“หลังยาว”เผาชีวิต หนักกว่าอ้วนอึ้ดทึ่ด

thairath150119-1อุตส่าห์ลงทุนศึกษาผู้คนจำนวนไม่ต่ำกว่า 300,000 คน มาเป็นเวลานานตั้ง 12 ปี ถึงได้ทราบความลับว่าขาดการออกกำลังยิ่งร้ายกว่าการปล่อยตัวให้อ้วนใหญ่เสียอีก

ยังทำให้นักวิจัยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์แห่งอังกฤษ รู้ด้วยว่าการทำตัวให้หลังยาว ไม่ออกกำลังเลย ทำให้ชาวเมืองน้ำชาต้องเสียชีวิตลงเปล่าๆปลี้ๆ ปีละประมาณ 676,000 คน เมื่อเทียบกับจำนวนคนตายเพราะความอ้วน มีปีละ 337,000 รายเท่านั้น ทั้งที่แค่เจียดเวลาออกกำลังเพียงแค่อย่างต่ำ วันละ 20 นาทีเท่านั้น ก็จะเป็นมงคลแก่ชีวิตเหลือหลาย ไม่ว่าคนเราจะอ้วนแค่ไหน จะได้ผลบุญจากการออกกำลังด้วยกันทั้งนั้น

ผู้ที่เกียจคร้านในการออกกำลังจะต้องเสี่ยงภัยจากโรคภัยต่างๆนับไม่ถ้วน คนอ้วนๆยังจะตายยากกว่ากัน

ผลการศึกษาเปิดเผยอยู่ในวารสาร “โภชนศาสตร์คลินิก” ของสหรัฐฯ.

ที่มา : ไทยรัฐ  19 มกราคม 2558

รู้ทันป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

dailynews140928_02สมาพันธ์หัวใจโลก กำหนดให้วันที่ 29 กันยายนของทุกปี เป็นวันรณรงค์หัวใจโลก เนื่องจากกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและของโลก

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหา วิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นทุกปี โดยผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าผู้หญิง แต่ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแล้วมีโอกาสจะเป็นโรคนี้ได้เท่ากับผู้ชาย ทั้งนี้เวลาพูดถึงโรคหัวใจส่วนใหญ่คือโรคของหลอดเลือดหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ ตัน

สาเหตุที่ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง เพราะว่าผู้ชายมีปัจจัยเสี่ยง คือ สูบบุหรี่มากกว่า มีระดับคอเลสเตอรอลมากกว่า เครียดมากกว่า สำหรับผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงมีฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นตัวป้องกันไม่ให้ไขมันจับในหลอดเลือด แต่หลังจากหมดประจำเดือนไปแล้ว คือ หมดฮอร์โมนเอสโตรเจน ข้อดีของการป้องกันก็หายไป ดังนั้นหมดประจำเดือนผู้หญิงจึงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจเท่ากับผู้ชาย

สำหรับผู้หญิงที่จะเป็นโรคหัวใจก่อนวัยหมดประจำเดือน อาจมาจากการใช้ยาคุมกำเนิด ซึ่งจะทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่าย ก็อาจจะมีโอกาสเป็นโรคลิ่มเลือดหัวใจอุดตันได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ อาหาร บุหรี่ ความเครียด ความอ้วน และการไม่ออกกำลังกาย ในปัจจุบันต้องยอมรับว่า อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ระดับคอเลสเตอรอลของคนไทยใน 10 ปีหลังมานี้เพิ่มขึ้น เพราะเป็นสังคมแห่งการกินดีอยู่ดี ใครเกิด ใครเสียชีวิต ดีใจ เสียใจก็กิน ไม่ได้เป็นการกินเพราะความหิว แต่เป็นการกินเพราะความอยาก

ลักษณะอาหารก็เปลี่ยนไปเป็นอาหารประเภท ชีส เค้ก ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ หาได้ทั่วไป อัตราการสูบบุหรี่ไม่ได้ลดลง ปัจจัยเสี่ยงก็ยังมีอยู่เยอะ คนอ้วนมีเยอะ ความอ้วนเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดโรคหัวใจ ขณะเดียวกันการต่อสู้ดิ้นรนในสังคมมากขึ้น ความเครียดมากขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง

ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการรักษา การทำบอลลูนช่วยชีวิตผู้ป่วย ทำให้อัตราการเสียชีวิตน้อยลง จากเดิมอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 25- 30% ในปัจจุบันการเสียชีวิตลดลงเหลือน้อยกว่า 5% แสดงว่าการรักษาดีขึ้น แต่ไม่ได้เก่งเรื่องการป้องกัน ไม่สามารถป้องกันให้คนเป็นโรคน้อยลงได้ อีกอย่างที่อยากจะบอก คือ

ความรู้ในโซเชียลมีเดียที่แพร่กระจายกันนั้น ข้อมูลหลายอย่างเชื่อถือไม่ได้ เช่น การบอกว่ากินน้ำมันมะพร้าวแล้วไขมันไม่สูง หรือบอกว่าคอเลสเตอรอลไม่เกี่ยวกับโรคหัวใจ ตรงนี้เป็นข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันเยอะมาก

ถ้ามีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เดินแล้วเหนื่อย นอนราบไม่ได้ ควรไปพบแพทย์ทันที สำหรับคนอายุยังน้อยที่มีความเสี่ยง เช่น ญาติพี่น้องเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ปัจจุบันมีการตรวจบางอย่างที่พอจะบอกได้ ถือเป็นทางเลือกอย่างหนึ่ง ดีกว่าการตรวจร่างกายทั่วไป เช่น การตรวจหินปูนในหลอดเลือดหัวใจซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่แพงนัก

คนที่มีหินปูนเยอะโอกาสจะเป็นโรคหัวใจก็เยอะ ดังนั้นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น หยุดสูบบุหรี่ หรือกินยาเพื่อลดคอเลสเตอรอล แม้ระดับคอเลสเตอรอลจะไม่สูงมาก แต่การลดระดับคอเลสเตอรอลน่าจะป้องกันโรคหัวใจในคนกลุ่มนี้ได้

ด้าน นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศไทย ในช่วงปี 2554-2556 พบว่า อัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ต่อประชากร 100,000 คน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ในปี 2556 มีผู้เสียชีวิต 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คนหรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คนสะท้อนว่าโรคหัวใจขาดเลือดเป็นโรคที่รุนแรงและต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน

อาการที่บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ จุกแน่นหน้าอก จุกบริเวณยอดอกตรงกลางมักเป็นในขณะออกกำลังกาย หลังจากหยุดออกกำลังกายอาการจะดีขึ้น มีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับ อาการเจ็บจะปวดร้าวไปที่หัวไหล่ซ้ายหรือไปที่กราม ถ้าอาการเจ็บหน้าอกเป็นนานเกินกว่า 5 นาที พักแล้วไม่ทุเลาหรืออาการเจ็บรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ต้องรีบพบแพทย์ หรือถ้ามีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติโดยเฉพาะเวลาทำงาน หัวใจเต้นผิดปกติ จังหวะการเต้นของชีพจร มีสะดุดหรือไม่สม่ำเสมอ

ที่สำคัญประชาชนจะต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน งดอาหารมัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ และอาหารที่มีเส้นใย ทำจิตใจให้แจ่มใส งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อประเมินภาวะสุขภาพและระดับความเสี่ยงซึ่งเป็นปัจจัยการเกิดโรคหัวใจได้.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 28 กันยายน 2557

 

ไขมันพอกตับ…โรคที่มากับความอ้วน

dailynew140504_03ปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาสนใจการตรวจสุขภาพด้วยวิธีต่าง ๆ มากขึ้น บางคนก็ตรวจพบมีการทำงานของตับผิดปกติโดยที่ไม่รู้ตัว แต่เมื่อมาปรึกษาแพทย์ก็พบว่าเป็นไขมันพอกตับหรือโรคตับคั่งไขมัน

โรคตับคั่งไขมัน (Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หมายถึงภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มในปริมาณที่น้อยมาก มักพบในผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง (metabolic syndrome) โดยเป็นกลุ่มโรคที่ประกอบด้วยความผิดปกติที่มักพบร่วมกันได้แก่ โรคอ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง ระดับนํ้าตาลในเลือดสูงและระดับไขมันในเลือดที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากความอ้วน และภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยเชื่อว่าโรคตับคั่งไขมันเป็นอาการแสดงทางตับของภาวะอ้วนลงพุงด้วย ผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมันมักพบร่วมกับโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูงทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของตับอักเสบเรื้อรัง ที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มาตรวจเรื่องตับอักเสบเรื้อรัง

โรคตับคั่งไขมันอาจดูเหมือนเป็นโรคที่ไม่รุนแรงเนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติที่ชัดเจน แต่ก็มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีการดำเนินโรคไปสู่ภาวะตับแข็งได้โดยจากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมันร้อยละ 2 มีการดำเนินโรคไปสู่ภาวะตับแข็งภายใน 15-20 ปีแต่ถ้ามีตับอักเสบด้วยโรคก็จะดำเนินเร็วขึ้น และเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับเช่นเดียวกับโรคตับจากการดื่มสุราปัจจัยเสี่ยง

อ้วนลงพุง (เส้นรอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 102 ซม. หรือ 40 นิ้วในผู้ชาย หรือ มากกว่าหรือเท่ากับ 88 ซม.หรือ 35 นิ้วในผู้หญิง), มีไขมันในเลือดสูง โดยตรวจพบมีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด > 150 มก./ดล.หรือระดับ เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล < 40 มก./ดล.ในผู้ชาย หรือ < 50 มก./ดล.ในผู้หญิง, เป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิต > 130/85 มม.ปรอท หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่ และใช้ยาบางชนิด เช่น amioderone, tamoxifen, ยาสเตียรอยด์การรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาได้ผลดีจริง การรักษาที่ดีที่สุด คือ การควบคุมนํ้าหนักให้เข้าสู่เกณฑ์ปกติ ถ้านํ้าหนักเกินควรลดนํ้าหนัก ให้ลดลงประมาณ 10% ของนํ้าหนักตัวปัจจุบันในอัตรา 0.5–1 กก. ใน 1-2 สัปดาห์ (ไม่ควรลดนํ้าหนักตัวลงอย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้โรคเป็นมากขึ้น)

หลักการรักษาโรคอ้วนหรือนํ้าหนักเกินทำได้โดยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลังโดยให้ลดพลังงานจากอาหารที่รับประทานและเพิ่มการออกกำลังกาย การลดอาหารที่ได้ผลมากที่สุดในระยะยาวคือการลดพลังงานจากอาหารที่ควรได้รับประมาณวันละ 500-1,000 แคลอรี่โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารไขมัน เป้าหมายที่เหมาะสมในการลดนํ้าหนักคือการลดนํ้าหนักให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 5-10 ในช่วง 6-12 เดือน การลดนํ้าหนักในระยะยาว  ที่จะได้ผลดีนั้นจำเป็น   ที่จะต้องมีการออกกำลังกายร่วมด้วย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้นํ้าหนักลดลงอย่างน้อยร้อยละ 5-10 ของนํ้าหนักตัวเริ่มต้น พบว่าทำให้ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้แก่ระดับนํ้าตาลในเลือด ความดันโลหิต ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง

การออกกำลังกายควรจะทำทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาทีด้วยความแรงของการออกกำลังกายที่เหมาะสม การออกกำลังกายในระยะเวลาสั้น ๆ ครั้งละ 10-15 นาที เช่น การเดินเร็ว ๆ การทำงานบ้าน แต่ทำบ่อย ๆ วันละหลายครั้งก็พบว่ามีประโยชน์เช่นกัน

นอกจากนี้ยังต้องรักษาระดับนํ้าตาล และไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง รวมทั้งอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่ไม่ผ่านการรับรอง.

ผศ.พญ.อภิญญา ลีรพันธ์
หน่วยระบบทางเดินอาหาร ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่มา : เดลินิวส์  4 พฤษภาคม 2557

อาหารว่างอาจเป็นที่มาของความอ้วน โดย ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล

manager140308_002ทำไมอาหารว่างจึงทำให้อ้วน

ในปัจจุบันนี้เรากินอาหารกันวันละหลายมื้อทั้งมื้อหลักและมื้อว่าง โดยที่มื้ออาหารว่างนั้นอาจมีทั้งช่วงสาย ช่วงบ่าย และช่วงดึก อาหารว่างส่วนใหญ่ที่คนนิยมกินกันล้วนแล้วแต่ให้พลังงานสูงในบางครั้งอาจให้พลังงานสูงกว่าอาหารมื้อหลัก เช่น อาหารว่างในกลุ่มของหวาน ซึ่งได้แก่ คุกกี้ เค้ก พาย ไอศกรีม ลูกอม ช็อกโกแลตชนิดแท่ง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา มีส่วนประกอบของไขมันและน้ำตาลในปริมาณสูง พลังงานเฉลี่ยอยู่ที่ 400-500 แคลอรี่ 100 กรัม ซึ่งเทียบเท่ากับ 1 ใน 4 ของพลังงานที่ต้องการทั้งวันสำหรับผู้ชาย หรือ 1 ใน 3 ของพลังงานที่ต้องการทั้งวันสำหรับผู้หญิง

อาหารว่างในกลุ่มทอด เช่น มันฝรั่งแผ่นทอด เต้าหู้ทอด เผือกทอด ขนมปังหน้าหมู เปาะเปี๊ยะทอด ขนมเบื้อง ให้พลังงานประมาณ 400-600 แคลอรี่ 100 กรัม อาหารว่างที่เป็นของนึ่ง เช่น สาคูไส้หมู ข้าวเกรียบปากหม้อ ช่อม่วง ปั้นสิบ ให้พลังงานประมาณ 300-450 แคลอรี่ 100 กรัม

อาหารว่างที่เป็นของต้ม เช่น เกี๊ยวกุ้ง กระเพาะปลา ให้พลังงานประมาณ 200-500 แคลอรี่ 100 กรัม อาหารว่างที่เป็นของปิ้ง เช่น หมูสะเต๊ะ ข้าวเหนียวปิ้ง ไส้กรอก ให้พลังงานประมาณ 350-550 แคลอรี่ 100 กรัม อาหารว่างที่เป็นของคลุก เช่น ปลาแนม ข้าวเม่าหมี่ หมี่กรอบ หมี่กะทิ และอื่นๆ เช่น ข้าวตังหน้าตั้ง เมี่ยงลาว เมี่ยงคำ ให้พลังงานประมาณ 250-500 แคลอรี่ 100 กรัม

นอกจากนี้ ยังมีขนมไทยอีกหลากหลายประเภท ทั้งขนมประเภทนึ่ง เช่น ขนมสาลี่ ขนมน้ำดอกไม้ ขนมประเภทต้ม เช่น ขนมต้มขาว มันต้มน้ำตาล ขนมประเภทกวน เช่น ตะโก้ ซ่าหริ่ม ขนมประเภทเชื่อม เช่น กล้วยเชื่อม ขนมประเภทน้ำกะทิ เช่น ลอดช่องน้ำกะทิ ขนมประเภทน้ำเชื่อม ผลไม้ลอยแก้ว วุ้นน้ำเชื่อม   ขนมประเภทบวด เช่น กล้วยบวชชี แกงบวดเผือก ในบางครั้งในมื้อว่างยังมีเครื่องดื่มที่มีไขมันและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบที่มักจะนิยมดื่มร่วมกับอาหารว่าง เช่น ชา กาแฟ น้ำหวาน น้ำอัดลม เครื่องดื่มสมุนไพร เช่น น้ำมะตูม น้ำตะไคร้ น้ำใบเตย

ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารว่างที่เกินสะสมไปเรื่อยๆ นานวันเข้าพลังงานที่เกินกว่าที่ร่างกายต้องการก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมอยู่ในร่างกายทั้งที่บริเวณใต้ผิวหนังและในอวัยวะภายในของร่างกาย ส่งผลให้เกิดความอ้วนและเกิดโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพตามมาได้ เช่น โรคอ้วนลงพุง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นก่อนที่จะเลือกกินอาหารว่างควรดูถึงคุณค่าทางอาหาร พลังงานและปริมาณที่เหมาะสม

หลักการเลือกอาหารว่าง

เลือกกินอาหารที่เป็นแหล่งของใยอาหาร ได้แก่ ธัญพืชที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวโพดต้ม ลูกเดือย มันต้ม แครกเกอร์แบบโฮลวีต ขนมปังโฮลวีต

เลือกกินอาหารว่างที่มีการเติมน้ำตาล ไขมัน และเกลือในปริมาณน้อย (หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด เค็มจัด และมันจัด) หากเป็นขนมเค้กก็กินแต่เนื้อเค้กไม่กินครีมทั้งหมด ขนมหวาน เช่น กล้วยบวดชี แกงบวดต่างๆ ก็กินแต่เนื้อไม่กินน้ำทั้งหมด ผลไม้ก็งดการจิ้มพริกเกลือหรือน้ำตาล

เน้นการกินผักและผลไม้สด แทนการกินผักและผลไม้แปรรูป เช่นผลไม้แห้ง ผลไม้กระป๋อง ผัก/ผลไม้ดอง ผัก/ผลไม้แช่อิ่ม ผักและผลไม้เป็นที่มาของวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร เป็นกลุ่มอาหารที่ให้พลังงานต่ำ แถมช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นาน

เลือกดื่มนมและผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันต่ำหรือปราศจากไขมันและหวานน้อย เช่น นมเปรี้ยวไขมันต่ำ โยเกิร์ตไขมันต่ำ ไอศครีมไขมันต่ำ

เลือกอาหารที่มีเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ไม่ติดหนัง เนื้อหมูมันน้อย และถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว เลือกวิธีการทำให้สุกโดยการนึ่ง ย่าง ต้ม ตุ๋นแทนการทอด

ควบคุมปริมาณอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ลูกอม เค้ก คุกกี้ พาย โดนัท ของหวาน ไอศกรีม น้ำผลไม้ สามารถกินได้แต่ในปริมาณเล็กน้อย

นอกจากที่จะเลือกอาหารว่างที่ดีแล้ว อาหารมื้อหลักก็ควรคำนึงถึงปริมาณและคุณค่าทางโภชนาการเช่นกัน อย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยให้กินอาหารที่อยากกินได้มากขึ้น หรือหากเป็นคนชอบกินอาหารว่างก็ควรที่จะไปลดปริมาณอาหารมื้อหลักลง ก็จะช่วยให้สุขภาพดีและไม่อ้วน

ที่มา :ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มีนาคม 2557

6 เคล็ดลับ! ง่ายๆ บ๊ายบาย…’ความอ้วน’

thairath140225_002aหลายๆ คนคงกำลังเครียดกับการหาวิธีลดความอ้วน ทำอย่างไรดี ทำวิธีไหนถึงจะเห็นผล “ไทยรัฐออนไลน์” ได้หาทริกเคล็ดลับการลดความอ้วนในแบบที่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อน จะมีอะไรบ้างติดตามอ่านกันได้…

1.ไม่กินมันฝรั่งทอด

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดบอกไว้ว่า คนที่ชอบกินมันฝั่งทอดแผ่นในปริมาณที่มากๆ มีแนวโน้มที่จะอยากกินอาหารขยะ ขนมจุบจิบชนิดอื่นๆ ตามมาอีกมากยิ่งขึ้น เมื่อกินเข้าไปแล้วก็ไม่พ้นที่น้ำหนักตัวจะพุ่งทะยานด้วยความรวดเร็ว ถ้าเกิดอยากกินก็ควรกินแค่นิดหน่อยถุงเดียวก็เพียงพอ ถ้าเกิดอยากบอกลาความอ้วนจริงๆ ไม่กินเลยน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้ว ควรหันไปกินของที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ

2.กินโยเกิร์ตทุกวัน

มีผลการวิจัยออกมาว่าการกินโยเกิร์ตเป็นประจำทุกวัน โดยให้เน้นที่รสธรรมชาติ น้ำตาลน้อย ไขมัน 0% จะช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นเคล็ดลับสำคัญในการรักษารูปร่าง ถ้าให้ดีต้องกินโยเกิร์ตขนาด 100-150 กรัม กินให้เป็นนิสัยสามารถช่วยลดน้ำหนักได้เกือบครึ่งกิโลกรัม ภายในเวลา 4 ปี

3. ดื่มน้ำเต้าหู้มื้อเช้า

ปกติยามเช้าจะเป็นช่วงเวลาเร่งรีบ รีบทำนู่นนี่นั่น ไม่มีเวลาพอจะทำอาหารเช้าทานให้ครบ 5 หมู่ หลายๆคนเลยประทังชีวิตด้วยขนมปัง หรือจะเป็นจำพวกซีเรียล คอร์นเฟลกใส่นม กินง่ายทำง่าย รวดเร็วประหยัดเวลาได้ดีทีเดียว แต่ถ้าอยากทำให้สุขภาพดีและยังลดความอ้วนได้อีกด้วยให้ลองเปลี่ยนมื้อเช้าหันมาดื่มน้ำเต้าหู้ไม่หวานจะเพิ่มทอปปิ้งเป็นลูกเดือยก็ไม่ว่ากัน แค่นี้ก็อิ่มอร่อย เป็นนักเฮลตี้ตัวยงกันได้แล้วแหละ

4.ลดน้ำหนักด้วยแป้ง

เมื่อถึงคราวอยากลดน้ำหนัก ผู้หญิงหลายๆ ตั้งปฏิญาณตนว่า “จะไม่กินแป้งหลังบ่ายสาม” แต่จริงๆ แล้วมีผลการศึกษาที่จัดทำเป็นเวลา 6 เดือนออกมา สวนทางกับความเชื่อเก่าๆ ของสาวๆ มีผลลัพธ์กลับมาในทางตรงกันข้ามกัน คนที่กินแป้งเยอะในมื้อเย็นสามารถลดน้ำหนักโดยรวมได้มากกว่ากลุ่มควบคุมที่กินแป้งกระจายตลอดวัน เห็นแบบนี้แล้วสาวๆ หลายคนคงสบายใจกันได้ อย่าหักโหมลดแป้ง อดข้าวมากจนเกินไป แค่เรากินให้ถูก กินให้ตรงเวลาทั้ง 3 มื้อ ช่วงแรกคือ 06.00-07.00 น. ตามด้วยเวลา 10.00-11.00 น. และสุดท้าย 16.00-17.00 น. ช่วงเวลาเหล่านี้ระบบย่อยอาหารจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และถ้าให้ดีใครต้องกินอาหารช้าๆ จะช่วยให้เราอิ่มเร็วขึ้น

5.ส้อมใหญ่ลดน้ำหนัก 

หลายๆ คนมีความเชื่อว่าการใช้ส้อมขนาดใหญ่มักจะกินอาหารได้มากขึ้นและทำให้น้ำหนักขึ้นตามมาด้วย แต่จริงๆ แล้วมีนักวิจัยที่ติดตามพฤติกรรมการกินโดยใช้ส้อมสองขนาดเพื่อควบคุมการกินและได้พบกับผลลัพธ์ที่ทำให้หลายคนแปลกใจกันได้ว่า “คนที่กินอาหารด้วยส้อมขนาดใหญ่กว่า กินน้อยกว่าคนที่ใช้ส้อมขนาดปกติ”

6.กดจุด หยุดน้ำหนัก

มีวิธีที่ช่วยให้ผอมคือการกดจุด มี 3 จุดที่ช่วยลดน้ำหนักได้ดี ก่อนทานอาหาร ให้เรากดนิ้วหัวแม่มือลงไปที่ริมฝีปากบนด้วยน้ำหนักปานกลางค้างไว้ 20 วินาที จุดที่สองคือกลางฝ่ามือกดตั้งแต่ปลายนิ้วกลางมาถึงข้อมือครั้งละ 3 วินาที จุดที่สามคือ กระดูกใต้ไหปลาร้า ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงไปเบาๆ กดไล่ลงไปเรื่อยๆ ตามความยาวของไหปลาร้า ค่อยๆ นวดคลึงไปเรื่อยๆ แล้วมาเปลี่ยนเป็นการเคาะหลังมือเบาๆ  สลับกันเคาะระหว่างซ้ายขวา และกรอกตาไปเรื่อยๆ ตามแขนข้างที่เคาะถ้าซ้ายก็กรอกไปทางซ้าย ขวาก็กรอกไปทางขวา ทำประมาณ 10 ครั้ง จะช่วยลดความอยากอาหารได้

ที่มา: ไทยรัฐ 25 กุมภาพันธ์ 2557

‘กิน-นอน’ถูกวิธีก็ผอมได้ โดย กานต์ดา บุญเถื่อน

bangkokbiznews130806_001อาการไขมันเกินและพอกพูนกลายเป็นความอ้วน ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ของคนไทยอีกต่อไป หากย้อนมาแก้ที่ต้นเหตุให้ถูกจุด สมดุลที่พอดีก็จะคืนหุ่นสวยๆ ได้ไม่ยาก

ร่างกายคนเรามักเกิดการสะสมของไขมันได้ง่ายหลังอายุขึ้นเลข 3 โดยเฉพาะในผู้หญิงจะพบได้มากกว่าผู้ชาย ตรงบริเวณส่วนต้นขา สะโพก ต้นแขน เนื่องจากหลายสาเหตุเกี่ยวโยงกัน ตั้งแต่ตื่นนอนไปจนกระทั่งนอนหลับ

“ร่างกายของคนเราและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนต้องพึ่งพาแสงแดด และแสงจันทร์ในการดำรงชีวิต เห็นชัดๆ จากระบบการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย จะทำงานตั้งแต่เช้า หากตื่นได้ก่อน 6 โมงเช้า แล้วออกกำลังกายเบาๆ สักครึ่งชั่วโมง ฮอร์โมนคอร์ติซอลที่มีส่วนกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายจะทำงานได้ดี และยากที่จะเกิดการสะสมของไขมันที่กินเข้าไป” พญ.มนวรัตน์ พ่อค้า ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย คลินิกฮาร์โมนี อธิบาย

ส่วนคนที่ตื่นสายเป็นประจำก็ดูกันไม่ยาก มักมีร่างกายเจ้าเนื้อ เพราะฮอร์โมนดังกล่าวทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร กินเท่าไหร่ก็สะสม ระหว่างวันก็ไม่ค่อยพร้อมที่จะทำกิจกรรมอะไรมากนัก ง่วงนอนง่าย หิวบ่อย ขณะที่คนไหนใช้ชีวิตอย่างเป็นระเบียบกินเป็นเวลา นอนเป็นเวลา ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายจะตื่นตัวในการใช้ชีวิตมากกว่าคนที่ไม่ดูแลเลย

ฉะนั้น การปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกายให้ทำงานมีประสิทธิภาพ นอกจากตื่นเช้าแล้ว ช่วง 7-8 โมงเช้าก็ควรรับประทานอาหารมื้อเช้า ซึ่งเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เนื่องจากจะส่งผลถึงสมองให้ทำงานสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยมื้อหลังเที่ยงไปแล้วก็ให้เลี่ยงเมนูแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต แต่เลือกกินโปรตีนเบาๆ แทน จากนั้นมื้อเย็นก็เลือกกินผักผลไม้เพื่อให้ร่างกายขับถ่ายคล่องในตอนเช้า

“คนส่วนใหญ่มักเน้นมื้อเย็นให้หนัก เพื่อให้รางวัลชีวิตหลังเหนื่อยกับงานมาทั้งวัน แต่ไม่ออกกำลังกายเลย แถมถามหมอว่า ทำอย่างไรดีจึงจะผอม? คำถามนี้หมอว่า คนที่ถามน่าจะรู้พฤติกรรมการกินอยู่ของตัวเองดีที่สุดว่า มีการใส่ใจหรือถูกละเลยอย่างไรจึงเกิดผลเช่นนั้น เพราะถ้าเพียงถามแต่ไม่ลงมือทำ อีก 10 ปีก็มีแต่จะน้ำหนักเพิ่มแน่ๆ” คุณหมอกล่าว

อาหารเป็นปัจจัยทำให้อ้วนได้ 70-80% การออกกำลังกายช่วยเผาผลาญพลังงานที่กินเข้าไปได้แค่ 20% เท่านั้น วิธีที่กินแล้วไม่อ้วน ผู้กินก็ต้องจัดสรรเรื่องเวลาให้เหมาะสม ด้วยการทิ้งช่วงห่างกับการนอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง เพื่อให้ลำไส้มีเวลาพอที่จะย่อยอาหารได้เสร็จสมบูรณ์และนอนหลับสนิท ไม่ปวดท้องจากการกินมากจนนอนไม่ได้

มื้อเย็นควรกินให้เสร็จก่อน 6 โมงเย็น เพราะขณะที่นอนหลับลำไส้ของเราจะหยุดทำงานไปด้วย คนไหนกินก่อนนอนปริมาณมากๆ ร่างกายจะย่อยไม่ทันและเกิดการหมัก สุดท้ายร่างกายก็ดูดซึมกากอาหารเหล่านั้นกลับเข้ามาหมุนเวียนในร่างกาย จนเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเรื่องการอุดตันอวัยวะต่างๆ ตามมาในอนาคต

การนอนที่จะได้ประโยชน์นั้น ควรเว้นห่างจากมื้อเย็นไปแล้ว เพื่อให้อวัยวะต่างๆ ได้พักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปิดแสงไฟอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ให้หมด เพื่อให้เกิดความมืดและสมองสั่งการให้ร่างกายหลับ ซึ่งเวลาที่เหมาะสมควรเป็นช่วงก่อน 4 ทุ่ม เพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินและโกรทฮอร์โมนออกมาซ่อมแซมร่างกาย คงความเยาว์วัยอยู่กับเรานานๆ

“การนอนทำให้ร่างกายได้รับการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ได้ดีที่สุด หมออยากให้ทุกคนหันมาตระหนักเรื่องการใส่ใจสุขภาพให้มากขึ้น ด้วยการปรับไลฟ์สไตล์ ลองตื่นเช้าดู นอนเร็ว ไม่กินดึก เชื่อว่าน้ำหนักของหลายคนที่ทำตามต้องลดแน่ๆ โดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริม หรือคอร์สลดน้ำหนัก ซึ่งระยะยาวหากเจ้าตัวไม่ได้คิดจะปรับพฤติกรรมของตัวเองก็จะกลับมาอ้วนเหมือนเดิม” คำแนะนำจากแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 6 สิงหาคม 2556

ซดโกโก้ร้อน ตอบโต้เบาหวาน

thairath130704_001นักวิทยาศาสตร์การอาหารค้นพบจากการทดลองกับหนูว่า การดื่มโกโก้ร้อนวันละ 2–3 ถ้วย จะช่วยผู้ที่มีรูปร่างอ้วน ป้องกันโรคอันเนื่องมาจากการเกิดการอักเสบอย่างเช่นเบาหวานได้

พวกเขาได้พบว่า ในฝูงหนูทดลองที่ถูกขุนด้วยอาหารไขมันสูง ตัวที่ได้กินโกโก้จำนวน 10 ช้อนโต๊ะ เทียบเท่ากับที่คนกินวันละ 4-5 ถ้วย เป็นเวลาอยู่นาน 2 เดือนครึ่ง จะไม่ค่อยเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบเนื่องจากความอ้วนมากเหมือนพวกที่ไม่ได้กินโกโก้ ทั้งหนูพวกนี้ยังมีสภาพเหมือนกับหนูพวกที่เลี้ยงแต่อาหารไขมันต่ำด้วย จะมีปริมาณปลาสมาอินซูลินต่ำกว่าหนูตัวที่ไม่ได้กินโกโก้ถึงร้อยละ 27 การมีอินซูลินสูงแสดงว่า เป็นโรคเบาหวาน.

ที่มา : ไทยรัฐ  4 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

A few cups of hot cocoa may not only fight off the chill of a winter's day, but they could also help obese people better control inflammation-related diseases, such as diabetes. (Credit: © Kimberly Reinick / Fotolia)

A few cups of hot cocoa may not only fight off the chill of a winter’s day, but they could also help obese people better control inflammation-related diseases, such as diabetes. (Credit: © Kimberly Reinick / Fotolia)

Cocoa May Help Fight Obesity-Related Inflammation

June 12, 2013 — A few cups of hot cocoa may not only fight off the chill of a winter’s day, but they could also help obese people better control inflammation-related diseases, such as diabetes, according to Penn State researchers.

Mice that were fed cocoa with a high-fat diet experienced less obesity-related inflammation than mice fed the same high-fat diet without the supplement, said Joshua Lambert, associate professor of food science. The mice ate the human equivalent of 10 tablespoons of cocoa powder — about four or five cups of hot cocoa — during a 10-week period.

“What surprised me was the magnitude of the effect,” Lambert said. “There wasn’t as big of an effect on the body weight as we expected, but I was surprised at the dramatic reduction of inflammation and fatty liver disease.”

The researchers reported that several indicators of inflammation and diabetes in the mice that were fed the cocoa supplement were much lower than the mice that were fed the high-fat diet without the cocoa powder and almost identical to the ones found that were fed a low-fat diet in the control group. For example, they had about 27 percent lower plasma insulin levels than the mice that were not fed cocoa. High levels of insulin can signal that a patient has diabetes.

The cocoa powder supplement also reduced the levels of liver triglycerides in mice by a little more than 32 percent, according to Lambert, who worked with Yeyi Gu, graduate student in food science, and Shan Yu, a graduate student in physiology. Elevated triglyceride levels are a sign of fatty liver disease and are related to inflammation and diabetes.

The mice also saw a slight but significant drop in the rate of body weight gain, according to the researchers, who reported their findings in the online version of the European Journal of Nutrition.

While researchers have linked obesity-related chronic inflammation to several diseases, including type 2 diabetes and fatty liver disease, the reason for the inflammation response is not completely known. Lambert said two theories on inflammation and obesity that have emerged may help explain cocoa’s role in mitigating inflammation. In one theory, Lambert said excess fat may activate a distress signal that causes immune cells to become activated and cause inflammation. The cocoa may reduce the precursors that act as a distress signal to initiate this inflammatory response.

Lambert said that another theory is that excess fat in the diet interferes with the body’s ability to keep a bacterial component called endotoxin from entering the bloodstream through gaps between cells in the digestive system — gut barrier function — and alerting an immune response. The cocoa in this case may help improve gut barrier function.

Cocoa, although commonly consumed in chocolate, actually has low-calorie content, low-fat content and high-fiber content.

“Most obesity researchers tend to steer clear of chocolate because it is high in fat, high in sugar and is usually considered an indulgence,” Lambert said. “However, cocoa powder is low in fat and low in sugar. We looked at cocoa because it contains a lot of polyphenolic compounds, so it is analogous to things like green tea and wine, which researchers have been studying for some of their health benefits.”

Lambert said he expects future research will be conducted to better identify why the cocoa powder is effective in treating inflammation, as well as determine if the treatment is suitable for humans.

The National Institutes of Health supported this work.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by Penn State. The original article was written by Matthew Swayne.

SOURCE : www.sciencedaily.com

ลดเสี่ยงเบาหวาน..ง่ายนิดเดียว

dailynews130708_001มีปัจจัยอยู่ข้อหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงให้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน นั่นคือ ความอ้วน และคนเรามักจะอ้วนขึ้นเพราะขาดการออกกำลังกาย เคลื่อนไหวร่างกายน้อย

เพื่อป้องกันความอ้วน ลดความเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคอื่นๆ การออกกำลังกาย ขยับเขยื้อนร่างกายจึงถือว่าจำเป็น แต่กระนั้น บางคนอาจรู้สึกท้อแท้ต่อการเดินทางไปออกกำลังกาย จึงพลาดโอกาสที่จะลดเสี่ยงโรคจากความอ้วนไปอย่างน่าเสียดาย

ล่าสุด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอทาโกในนิวซีแลนด์ เผยวิธีใกล้ตัว ช่วยให้เกิดการเผาผลาญพลังงานร่างกาย โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิศที่มักจะนั่งอยู่กับที่นานๆ ต้องฟังเอาไว้ให้ดี…

ทีมนักวิจัยนิวซีแลนด์ ทำการทดลองโดยคัดเลือกผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีสุขภาพดีมา 70 คน ในช่วงแรกก็ปล่อยให้นั่งทำงาน ลุก นั่ง เปลี่ยนอิริยาบถได้ตามอัธยาศัย แต่ก็มีการวัดระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินเป็นระยะ ต่อมาการทดลองในช่วงที่สอง ทีมวิจัยเพิ่มเงื่อนไขให้อาสาสมัครทั้งหมดต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ด้วยการลุกขึ้นแล้วเดินไปใกล้ๆ ในระยะเวลาราว 1-2 นาที โดยให้ทำเช่นนี้ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง และยังมีการวัดระดับน้ำตาลในเลือดกับอินซูลินเป็นระยะเช่นกัน

ผลที่ทีมวิจัยพบคือ ลักษณะการปฏิบัติตัวในช่วงที่สอง ซึ่งต้องลุกจากที่นั่งเพื่อเดินในระยะสั้นๆ นั้น สามารถเพิ่มการเผาผลาญพลังงานร่างกายได้ดี และเมื่อทำอย่างต่อเนื่อง จะถือว่าดีกว่าการออกกำลังกายด้วยการเดินเร็ว 30 นาที

คนทำงานนั่งโต๊ะ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว อย่ามัวนั่งจมเก้าอี้ทั้งวัน ลุกขึ้นเดินเผาผลาญพลังงานร่างกายบ้าง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  8 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

Taking a 'walking break' every half an hour - such as to get a glass of water - could reduce the risk of diabetes in millions of office workers

Taking a ‘walking break’ every half an hour – such as to get a glass of water – could reduce the risk of diabetes in millions of office workers

Getting up from your desk for two minutes every half an hour could slash the risk of diabetes

  • Walking for less than two minutes every half an hour could be more effective at reducing diabetes risk than taking a brisk 30-minute walk a day
  • People who take regular walks have lower blood sugar and insulin levels
  • Raised sugar and insulin readings are warning signs of type two diabetes

By PAT HAGAN

PUBLISHED: 15:51 GMT, 2 July 2013

Taking a ‘walking break’ every half an hour could reduce the risk of diabetes in millions of office workers.

Walking for less than two minutes before sitting down again was more effective than a brisk 30-minute stroll before work.

Volunteers who regularly wandered around for just one minute and 40 seconds had lower blood sugar and insulin levels, according to a report in the American Journal of Clinical Nutrition.

Raised sugar and insulin readings are warning signs that type two diabetes, a major risk factor for heart disease and strokes, could be setting in.

According to the charity Diabetes UK, at the current rate of increase, the numbers affected by type two diabetes will rise from around 2.5 million currently to four million by 2025.

The condition develops when the body loses its ability to make use of glucose, a type of sugar that is released when we eat food and turned into a source of energy for use by muscles.

Circulation starts to suffer and blood vessels in areas such as the heart, the legs, and the eyes, can be irreparably damaged.

Early symptoms, such as excess thirst and increased urination, are due to the effects of glucose accumulating in the blood.

Left untreated, type two diabetes can raise the risk of heart attacks, blindness and amputation.

Rising obesity levels and too little exercise are thought to be storing up major problems for the future.

But the latest findings, by researchers from the University of Otago in New Zealand, show brief walkabouts could be all that’s needed to lower the risks.

They recruited 70 healthy adults and, in the first part of the experiment, got them to sit for nine hours.

They had their blood glucose and insulin levels measured each time they had a meal-replacement drink after one hour, four hours and seven hours.

These so-called postprandial tests tell doctors how well the body is absorbing sugar from foods.

In part two, they were asked to walk briskly for half an hour before sitting for nine hours.

And finally, they sat for nine hours again but this time walked around for precisely one minute 40 seconds every half an hour.

Walking for less than two minutes before sitting down again is more effective at warding off diabetes than a brisk 30-minute stroll before work

Walking for less than two minutes before sitting down again is more effective at warding off diabetes than a brisk 30-minute stroll before work

The results showed postprandial blood sugar levels were lower after the brief strolls than when volunteers walked before sitting, or when they did not budge at all.

The findings back up a 2011 study which showed office workers who took lots of brief breaks had higher levels of ‘good’ cholesterol than those who remained at their desks.

In a report on the latest findings researchers said: ‘Regular activity breaks were more effective than continuous physical activity at decreasing blood sugar and insulin levels in healthy, normal-weight adults.’

SOURCE: www.dailymail.co.uk

 

อาชีพไหน ทำแล้ว “อ้วน”

dailynews130603_001เดิมที ใครๆ อาจคิดว่า อาชีพที่ทำงานกับอาหาร เช่น เชฟหรือพ่อครัวแม่ครัวนั้น นำความเสี่ยงน้ำหนักเกิน และกลายเป็นคนอ้วน ทว่าความเข้าใจนี้..ผิด!?

โดยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ แคเรียร์บิวเดอร์ บริษัทจัดหางานของอังกฤษ เผยผลสำรวจเรื่องอาชีพกับความอ้วน หลังจากวิเคราะห์คำตอบของพนักงานอาชีพต่างๆ กว่า 3,700 ราย การวิจัยชี้ว่า อาชีพที่ทำแล้วนำพาน้ำหนักส่วนเกินมาให้มากที่สุด คือ พนักงานตอนรับที่นั่งประจำเคาน์เตอร์ รองลงไปเป็นวิศวกร ครู พยาบาล เจ้าหน้าที่เทคนิคด้านไอที ที่ปรึกษากฎหมาย แรงงานนั่งประกอบชิ้นงานหรือลูกจ้างโรงงาน และนักวิทยาศาสตร์ ตามลำดับ

ส่วนเหตุผลที่ยิ่งทำงานแล้วน้ำหนักตัวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ตอบร้อยละ 56 ชี้ว่าเป็นเพราะพวกเขามักจะนั่งทำงานที่โต๊ะตลอดทั้งวัน ร้อยละ 35 บอกเป็นเพราะกินแก้เครียดจากงาน ร้อยละ 26 ชอบออกไปหาของอร่อยกินเป็นประจำ ร้อยละ 17 อ้วนขึ้นเพราะชอบซื้อของหวานติดไว้กินที่โต๊ะทำงาน รวมทั้งกินไม่เป็นเวลา และที่ทำงานมีงานเลี้ยงบ่อย ร้อยละ 9 บอกว่าเป็นเพราะเพื่อนร่วมงานชอบทำขนมหรืออาหารมาให้กิน และร้อยละ 4 ให้เหตุผลว่า ทำงานแล้วมีความสุขจึงกินเยอะ

นับตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงวันนี้ น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน? ร้อยละ 59 เผยว่า ตนเองอ้วนขึ้นไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม ในขณะที่ราวๆ 1 ใน 3 อ้วนขึ้นอีก 40 กิโลกรัม! แต่ในทางตรงกันมาข้าม มีผู้ตอบอยู่ร้อยละ 16 ยืนยันว่า งานที่พวกเขาทำยิ่งทำให้พวกเขาผอมลงไปอีก

ใช่ว่าคนไม่อ้วน หรืออาชีพที่ทำไม่ติดอยู่ในผลสำรวจข้างต้นจะชะล่าใจไป เพราะไม่ว่าจะทำอาชีพไหน หากละเลยควบคุมอาหารให้เหมาะสม และขาดการออกกำลังเพื่อเผาผลาญพลังงาน สุดท้ายก็อ้วนได้เหมือนกัน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 3 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

Deskbound: Administrative workers such as receptionists were found to be the most likely to be overweight. Employees cited vending machines and communal biscuit tins as reasons behind their weight gain

Deskbound: Administrative workers such as receptionists were found to be the most likely to be overweight. Employees cited vending machines and communal biscuit tins as reasons behind their weight gain

Is your job making you fat? Receptionists are most likely to pile on pounds (while while scientists are the skinniest)

  • Survey found teachers and engineers top poll of overweight workers
  • Factory workers tend to be thinner than most other employees
  • People blamed colleagues bringing homemade treats to work as well as happy hours after work and easy access to junk for weight gain

By RACHEL REILLY

PUBLISHED: 10:55 GMT, 31 May 2013

You might expect that being A chef puts you at the highest risk of putting on weight, but you’d be wrong.

New research has found that working as a teach or as an engineer puts you at greater risk of being overweight.

The poll also found that being a factory worker or a scientist made you less likely to be obese.

The survey, carried out by jobsearch company CareerBuilder, polled nearly 3,700 workers.

It found that found that 55 per cent of employees considered themselves overweight.
It also discovered that  41 per cent gained weight as a result of their current job and of those, 59 per cent gained more than 10 pounds.

Just under a third gained more than 20 pounds.

But earning a living didn’t always mean gaining weight: 16 per cent of all workers said they had lost weight while at their current job.

The poll found that those who had put on  weight had done so because of they were exposed to high levels of stress and spent long hours behind a desk.

They also cited readily available junk food as a reason for their unhealthy eating habits and a main cause for their expanding waistline.

The survey also found that employees found controlling portions and counting calories especially challenging while at work.

More than half of employees admitted to going out to eat at least once a week, and a quarter ate out three or more times a week.

Just under 10 per cent reported eating lunch out of the vending machine at least once a week, while 70 per cent of workers said they snacked during the day.

Despite more than half of all workers feeling overweight, nearly 6 of 10 employees said they work out on a regular basis.

Just under 50 per cent percent went to the gym at least three times a week.

Around 30 per cent said they did exercise, but not regularly, and 11 per cent didn’t exercise at all.

Getting a nudge from employers to stay in shape does seem to have some impact, however.

A third of survey respondents said their companies provided wellness benefits such as workout facilities or gym passes.

Of these, 36 per cent take advantage of them.

THE JOBS THAT MAKE YOU PUT ON THE MOST WEIGHT

  • Administrative assistant (69%)
  • Engineer (56%)
  • Teacher (51%)
  • Nurse (51%)
  • IT technician(51%)
  • Legal professional (48%)
  • Machine operator or factory worker (45%)
  • Scientist (39%)

SOURCE: dailymail.co.uk

น้องหมาพาคนอายุยืนหนีีรอดพ้นโรคหัวใจ

thairath130513_001แพทยสมาคมโรคหัวใจอเมริกันกล่าวแนะนำกับประชาชนตรงๆว่า ถ้าอยากอายุยืน ห่างไกลจากโรคหัวใจ ควรจะหาสัตว์เลี้ยงมาไว้ดูเล่น

ศาสตราจารย์วิชาแพทย์โรคหัวใจ วิทยาลัยแพทย์เบย์เลอร์ หมอเกล็น เลอไวน์ ระบุว่าการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะน้องหมา จะทำให้หนีห่างโรคหัวใจ และความอ้วน ความดันโลหิตสูงตลอดจนไขมันในเลือด เคยมีการศึกษาจากชาวอเมริกันที่เป็นผู้ใหญ่ไม่น้อยกว่า 5,200 คน พบว่าผู้ที่เลี้ยงสัตว์ล้วนแต่มีรูปร่างแข็งแรงกว่าผู้ที่ไม่ได้เลี้ยง เนื่องจากได้มีโอกาสพาพวกมันเดินเที่ยวออกกำลัง

นอกจากนั้น ยังมีผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าผลแห่งความรักและภักดีของพวกมันยังมีอานุภาพช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และความว้าเหว่ให้อีกด้วย เป็นผลให้เจ้าของรู้สึกมีความผาสุกในชีวิต และความภาคภูมิใจในตนเอง เพิ่มพูนขึ้น

คนอเมริกันที่เลี้ยงน้องหมาทุกวันนี้ มีมากถึง 78.2 ล้านคน รวมทั้งที่เลี้ยงแมวอีก 86.4 ล้านคน.

ที่มา :  ไทยรัฐ  13 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

.

sciencedaily130509_001

Pets May Help Reduce Your Risk of Heart Disease

May 9, 2013 — Having a pet might lower your risk of heart disease, according to a new American Heart Association scientific statement.

The statement is published online in the association’s journal Circulation.

“Pet ownership, particularly dog ownership, is probably associated with a decreased risk of heart disease,” said Glenn N. Levine, M.D., professor at Baylor College of Medicine in Houston, Texas, and chair of the committee that wrote the statement after reviewing previous studies of the influence of pets.

Research shows that:

  • Pet ownership is probably associated with a reduction in heart disease risk factors and increased survival among patients. But the studies aren’t definitive and do not necessarily prove that owning a pet directly causes a reduction in heart disease risk. “It may be simply that healthier people are the ones that have pets, not that having a pet actually leads to or causes reduction in cardiovascular risk,” Levine said.
  • Dog ownership in particular may help reduce cardiovascular risk. People with dogs may engage in more physical activity because they walk them. In a study of more than 5,200 adults, dog owners engaged in more walking and physical activity than non-dog owners, and were 54 percent more likely to get the recommended level of physical activity.
  • Owning pets may be associated with lower blood pressure and cholesterol levels, and a lower incidence of obesity.
  • Pets can have a positive effect on the body’s reactions to stress.

“In essence, data suggest that there probably is an association between pet ownership and decreased cardiovascular risk,” Levine said. “What’s less clear is whether the act of adopting or acquiring a pet could lead to a reduction in cardiovascular risk in those with pre-existing disease. Further research, including better quality studies, is needed to more definitively answer this question.”

Even with a likely link, people shouldn’t adopt, rescue or buy a pet solely to reduce cardiovascular risk, Levine said.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAmerican Heart Association.

Journal Reference:

  1. Glenn N. Levine, Karen Allen, Lynne T. Braun, Hayley E. Christian, Erika Friedmann, Kathryn A. Taubert, Sue Ann Thomas, Deborah L. Wells, and Richard A. Lange. Pet Ownership and Cardiovascular Risk: A Scientific Statement From the American Heart Association.Circulation, May 9 2013 DOI:10.1161/CIR.0b013e31829201e1

SOURCE : www.sciencedaily.com