รับมือสภาวะ ‘เครียด’ แผ่นดินไหว วัดระดับความกังวล รู้อาการป้องกันได้

dailynew1405 11_01จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวทางภาคเหนือของประเทศไทย ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยและประชาชนผู้ติดตามข่าวสารจากโทรทัศน์ โซเชียลมีเดีย และช่องทางอื่น ๆ หลายรายการ ทำให้เสพข่าวสารซ้ำไปซ้ำมาแล้วอาจเกิดความเครียด ไม่สบายใจ หรือวิตกกังวลใจกลัวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับตัวเอง โดยที่ไม่ทราบวิธีการรับมือ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายแพทย์จิตริน ใจดี จิตแพทย์ศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ แนะนำว่า ความวิตกกังวลนั้นเป็นสภาวะที่พบได้ในคนทั่วไปที่กำลังเผชิญกับความเครียดและหลาย ๆ ครั้งหากมีความวิตกกังวลเกิดขึ้นบ้างในระดับที่ไม่มากเกินไปจะช่วยให้คนคนนั้นมีแรงกระตุ้นให้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้สำเร็จ แต่ในทางกลับกันหากพบว่าความวิตกกังวลนั้นมีมากเกินไปย่อมส่งผลเสียตามมาได้

ระดับความวิตกกังวลที่มีมากเกินไปแบ่งเป็นระดับได้ดังนี้ คือ ความวิตกกังวลมากเกินกว่าที่จะอธิบายได้ด้วยความเครียดที่มากระตุ้น ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมาก ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ แม้สิ่งกระตุ้นจะหมดไปแล้ว และความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นทำให้รบกวนกิจวัตรประจำวันและหน้าที่การงานต่าง ๆ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นจากการที่มีความวิตกกังวลที่มากเกินย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านจิตใจและร่างกาย

การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายมีอาการ เช่น ใจสั่น เจ็บแน่นหน้าอกจนบางครั้งคิดว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจหรืออาจมีอาการหายใจไม่อิ่ม หายใจขัด เหงื่อแตก ตัวเย็น ตัวสั่น รู้สึกคลื่นไส้ ปั่นป่วนในท้องอยากจะอาเจียน วิงเวียน เหมือนจะเป็นลม ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นเฉพาะช่วงที่เครียดหรืออาจจะเป็นอยู่นานแม้ความเครียดจะหายไปแล้วก็ตาม แต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกันไป ส่วนการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจก็อาจจะกลายเป็นคนไม่มีความสุข มีอาการย้ำคิดย้ำทำ หรือต้องคอยหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่จะทำให้เกิดความเครียดอยู่ตลอดเวลา ทำให้ใช้ชีวิตได้ลำบากขึ้น

วิธีการกำจัดความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นเนื่องจากข่าวแผ่นดินไหวนั้น อันดับแรกเลยคือ ตื่นตัวได้แต่ต้องไม่ตื่นตระหนก และควรรู้ตัวว่ากำลังวิตกกังวลอยู่ ซึ่งการที่มีสติและรับรู้อารมณ์ของเรานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สังเกตง่าย ๆ เช่น เริ่มหายใจเร็วขึ้น รู้สึกใจเต้นแรงขึ้น มีเหงื่อออก มีอาการปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ หรือเริ่มมีความคิดวกวนอยู่กับปัญหาแต่ไม่รู้จะหาทางแก้ไขได้อย่างไร หรือมีอาการย้ำคิดทำนองว่าเรื่องร้าย ๆ กำลังจะเกิดขึ้นกับตนเองและคนใกล้ชิด การมีสติที่ดีจะช่วยให้รับรู้และเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่า “เรากำลังกังวลเรื่องอะไร” ซึ่งจะสามารถทำให้หาวิธีมาผ่อนคลายความกังวลได้ตรงจุดมากขึ้น

นอกจากนี้การมีสติยังช่วยระงับพฤติกรรมอันตรายต่าง ๆ ที่อาจทำออกไปโดยไม่ได้ไตร่ตรอง หรือทำไปโดยความตกใจและจะทำให้เกิดอันตรายตามมา เช่น กลัวว่าแผ่นดินไหวแล้วอาคารจะถล่มลงมาทับตนเอง จึงรีบวิ่งหนีออกไปที่ถนนโดยไม่ได้ดูให้ดีเสียก่อน ทำให้ถูกรถชนจนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต หรือรีบวิ่งหนีออกจากอาคารโดยลืมปิดเตาแก๊ส ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าเดิม เป็นต้น

อันดับต่อมาคือ เตรียมพร้อมทั้งกายและใจ ในภาวะที่ต้องเผชิญกับความเครียด หากใครเป็นผู้ประสบภัย เมื่อได้หลบมาอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว ควรหาโอกาสให้ร่างกายได้พักผ่อนบ้าง ถ้าต้องอดนอน อดอาหารนาน ๆ หรือร่างกายโดนใช้งานอย่างหนักอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและยิ่งทำให้ความวิตกกังวลมากขึ้นด้วย ส่วนการเตรียมพร้อมทางใจเผื่อเผชิญกับความ เครียด เช่น หากรู้ตัวว่าตนเองกำลังอยู่ในภาวะเครียด วิตกกังวล ควรเริ่มจากการค่อย ๆ พยายามผ่อนคลายตัวเองก่อน โดยใช้เทคนิคง่าย ๆ สามารถทำได้ด้วยตนเอง ได้แก่ การควบคุมให้ตัวเองหายใจเข้าออกลึก (Deep breathing exercise) เป็นจังหวะช้า ๆ ระหว่างทำให้มีสติรับรู้การหายใจของตัวเองอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ยังมีการคลายเครียดด้วยการเกร็งและคลายกล้ามเนื้อ (Progressive muscle relaxation) โดยจะให้เกร็งกล้ามเนื้อก่อนแล้วจึงปล่อยคลาย ให้เกร็งแล้วคลายกล้ามเนื้อทีละส่วน ๆ ค่อย ๆ ทำไปจนครบ หากปฏิบัติได้ถูกต้องจะช่วยลดระดับความเครียดและความวิตกกังวลลงทำให้เรารู้สึกสบายขึ้นได้ หลังจากที่ความเครียดค่อย ๆ ลดลงแล้วควรคิดเชิงบวกว่าที่ผ่านมาเคยจัดการความเครียดแบบนี้ได้อย่างไร ปัญหาเช่นนี้หรือยากกว่านี้ที่ผ่านมาเราเคยเจอมาแล้วและในครั้งนี้จะพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อให้มันผ่านพ้นไป เป็นแนวทางส่งเสริมให้แก้ปัญหาและเผชิญปัญหาได้ดีขึ้น ส่วนการติดตามข่าวสารต่าง ๆ โดยใช้วิจารณญาณ การศึกษาแนวทางการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวจะช่วยให้มีความพร้อมและตื่นเต้นน้อยลงเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์จริง ๆ

และอันดับสุดท้ายต้อง ปล่อยวาง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วล้วนไม่สามารถย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนแปลงได้ คง จะมีแต่จิตใจของคนคนนั้นที่พอจะเปลี่ยน แปลงหรือเยียวยาให้ดีขึ้นได้ ซึ่งการคิดแบบยึดติดกับอดีต หรือโทษตัวเองนั้นไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น แต่กลับทำให้โศกเศร้าเสียใจและเกิดความวิตกกังวลยาวนานขึ้น จนบางครั้งอาจถึงขั้นเจ็บป่วยหรือเป็นโรคซึมเศร้าได้ หากใครที่ไม่สามารถควบคุมความวิตกกังวลได้เลยหรือมีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วยควรไปพบจิตแพทย์เพื่อพูดคุยถึงแนวทางการผ่อนคลายความเครียดหรือรับการรักษาจะช่วยบรรเทาอาการที่เป็นอยู่ได้

ถึงแม้ว่าการยอมรับสภาพปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงจะไม่สบายใจและเป็นทุกข์ แต่ก็เป็นแค่ช่วงแรกเท่านั้น หากเราสามารถปรับตัวหรือมีช่องระบายความเครียด เช่น พูดคุยกับคนอื่นและได้รับความช่วยเหลือที่จำเป็น ในที่สุดแล้วก็จะค่อย ๆ ผ่านวิกฤติปัญหาไปได้อย่างเหมาะสมและจะทำให้เรามีภูมิคุ้มกันความเครียดติดตัวไว้เป็นเครื่องป้องกันจิตใจต่อปัญหาต่าง ๆ ที่ต้องเผชิญในอนาคต.

ที่มา: เดลินิวส์ 11 พฤษภาคม 2557

Advertisements

คนยิ่งสูงวัย ยิ่งสุข ยิ่งแก่ยิ่งใกล้สวรรค์

thairath130603_001การศึกษาครั้งล่าๆกลับพบว่าคนเรายิ่งมีอายุกลับยิ่งมีความสุขมากขึ้น เพราะสามารถรับมือกับอารมณ์เสียต่างๆ อย่างเช่น ความโกรธ และความวิตกกังวลได้ดีขึ้น

การศึกษาได้เปิดเผยให้รู้ว่าคนเป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุ จะไม่ค่อยรู้สึกโกรธ และเดือดเนื้อร้อนใจ ในชีวิตประจำวันน้อยกว่าคนเป็นผู้ใหญ่ที่วัยอ่อนกว่ากัน ผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นความขัดกัน ขณะที่ผู้สูงวัย แม้ว่าความแข็งแกร่งของร่างกายจิตใจจะเสื่อมถอยลง แต่กลับมีความสุขมากกว่าคนเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน หรืออายุอ่อนกว่า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไอริส มอส หัวหน้าทีมวิจัย มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า “การยอมรับนับว่าเป็นเคล็ดสำคัญ มันดูเหมือนว่าผู้สูงวัยจะใช้มันมากกว่าคนอายุน้อยกว่า นับเป็นความสุขุมคัมภีรภาพอย่างหนึ่ง”

แต่พวกเขาก็ยอมรับว่ายังไม่เข้าใจว่าผู้สูงวัยกลับรับมือกับอารมณ์เสียของตนได้

ดีกว่าผู้ที่วัยอ่อนกว่าอย่างไร แต่คิดว่าอาจเป็นเพราะเมื่อเรามีวัยวุฒิสูงขึ้น ก็ย่อมเคยผ่านเหตุการณ์ในชีวิต ที่ไม่อาจจะควบคุมได้ อย่างเช่น การเจ็บป่วยและการตายของคนที่ตนรักมามากขึ้น ย่อมมองออกว่าป่วยการที่จะพยายามควบคุมเรื่องเหล่านี้ และเห็นเป็นสิ่งซึ่งจำต้องยอมรับมันไว้.

 

ที่มา : ไทยรัฐ 3 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

livescience130529_001

Why Older Adults Are Happier

Rachael Rettner, MyHealthNewsDaily Senior Writer

Date: 29 May 2013

WASHINGTON — People tend to get happier as they age, and a new study could explain why: Older adults may be better able to deal with negative emotions like anger and anxiety.

In the study, older adults were less likely than younger adults to feel angry and anxious in their everyday lives, as well as when they were asked to perform a stressful task.

In addition, older adults scored higher on a test designed to measure how well participants accept their negative emotions. The researchers call this trait “acceptance,” or a tendency to be in touch with rather than avoid negative emotions.

The results may explain a paradox that’s been seen in many other studies: Despite declines in physical and mental health, older adults are happier than young or middle-age adults. [5 Reasons Aging Is Awesome]

Younger people could take advantage of the findings to experience more happiness well before they grow old, said study researcher Iris Mauss, a psychologist and assistant professor at the University of California, Berkeley.

“Acceptance is good for anyone,” Mauss said. “It just seems to be the case that older people use it more than younger people. They’re sort of wise to it.”

The study involved 340 adults ages 21 to 73 who rated their anger and anxiety levels each day over a two-week period, and before and after they were required to give an on-camera speech with little time to prepare.

Participants also rated statements to gauge their level of emotional acceptance, such as “I tell myself I shouldn’t be feeling the way that I’m feeling,” and “I think some of my emotions are bad or inappropriate and I shouldn’t feel them.” (Participants who said that these statements were “very often true” would be considered to have lower acceptance.)

The researchers don’t know why the ability to accept negative emotions gets better with age. But one idea is that, as people grow old, they experience more life events that are out of their control, such as disease and the death of loved ones. With more of these life experiences, people may learn that it is futile to try to control such events, and that there are things that they need to accept, Mauss said.

The study was presented here at the annual meeting of the Association for Psychological Science on May 24. It was published in the April issue of the Journal of Personality and Social Psychology.

SOURCE : www.livescience.com

Biofeedback นวัตกรรมกำจัดความเครียด

Credit : thatmword.com

Credit : thatmword.com

ความเครียดแม้เพียงเล็กน้อยในชีวิตประจำวันก็สามารถก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพได้ เพราะความเครียดสะสมจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของการทำงานภายในร่างกายหลายๆ อย่าง และทำให้ระบบควบคุมตนเองเสียไป ฉะนั้น การควบคุมหรือบริหารจัดการกับความเครียดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม หรือถ้าคิดไม่ออกก็สามารถปรึกษาแพทย์ได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันมีนวัตกรรมการกำจัดความเครียดที่เรียกว่า Biofeedback เป็นตัวช่วย

จากข้อมูลของคลินิกปวดศีรษะ โรงพยาบาลพญาไท 1 ระบุว่า Biofeedback เป็นเครื่องตรวจวัดความไม่สมดุลของการทำงานภายในร่างกาย ด้วยการฝึกให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมร่างกายของตนเอง เพื่อสร้างสมดุลภายในร่างกาย ทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น การใช้เครื่อง Biofeedback จะทำให้เราสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายที่ปกติเราจะไม่สามารถมองเห็นหรือควบคุมได้ เช่น การตึงตัวของกล้ามเนื้อ อุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต อัตราชีพจรและคลื่นสมอง รวมทั้งทำให้สามารถเรียนรู้ที่จะควบคุมความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ได้

Biofeedback เป็นการรักษาที่ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องทานยา ไม่ต้องฉีดยา และไม่ต้องผ่าตัดใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นสิ่งสำคัญที่จะฝึกให้ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะควบคุมร่างกายตนเอง ให้ตอบสนองต่อความเครียดและความเจ็บปวดอย่างเหมาะสมได้ อาทิ แพทย์จะพบบ่อยๆ ว่า ในผู้ป่วยที่มีความเครียดและวิตกกังวลเรื้อรังมักจะหายใจเร็วและตื้น ทำให้เกิดการขาดออกซิเจนในเลือด และจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการวิตกกังวลมากขึ้น การใช้ Biofeedback จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการเครียดในอนาคตได้ และอาการปวดศีรษะเป็นอาการสำคัญอีกอย่างหนึ่งของความเครียดสะสม มักพบร่วมกับการมีความตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณคอและบ่าเพิ่มขึ้น เครื่อง Biofeedback จะแสดงให้เห็นถึงความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฝึกควบคุมเพื่อลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อเหล่านั้นได้

ไมเกรนเป็นอาการปวดศีรษะอีกประเภทหนึ่ง ที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของหลอดเลือด ซึ่งอาการมักดีขึ้นหลังการฝึกควบคุมอุณหภูมิมือด้วยเครื่อง Biofeedback การเรียนรู้ที่จะเพิ่มอุณหภูมิมือด้วยการทำให้หลอดเลือดที่ฝ่ามือขยายตัว จะช่วยลดปริมาณเลือดที่ไปที่ศีรษะ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดไมเกรนได้ เมื่อผู้ป่วยได้รับการฝึกด้วยเครื่อง Biofeedback ไปเรื่อยๆ ผู้ป่วยก็จะสามารถเรียนรู้วิธีการควบคุมอาการและร่างกายของตนเองได้ดีขึ้น จนในที่สุดผู้ป่วยก็จะสามารถควบคุมร่างกายได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่อง Biofeedback อีกต่อไป

ในปัจจุบันมีการนำเครื่อง Biofeedback มาใช้ในการรักษาภาวะต่างๆ มากมาย ได้แก่ อาการปวดศีรษะไมเกรน อาการปวดศีรษะจากความเครียด อาการปวดกรามและอาการปวดเรื้อรังต่างๆ ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่เกิดจากความเครียด ภาวะวิตกกังวล รวมถึงอาการวิตกกังวลขั้นรุนแรง (Panic) อาการคลื่นไส้อาเจียนจากการให้เคมีบำบัด ภาวะนอนไม่หลับ ภาวะความดันโลหิตสูงหรือต่ำ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจ ภาวะหอบหืด ภาวะปวดประจำเดือน และอาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร.

ที่มา :ไทยโพสต์ 30 มกราคม 2556

อยากแข็งแรงสมบูรณ์ไม่ควรพูดปด โกหกทำเสียสุขภาพทั้งกายและใจ

ถ้าอยากให้แข็งแรงสมบูรณ์ดี แน่นอนต้องกินผักผลไม้ให้มาก ๆ ออกกำลังประจำด้วย และไม่ควรจะพูดปดพร่ำเพรื่อ

นักวิจัยหญิงมหาวิทยาลัยโนเตอร์ ดาม ที่สหรัฐฯ เชื่อว่า ข้อแนะนำของเธอจะต้องเป็นที่ยอมรับกันในวันหนึ่ง เพราะได้พิสูจน์ให้เห็นจากการศึกษา เรื่อง “ศาสตร์แห่งความซื่อสัตย์” จนเจนจบมาแล้วว่า หากคนเราลดการพูดปดในชีวิตประจำวันให้น้อยลง จะทำให้สุขภาพทั้งกายและใจดีขึ้นอย่างเห็นได้

ดร.ไบรอัน บรูโน รักษาการหัวหน้าแผนกจิตวิทยาของโรงพยาบาลเลนอกซ์ ฮิลล์ กรุงนิวยอร์ก เปิดเผยโทษของการโกหกว่า “การพูดปดจะทำให้เราเครียดขึ้น เกิดความวิตกกังวล และอาจทำให้ซึมเศร้าได้ การพูดปดน้อยลงเป็นผลดีไม่แต่เพียงความสัมพันธ์กับคนอื่นเท่านั้น หากแต่ยังดีกับตัวเองในฐานะบุคคลด้วย คนทั่วไปอาจจะรู้ดีว่าการพูดไม่จริง บ่อนทำลายสัมพันธภาพอย่างหนักได้ แต่อาจจะลืมคำนึงถึงว่ามันก็ทำให้เราเครียดเองได้มากเพียงไร ส่วนอาจารย์เคลลี่กล่าวว่า “ก็เห็นใจว่าการโกหกด้วยเจตนาดี ก็ทำลำบากเหมือนกัน ไม่แต่เรื่องใหญ่เท่านั้น เจตนาไม่ใช่ถึงกับจะห้ามโกหกเสียเลย แต่อยากให้เพลาลงบ้าง อยากให้คนสัญญากับตัวเองว่า จะลดการพูดปดลง”.

ที่มา: ไทยรัฐ   9 สิงหาคม 2555

 

.

read more…

.

Living Without Lies Might Make You Healthier

Study found those who fibbed less had fewer headaches, less anxiety

By Maureen Salamon
HealthDay Reporter

SATURDAY, Aug. 4 (HealthDay News) — For good health, be sure to eat fruits and vegetables, exercise regularly and lie as seldom as possible.

A Notre Dame researcher is hoping this tongue-in-cheek advice will someday take hold, based on results of a “science of honesty” study she completed that showed tangible mental and physical health benefits among those who significantly reduced their everyday lies.

Half of 110 participants were told to stop telling major or minor (“white”) lies for 10 weeks, while the other half (the “control” group) was given no special instructions about lying. When those in the no-lie group told three fewer white lies than in other weeks, they complained less of headaches, sore throats, tenseness, anxiety and other problems than those in the control group.

“The link was that clear,” said study author Anita Kelly, a professor of psychology, who is scheduled to present the research Saturday at the American Psychological Association’s annual meeting in Orlando, Fla. “Not lying was clearly associated with better health for those individuals . . . I think it’s a compelling way to look at it.”

Prior research indicates that Americans average 11 lies per week, from the little white lies to save face or falsely compliment others to whoppers about integrity, fidelity or other serious matters. Kelly said her study differs from most of the scientific literature because it didn’t focus on how to detect a liar, but on the potential health ramifications of doing the naughty deed.

In addition to experiencing three or four fewer mental health and physical issues in a given week that coincided with less lying — compared to one or two fewer among control group members who also happened to lie less — participants reported that their close personal relationships had improved and their social interactions had gone more smoothly.

The 110 people ranged from ages 18 to 71 and hailed from both genders, several ethnicities and all income levels. All came to a laboratory each week to complete health and relationship questionnaires and to take a polygraph test assessing the number of major and minor lies they had told that week.

“I think lying can cause a lot of stress for people, contributing to anxiety and even depression,” said Dr. Bryan Bruno, acting chairman of the department of psychiatry at Lenox Hill Hospital in New York City. “Lying less is not only good for your relationships, but for yourself as an individual. People might recognize the more devastating impact lying can have on relationships, but probably don’t recognize the extent to which it can cause a lot of internal stress.”

At the end of the 10-week study, some participants had devised clever ways to avoid lying. Kelly noted that some realized they could simply tell the truth about their daily accomplishments rather than exaggerate, while others responded to a troubling question with another question to distract the person. They also stopped making false excuses for running late or failing to finish tasks.

“I think white lies are trouble, not just major lies,” she said. “The goal doesn’t have to be the absolute absence of lies . . . the goal would be a reduction in lies. What people can do is to commit themselves to lying less.”

Research presented at scientific meetings should be considered preliminary until published in a peer-reviewed journal.

More information

The American Academy of Child & Adolescent Psychiatry offers tips on children and lying.

 

Data from: consumer.healthday.com

 

SOURCES: Anita Kelly, Ph.D., professor, psychology, University of Notre Dame, South Bend, Ind.; Bryan Bruno, M.D., acting chairman, department of psychiatry, Lenox Hill Hospital, New York City; Aug. 4, 2012, presentation, American Psychological Association annual meeting, Orlando, Fla.

Last Updated: Aug. 06, 2012