ชาวพุทธที่แท้เป็นอย่างไร?

ถ้าจะถามว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธหรือไม่ หากเรายึดตามหลักฐานทางราชการ คำตอบก็คือ “ใช่” เพราะคนไทยส่วนใหญ่ระบุไว้ในทะเบียนบ้านว่านับถือศาสนาพุทธ

แต่ถ้าเรายึดคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก แล้วนำมาใช้เป็นสิ่งประกอบการพิจารณาว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความเชื่อในเรื่องต่าง ๆ อย่างไร และมีพฤติกรรมแบบไหน เหมาะสมกับการเป็นชาวพุทธหรือไม่ คำตอบอาจเปลี่ยนไป และอาจทำให้หลาย ๆ คนเริ่มไม่แน่ใจว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธจริงหรือไม่

เพราะในปัจจุบัน คนไทยจำนวนมากเชื่อถือในหลาย ๆ เรื่องที่ขัดแย้งกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อาทิ ฤกษ์ยาม ปีชง ฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง กินเจ ดูดวง ไหว้พระขอพร 9 วัด บูชาวัตถุมงคล ของขลัง ตัดกรรม แก้กรรม สะเดาะเคราะห์ เป็นต้น

ณัฐพบธรรม ผู้เขียนหนังสือ นี่หรือเมืองพุทธ กล่าวว่า “เดิมทีผมก็มีชีวิตที่อุดมไปด้วยความเชื่อผิด ๆ เช่นกัน แต่เมื่อได้ลิ้มรสธรรมของพระพุทธเจ้า ทำให้ผมเข้าใจความจริงว่าอะไรเป็นอะไร ตอนนี้ผมจึงมีพระรัตนตรัยเป็นที่ยึดเหนี่ยวอย่างไม่มีวันสั่นคลอน เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม ทำบุญตามหลักกิริยาวัตถุ 10 อย่างสม่ำเสมอ รักษาศีล พยายามละบาปให้มากที่สุด และหาโอกาสทำบุญอยู่เป็นประจำ ทุกวันนี้ผมเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าเราจะต้องการอะไร หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี เช่น ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต มีการงานที่ดี ฐานะมั่นคง คู่รักดี มีครอบครัวที่อบอุ่น มีมิตรที่จริงใจ มีสุขภาพที่ดี หรืออะไรก็ตาม หากเราทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ชีวิตของเราก็จะมีความเจริญรุ่งเรือง และมีความสุขอย่างที่เราต้องการอย่างแท้จริง”

ยกตัวอย่างความเชื่อ อย่างเรื่องปีชง ให้ลองคิดดูว่าในแต่ละปีจะมีปีชงทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ประมาณ 4 นักษัตร ตามหลักตรรกะจะเห็นได้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่คนเกิดปีชงจะประสบเหตุร้าย แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกคนที่เกิดปีชงจะประสบเหตุร้ายไปหมด บางคนก็ไม่มีอะไรเลย บางคนกลับดีด้วยซ้ำ ถ้าตรงจริงคนเกิดปีชงก็ต้องแย่เหมือนกันหมด แต่นี่ไม่ใช่ คนรวยก็ยังคงรวยเหมือนเดิมแม้จะเกิดปีชง สรุปได้ว่า ชีวิตเราไม่ได้เป็นไปตามปีชง แต่เป็นไปตามกรรมที่เราได้ทำ

พูดถึงเรื่องกรรม บางคนโทษว่าเหตุร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นเพราะกรรมเก่า บางคนก็เชื่อว่าจะสามารถแก้กรรม ตัดกรรม ทำให้เรื่องร้าย กลายเป็นเรื่องดีได้ แต่จริง ๆ แล้วกรรมก็คือการกระทำที่เกิดขึ้นแล้ว เราย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ทุกการกระทำมีผลเกิดขึ้นตามมา ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น อยากให้ทุกคนลองหันกลับมามองดูตัวเองว่าทำอะไรไม่เหมาะสม ทำให้เกิดสิ่งไม่ดี แล้วให้แก้ไขที่ต้นเหตุ

ถ้าจะพูดถึงเรื่องการทำบุญไหว้เจ้า ไหว้พระขอพร 9 วัด กิจกรรมหลักก็คือการจุดธูปเทียน ไหว้อธิษฐาน อ้อนวอนขอกับพระพุทธรูป ที่ทำมาจากอิฐ หิน ปูน ทราย บางคนนิยมทำบุญไหว้พระกับวัดที่มีชื่อเป็นมงคล ให้ลองคิดดูว่า พระ เด็กวัด คนที่อาศัยอยู่รอบวัด คนเหล่านี้อยู่ในวัดตลอด 24 ชั่วโมง ได้ดีทุกคนหรือไม่ พระไตรปิฎกบอกการอ้อนวอนขอ ไม่มีทางได้ในสิ่งที่ต้องการ ถ้าจะไหว้ให้ได้บุญจริง ต้องไหว้ด้วยความนอบน้อม ทำด้วยจิตที่เป็นกุศล ไม่ใช่จิตอ้อนวอนขออยากได้ หลายคนเวลามีเรื่องทุกข์ใจหรือหาทางออกให้ชีวิตไม่ได้ มักหันไปพึ่งพาคำแนะนำจากหมอดู และวิธียอดนิยมที่หมอดูใช้ในการดูดวงก็คือการทำนายจากวันเกิด ซึ่งในพระไตรปิฎกมีตัวอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นแล้วว่า เราไม่สามารถทำนายอนาคตจากเวลาเกิดได้ เพราะมีผู้ที่เกิดในวันเดียวกับเจ้าชายสิทธัตถะถึง 4 คน คือ พระนางยโสธรา พระอานนท์ พระกาฬุทายี และพระฉันนะ กับม้ากัณฐกะ แต่ทั้งห้าก็มีฐานะที่ไม่เท่ากัน และมีความเป็นอยู่ที่ไม่เหมือนกัน

ครูลิลลี่ พูดถึงเรื่องความเชื่อกับการปฏิบัติว่า “คนส่วนใหญ่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของภาษา ทำบุญต้อง 9 วัด เพราะเลข 9 เป็นเลขมงคล หมายถึงก้าวหน้า หรือความเชื่อที่ว่าไม่ให้เอามังคุด กับมะไฟไปทำบุญก็เพราะชื่อไม่เป็นมงคลเหมือนกัน เมื่อก่อนก็เคยดู ดวง ฤกษ์ยามเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ดูแล้ว ดูไปก็เท่านั้น เราต้องดูตัวเอง ครูสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า ผลเกิดจากเหตุ อยากได้เกรดต้องเกิดจากการกระทำไม่มีใครช่วยได้นอกจากตัวเราเอง คนไทยส่วนใหญ่ยังคิดว่าการทำบุญเพียงแค่การตักบาตร ถวายสังฆทาน แต่จริง ๆ แล้วต้องให้ทาน ศีล ภาวนา ละชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์ ศรัทธาต้องคู่กับปัญญา ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดทำบุญ แต่ขอให้มีสติอยู่ตลอดเวลา อยู่กับลมหายใจและสติ”

ความเป็นชาวพุทธแท้ ไม่ได้วัดกันที่ว่าเราไปวัดบ่อยแค่ไหน สวดมนต์นานแค่ไหน กราบพระบ่อยแค่ไหน นุ่งขาวห่มขาวหรือไม่ แต่วัดกันที่ เราปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามากแค่ไหนต่างหาก

ถึงแม้เราจะไม่ได้ไปวัดบ่อยนัก สวดมนต์พอประมาณ ใส่เสื้อผ้าสีขาวตามวาระโอกาส ไหว้พระพุทธรูปตามโอกาสอันควร แต่ถ้าเราสามารถรักษาศีล 5 ได้อย่างเคร่งครัด ทำบุญกิริยาวัตถุ 10 สม่ำเสมอ ไม่ทำอกุศลกรรมบถ 10 และมีจิตใจที่ยึดมั่นถือมั่นในพระรัตนตรัยอย่างไม่มีวันสั่นคลอนโดยไม่สนใจความเชื่อผิด ๆ

แบบนี้ต่างหากสามารถพูดได้ว่าเราเป็นชาวพุทธที่แท้จริง.

ที่มา: เดลินิวส์ 25 เมษายน 2555

Advertisements