เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้กลายเป็นเด็กขี้อิจฉา

dailynews140111_002คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมคะว่า ถ้าเรามีลูก 2 คนหรือมากกว่านี้ เราควรทุ่มเทเวลาให้ลูกคนไหนกันแน่? ยิ่งโดยเฉพาะบ้านที่มีลูกคนโตและน้องคนเล็กอายุห่างกันมาก ๆ ด้วยแล้ว เรื่องนี้ดูจะเป็นปัญหาสำคัญทีเดียวค่ะ

คุณพ่อคุณแม่มักจะคิดว่า ควรจะทุ่มเทเวลาดูแลน้องหรือให้พี่ที่อายุมากกว่าเป็นคนดูแลน้องน่าจะเป็นคำตอบที่เหมาะสม แต่แท้จริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมรับว่า เด็กแต่ละช่วงอายุจะมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ แตกต่างกันไป เช่น เด็กอายุ 3 ขวบ จะเริ่มรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของได้อย่างชัดเจน ส่วนเด็กอายุ 4 ขวบจะเริ่มแสดงอารมณ์อิจฉาโดยไม่รู้ตัว เด็กอายุ 5 ขวบ เริ่มพัฒนาความคิดเกี่ยวกับพวกฉันพวกเธอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ความเข้าใจ แล้วจึงแสดงออกมาทางพฤติกรรมค่ะ ดังนั้น การที่จะสรุปไปว่า คำว่า “พี่” คือต้องดูแลน้อง เป็นผู้เสียสละให้น้องตลอดเวลา หรือว่าเป็นคุณพ่อคุณแม่คนที่ 2 ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเท่าไหร่นัก เพราะพี่อาจจะมีความสนใจในเรื่องอื่น ๆ ตามช่วงอายุวัยของเขา เพียงแต่พี่อาจจะช่วยดูแลน้องได้เป็นครั้งคราวตามความเหมาะสมของช่วงเวลาเท่านั้นค่ะ

สิ่งที่เป็นหัวใจของการดูแลลูกที่มีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปคือ เรื่องของการสร้างความรักและความเอื้ออาทรในครอบครัว สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง รวมถึงไม่สามารถเกิดขึ้นเพราะคำสั่งของคุณพ่อคุณแม่ แต่จะเกิดจากพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่เองที่เป็นแบบอย่างที่ดีที่สามารถสอนทั้งพี่และน้องได้ว่า คำว่า “รัก” สำหรับพี่น้องคืออะไร และควรเป็นอย่างไร วิธีการหนึ่งที่สำคัญคือการให้พี่น้องได้ทำกิจกรรมด้วยกัน เพราะนอกจากจะช่วยทำให้ทั้งพี่และน้องรู้สึกถึงการถ้อยทีถ้อยอาศัยแล้ว ยังช่วยให้พี่รู้สึกว่าตัวเองเป็นบุคคลสำคัญอีกด้วยค่ะ

เรื่องการรู้สึกว่าอยากให้ตัวเองเป็นบุคคลสำคัญนั้น เชื่อได้ว่าเกิดขึ้นได้ในทุกครอบครัว สำหรับครอบครัวลูกคนเดียวอาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร ด้วยเพราะทุกคนเห็นว่าลูกเป็นศูนย์รวมความรักอยู่แล้ว แต่สำหรับบ้านที่มีลูกหลายคน คำถามที่คุณพ่อคุณแม่มักได้ยินจากลูกคนใดคนหนึ่งเสมอคือ “พ่อหรือแม่รักใครมากกว่ากัน?” ซึ่งถึงแม้ว่า คุณพ่อคุณแม่จะแสดงความรักที่เท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตามในสายตาของลูกแล้วมันก็ไม่เท่าเทียมกันอยู่ดี

ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า แล้วเมื่อลูกคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “แม่บอกมาเลยว่ารักใครมากกว่ากัน?” การตอบแค่ว่าเท่ากันนั้น ก็จะเหมือนยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของลูกคนที่ถามว่า แม่เขารักลูกอีกคนหนึ่งมากกว่า นักประสาทจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์-เออบาน่าแชมเปญได้กล่าวไว้ว่า คำตอบของคำถามเหล่านี้คือ การแนะนำให้เปรียบเทียบกับแสงอาทิตย์ เช่น บอกว่า “ลูกลองคิดว่า ถ้าลูกกับพี่ออกไปยืนกลางแดด ลูกคิดว่าใครจะได้รับแสงแดดมากกว่ากัน การยืนกลางแดดไม่ได้แปลว่า ลูกได้รับแสงแดดน้อยกว่าพี่ หรือพี่ได้รับแสงแดดมากกว่าลูกเลย ความรักของพ่อกับแม่ก็เหมือนกัน พ่อกับแม่มีความรักให้ลูกกับพี่เท่า ๆ กันนะครับ” หรือว่า “แม่มีลูกคนโตอยู่คนเดียว คนนั้นก็คือคนที่พิเศษ คนที่ยืนอยู่ตรงนี้แหละครับ”

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการเปรียบเทียบ ซึ่งจะเห็นได้ว่า เกิดขึ้นแทบจะทุกส่วนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเปรียบเทียบน้องกับพี่ เปรียบเทียบลูกกับลูกเพื่อน หรือแม้แต่ยกตัวอย่างในสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้น เช่น “ถ้าแม่เป็นลูกนะ แม่ทำข้อสอบได้เต็มร้อยอยู่แล้ว” เพราะคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลืมว่า ลูกแต่ละคนเกิดมาพร้อมกับความพิเศษในตัวเองและไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถกะเกณฑ์ว่าพี่คนโตเก่งคำนวณแล้วน้องคนเล็กจะต้องเก่งเช่นเดียวกัน หรือแม้แต่พี่คนโตเรียบร้อย ก็ไม่ได้หมายความว่า น้องคนเล็กจะต้องเรียบร้อยด้วย

ดังนั้นการเปรียบเทียบจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในการทำร้ายจิตใจเด็กคนหนึ่งเป็นอย่างมาก สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะทำไม่ใช่การเปรียบเทียบ แต่เป็นการค้นหาศักยภาพในตัวลูกแต่ละคน และเปิดโอกาสให้ศักยภาพเหล่านั้นได้แสดงออกต่างหาก เรื่องนี้จิตแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยจอร์เจียได้กล่าวไว้ว่า หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ไม่ใช่การผลักดันให้ลูกเป็นอย่างใจตัว แต่ต้องพยายามช่วยลูกให้ค้นพบความสามารถพิเศษด้านต่าง ๆ เพราะมันยุติธรรมแล้วหรือที่จะกดความสามารถด้านอื่นๆ ของลูกเรา เพียงเพราะความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ที่อยากจะให้ลูกเหมือนคนอื่นแค่นั้น

เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง และนักพฤติกรรมศาสตร์มักให้ความสำคัญเพราะเกี่ยวเนื่องถึงอารมณ์อิจฉา ปมเด่น ปมด้อย รวมถึงความเชื่อมั่นในตัวเองโดยตรง นั่นก็คือ การเอาพฤติกรรมของพี่หรือน้องมาเล่าเป็นเรื่องตลกขบขันในครอบครัว อย่าลืมว่า ในการทำอะไรเป็นกลุ่มนั้นไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือหุ้นส่วนในธุรกิจ จะประสบผลสำเร็จด้วยดีได้ ก็เพราะทุกคนมีโอกาสที่จะเติบโต มีโอกาสในการแสดงออก รวมถึงการไม่เป็นเหยื่อของคนในกลุ่มโดยเฉพาะคำพูดที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยหรือโดนดูถูก การที่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะพ่อแม่ เอาเรื่องที่ตัวเองคิดว่าตลกของลูก ๆ ไปพูดให้คนอื่นฟัง เท่ากับเปิดโอกาสให้ลูกตัวเองถูกตำหนิจากลักษณะท่าทางและคำพูดที่โดนล้อเลียนและขบขัน

ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียได้กล่าวไว้ว่า คำพูดไม่กี่คำของคุณพ่อคุณแม่โดยเฉพาะคำพูดประเภทที่ว่า “ลูกทำตัวแย่มาก” “แม่ไม่รักลูกแล้วนะ” “ลูกบ้านโน้นเก่งจัง เก่งกว่าลูกอีก” สามารถสร้างปมด้อยในใจของลูกได้อย่างไม่มีวันลบเลือน ยิ่งโดยเฉพาะในครอบครัวที่มีลูกหลายคน การที่ลูกคนใดคนหนึ่งทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม แล้วลูกคนอื่น ๆ กลับไปว่าทับถมหรือล้อเลียน จะยิ่งทำให้ลูกคนที่ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมยิ่งเกิดอาการต่อต้าน บั่นทอนความเชื่อมั่นในตัวเอง รวมไปถึง การรู้สึกเก็บกดและแปลกแยกได้อีกด้วย

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะถือโอกาสที่ลูกคนหนึ่งทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั้น สอนลูกคนอื่น ๆ ถึงเรื่องของความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ และการให้อภัยผู้อื่น เช่น เมื่อเห็นว่าน้องกำลังขว้างปาข้าวของ และเห็นว่าพี่กำลังจะเดินไปต่อว่า คุณแม่อาจบอกว่า “น้องหนูกำลังโกรธ ซึ่งแม่ก็เข้าใจว่าน้องโกรธ น้องโกรธแล้วน้องปาของอย่างนี้ไม่น่ารักใช่ไหมคะ เดี๋ยวแม่จะไปคุยกับน้องว่าน้องโกรธเรื่องอะไร หนูอย่าโกรธน้องนะคะลูก” หรือในกรณีที่ลูกคนโตได้รับข่าวร้ายจากที่โรงเรียน คุณแม่ก็ควรถือโอกาสนี้คุยกับน้องว่า “พี่เค้ากำลังเศร้าเพราะว่าไปคัดตัวนักกีฬาไม่ผ่าน ถ้าหนูไปล้อพี่เรื่องนี้ เค้าก็ต้องยิ่งเสียใจมากขึ้นไปอีก แล้วเราจะช่วยให้พี่เค้ารู้สึกดีขึ้นได้ยังไงคะ” ซึ่งการร่วมมือกันของคนในครอบครัวจะช่วยให้ลูกคนที่กำลังประสบปัญหาก้าวข้ามผ่านความรู้สึกดีไปได้อย่างเข้าใจ

เนื่องในวันเด็กปีนี้ ทางทีมงานหมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพก็ขอให้น้อง ๆ เป็นเด็กที่มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี เพื่อที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพในอนาคต ดังคำขวัญวันเด็กปีนี้ที่ว่า กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทยให้มั่นคง.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 11 มกราคม 2557

Advertisements

ความรักไม่ทรมาน หายเจ็บปวดร้าวราน

Credit: wugange.com

Credit: wugange.com

นักแต่งเพลงตั้งแต่ไหนแต่ไรมามักจะโทษว่า ความรักทำให้เจ็บปวดร้าวราน แต่บัดนี้นักวิทยาศาสตร์เถียงได้ว่า ความรักทำให้คลายเจ็บปวดก็มี

นักวิจัยมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ดของอเมริกา ได้ทดลองกับนักศึกษา 15 คน มาทรมานให้เกิดความเจ็บปวดเล็กน้อยพร้อมกับใช้เครื่องตรวจวัดคลื่นสมองคอยจับการทำงานของสมองดูด้วย เพราะเป็นที่ทราบกันว่า ความรู้สึกในความรักอย่างรุนแรงก่อให้สมองหลายส่วนเกิดปฏิกิริยาอย่างคึกคัก แล้วคอยจับตาดูว่า เมื่อพวกเขาเห็นภาพคนรักจะแสดงอาการอย่างใดบ้าง

คณะวิจัยได้พบว่า การได้เห็นรูปคนรักทำให้พวกเขาคลายความรู้สึกเจ็บปวดลงได้มากกว่าได้เห็นรูปคนที่แค่รู้จักเท่านั้น

ศาสตราจารย์ปอล กิลเบิร์ต แพทย์ผู้ชำนาญด้านประสาทและจิตเวช มหาวิทยาลัยเดอร์บี้ แสดงความเห็นว่า ความสัมพันธ์ของอารมณ์กับความรู้สึกเจ็บปวดนั้นสามารถเห็นได้ชัด “ตัวอย่างอันหนึ่ง ก็คือ นักฟุตบอลที่บาดเจ็บก็ยังโขยกเขยกทนเจ็บเล่นต่อไปได้ก็เพราะกำลังมีอารมณ์สู้”

ที่มา: ไทยรัฐ 30 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

Credit: weheartit.com

Credit: weheartit.com

Love can ease pain, say brain researchers

14 October 2010

Love hurts, at least according to many a romantic songwriter, but it may also help ease pain, US scientists suggest.

Brain scans suggest many of the areas normally involved in pain response are also activated by amorous thoughts.

Stanford University researchers gave 15 students mild doses of pain, while checking if they were distracted by gazing at photos of their beloved.

The study focused on people early in a romance, journal PLoS One reported, so the “drug of love” may wear off.

The scientists who carried out the experiment used “functional magnetic resonance imaging” (fMRI) to measure activity in real-time in different parts of the brain.

It has been known for some time that strong feelings of love are linked to intense activity in several different brain regions.

These include areas linked to the brain chemical dopamine, which produces the brain’s feel-good state following certain stimulants – from eating sweets to taking cocaine.

“Light up”

The Stanford University researchers had noticed that when we feel pain, some of the same areas “light up” on the scans – and wondered whether one might affect the other.

They recruited a dozen students who were all in the first nine months of a relationship, defined as “the first phase of intense love”.

Each was asked to bring in a picture of the object of their affection and photos of what they deemed an equally attractive acquaintance.


It’s important to recognise that people who feel alone and depressed may have very low pain thresholds, whereas the reverse can be true for people who feel secure and cared for”

Professor Paul GilbertUniversity of Derby

While their brains were scanned, they were shown these pictures, while a computer controlled heat pad placed in the palm of their hand was set up to cause them mild pain.

They found that viewing the picture of their beloved reduced perceptions of pain much more than looking at the image of the acquaintance.

Dr Jarred Younger, one of the researchers involved, said that the “love-induced analgesia” appeared to involve more primitive functions of the brain, working in a similar way to opioid painkillers.

“One of the key sites is the nucleus accumbens, a key reward addiction centre for opioids, cocaine and other drugs of abuse.

“The region tells the brain that you really need to keep doing this.”

Professor Paul Gilbert, a neuropsychologist from the University of Derby, said that the relationship between emotional states and the perception of pain was clear.

He said: “One example is a footballer who has suffered quite a painful injury, but who is able to continue playing because of his emotionally charged state.”

He added that while the effect noticed by the Stanford researchers might only be short-lived in the early stages of a love affair, it may well be replaced by something similar later in a relationship, with a sense of comfort and wellbeing generating the release of endorphins.

“It’s important to recognise that people who feel alone and depressed may have very low pain thresholds, whereas the reverse can be true for people who feel secure and cared for.

“This may well be an issue for the health service, as patients are sometimes rushed through the system, and perhaps there isn’t this focus on caring that might have existed once.”

SOURCE : www.bbc.co.uk

‘เซ็กซ์’ ปลอดภัยวัยว้าวุ่น

dailynews130915_002วัยรุ่นที่รักสนุก ไม่ป้องกัน อาจพลาดพลั้งตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ หรือติดโรคจากคู่นอนเป็นของแถม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ในบ้านเรายังพบเห็นอยู่เป็นประจำ ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

รศ.นพ.สุรสิทธิ์ ชัยทองวงศ์วัฒนา ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบาย กล่าวว่า ตอนนี้ปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์พบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากสถิติผู้หญิงตั้งครรภ์ 100 คน พบว่า 14-15% เป็นผู้หญิงอายุน้อยกว่า 20 ปี เฉลี่ยประมาณ 300 คนต่อวัน หรือถ้าอายุน้อยกว่า 15 ปี คือ อายุ 14 ปีลงไป ตั้งครรภ์เฉลี่ย 10 คนต่อวัน ถือเป็นปัญหาที่สำคัญ ในฐานะคนทำงานด้านนี้มองว่าทำอย่างไรจะลดปัญหาลงได้

ปัญหาการมีเซ็กซ์ไม่ปลอดภัย นำไปสู่การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ทำแท้ง ถ้าทำแท้งไม่ปลอดภัยก็นำไปสู่การติดเชื้อ เสียชีวิตของมารดาได้ ถ้าไม่ทำแท้ง เขาก็จะไม่ค่อยดูแลครรภ์ การตั้งครรภ์นั้นก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น คลอดออกมาทารกถูกทิ้ง ไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม และเป็นปัญหาสังคมตามมา

เซ็กซ์ไม่ปลอดภัยยังเสี่ยงต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะการติดเชื้อเอชไอวี ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ในวัยรุ่นสูงอยู่

นอกจากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ติดโรคแล้ว แม่อายุน้อยอาจจะมีอัตราการคลอดทารกน้ำหนักตัวน้อยกว่ากำหนดเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับแม่ที่อายุปกติ หรืออาจจะมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ต้องผ่าตัดคลอดเพิ่มขึ้น เนื่องจากเชิงกรานยังไม่พร้อมที่จะคลอดลูกทางช่องคลอด มีโอกาสจะเจ็บท้องก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น

ส่วนทารกนั้น เมื่อคลอดออกมาถ้าได้รับการดูแลดีก็จะมีพัฒนาการตามปกติได้ แต่วัยรุ่นบางคนมีการดื่มแอลกอฮอล์ ใช้ยาเสพติดขณะตั้งครรภ์ ตรงนี้จะเป็นปัญหากับทารกในครรภ์ได้

การมีเซ็กซ์ก่อนวัยอันควร เกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน ถ้าเป็นปัจจัยที่เกิดจากตัววัยรุ่นเอง ด้านร่างกาย มีการเปลี่ยนแปลง จากเด็กผู้ชายเป็นหนุ่มที่มีกล้ามเนื้อ มีอารมณ์ทางเพศ เด็กผู้หญิงเป็นสาวมีเต้านม มีทรวดทรง

ส่วนด้านจิตใจ วัยรุ่นมีความสนใจในตัวเองและเพศตรงข้าม เริ่มไม่ฟังผู้ใหญ่ เชื่อเพื่อน เชื่อคนอื่นมากกว่าผู้ปกครอง มีพฤติกรรมเลียนแบบ เพื่อนมีแฟนตัวเองก็ต้องมีแฟนด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยภายในตัววัยรุ่น

ด้านปัจจัยภายนอกมาจากครอบครัว เช่น พ่อแม่ทำแต่งาน ไม่มีเวลาให้ลูก ครอบครัวแตกแยก มีแนวโน้มที่ลูกจะไปหาความอบอุ่นจากข้างนอก เพื่อนจึงมีส่วนสำคัญที่จะทำให้เขาออกนอกลู่นอกทางได้

ขณะเดียวกันการสอนเพศศึกษาในโรงเรียนก็ยังทำได้ไม่ถูกต้อง หรือไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร ด้วยสาเหตุหลายอย่าง เท่าที่เคยพูดคุยกับคุณครูที่ทำเรื่องนี้บอกว่าไม่ได้รับการสนับสนุน ถือว่าไม่ใช่ภาระงานของครู ดังนั้นเขาก็ทำแบบขอไปที ไม่เต็มที่

ส่วนปัจจัยอื่น ๆ เช่น สื่อลามก ภาพยนตร์ ดารา ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่านิยม ทัศนคติของวัยรุ่นเรื่องการมีเซ็กซ์ไม่ถูกต้อง คือ มีเซ็กซ์โดยไม่ต้องกลัวอะไร

คำแนะนำเพื่อป้องกันปัญหามี 2 ส่วน คือ

ส่วนแรก ครอบครัว พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรให้คำแนะนำ เป็นเพื่อนเด็กได้ ให้เด็กกล้ามาปรึกษา หรือมาพูดคุยก่อนที่เขาจะไปอยู่ในจุดที่เสี่ยงต่อการมีเซ็กซ์ เช่น เด็กผู้หญิงมีเพื่อนผู้ชายชวนไปเที่ยวต่างจังหวัดสองต่อสอง สุ่มเสี่ยงต่อการเสียตัว ถ้าเขาได้รับการชักชวนแล้วพูดคุยกับพ่อแม่จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ ดังนั้นพ่อแม่ต้องเปิดใจ ทำให้เด็กไว้ใจ เชื่อใจมาขอคำปรึกษา

ส่วนที่สอง เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงมีแนวคิดที่แตกต่างกัน แนวคิดของผู้ชาย “เซ็กซ์” สำคัญกว่า “ความรัก” ในขณะที่เด็กผู้หญิงความรักก่อน แล้วจึงยอมมีเซ็กซ์ด้วย คือ ยอมมีเซ็กซ์เพื่อความรัก

ดังนั้นกรณีเด็กผู้ชาย ถ้าพ่อแม่ ผู้ปกครอง สอนเขาให้เกียรติผู้หญิง รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำอะไรก่อนวัยอันสมควรหรือก่อนเวลาอันสมควร ก็จะทำให้เขาไม่เอาเปรียบผู้หญิง ส่วนเด็กผู้หญิงต้องสอนให้รู้จักปฏิเสธการเข้าไปอยู่ในภาวะที่สุ่มเสี่ยงต่อการมีเซ็กซ์

ผมมีตัวอย่างผู้หญิงอายุ 19 ปีมาฝากท้อง รพ.จุฬาลงกรณ์ แล้วติดเชื้อเอชไอวี ปรากฏว่า สามีคนปัจจุบันซึ่งเป็นวัยรุ่นเหมือนกัน ผลเลือดเป็นลบ คุยกันไปคุยกันมาถึงได้รู้ว่าน่าจะติดเชื้อเอชไอวีจากแฟนคนแรก ซึ่งมีเซ็กซ์กันตั้งแต่อายุ 15 ปี ตอนอยู่ ม.3 ผมก็ถามว่า แล้วทำไมจึงมีเพศสัมพันธ์ เขาบอกว่า ช่วงปิดเทอมได้ไปเลี้ยงฉลองกัน พอถามว่า ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเปล่าทำให้ยินยอมมีเซ็กซ์ เขาบอกว่าไม่ใช่ ที่ยอมเพราะรักผู้ชายคนนั้น ในที่สุดความสัมพันธ์ก็ยุติ เมื่อผู้ชายมีเซ็กซ์ด้วยแล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก กรณีนี้เป็นตัวอย่างว่า ถ้าผู้ชายถูกสอนไม่ให้เอาเปรียบผู้หญิง ผู้หญิงถูกสอนให้รู้จักปฏิเสธ รู้ว่า เซ็กซ์ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ความรักยั่งยืน อาจจะช่วยให้เขาป้องกันปัญหาตรงนี้ได้

ถามว่า การทำโครงการนี้ไปส่งเสริมให้เด็กมีเพศสัมพันธ์หรือเปล่า คำตอบ คือ ไม่ใช่ การไม่มีเซ็กซ์ก่อนวัยอันสมควรดีที่สุด แต่ในสหรัฐเคยมีการศึกษาว่า ถ้าทำให้เด็กไม่มีเซ็กซ์จะช่วยลดอัตราการตั้งครรภ์ในเด็กวัยรุ่นได้หรือไม่ ผลปรากฏว่าโครงการนี้ล้มเหลว เพราะไม่สามารถไปห้ามเด็กมีเซ็กซ์ได้ ดังนั้นถ้าเขาจะมีเซ็กซ์ต้องดูว่าทำอย่างไรไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ให้เขาติดโรค โดยเฉพาะติดเชื้อเอชไอวี คือ ไม่มีเซ็กซ์ดีที่สุด แต่ถ้ามีเซ็กซ์ต้องมีเซ็กซ์อย่างปลอดภัย

เรื่องการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเรา ในทางกฎหมายการทำแท้งไม่ได้รับการยอมรับ จึงมีการลักลอบการทำแท้งเกิดขึ้น ดังนั้นก็ต้องพยายามให้คำปรึกษาวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ว่าจะตั้งครรภ์ต่อหรือยุติการตั้งครรภ์ ถ้าต้องการยุติการตั้งครรภ์ก็ส่งไปในสถานที่ปลอดภัย แต่ตรงนี้อาจลำบากในการสื่อออกไปเพราะเป็นสิ่งที่ยังผิดกฎหมาย ถามว่ายังมีการให้บริการตรงนี้ไหม ยังมีอยู่

รพ.จุฬาลงกรณ์ มี “คลินิกดรุณรักษ์” ดูแลวัยรุ่นและเด็กที่มีปัญหาทางนรีเวช คลินิกนี้เป็นศูนย์รับส่งต่อคนไข้จากที่อื่น เป็นกรณีที่มีปัญหาเยอะ ๆ ไม่สามารถดูแลได้ในสถานบริการปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ หรือบางครั้งเด็กพุ่งตรงมาที่คลินิกเราก็ยินดีให้คำปรึกษา

ในบ้านเรามีองค์กรภาครัฐและเอกชนทำเรื่องตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเยอะ เพียงแต่ว่า อาจจะยังไม่ประสานกัน อีกทั้งวัยรุ่นก็ไม่รู้ว่าจะไปปรึกษา ขอคำแนะนำ และเข้าถึงบริการได้อย่างไร ก็เลยมีแนวคิดตั้งศูนย์ให้วัยรุ่นเข้าถึงได้ ด้วยการใช้สื่อออนไลน์เป็นตัวเชื่อมโยงวัยรุ่น ตอนนี้เรามีเฟซบุ๊กศูนย์สุขใจวัยว้าวุ่น” เป็นตัวเชื่อม เด็กวัยรุ่นสามารถติดต่อผ่านทางช่องทางนี้ ถามคำถาม หรือ ในกรณีที่ต้องการบริการด้านนี้ เราจะสื่อสารให้เขาไปพบศูนย์ที่อยู่ใกล้ ๆ ว่า ที่ไหนมีศูนย์บริการที่เป็นมิตรกับวัยรุ่นบ้าง

ที่ผ่านมากระแสละครฮอร์โมนวัยว้าวุ่นดัง เราก็เลยจะจัดเสวนา “เซ็กซ์ปลอดภัย วัยว้าวุ่น” ในวันที่ 24 ก.ย. นี้ ที่ห้องประชุมเฉลิม พรหมมาส อาคาร อปร. เวลา 13.00-15.30 น. มีผู้ร่วมเสวนา อาทิ ทีมงานซีรีส์ ฮอร์โมน นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล คุณกรรณิกา ธรรมเกษร ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร พญ.ทัศน์วรรณ รังรักษ์ศิริวร รวมทั้งตัวแทนวัยรุ่น ดังนั้นผู้สนใจสามารถไปร่วมรับฟังหรือแสดงความเห็นได้.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์  15 กันยายน 2556

พระประสงค์ ปริปุณโณ ‘รู้รักษาใจรอดเป็นยอดดี’ โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

bangkokbiznews130804_001เข้าพรรษาได้สองสัปดาห์แล้ว ‘กายใจ’ ชวนท่านผู้อ่านมาสนทนาธรรมสบายๆ กับพระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าชิคาโก สหรัฐอเมริกา ร่วมศึกษาศิลปะการเอาใจให้รอดในทุกสถานการณ์ ชวนกันมา ‘รู้สึกตัวเต็มๆ’ ที่นี่และเดี๋ยวนี้

ปัจจุบันพระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา จำพรรษาอาศรมน้อมสู่ใจ บ้านโป่งกระทิง ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ชวนมาขบคิดว่าเพียงวิธีการเดียวกันนี้จะช่วยให้ ‘ใจ’รอดได้จริงไม่ว่าฝนจะตกทั่วฟ้าหรือไม่ การเมืองจะวุ่นวายเพียงใด เศรษฐกิจจะฝืดขนาดไหนหรือไม่ อย่างไร

ดังวาทะของท่านที่ว่า”รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาใจรอด เป็นยอดดี”

กายใจ : ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับประวัติของท่านสักหน่อยว่าทำไมพระอาจารย์จึงบวช
พระอาจารย์ประสงค์ : แม่บนไว้ให้บวชสามเดือน บวชแล้วก็อยู่มาเรื่อย ไม่ครบสามเดือนสักที (ฮา) แม่บอกว่า เล็กๆ ป่วยบ่อย ก็เลยบนไว้กับพระธุดงค์ที่มาบิณฑบาตหน้าบ้านที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ตอนนั้นแม่จับใส่บาตร ยกให้เป็นลูกพระ พระท่านก็ฉีกจีวรมาพันข้อมือให้ แล้วบอกว่าพออายุครบให้บวชนะ ฝากให้โยมเลี้ยงด้วย หลังจากนั้นก็ไม่ป่วยอีกเลย ก็อยู่ดีมาตลอด พออายุครบ 20 ปี แม่ให้บวชก็ไม่บวช อายุ 21 ปีแม่ให้บวชก็ไม่บวช ไม่ชอบพระ ตอนนั้นดื่มเหล้า สูบบุหรี่วันละสองซอง อาตมาไม่ใช่คนดี อาตมาเมามาตลอด จนกระทั่งอายุ 22 ปี ทะเลากับแม่เรื่องจะให้บวชนี่แหละ บอกแม่ว่า แม่บนแม่ก็บวชสิ มาให้ผมบวชทำไม แต่ในที่สุดก็ยอมบวช

กายใจ : ก่อนที่พระอาจารย์จะบวชทำอาชีพอะไร

พระอาจารย์ประสงค์ : อาตมาเป็นตากล้องอิสระ ถ่ายรูป ที่บ้านเป็นร้านซ่อมนาฬิกาก็ทำเป็นอาชีพมาตลอดก่อนบวช เรียนทางด้านเทคนิคสิ่งทอ แต่เรียนไม่จบ เกเรนิดหน่อย พอดีญาติต้องการคนถ่ายรูปก็ไปช่วยญาติ พอไปช่วยก็เลยทำมาตลอด หลังจากนั้นก็มาเปิดร้านเอง เป็นช่างภาพอิสระ

 

กายใจ : พระอาจารย์ไปพบท่านพุทธทาสได้อย่างไร

พระอาจารย์ประสงค์ : ตอนบวชตั้งแต่พรรษาแรกๆ เจอหนังสือสวดมนต์แปลของสำนักสวนโมกข์ก็ประทับใจ ตอนหลังก็เดินทางไปที่สวนโมกข์ แล้วก็ไปจำพรรษาที่เกาะหาดทรายแก้ว จังหวัดสงขลา ซึ่งที่นั่นมีท่านมหาประทีปที่เคยอยู่สวนโมกข์มาสิบกว่าปี ท่านเลยพาไปกราบท่านพุทธทาสอยู่เรื่อยๆ ก็เลยได้ไปบ่อยๆ คำสอนท่านเป็นประโยชน์มาก อาตมาก็นำมาใช้กับชีวิต และเอามาบอกต่อ เวลาใครถามก็จะบอกว่า ท่านสอนไว้อย่างนี้

กายใจ : ขอถามถึงเกี่ยวกับศีลข้อสามในฐานพระสงฆ์
พระอาจารย์ประสงค์ : จะถามว่าครอบคลุมไปถึงการห้ามไปยุ่งกับนักบวชผู้ประพฤติพรหมจรรย์ไหม ผู้หญิงที่ตั้งใจไปสึกพระบาปไหม กับการที่พระสึกออกมาแต่งงานต่างกันอย่างไรใช่ไหม (หัวเราะ) ต้องดูว่าเขาทำอะไรเลยเถิดหรือเปล่า ถ้ารู้สึกพอใจประทับใจก็ธรรมดา ถ้าพระท่านไม่เล่นด้วยก็จบแค่นั้น แต่ถ้าพระรู้สึกประทับใจด้วย ก็คือ ถ้าคนไม่เข้าใจเรื่องกรรม มันพูดลำบาก ถ้าเป็นกรรมเก่า เขาอธิษฐานมาเจอกันล่ะ เรื่องนี้พิสูจน์ไม่ได้ โยมสังเกตดูว่า บางคนเจอปั๊ปถูกชะตาเลย บางคนเห็นหน้าก็ไม่ถูกชะตาแล้ว มันเป็นอะไรละ มันเป็นอะไรดี เราเกลียดจมูก เกลียดปาก หรือเกลียดรูปร่างเขา มันไม่มีเหตุผล หลวงพ่อชา สุภัทโทท่านจึงบอกว่า บางเรื่องมันนอกเหตุเหนือผล ทีนี้ถ้าคนไม่เคยเจอกับตัวไม่รู้

คนที่ยังไม่เจอบุพเพสันนิวาสไม่มีทางรู้ แต่ถ้าเจอ และเขาไม่อยากทำผิดศีล ผิดธรรม ก็ไม่ได้เสียหายอะไร อย่างอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ท่านก็สึกไปมีครอบครัวทำประโยชน์แก่พระศาสนามหาศาล อาจารย์วศิน อินทสระก็สึกไปทำประโยชน์เยอะ หลายคน เพราะฉะนั้น มันอยู่ที่ว่าเขาสึกไปแล้ว เป็นคนมีศีล หรือคนไม่มีศีล ถ้าเขาสึกไปเป็นฆราวาสที่ดีก็ไม่เสียหาย ดีกว่าเป็นพระที่ชั่ว บางรูปทำไม่ดี ยังไม่ยอมสึกก็มี

อีกตัวอย่างหนึ่ง โยมคนหนึ่ง อาตมาไปเจอที่เยอรมัน เป็นผู้หญิง คนนี้เก่งมาก ไม่เคยมีความรัก แต่ต้องไปแต่งงานกับฝรั่งเพื่อหาเงินส่งมาทางบ้าน เธอไม่รู้ว่า ความรักเป็นอย่างไร ไม่เคยมีความรัก แต่ถ้าไม่แต่งงานอยู่เยอรมันไม่ได้ ก็เลยแต่งงาน พอแต่งไปก็ทำงานอย่างเดียว พอกลับไปบ้าน วันหนึ่งสามีพาผู้หญิงอื่นมานอน พอเธอเห็นก็โอ้ สาธุ ดีอกดีใจ เรียกผู้หญิงคนนั้นเป็นน้องเลย ชวนมาอยู่ด้วยกัน เธอช่วยดูแลสามีฉันหน่อย แล้วฉันจะดูแลเธออย่างดี สามีก็งง ผู้หญิงคนนั้นก็งง แล้วเธอก็ขอทำงานส่งเงินให้ที่บ้านต่อ นี่คือเรื่องของคนไม่เคยมีความรัก

แต่อยู่ดีๆ วันหนึ่ง มีพระจากเมืองไทยไปที่นั่น ก่อนไปครูบาอาจารย์ก็เตือนพระว่าระวังนะ นางฟ้าเยอรมัน มันแรง พระรูปนี้ก็ไม่สนใจ พอบวชก็ลาออกจากงาน ตั้งใจบวชเต็มที่ก็อยู่สิบกว่าพรรษา พอไปที่เยอรมัน ผู้หญิงคนนี้เข้าวัดเข้าวาตลอด ก็ไปรับที่สนามบิน พอไปเจอแค่นั้นเอง ขาอ่อนเดินไม่ได้เลย ฝ่ายผู้หญิงก็ตกใจทำไมเป็นอย่างนี้ ใจเต้นแรงตุบตับๆ อยู่อย่างนั้นเอง พระรูปนั้นก็จ้องมาทางผู้หญิง แกก็ดู สายตาพระก็แปลกๆ แต่แกเป็นคนกล้าก็เข้าไปถามพระตรงๆ พระเป็นแบบโยมหรือเปล่า โยมพอเห็นหน้าท่าน ใจมันเต้น ตกใจ มือสั่นไปหมดเลย ทำไมเป็นแบบนี้ แล้วท่านเป็นไงบ้าง

พระรูปนั้นไม่กล้าพูดปดก็บอกว่า อาตมาก็เป็น ด้วยความที่ผู้หญิงคนนั้นเคารพอาตมา ตอนนั้นอาตมาอยู่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา ผู้หญิงก็โทรฯหาอาตมา ทำไงดี ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ไม่เคยเชื่อเรื่องบุพเพสันนิวาส ตอนนี้มาเจอกับตัวเองแล้ว มีความรู้สึกทุกข์ทรมานมากเลย วันๆ อยากจะใกล้ชิด อยากเห็นหน้า จนกระทั่ง แกฝืนไม่กล้าไปวัด แต่ก็สู้กับความรู้สึกตลอด ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

อาตมาก็บอกว่า ไปวัดได้ ไม่เป็นไร อาตมาขออย่างเดียว อย่าอยู่กันสองต่อสองแค่นั้นเอง ก็ถ้าคนไม่อยู่สองต่อสองมันจะไปทำอะไรกันได้ มันก็จบ อาตมาก็บอกให้รับปากนะ มันผิดพระวินัย แล้วจะทำให้พระผิดวินัยด้วย แล้วคนก็จะมองภาพพจน์เราในทางที่เสียด้วย เธอก็รับปากอาตมา ได้ค่ะ

หลังจากนั้นผู้หญิงคนนี้ก็ไปวัดทำบุญปกติ ออกพรรษา พระรูปนี้ก็กลับเมืองไทย กลับไปก็ไปลาพระอุปัชฌาย์ ลาพ่อ ลาแม่ บอกว่า เจอเนื้อคู่ ไม่เคยคิดว่าจะเจออย่างนี้มาก่อน พอเจออย่างนี้พระเขารู้สึกว่า จิตไม่บริสุทธิ์แล้วไม่สามารถอยู่อย่างนี้ได้ ก็เลยสึกไปช่วยงานพ่อแม่ ฝ่ายผู้หญิงทำงานแล้วก็กลับบ้านไปแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ มีความสุข รักษาศีลห้าปกติ พอวันพระก็รักษาศีลแปดทั้งสามีภรรยา ก็เป็นคู่ที่เป็นแบบอย่างที่ดี

ตัวอย่างแบบนี้มีเยอะ พระบางรูปมาบอกอาตมาว่า อธิษฐานว่า จะบวชตลอดชีวิต อาตมาบอกว่า อย่าไปอธิษฐานอย่างนี้ ควรจะอธิษฐานว่า จะไม่ทำให้ผ้าเหลืองสกปรก อย่าทำให้ศาสนามัวหมอง อย่าทำให้ศาสนาเสียหาย ผมขอแค่นี้แหละ ถ้าท่านไปอธิษฐานไม่สึก เดี๋ยวถ้ามันเกิดปัญหาอะไรขึ้นจะอยู่ก็อยู่แบบสกปรก จะสึกก็ไม่กล้าสึกเพราะกลัวสัจจะที่ตั้งไว้

 

กายใจ : เราจะตอบคำถามเหตุและผลเรื่องความถูกต้องกับความรักอย่างไร

พระอาจารย์ประสงค์ : อย่างโยมคนหนึ่ง แกรูปหล่อ มีสาวๆ มาติดแกเยอะ เป็นพ่อเลี้ยงอยู่ทางภาคเหนือ อาตมาธุดงค์ขึ้นไปแล้วไปเจอกัน แกแต่งงาน เราก็ถามว่า เป็นอย่างไร ชีวิตแต่งงาน แกบอกว่า ไม่เคยคิดจะแต่งงานเลย แต่ผู้หญิงเข้ามาอยู่ประจำ คนนั้นคนนี้เข้ามาชอบอยู่เรื่อย ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่อยากผิดศีลห้า เพราะสมาทานไว้ตลอด ในที่สุดก็เดินไปหาพ่อของผู้หญิงคนหนึ่งขอลูกสาว ผู้หญิงก็หน้าตาธรรมดา แล้วก็แต่งงานกัน หลังจากแต่งงาน แกก็ใช้ชีวิตครอบครัวธรรมดา มีลูกคนหนึ่ง เวลาใครมายิ้ม ทำท่าทำทางอะไร แกจะบอกว่า ผมแต่งงานมีลูกแล้วครับ ก็จบอย่างนั้นมาตลอด

จนกระทั่งผู้ชายคนนี้มีโอกาสไปอินเดีย อยู่ดีๆ ไปเจอผู้หญิงคนหนึ่ง เห็นปั๊ปรักทันที ซึ่งแกบอกว่า ศีลห้า แกสุดยอด พอไปเจอตรงนั้น แกก็มาเล่าให้ฟังว่า เจอปั๊ปมันเข่าอ่อนเลย ผู้หญิงคนนี้ก็เหมือนกัน เจอปุ๊ปก็รักปั๊ปเหมือนกัน ทั้งสองคนหน้าตาคล้ายกันมาก พอดีไปทัวร์ด้วยกัน แล้วภรรยาเขาไม่ได้ไปด้วย เขาไปอินเดียคราวนั้นก็เลยได้สนิทกับผู้หญิงคนนี้ คนเห็นก็ถาม แฟนคุณน่ารักจัง หน้าเหมือนกันเลย เป็นน้องหรือเปล่า คือมันประทับใจ และคิดว่าชาตินี้ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกันไม่ได้ กลับไปเมืองไทย ไปขอภรรยาตัวเองว่า ขอมีอีกคนหนึ่ง ภรรยาเงียบ ไม่ได้พูดอะไร ขณะที่ตอนที่คุยกับผู้หญิงคนนั้นก็ยังบอกไปเลยว่า ผมมีภรรยา มีลูกแล้วนะครับ ก็ยังเป็น เห็นไหม นี่คืออะไรล่ะ

ดีที่ทั้งสองคนไม่ยอมผิดศีลห้า แต่ใกล้ชิดกันมีความสุข ถูกเนื้อถูกตัวมีความสุข คือไปไหนก็เกาะแขนกัน มีความสุขมาก อยู่ดีๆ วันหนึ่งปึ๊ง มันหยุดไปเฉยๆ ไอ้ความรู้สึกมันหายไปเลย พอเจอกันก็เหมือนเป็นญาติกัน คือวิบากกรรมมันจบอยู่แค่นั้น ปัจจุบันครอบครัวเขาก็อยู่กันปกติ แต่ช่วงนั้นเขาบอกอาตมาว่ามันทรมานมาก

 

กายใจ : คนเดี๋ยวนี้ไม่รู้สึกกับกฎแห่งกรรมว่ามีจริงใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ประสงค์ : น้องแม่ของอาตมา เมื่อก่อนไม่เคยสนใจบาปกรรม โยมพ่ออาตมาชอบทำหนังสติ๊กให้เล่น ทำที่ตกปลาให้เล่น แล้วน้าเจอลูกนกตกอยู่ที่พื้น จับขึ้นมาดูเห็นขามันหักอยู่ มองไปมองมาจะทำอย่างไรดี มองขึ้นไปบนต้นไม้เห็นรังนก แกก็เลยปีนขึ้นไปวาง พอเอาขึ้นไปก็เจอลูกนกอีกตัวหนึ่ง ก็เอ๊ะมีอยู่อีกตัว ไม่ได้คิดอะไรก็เอาไปวาง วางเสร็จกลับบ้าน สามสี่วันผ่านไป ก็เอ๊ะเป็นไงนะ ลูกนกโตหรือยัง แกเลยปีนขึ้นไปดู แล้วจับลูกนกมาดูก็ เอ๊ะ ตัวนี้ขาดีแสดงว่าไม่ใช่ จับอีกตัว เอ๊ะนี่ก็ขาดี อยากรู้นกรักษาขาอย่างไร แกก็เลยจับลูกนกหักขาทั้งสองข้างเลย แล้วปล่อยไว้ในรัง พอกลับบ้านข้ามถนนโดนรถชนเปรี้ยงขาหักจนถึงปัจจุบันนี้ โชคดีที่ขาหักข้างเดียว หลังจากนั้นแกก็เลยไม่กล้าทำอย่างนี้อีก

แต่กรรมมันไม่ได้เห็นทันตาอย่างนี้ทุกคนไป และไม่สามารถพิสูจน์ได้ คนก็เลยไม่เชื่อ แต่ถ้าคนเขาเคยเจอเรื่องกรรมตรงนี้ปั๊ป เขารู้เลย

กายใจ : ยิ่งปัจจุบันคนชอบเพ่งโทษ และมองว่าความผิดอยู่ที่คนอื่นใช่ไหม

พระอาจารย์ประสงค์ : หลายคนว่าคนไม่ค่อยมองว่าปัญหาทุกอย่างมีเหตุ-ปัจจัย และอาจมาจากตัวเอง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากทัศนคติของคนที่ชอบจับผิดกัน ชอบเพ่งโทษ คือ มองแต่ในแง่ร้าย วิธีการแก้ก็คือ ให้เปลี่ยนจากจับผิดเป็นจับถูก เปลี่ยนจากเพ่งโทษเป็นเพ่งคุณ ตั้งชมรมชมกันเองบ้าง ครอบครัวก็จะน่าอยู่ ที่ทำงานก็น่าทำ จิตใจเราก็จะมีความสุข

ตอนนี้รู้สึกว่าดัชนีความสุขในใจคนมันหายไป เราต้องมองให้เห็นว่า เพราะชีวิตคนมันสั้น แค่ลมหายใจเข้าออกนี่เอง ถ้าหายใจเข้าไม่ออกก็ตาย หายใจออกไม่เข้าก็ตาย วันๆ หนึ่งคนมันตายแปดร้อยกว่าคนทุกวัน ตอนนี้ที่เราไม่รู้สึกอะไร เพราะเราไม่ได้เข้าไปร่วมในการตายในนั้น ไม่มีญาติที่ตาย พอวันไหนที่ญาติเราตายเราก็วูบทีหนึ่ง เราต้องพิจารณาตรงนี้ให้มากๆ

เราต้องมองให้ออก ปัญหาระดับประเทศอย่างเช่น อาร์เจนติน่า ล้มเหลวเพราะอะไร เขมรล้มเหลวเพราะอะไร เกาหลีล้มเหลวเพราะอะไร เพราะการทะเลาะกันในประเทศชาติ เราสามารถที่จะเอาความผิดพลาดของคนอื่นมาพัฒนาตนเองโดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปผิดพลาดเอง แต่ตอนนี้ รู้สึกว่า เรากำลังเริ่มหลงทางกัน เราใช้สื่อสาธารณะกันไปในทางเพ่งโทษกันเองมาก ถ้าเราหันกลับมาดูตัวเรา เราจะเพ่งโทษคนอื่นน้อยลง แต่ก็ยังโชคดีว่าบางคนยังมีปัญญาที่จะเข้าใจในสิ่งนี้อยู่
เข้าพรรษาแล้วปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันอย่างไรดี ทำศีลห้าให้บริสุทธิ์ก็ปิดอบายภูมิแล้ว

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 4 สิงหาคม 2556

อานุภาพความรัก ทนกับความเจ็บปวด

นักวิทยาศาสตร์พบอานุภาพของความรักอีกอย่างหนึ่งว่าสามารถทำให้ทนกับความเจ็บปวดทรมานได้

นักวิจัยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐฯ ได้ทดลองกับนักศึกษาชาย 15 คน ด้วยการทำให้รู้สึกเจ็บ ในขณะที่ให้ดูรูปภาพของคนรักไปด้วย พร้อมกับใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สนามแม่เหล็กไฟฟ้า ที่สามารถแสดงให้เห็นภาพส่วนต่างๆของสมอง ในการวิเคราะห์พวกเขาได้พบว่านักศึกษาสามารถทนกับความเจ็บปวดเมื่อได้เห็นภาพของคนรักได้สูงกว่าธรรมดา

นักวิจัยยังได้รู้ว่าอานุภาพของความรักทำให้สมองหลายส่วนแสดงปฏิกิริยาขึ้นอย่างคึกคัก ตั้งแต่ส่วนที่เกี่ยวกับการสร้างสารเคมีโดปามีน  อันเป็นสารที่บันดาลให้เกิดความรู้สึกเป็นสุข

ศาสตราจารย์ปอล กิลเบิร์ท อาจารย์ด้านประสาทและจิตเวช มหาวิทยาลัยดาร์บี้ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของสภาวะอารมณ์กับความรู้สึกเจ็บปวดเห็นได้ไม่ยาก เหมือนอย่างที่นักฟุตบอล แม้จะได้รับบาดเจ็บ ก็ยังแข็งใจเล่น เพื่อชื่อเสียงและชัยชนะของทีม.

ที่มา : ไทยรัฐ 19 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

bbc101014_001

Love can ease pain, say brain researchers

14 October 2010

Love hurts, at least according to many a romantic songwriter, but it may also help ease pain, US scientists suggest.

Brain scans suggest many of the areas normally involved in pain response are also activated by amorous thoughts.

Stanford University researchers gave 15 students mild doses of pain, while checking if they were distracted by gazing at photos of their beloved.

The study focused on people early in a romance, journal PLoS One reported, so the “drug of love” may wear off.

The scientists who carried out the experiment used “functional magnetic resonance imaging” (fMRI) to measure activity in real-time in different parts of the brain.

It has been known for some time that strong feelings of love are linked to intense activity in several different brain regions.

These include areas linked to the brain chemical dopamine, which produces the brain’s feel-good state following certain stimulants – from eating sweets to taking cocaine.

“Light up”

The Stanford University researchers had noticed that when we feel pain, some of the same areas “light up” on the scans – and wondered whether one might affect the other.

They recruited a dozen students who were all in the first nine months of a relationship, defined as “the first phase of intense love”.

Each was asked to bring in a picture of the object of their affection and photos of what they deemed an equally attractive acquaintance.


It’s important to recognise that people who feel alone and depressed may have very low pain thresholds, whereas the reverse can be true for people who feel secure and cared for”

Professor Paul GilbertUniversity of Derby

While their brains were scanned, they were shown these pictures, while a computer controlled heat pad placed in the palm of their hand was set up to cause them mild pain.

They found that viewing the picture of their beloved reduced perceptions of pain much more than looking at the image of the acquaintance.

Dr Jarred Younger, one of the researchers involved, said that the “love-induced analgesia” appeared to involve more primitive functions of the brain, working in a similar way to opioid painkillers.

“One of the key sites is the nucleus accumbens, a key reward addiction centre for opioids, cocaine and other drugs of abuse.

“The region tells the brain that you really need to keep doing this.”

Professor Paul Gilbert, a neuropsychologist from the University of Derby, said that the relationship between emotional states and the perception of pain was clear.

He said: “One example is a footballer who has suffered quite a painful injury, but who is able to continue playing because of his emotionally charged state.”

He added that while the effect noticed by the Stanford researchers might only be short-lived in the early stages of a love affair, it may well be replaced by something similar later in a relationship, with a sense of comfort and wellbeing generating the release of endorphins.

“It’s important to recognise that people who feel alone and depressed may have very low pain thresholds, whereas the reverse can be true for people who feel secure and cared for.

“This may well be an issue for the health service, as patients are sometimes rushed through the system, and perhaps there isn’t this focus on caring that might have existed once.”

SOURCE : www.bbc.co.uk

รักอย่างไรให้ใจสุข

“ความรัก” ไม่เพียงทำให้มนุษย์สัมผัสกับความสุขเปี่ยมล้น แต่มุมหนึ่งก็นำความเจ็บปวดมาให้หลาย ๆ คนได้เช่นกัน แล้วจะรักอย่างไรให้ใจสุข?

อาจารย์หยกฟ้า อิศรานนท์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งน่าสนใจ โดย ด็อกเตอร์มาโดกะ จากยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ลอนดอน ที่โกลด์สมิธส์ ซึ่งคิดเรื่องไมเคิลแองเจโลเอฟเฟค เป็นแนวคิดเกี่ยวกับความรัก เขาบอกว่าคู่รักจะมีความสุข ประสบความสำเร็จในความรัก ปัจจัยหนึ่งคือการช่วยเหลือซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน ให้ต่างฝ่ายต่างไปสู่ความสำเร็จอย่างที่ตั้งไว้

“แม้ความต้องการจะต่าง แต่ซัพพอร์ตกันได้ ซึ่งก็ต้องเกิดขึ้นจากความเข้าใจ และยอมรับด้วย หากบางคนรู้สึกว่าทำไมคนรักเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ก็ต้องมานั่งถามตัวเองว่าเราไม่ยอมรับเพราะอะไร ยังติดกรอบความคิดว่าเขาต้องเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็นอยู่หรือเปล่า ถ้าติดอยู่แค่นั้น นั่นเพราะเรารักตัวเองมากกว่ารักคนอื่นหรือไม่?

หัวใจสำคัญของความรักอีกประเด็นหนึ่ง คือ ความไว้ใจ โดยงานวิจัยบางชิ้นบอกว่าสำคัญมากกว่าความรักอีก อย่างหลายคู่เวลาที่มีความสัมพันธ์ในระยะยาว บางทีไม่ต้องมานั่งบอกรักกันทุกวัน แต่ยึดหลักเชื่อใจกัน ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ค่อยมี ถ้าคอยระแวงปัญหามักเกิดขึ้นได้ง่าย

นอกจากนั้น ยังรวมถึงการให้เกียรติ เคารพตัวตนของกันและกัน เอาใจเขามาใส่ใจเราโดยตัดอารมณ์ และอคติออก แล้วพยายามมองปัญหาคืออะไร ถ้ารู้สึกโกรธกับพฤติกรรมคู่รัก หรือ แฟน แล้วไม่สามารถระงับอารมณ์โกรธได้ ควรรอให้ตั้งสติกันได้ก่อนแล้วค่อยคุยกันด้วยเหตุผล

บวกด้วยการสื่อสารที่ดี ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นบอกว่าสำคัญ ช่วยให้ความสัมพันธ์ไปรอด โดยคำพูดเชิงบวกที่เป็นกำลังใจ หรือ ส่งเสริมความรู้สึกดี ๆ ควรเกิดขึ้นในฐานะที่เป็นผู้พูด ขณะเดียวกัน เมื่อเป็นผู้ฟัง ก็ตั้งใจฟังอย่างไม่มีอคติ ไม่ควรด่วนขัด หรือ ตัดสินก่อนอีกฝ่ายยังระบาย หรือ กล่าวถึงเรื่องคับข้องใจไม่จบ ซึ่งตรงข้ามกับขาดการสื่อสาร ซึ่งอุปสรรคมักจะเกิดขึ้น เพราะไม่รู้ว่าต่างฝ่ายต้องการอะไร”

ใช้พลังทางบวกแห่งรักอย่างเข้าใจ “เขา และเรา” ความรักก็เป็นเรื่องอภิรมย์ได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา:เดลินิวส์ 10 กรกฎาคม 2555