “ผีอำ” เป็นเรื่องวงจรการนอน เป็นการตื่นนอนช่วงที่กำลังฝัน ใครฝันร้ายแล้วลืมตามาในช่วงนั้นพอดี กลายเป็นความฝันนั้นยังค้างอยู่และจะขยับตัวไม่ได้ คนที่เป็นบ่อยอาจเชื่อมโยงกับความวิตกกังวลในช่วงกลางวัน

อาการ “ผีอำ” จึงเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ถ้าช่วงไหนอารมณ์ไม่ค่อยนิ่ง มีความเครียด เศร้า มีโอกาสไปผสานกับความฝันแล้วหลับไม่สนิท พอตื่นในช่วงนั้นก็จะเกิดอาการ แต่ถ้าหลับสนิทอาการเหล่านี้จะไม่เกิด ดังนั้นอาการ “ผีอำ” จึงเกิดได้กับทุกคน เพราะเป็นวงจรการนอน

ในคนที่เกิดอาการบ่อย ต้องดูว่ารบกวนชีวิตการทำงานหรือไม่ ถ้าคิดว่ารบกวนชีวิตประจำวันต้องรักษา เช่น ต้องดูว่าเป็นโรควิตกกังวลหรือไม่ เป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ หรือมีโรคทางกายอย่างไร ที่ไปกระตุ้นให้ระบบประสาทอัตโนมัติให้ทำงานไวจนเกินไป ถ้ารักษาโรคเหล่านั้นได้ อาการก็จะดีขึ้น

สรุปว่า ในทางการแพทย์อาการผีอำเป็นความผิดปกติของการนอนหลับอย่างหนึ่งเท่านั้น.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 25 พฤษภาคม 2557