ตัดกรรม แก้กรรม?? โดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน

พอดีได้ยินคำว่า “ตัดกรรม” หรือว่า “แก้กรรม” อยู่บ่อยครั้งมาก ๆ ในช่วงระยะเวลาหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาชาวบ้านถึงบุคคลระดับผู้นำ ก็มีข่าวว่าจำเป็นต้องมีการ “แก้กรรม” “ตัดกรรม” กันเพื่อให้ชีวิตออกจากวงจรแห่งความไม่สุขสมหวังกัน…ในฐานะของพุทธศาสนิกชนคนหนึ่งก็สงสัยมานานแล้วว่า พุทธศาสนาของเราสอนให้คนเรา “สร้างกรรมดี ละเว้นจากการกระทำกรรมชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์” แต่ไม่เคยเห็นว่า พุทธศาสนาจะสอนให้เรา “แก้กรรม” หรือ “ตัดกรรม” ด้วยการ “ทำพิธีกรรม” เพราะท้ายที่สุดกฎแห่งกรรม ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาที่สุด กล่าวคือ หากว่ามีกรรมชั่ว ผลของกรรมก็จะไล่หลังเรามาเรื่อย ๆ เลี่ยงไม่ได้ จะบรรเทาเบาบางลงได้ก็ต่อเมื่อ เราเร่งกระทำกรรมดี เพื่อให้ผลกรรมเลวที่มีอยู่นั้นผ่อนหนักเป็นเบา เสมือนกับการเอาน้ำบริสุทธิ์เข้าไปเจือจางเกลือ จนกระทั่งความเค็มลดน้อยลงทีละส่วน ๆ มากกว่าการที่จะยกเลิกผลของการกระทำไม่ดี หรือผลของกรรมเลวไปเสียดื้อ ๆ โดยที่ไม่ต้องทำกรรมดีชดเชยเลย

ก็ไม่รู้ว่า ผมเป็นพุทธศานิกชนที่เข้าใจเรื่องของบุญกรรมผิดหรือเปล่า แต่พอจำได้จากบทสนทนาระหว่างผมกับพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ที่แม่น้ำคงคาเมื่อยามเยือนสังเวชนียสถาน ๔ ที่ประเทศอินเดียและเนปาล ที่ พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ได้ยกบทสนทนาระหว่างพระพุทธองค์กับเหล่าพราหมณ์ที่พยายามล้างบาปด้วยน้ำในแม่น้ำคงคา (ที่ว่ากันว่าไหลมาจากสวรรค์เพราะเป็นแม่น้ำที่ไหลจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ (แทนที่จะเป็นจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ตามแม่น้ำทั่ว ๆ ไป) ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า หากว่าแม่น้ำในแม่น้ำคงคาสามารถที่จะชะล้างบาปของผู้ที่ลงมาอาบน้ำได้แล้วล่ะก็ กุ้งหอยปูปลาที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำก็คงจะได้ขึ้นสวรรค์กันไปหมดแล้วไม่ต้องมาเป็นเหยื่อของกันและกัน และของมนุษย์อย่างที่เป็น ๆ กันอยู่

สิ่งที่น่าคิดเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องของการ “ตัดกรรม(ที่มิได้วางอยู่บนพื้นฐานของการสร้างสัมมาทิฐิของคนให้เน้นการกระทำกรรมดี และละเว้นกรรมชั่ว) คือ การที่บุคคลที่หวังที่จะทำให้ชีวิตของตนเองดีขึ้นด้วยพิธีกรรมมากกว่าด้วยการปรับทิฐิของตนเอง สู่สัมมาทิฐิ (ที่เน้นเรื่องของการลดการกระทำชั่ว และสร้างกรรมดีเพื่อทดแทน) ก็คือการที่บุคคลเหล่านี้ คงจะใจร้อนตามโลกยุคดิจิทัล อยากจะ “ตัดผลของกรรมชั่ว” ด้วยพิธีกรรม (ที่ไม่ทราบว่าสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธองค์หรือไม่) และยังไม่คิดที่จะ “สร้างกรรมดี” หรือ ย้อนกลับไปมองแต่หนหลังว่าตนเองนั้นทำ “กรรมชั่ว” อะไรเอาไว้ พิจารณาให้ถี่ถ้วน แล้วก็ “ยุติ” การทำกรรมชั่ว

ยิ่งกระแสของการ “แก้กรรม” และ “ตัดกรรม” ด้วย “พิธีกรรม” มากขึ้นเท่าไหร่ เป็นที่นิยมมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งทำให้น่าวิตกว่า สังคมเริ่มออกห่างจาก เรื่องของการทบทวนการกระทำชั่วของตนเอง และเริ่มต้นมองว่า “การจำแนกแยกแยะ ระหว่างกรรมดีและกรรมชั่ว” ออกไปเรื่อย ๆ

ในปีนี้ เป็นปีพุทธชยันตี หรือปีแห่งการครบรอบ ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ น่าจะเป็นปีที่พุทธศาสนิกชนได้หันกลับไปศึกษาพระพุทธประวัติกันให้ลึกอีกครั้ง แล้วดูว่า ส่วนใดคือคำสอนของพระพุทธองค์ และสิ่งใดคือสิ่งที่เกิดขึ้นมาภายหลัง เป็นเพียง “ความเชื่อ” เป็นส่วนที่ “มิใช่แก่น” ของพระพุทธศาสนา และบางที นำไปสู่สิ่งที่เป็น “พุทธพาณิชย์” ที่ไม่ได้สอดคล้องกับหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์แล้ว

ในระดับปัจเจกบุคคลแล้ว เราก็น่าจะใช้โอกาส พุทธชยันตี ในปีนี้ในการทบทวนว่า ในฐานะชาวพุทธมีความเชื่อใดที่มิใช่คำสอนของพระพุทธองค์แต่เรายังเชื่ออยู่ (เช่นบางคนเชื่อโชคลาง เชื่อเรื่องของฤกษ์ยาม เครื่องรางของขลัง การสะเดาะเคราะห์) จนละเลยเรื่องของการสร้างกรรมดีและเว้นกรรมชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หรือในมิติอื่น ๆ

ผมจำได้ว่าในช่วงที่ศึกษาพระพุทธศาสนาใหม่ ๆ หนึ่งในหลักการเบื้องต้นคือการเชื่อมั่นใน “กฎแห่งกรรม” โดยไม่โยกคลอน…การทบทวนตัวเอง แล้วยึดมั่นใน “กฎแห่งกรรม” และค่อย ๆ ตัดความเชื่ออื่น ๆ ที่มิได้สอดคล้องกับการ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วเร่งสร้างผลกรรมดี และเลิกการทำกรรมชั่วให้ได้ นั่นแหละถือว่าเรา “หนักแน่นกับกฎแห่งกรรม” และเดินตามหลักของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

ปีนี้ “พุทธชยันตี” หรือปีแห่งการระลึกถึงชัยชนะของพระพุทธองค์ มิใช่เป็นแค่วาระการเฉลิมฉลองเฉย ๆ แต่เป็นปีที่ ชาวพุทธควรที่จะได้โอกาส “ทบทวนตัวเอง” ว่า ที่สุดแล้วเราเป็นชาวพุทธจริงแท้แน่นอนขนาดไหน

ลองจินตนาการดู หากว่า ชาวพุทธ เริ่มต้นหันมาเชื่อมั่นในหลักการทำกรรมดี ละเว้นการทำกรรมชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ แทนการทำพิธีกรรมเพื่อลดผลของกรรมชั่ว ด้วยหนทางอื่น สังคมไทยเราจะน่าอยู่มากขึ้นขนาดไหน.

ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน

ที่มา: เดลินิวส์ 25 เมษายน 2555

Advertisements

ชาวพุทธที่แท้เป็นอย่างไร?

ถ้าจะถามว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธหรือไม่ หากเรายึดตามหลักฐานทางราชการ คำตอบก็คือ “ใช่” เพราะคนไทยส่วนใหญ่ระบุไว้ในทะเบียนบ้านว่านับถือศาสนาพุทธ

แต่ถ้าเรายึดคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก แล้วนำมาใช้เป็นสิ่งประกอบการพิจารณาว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความเชื่อในเรื่องต่าง ๆ อย่างไร และมีพฤติกรรมแบบไหน เหมาะสมกับการเป็นชาวพุทธหรือไม่ คำตอบอาจเปลี่ยนไป และอาจทำให้หลาย ๆ คนเริ่มไม่แน่ใจว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธจริงหรือไม่

เพราะในปัจจุบัน คนไทยจำนวนมากเชื่อถือในหลาย ๆ เรื่องที่ขัดแย้งกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อาทิ ฤกษ์ยาม ปีชง ฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง กินเจ ดูดวง ไหว้พระขอพร 9 วัด บูชาวัตถุมงคล ของขลัง ตัดกรรม แก้กรรม สะเดาะเคราะห์ เป็นต้น

ณัฐพบธรรม ผู้เขียนหนังสือ นี่หรือเมืองพุทธ กล่าวว่า “เดิมทีผมก็มีชีวิตที่อุดมไปด้วยความเชื่อผิด ๆ เช่นกัน แต่เมื่อได้ลิ้มรสธรรมของพระพุทธเจ้า ทำให้ผมเข้าใจความจริงว่าอะไรเป็นอะไร ตอนนี้ผมจึงมีพระรัตนตรัยเป็นที่ยึดเหนี่ยวอย่างไม่มีวันสั่นคลอน เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม ทำบุญตามหลักกิริยาวัตถุ 10 อย่างสม่ำเสมอ รักษาศีล พยายามละบาปให้มากที่สุด และหาโอกาสทำบุญอยู่เป็นประจำ ทุกวันนี้ผมเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าเราจะต้องการอะไร หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี เช่น ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต มีการงานที่ดี ฐานะมั่นคง คู่รักดี มีครอบครัวที่อบอุ่น มีมิตรที่จริงใจ มีสุขภาพที่ดี หรืออะไรก็ตาม หากเราทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ชีวิตของเราก็จะมีความเจริญรุ่งเรือง และมีความสุขอย่างที่เราต้องการอย่างแท้จริง”

ยกตัวอย่างความเชื่อ อย่างเรื่องปีชง ให้ลองคิดดูว่าในแต่ละปีจะมีปีชงทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ประมาณ 4 นักษัตร ตามหลักตรรกะจะเห็นได้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่คนเกิดปีชงจะประสบเหตุร้าย แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกคนที่เกิดปีชงจะประสบเหตุร้ายไปหมด บางคนก็ไม่มีอะไรเลย บางคนกลับดีด้วยซ้ำ ถ้าตรงจริงคนเกิดปีชงก็ต้องแย่เหมือนกันหมด แต่นี่ไม่ใช่ คนรวยก็ยังคงรวยเหมือนเดิมแม้จะเกิดปีชง สรุปได้ว่า ชีวิตเราไม่ได้เป็นไปตามปีชง แต่เป็นไปตามกรรมที่เราได้ทำ

พูดถึงเรื่องกรรม บางคนโทษว่าเหตุร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นเพราะกรรมเก่า บางคนก็เชื่อว่าจะสามารถแก้กรรม ตัดกรรม ทำให้เรื่องร้าย กลายเป็นเรื่องดีได้ แต่จริง ๆ แล้วกรรมก็คือการกระทำที่เกิดขึ้นแล้ว เราย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ทุกการกระทำมีผลเกิดขึ้นตามมา ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น อยากให้ทุกคนลองหันกลับมามองดูตัวเองว่าทำอะไรไม่เหมาะสม ทำให้เกิดสิ่งไม่ดี แล้วให้แก้ไขที่ต้นเหตุ

ถ้าจะพูดถึงเรื่องการทำบุญไหว้เจ้า ไหว้พระขอพร 9 วัด กิจกรรมหลักก็คือการจุดธูปเทียน ไหว้อธิษฐาน อ้อนวอนขอกับพระพุทธรูป ที่ทำมาจากอิฐ หิน ปูน ทราย บางคนนิยมทำบุญไหว้พระกับวัดที่มีชื่อเป็นมงคล ให้ลองคิดดูว่า พระ เด็กวัด คนที่อาศัยอยู่รอบวัด คนเหล่านี้อยู่ในวัดตลอด 24 ชั่วโมง ได้ดีทุกคนหรือไม่ พระไตรปิฎกบอกการอ้อนวอนขอ ไม่มีทางได้ในสิ่งที่ต้องการ ถ้าจะไหว้ให้ได้บุญจริง ต้องไหว้ด้วยความนอบน้อม ทำด้วยจิตที่เป็นกุศล ไม่ใช่จิตอ้อนวอนขออยากได้ หลายคนเวลามีเรื่องทุกข์ใจหรือหาทางออกให้ชีวิตไม่ได้ มักหันไปพึ่งพาคำแนะนำจากหมอดู และวิธียอดนิยมที่หมอดูใช้ในการดูดวงก็คือการทำนายจากวันเกิด ซึ่งในพระไตรปิฎกมีตัวอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นแล้วว่า เราไม่สามารถทำนายอนาคตจากเวลาเกิดได้ เพราะมีผู้ที่เกิดในวันเดียวกับเจ้าชายสิทธัตถะถึง 4 คน คือ พระนางยโสธรา พระอานนท์ พระกาฬุทายี และพระฉันนะ กับม้ากัณฐกะ แต่ทั้งห้าก็มีฐานะที่ไม่เท่ากัน และมีความเป็นอยู่ที่ไม่เหมือนกัน

ครูลิลลี่ พูดถึงเรื่องความเชื่อกับการปฏิบัติว่า “คนส่วนใหญ่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของภาษา ทำบุญต้อง 9 วัด เพราะเลข 9 เป็นเลขมงคล หมายถึงก้าวหน้า หรือความเชื่อที่ว่าไม่ให้เอามังคุด กับมะไฟไปทำบุญก็เพราะชื่อไม่เป็นมงคลเหมือนกัน เมื่อก่อนก็เคยดู ดวง ฤกษ์ยามเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ดูแล้ว ดูไปก็เท่านั้น เราต้องดูตัวเอง ครูสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า ผลเกิดจากเหตุ อยากได้เกรดต้องเกิดจากการกระทำไม่มีใครช่วยได้นอกจากตัวเราเอง คนไทยส่วนใหญ่ยังคิดว่าการทำบุญเพียงแค่การตักบาตร ถวายสังฆทาน แต่จริง ๆ แล้วต้องให้ทาน ศีล ภาวนา ละชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์ ศรัทธาต้องคู่กับปัญญา ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดทำบุญ แต่ขอให้มีสติอยู่ตลอดเวลา อยู่กับลมหายใจและสติ”

ความเป็นชาวพุทธแท้ ไม่ได้วัดกันที่ว่าเราไปวัดบ่อยแค่ไหน สวดมนต์นานแค่ไหน กราบพระบ่อยแค่ไหน นุ่งขาวห่มขาวหรือไม่ แต่วัดกันที่ เราปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามากแค่ไหนต่างหาก

ถึงแม้เราจะไม่ได้ไปวัดบ่อยนัก สวดมนต์พอประมาณ ใส่เสื้อผ้าสีขาวตามวาระโอกาส ไหว้พระพุทธรูปตามโอกาสอันควร แต่ถ้าเราสามารถรักษาศีล 5 ได้อย่างเคร่งครัด ทำบุญกิริยาวัตถุ 10 สม่ำเสมอ ไม่ทำอกุศลกรรมบถ 10 และมีจิตใจที่ยึดมั่นถือมั่นในพระรัตนตรัยอย่างไม่มีวันสั่นคลอนโดยไม่สนใจความเชื่อผิด ๆ

แบบนี้ต่างหากสามารถพูดได้ว่าเราเป็นชาวพุทธที่แท้จริง.

ที่มา: เดลินิวส์ 25 เมษายน 2555