ร่างกายล้า สุขภาพเสื่อม เบื่อเซ็กซ์! ศาสตร์ “ชะลอวัย” ช่วยคุณป้องกันได้

มักได้ยินคำว่า ศาสตร์แห่งการชะลอวัย หรือ Anti-Aging บ่อยๆ ถึงขนาดมีการร่ำเรียนเป็นล่ำเป็นสัน ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจบสาขาวิชานี้โดยตรง

เรามารู้จักกันหน่อยว่า เจ้าศาสตร์นี้ใช้วิธีอะไรในการรักษา และภาวะเริ่มแก่(แล้ว)เป็นโรคด้วยหรือ ฯลฯ พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชะลอวัย จาก Addlife Anti-Aging Center มาอธิบาย ณ ตรงนี้ค่ะ

ร่างกายเริ่มเสื่อม โรคร้ายเริ่มมา บ่งชี้ “แก่”

ร่างกายรู้สึกล้าตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงบ่าย รู้สึกอ่อนเพลีย แม้จะนอนพักเพียงพอ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยไม่สามารถหยุดยั้งได้ ขี้หลง ขี้ลืม มากขึ้นเรื่อยๆ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ปวดข้อ นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทดี ความรู้สึกว่าสมรรถภาพ หรือความต้องการทางเพศลดลง

คุณหมอกฤดากร บอกว่า ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความแก่หรือร่างกายเริ่มเกิดความเสื่อม

“ซึ่งโรคร้ายมากมายล้วนมีสาเหตุมาจากความเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคต้อกระจก โรคเสื่อมระบบประสาท โรคกระดูกพรุน เป็นต้น จึงทำให้คนให้ความสนใจเรื่องความเสื่อมของร่างกาย และหาวิธีที่จะดูแลและป้องกันกันมากขึ้น”

และนี่คือ ที่มาของศาสตร์แห่งการชะลอวัย

ศาสตร์ชะลอวัย เน้นป้องกัน

“หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Anti-Aging มาบ้างแล้ว แต่อาจยังไม่ค่อยเข้าใจว่าจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร ซึ่งการแพทย์เฉพาะทางด้านชะลอวัย (Anti-Aging Medicine) จะมุ่งเน้นการป้องกันโรคโดยอิงหลักธรรมชาติ การฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงการรักษาสุขภาพก่อนที่จะเกิดโรคที่เกิดจากความเสื่อม และการฟื้นฟูภาวะเสื่อมของร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น

โดยแพทย์จะใช้ความรู้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การตรวจวัดและรักษาปรับสมดุลระดับสารอาหารวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารสื่อประสาท รวมถึงฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย เป็นต้น ซึ่งส่งผลดีกับคุณภาพชีวิตในระยะยาว และการจะรักษาด้วยวิธีใดนั้น เราดูที่สาเหตุความเสื่อมของร่างกายว่ามาจากสาเหตุใด สามารถอธิบายแบ่งออกได้เป็น 2 เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก-สารอนุมูลอิสระ คือโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนที่ไม่สมดุล พยายามไปจับโมเลกุลเซลล์ปกติ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ไปทำลายเซลล์ที่ดีให้เสื่อมลง เมื่อเซลล์เสื่อมจึงทำให้อวัยวะทั้งหลายทำงานลดลง แล้วในที่สุดร่างกายก็เสื่อมตาม ทำให้ความแก่และโรคภัยต่างๆ มาเยือน”

คุณหมอบอกว่า พบสารอนุมูลอิสระได้ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย

“ภายในร่างกาย คือ โดยธรรมชาติร่างกายของคนเราเป็นผู้สร้างสารอนุมูลอิสระนี้ขึ้นเองและสร้างอยู่ตลอดเวลาในขบวนการเผาผลาญอาหาร ซึ่งสารอนุมูลอิสระตัวร้ายนี้มีฤทธิ์ไปทำลายส่วนต่างๆ ของร่างกายในระดับของเซลล์ ค่อยๆ สะสมเป็นไปทีละเล็กทีละน้อยแล้วในที่สุดเซลล์ก็จะตายไปเอง

พบว่าอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์พันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ มีผลทำให้เซลล์ที่ถูกทำลายจะสามารถกลายเป็นเนื้อร้ายได้ เช่น โรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคต้อกระจก

ส่วนสารอนุมูลอิสระที่พบจากภายนอกร่างกาย คือ มลภาวะเป็นพิษต่างๆ รังสี UVA และ UVB ในแสงแดด ควันบุหรี่ เป็นแหล่งอนุมูลอิสระที่สามารถเข้ามาทำร้ายร่างกายและผิวพรรณของเราได้โดยตรง

สารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Anti-oxidant มีคุณสมบัติคือจับสารอนุมูลอิสระทำให้สารอนุมูลอิสระคงตัวไม่ไปทำลายเซลล์ในร่างกาย ระดับการถูกทำลายจะช้าลง นี่ก็เป็นการชะลอความชราอีกวิธีหนึ่ง ในร่างกายตับสามารถผลิตสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดด้วยกัน

แต่เพราะความเสื่อมย่อมเกิดขึ้นตามวัย การผลิตสารอนุมูลอิสระดังกล่าวก็จะลดน้อยลง เราจึงควรทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) โคเอ็นไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) อัลฟาไลโพอิกแอสิด (Alpha Lipoic Acid ; ALA) และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) กับโพลีฟีนอล (Pholyphenols) และควรเลือกรับประทานอาหารประเภทที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี ทานผักและผลไม้ที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น”

นอกจากนี้ คุณหมอแนะให้หลีกเลี่ยงมลภาวะที่เป็นพิษต่างๆ อย่างเช่น ควันรถ ควันบุหรี่ หลีกเลี่ยงรังสีในแสงแดด UVA และ UVB รวมทั้งควรลดความเครียด

เรื่องที่สอง ภาวะพร่องฮอร์โมนเร่งเสื่อม ฮอร์โมนมีหน้าที่คอยควบคุมทุกระบบในร่างกายรวมไปถึงจิตใจด้วย เช่น การเจริญเติบโต เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ความต้องการทางเพศ ควบคุมอารมณ์ ช่วยในเรื่องความจำ เป็นต้น

แหล่งที่ผลิตฮอร์โมนในร่างกาย ได้แก่ ต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง หรือต่อมไทรอยด์ ถ้าระดับฮอร์โมนลดต่ำลงการทำงานของร่างกายก็จะไม่ดีเท่าที่ควร

หญิงวัยทอง ชายเซ็กซ์เสื่อม

“ตัวอย่างผู้หญิงที่อยู่ในภาวะประจำเดือนหมด (Menopause) มักจะมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกง่าย ขาดชีวิตชีวา เฉื่อยชา อารมณ์หดหู่ซึมเศร้าแต่บางครั้งก็หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เครียดและวิตกกังวลไม่มีสาเหตุ ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ มักจะปวดศีรษะบ่อย หน้าอกหย่อนยาน การตอบสนองทางเพศไม่เป็นที่พอใจ ช่องคลอดขาดความชุ่มชื้น ผมและผิวแห้งเสียสมดุล

ส่วนในผู้ชายที่สูงอายุก็จะผลิตฮอร์โมนเพศชายน้อยลงหรือบกพร่อง คือ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ขาดความกระปรี้กระเปร่าพละกำลังลดลง เริ่มลงพุง อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าง่าย มักจะอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวบ่อยครั้งหรือบางครั้งหดหู่ซึมเศร้า ท้อแท้ต่อชีวิต ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ ปวดหลัง ปวดข้อ มีความเครียดง่ายขึ้นทำให้มีปัญหาสุขภาพหลายประการได้”

อย่างไรก็ตาม คุณหมออธิบายว่า อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือน หาใช่ผิดปกติจนถือว่าเป็นโรค เพียงแต่ทำให้เกิดความทุกข์ใจและทำให้คุณภาพชีวิตไม่ดีเท่าที่ควร สามารถให้ฮอร์โมนทดแทน เพื่อช่วยให้การทำงานของร่างกายดีขึ้น ความจำดีขึ้น มวลกระดูกหนาแน่นขึ้น อารมณ์คงที่มากขึ้น

ทว่าการให้ฮอร์โมนทดแทนควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งควรไปเจาะเลือดตรวจระดับสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนเฉพาะบุคคล หมอชะลอวัยจะเป็นผู้แนะนำปริมาณสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของร่างกาย

และนี่แหล่ะค่ะ วิธีการป้องกันรักษาตามหลักชะลอวัยสไตล์

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2555

โรคของผู้สูงอายุจากความเสื่อมมักไม่หายขาด

ผู้สูงอายุ หมายถึง ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ปัจจุบันผู้สูงวัยเหล่านี้ในบ้านเรามีความรู้ในการดูแลสุขภาพดีขึ้นมาก ทำให้มีอายุยืนขึ้น ได้มีการสำรวจพบว่ามีเกิน 12% ของประชากรทั้งหมด ในทางประชากรศาสตร์ถือว่าประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุแล้ว

ล่าสุดพบว่ามีราว 8 ล้านคน อีก 10 ปีจะมีมากกว่าประชากรเด็ก และอีก 15 ปี จะเพิ่มเป็น 14 ล้านคน ประมาณ 20% ของประชากรประเทศ

ในด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุจะมีเรื่องของความเสื่อมของร่างกายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ละท่านอาจมีโรคประจำตัวต่างกันคนในชนบทแต่ก่อนเวลาพบกันมักบ่นให้กันฟังถึงเรื่องสุขภาพ ตามัว หูตึง ปวดข้อ ปวดหลัง เวียนหัว เดี๋ยวนี้มีความรู้เพิ่มขึ้น พูดถึงน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตสูง ไปจนถึงไขมัน ดัชนีค่ามะเร็งตับ และต่อมลูกหมากด้วย

แสดงถึงความสนใจและรอบรู้ ตัวชี้วัดด้านสุขภาพดีขึ้น ในขณะเดียวกัน นับวันเรื่องของความเสื่อมของร่างกายค่อยคืบคลานตามมาเพิ่มขึ้นเช่นกัน ความหวังที่ตั้งไว้สูง ๆ แล้วผิดหวัง บางคนก็ทำใจได้ ว่ามันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ บางคนก็คิดว่าจะต้องหาย ต้องเอาชนะความเสื่อมที่เป็นเรื่องของธรรมชาติให้ได้

สัญญาณความเสื่อม ความจริงพออายุเพิ่มมากขึ้น สัญญาณแห่งความเสื่อมได้ค่อย ๆ บอกมาให้รู้เป็นระยะมาตลอด น่าที่จะค่อย ๆ ปรับตัวปรับใจได้ เริ่มตั้งแต่ส่วนบนของร่างกาย คือ ผม เส้นผมสีขาวจะค่อย ๆ สอดแทรกสีดำเข้ามา ตา จะค่อย ๆ มัวลง มองเห็นไม่ชัดเหมือนวัยรุ่นที่ร้อยเข็มเย็บผ้าได้อย่างคล่องแคล่ว หู ก็เริ่มจะเรียกไม่ค่อยได้ยิน เปิดวิทยุหรือโทรทัศน์ดังขึ้น ที่เห็นเด่นชัดดูง่ายคือ ผิวหนัง ที่เคยตึงเรียบเนียนจะค่อยแห้ง บาง เหี่ยวย่น ใบหน้าอาจมีริ้วรอยให้เห็น ตกกระ ฝ้า ไฝ เพิ่มมากขึ้น

พออายุเริ่มเพิ่มมากขึ้นไปอีก ส่วนสูง ดูจะลดลงไป ถ้ามีหลังโกง หลังงอ จะต่ำลงไปอีก น้ำหนัก จะเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ชายมักค่อยลดลงแต่หญิงบางครั้งดูจะค่อยเพิ่มขึ้น สภาพกล้ามเนื้อจะหดลง ไม่ค่อยมีแรง ยกของหนัก ๆ ไม่ค่อยไหว การเดิน ดูจะเห็นชัด ไม่ค่อยกระฉับกระเฉงเหมือนเก่า ก้าวสั้นลง เดินช้าลง เดินไม่ค่อยตรงทางนัก

ผมอธิบายเรื่องความเสื่อมของร่างกายได้คล่อง เพราะเล่าจากประสบการณ์ของตัวผมเองว่าตั้งแต่เริ่มสูงวัยเกิน 60 ปีมานี้ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง อาการทางหัวใจ เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับชายเรื่องต่อมลูกหมากมาเกี่ยวข้องด้วย มักโตแทบทุกคน ทำให้ต้องปัสสาวะบ่อย จึงต้องระมัดระวังการเดินทาง ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ สมอง ต้องฝึกใช้สมองไว้ จะได้คิดคล่องไม่หลงลืมมาก คนกลัวกันมากเรื่องสมองเสื่อม จำคนไม่ได้ พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เป็นภาระต่อผู้ดูแลมาก

การรักษา โรคของความเสื่อมเหมือนของเก่า ค่อยประคับประคองรักษากันไป การรักษาบางครั้งดูเหมือนจะหายไปเลย แต่ด้วยความเสื่อมอีกไม่ช้าก็กลับเป็นใหม่อีก จึงไม่ควรตั้งความหวังสูงนัก หายไปก็ดีแล้ว กลับเป็นใหม่ก็รักษากันต่ออีก ตัวอย่างเด่นชัดคือ เรื่องปวดตามข้อ หายข้อนี้เลื่อนไปข้อโน้น เป็น ๆ หาย ๆ ตลอด ต้อหิน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต ล้วนต้องประคับประคองกันไป จะอยู่กับเราไปตลอด ใครที่คิดได้ความกังวลทางใจจะลดลงไปมาก

โรคมะเร็ง ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งมากกว่าวัยอื่น ผู้ที่ได้เปรียบคือผู้ที่ดูแลสุขภาพสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตัวเองดี เห็นร่างกายผิดปกติต้องรีบไปหาแพทย์แต่ระยะเริ่มแรก ผลการรักษาจะดีมากทุกราย ทางแพทย์เองก็พัฒนาเรื่องนี้มากทั้งการวินิจฉัยโรคและการรักษา

การป้องกันโรคจากความเสื่อม การรู้จักดูแลสุขภาพของตัวเอง การออกกำลังกายทุกวัน ดีและง่ายที่สุดคือ การเดิน มีรายงานจากคณะแพทย์สถาบันลินสกา ประเทศสวีเดน ได้วิจัยคน 4 หมื่นคน อายุ 45-79 ปี โดยให้เดินหรือขี่จักรยานทุกวันราว 30 นาที ติดตามผล 7 ปี พบว่าเสียชีวิต 3,714 คน สรุปว่า ผู้ที่ออกกำลังด้วยการเดินนี้จะมีชีวิตรอดมากกว่าคนทั่วไปราว 34%

ธรรมะช่วยคลายกังวล ใครที่ฝึกธรรมะเข้าวัดทำบุญ ฝึกสมาธิมาตลอด คงจะกระจ่างแล้วว่าความเสื่อมของร่างกายเป็นเรื่องของธรรมชาติ ทุกชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงไม่ช้าก็เร็ว ตามผลบุญที่ทำมา จะทำให้ไม่ตั้งความหวังสูงของการรักษาเมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคของความเสื่อม คลายความกังวลลงได้มาก พุทธวัจนะที่เราได้ยินเสมอว่า ผู้คนที่เดินไปเดินมาหน้าตาแจ่มใส สดสวยนั้น จะมีความแก่ ป่วยเจ็บซ่อนอยู่ภายในเสมอ

ปัจจุบันผู้สูงอายุอายุยืนยาวขึ้นด้วยการรู้จักดูแลสุขภาพขึ้น ขณะเดียวกันความเสื่อมของร่างกายก็จะเคียงคู่ตามไปด้วย การได้รู้และเข้าใจจะช่วยให้ชีวิตสงบและคลายกังวลขึ้น.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  5 สิงหาคม 2555

ทำอย่างไร….เมื่อร่างกายเริ่มเสื่อม

เคยเป็นหรือมีอาการต่างๆ เหล่านี้หรือไม่… รู้สึกล้าตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงบ่าย รู้สึกอ่อนเพลีย แม้จะนอนพักเพียงพอ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยไม่สามารถหยุดยั้งได้ ขี้หลง ขี้ลืม มากขึ้นเรื่อยๆ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ปวดข้อ นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทดี ความรู้สึกว่าสมรรถภาพ หรือ ความต้องการทางเพศลดลง

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นเพราะ “ความแก่” หรือร่างกายเริ่มเกิดความเสื่อม พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชะลอวัย จาก Addlife Anti-Aging Center กล่าวว่า ความเสื่อมของร่างกาย ในทางการแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยสามารถรักษาหรือบรรเทาปัญหาเหล่านี้ได้ โดยมุ่งเน้นการป้องกันโรคโดยอิงหลักธรรมชาติ การฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงการรักษาสุขภาพก่อนที่จะเกิดโรคที่เกิดจากความเสื่อม รวมถึงการฟื้นฟูภาวะเสื่อมของร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น

ทั้งนี้ การจะรักษาด้วยวิธีใดนั้น เราต้องดูที่สาเหตุความเสื่อมของร่างกายว่ามาจากสาเหตุใด ซึ่งสามารถอธิบายแบ่งออกได้เป็น 2 เรื่องด้วยกันคือ

1. สารอนุมูลอิสระ (Free Radicals) คือโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนที่ไม่สมดุล พยายามไปจับโมเลกุลเซลล์ปกติ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ไปทำลายเซลล์ที่ดีให้เสื่อมลง เมื่อเซลล์เสื่อมจึงทำให้อวัยวะทั้งหลายทำงานลดลง แล้วในที่สุดร่างกายก็เสื่อมตาม ทำให้ความแก่และโรคภัยต่างๆ มาเยือน

สารอนุมูลอิสระพบได้ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ภายในร่างกาย คือ โดยธรรมชาติร่างกายของคนเราเป็นผู้สร้างสารอนุมูลอิสระนี้ขึ้นเองและสร้างอยู่ตลอดเวลาในขบวนการเผาผลาญอาหาร มีฤทธิ์ไปทำลายส่วนต่างๆ ของร่างกายในระดับของเซลล์ ค่อยๆ สะสมจนในที่สุดเซลล์ก็จะตายไปเอง

และยังพบว่าอนุมูลอิสระภายนอกร่างกายจะเข้าไปทำลายเซลล์พันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ มีผลทำให้เซลล์ที่ถูกทำลายจะสามารถกลายเป็นเนื้อร้ายได้ เช่น โรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคต้อกระจก และเข้ามาทำร้ายร่างกายและผิวพรรณของเราได้โดยตรง

ในขณะที่สารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Anti-oxidant มีคุณสมบัติคือจับสารอนุมูลอิสระทำให้สารอนุมูลอิสระคงตัวไม่ไปทำลายเซลล์ในร่างกาย ทำให้ระดับการถูกทำลายจะช้าลง นี่ก็เป็นการชะลอความชราอีกวิธีหนึ่ง แต่ถึงแม้ ตับจะสามารถผลิตสารต้านอนุมูลอิสระได้ แต่เราก็ควรทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน โคเอ็นไซม์คิวเท็น อัลฟ่าไลโพอิกแอสิด และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ กับโพลีฟีนอล เลือกรับประทานอาหารประเภทที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี รับประทานผักและผลไม้ที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงมลภาวะที่เป็นพิษต่างๆ อย่างเช่น ควันรถ ควันบุหรี่ หลีกเลี่ยงรังสีในแสงแดด UVA และ UVB รวมทั้งควรลดความเครียด

2. ภาวะพร่องฮอร์โมนเร่งเสื่อม ฮอร์โมนมีหน้าที่คอยควบคุมทุกระบบในร่างกายรวมไปถึงจิตใจด้วย เช่น การเจริญเติบโต เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ความต้องการทางเพศ ควบคุมอารมณ์ ช่วยในเรื่องความจำ เป็นต้น แหล่งที่ผลิตฮอร์โมนในร่างกาย ได้แก่ ต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง หรือต่อมไทรอยด์ ถ้าระดับฮอร์โมนลดต่ำลงการทำงานของร่างกายก็จะไม่ดีเท่าที่ควร

ตัวอย่างผู้หญิงที่อยู่ในภาวะประจำเดือนหมด (Menopause) มักจะมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกง่าย ขาดชีวิตชีวา เฉื่อยชา อารมณ์หดหู่ซึมเศร้าแต่บางครั้งก็หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เครียดและวิตกกังวลไม่มีสาเหตุ ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ มักจะปวดศีรษะบ่อย หน้าอกหย่อนยาน การตอบสนองทางเพศไม่เป็นที่พอใจ ช่องคลอดขาดความชุ่มชื้น ผมและผิวแห้งเสียสมดุล

ในผู้ชายที่สูงอายุก็จะผลิตฮอร์โมนเพศชายน้อยลงหรือบกพร่อง คือ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ขาดความกระปรี้กระเปร่า พละกำลังลดลง เริ่มลงพุง อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าง่าย มักจะอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวบ่อยครั้งหรือบางครั้งหดหู่ซึมเศร้า ท้อแท้ต่อชีวิต ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ ปวดหลัง ปวดข้อ มีความเครียดง่ายขึ้นทำให้มีปัญหาสุขภาพหลายประการได้

ฉะนั้น การให้ฮอร์โมนทดแทนจะทำให้การทำงานของร่างกายดีขึ้น ความจำดีขึ้น มวลกระดูกหนาแน่นขึ้น อารมณ์คงที่มากขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้การให้ฮอร์โมนทดแทนควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และควรได้รับการเจาะเลือดตรวจระดับสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนเฉพาะบุคคล เพื่อให้แพทย์เป็นผู้แนะนำปริมาณสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของร่างกาย จึงจะเป็นแนวทางที่สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพและความเสื่อมของร่างกายได้อย่างตรงจุดและปลอดภัยอย่างแท้จริง

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 18 มิถุนายน 2555