วิทยาการการแพทย์ก้าวหน้า ‘EP Study’ รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

dailynews140914_03ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ นับเป็นอีกภัยเงียบที่อาจสร้างปัญหาให้กับผู้ป่วยได้ทุกเวลา แม้ว่าจะมีการดูแลสุขภาพร่างกายเป็นอย่างดี ทั้งนี้เนื่องจากในบางกรณีไม่มีอาการแสดงขณะแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัย ผู้ป่วยหลายรายจึงไม่ทราบว่าตนเองมีอาการของโรคและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี !!

ปัจจุบันวิทยาการการแพทย์สมัยใหม่ได้ยกระดับการวินิจฉัยและการรักษาอาการหัวใจเต้นผิดปกติให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยเทคนิคที่เรียกว่า การศึกษาด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ หรือ Electrophysiology Study (EP Study) โดยที่ผ่านมาโรงพยาบาลบำรุง ราษฎร์ เปิดห้องปฏิบัติการสรีรวิทยากระแสไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiology Lab หรือเรียกว่า EP Lab) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ด้านหัวใจขั้นสูง สำหรับศึกษา วินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้น

นพ.กุลวี เนตรมณี อายุรแพทย์โรคหัวใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยากระแสไฟ ฟ้าหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่าภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคือการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ โดยอาจเต้นเร็วหรือช้าเกินไป หรือบางครั้งอาจเต้นแล้วเว้นจังหวะ

หัวใจเต้นผิดจังหวะจำแนกได้เป็น หลายชนิด บางชนิดไม่มีอันตราย แต่บางชนิดมีอันตรายถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาทันที อย่างเช่น หัวใจห้องล่างเต้นรัว (Ventricular Tachycardia) หรือหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) อันเป็นชนิดของหัวใจเต้นผิดปกติที่พบบ่อยที่สุดและจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ตรงจุด โดยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วมักพบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้มีอายุ 75 ปีขึ้นไป นับว่ามีความเสี่ยงมากกว่าคนที่อายุน้อยกว่า 50 ปี ถึง 13 เท่า

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดได้จากหลายสาเหตุ มีทั้งที่เป็นโดยกำเนิด หรือบางรายอาจมีปัจจัยบางประการที่ส่งผลให้กายภาพของหัวใจเปลี่ยนแปลงไป อาทิ ภาวะหัวใจวาย ที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง หลอดเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ รวมถึงการสูญเสียเกลือแร่มากเกินไป

การสังเกตอาการของหัวใจเต้นผิดปกติมีหลายวิธี อาทิ ภาวะหัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก มีอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม ดังนั้นเมื่อมีอาการดังกล่าวควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์โดยเร็ว ในส่วนของการวินิจฉัย แพทย์จะตรวจดูลักษณะของหัวใจเต้นผิดจังหวะว่ามีอันตรายในระดับใด ด้วยการพิจารณาจากปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติแล้วมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีโครงสร้างของหัวใจอยู่ในขั้นปกติทุกอย่าง สองกรณีนี้นับว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อชีวิตไม่เท่ากัน การรักษาจึงมีลำดับขั้นตอนและวิธีการแตกต่างกันไปŽ

การตรวจหาสาเหตุและกำหนดวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับอาการผู้ป่วยแต่ละรายแพทย์จำเป็นต้องมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการบ่งชี้ว่ามีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือผู้มีความเสี่ยงว่าหัวใจอาจหยุดเต้นกะทันหัน ด้วยการตรวจวินิจฉัยจากเทคโนโลยีภาพถ่ายทางการแพทย์ ซอฟต์แวร์ และชิพประมวลผลคอมพิวเตอร์ ร่วมกับความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของแพทย์ในด้านกลไกการทำงานของหัวใจ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการศึกษาสรีรวิทยากระแสไฟฟ้าหัวใจ หรือ EP Study

žEP Study คือ การศึกษา วินิจฉัยและรักษาความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยทีมแพทย์จะติดแผ่นรับสัญญาณไฟฟ้าที่หน้าอกคนไข้เพื่อตรวจดูอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจ จากนั้นจะสอดสายสวนเข้าไปในร่างกาย แล้วเมื่อสายสวนเข้าไปถึงหัวใจจะส่งสัญญาณไฟฟ้ากลับมา แพทย์อาจทดสอบโดยปล่อยกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นหัวใจเพื่อเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์หรือทำการทดสอบเพิ่มเติมในกรณีที่จำเป็น

ข้อมูลเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าหัวใจที่ได้จาก EP Study จะถูกนำมาเชื่อมโยงผ่านซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์แล้วสร้างเป็นภาพสามมิติ เพื่อวินิจฉัยหาตำแหน่งของการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่แม่นยำ แพทย์จึงรักษาที่สาเหตุได้อย่างตรงจุด เพราะภาพกายวิภาคของระบบหัวใจที่สร้างขึ้นผ่านการเชื่อมโยงกระแสไฟฟ้าหัวใจ จะช่วยให้แพทย์มองเห็นกระบวน การเต้นของหัวใจแบบ Real Time ทั้งสามารถหมุนดูภาพได้รอบทิศทาง พร้อมกับบันทึกข้อมูลของกระแสไฟฟ้าหัวใจไปด้วย ดังนั้นเมื่อพบความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าหัวใจที่จุดใดจุดหนึ่งก็จะกำกับตำแหน่งไว้ได้ด้วยรหัสสี จากนั้นจึงปล่อยพลังงานความร้อนจากส่วนปลายของสายสวนเพื่อจี้เนื้อ เยื่อที่ผิดปกติ ซึ่งสามารถแก้ไขกระแสไฟฟ้าหัวใจให้กลับเป็นปกติได้ทันทีŽ

EP Study จึงเป็นวิทยาการการแพทย์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการรักษาได้มุ่งไปยังสาเหตุแท้จริงที่ทำให้กระแสไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการผู้ป่วยจึงหายขาดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตามแม้การรักษาด้วยวิธี EP Study จะช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น แต่ EP Study ไม่ได้มีผลในการเปลี่ยนปัจจัยด้านอื่นที่ส่งผลต่อโรคหัวใจของผู้ป่วยหากผู้ป่วยมีปัญหาเริ่มต้นด้วยภาวะความดันโลหิตสูงหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือมีพังผืดที่หัวใจ ความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะต้องเผชิญก็ยังคงอยู่ต่อไป ดังนั้นถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการรักษาจนหายจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแล้ว แต่การระมัดระวังดูแลตนเองเพื่อควบคุมปัจจัยอื่น ๆ ที่จะส่งผลต่อหัวใจก็ยังคงต้องปฏิบัติต่อไป.

ที่มา : เดลินิวส์ 14 กันยายน 2557

Advertisements

ผ่าตัดไทรอยด์ผ่านกล้องทางช่องปาก

dailynews140816_01ภาวะต่อมไทรอยด์โต มีสาเหตุมาจากการขาดสารไอโอดีน หรือเกิดความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ การรักษาจะเริ่มต้นด้วยการรับประทานยา เพื่อกดการทำงานของต่อมไทรอยด์ เพื่อหวังให้ยุบลง แต่ส่วนมากแล้วมักจะลงเอยด้วยการผ่าตัด เพื่อเอาต่อมไทรอยด์ข้างนั้นออก หรือออกไปทั้งสองข้าง

การผ่าตัดที่มีมาตั้งแต่ในอดีตคือการผ่าตัดแบบเปิด โดยศัลยแพทย์จะลงมีดที่คอในแนวขวาง ซึ่งจะสามารถตัดต่อมไทรอยด์ออกได้หมด รวมทั้งต่อมน้ำเหลืองด้วยในบางกรณี แต่ก็ทำให้เกิดแผลเป็นที่คอ ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงเกิดความไม่สบายใจจากแผลเป็นที่เกิดขึ้น

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ แพทย์ได้พยายามพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดแผลเป็นด้วยวิธีการลงแผลที่รักแร้ หน้าอก หรือที่หัวนม ด้วยการสอดกล้องและอุปกรณ์ผ่าตัดเข้าไปตัดต่อมไทรอยด์ออก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงรอยแผลเป็นนั่นเอง

แต่การผ่าตัดทางรักแร้ มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง เช่น จากรักแร้ไปถึงต่อมไทรอยด์มีระยะทางไกล ทำให้การผ่าตัดค่อนข้างยาก เนื่องจากการสอดอุปกรณ์ผ่าตัดเข้าไปต้องสร้างพื้นที่ในการทำงาน และมักเกิดปัญหาชาบริเวณที่ได้สร้างพื้นที่ในการทำงาน จึงต้องใช้เวลานานพอสมควรเพื่อให้เส้นประสาทกลับมาเป็นปกติ ซึ่งบางคนอาจต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน รวมทั้งต้องทำทีละข้างเพื่อตัดต่อมไทรอยด์ทั้งสองข้าง ทำให้เกิดแผลเป็นขึ้นทั้งสองข้าง

ปัจจุบันศัลยแพทย์ชาวเยอรมันได้พัฒนา การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ผ่านทางช่องปาก และต่อมา ศัลยแพทย์ญี่ปุ่นและจีน ก็ได้เริ่มทดลองในร่างของอาจารย์ใหญ่ ซึ่งการผ่าตัดแบบนี้ถือว่าเป็น NOTES (Natural Orifice Transluminal Ensoscopic Surgery) ที่ลงแผลผ่านช่องธรรมชาติของคนไข้อยู่แล้ว คือในช่องปาก จึงไม่เกิดแผลเป็นใด ๆ หลังการผ่าตัดเลย และการผ่า ตัด NOTES จึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ

การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ทางช่องปาก แพทย์จะเจาะรูเล็ก ๆ ขนาด 1 ซม. ที่บริเวณรอยต่อระหว่างริมฝีปากล่างกับเหงือกของฟันล่าง และด้านข้าง ขนาด 0.5 ซม. อีก 2 รู จากนั้นจะเลาะไปใต้ผิวหนังลงไปถึงคอบริเวณต่อมไทรอยด์ โดยใช้อุปกรณ์ที่คิดค้นขึ้นมาเป็นพิเศษ ผ่าตัดโดยใช้กล้องและเครื่องมือตัดต่อมไทรอยด์ออก จากนั้นจึงเย็บแผลด้วยไหมละลาย

คนไข้จะสามารถกลับห้องพักฟื้นได้เลย และสามารถรับประทานอาหารอ่อนได้ในวันที่สองหลังการผ่าตัด โดยแพทย์จะรอดูอาการประมาณ 3-4 วัน หากไม่มีปัญหาก็จะให้กลับบ้านได้ หลังผ่าตัดคนไข้ก็ไม่ต้องทำแผลใด ๆ แผลที่เย็บไว้ในปาก ไหมจะละลายไปเองภายใน 30 วัน ในช่วงนี้คนไข้สามารถใช้ชีวิตและรับประทานอาหารได้ตามปกติ

สำหรับในประเทศไทย หน่วยผ่าตัดผ่านกล้อง กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลตำรวจ ได้ริเริ่มทำการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ผ่านกล้องทางช่องปากได้เป็นรายแรก ที่แรก และที่เดียวในประเทศไทย รวมทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2557 เป็นต้นมา

นพ.อังกูร อนุวงศ์ ศัลยแพทย์ หน่วยผ่าตัดผ่านกล้อง กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า จนถึงเดือนกรกฎาคม ได้ผ่าตัดด้วยวิธีนี้ไปแล้ว 13 ราย ได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก ทุกรายประสบความสำเร็จด้วยดี ไม่มีแผลเป็นเหลืออยู่ที่ผิวหนังหลังการผ่าตัด ขนาดของก้อนไทรอยด์ที่ผ่าตัด มีขนาดตั้งแต่ 4-10 ซม. แต่โดยเฉลี่ยประมาณ 6 ซม. ใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 2 ชม. ระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลประมาณ 3-5 วัน โดยไม่เกิดปัญหาแทรกซ้อนใด ๆ และเจ็บน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิด

การผ่าตัดไทรอยด์ผ่านกล้องทางช่องปาก นับเป็นความภาคภูมิใจและเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของวงการศัลยแพทย์ไทย โดยโรงพยาบาลตำรวจ ที่ได้ริเริ่มขึ้นเป็นรายแรกของประเทศ และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไม่หลงเหลือแผลเป็นให้เห็น ทำให้คุณภาพ

ชีวิตของผู้ป่วยที่มีก้อนไทรอยด์ที่คอดีขึ้นอย่างชัดเจน สร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำได้ง่าย ใช้เวลาไม่นาน ไม่ต่างกับการผ่าตัดแบบเปิด อันเป็นการสร้างมาตรฐานของการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ได้ต่อไปในอนาคต.

นพพร เจริญเปี่ยม : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 16 สิงหาคม 2557