ชะลอวัย เปลี่ยนชีวิต

dailynews140427_003

เมื่อพูดถึงการรักษาทางเวชศาสตร์ชะลอวัย คนไข้มักคาดหวังและนึกถึงผลลัพธ์ที่ทำให้อ่อนเยาว์ลง แก่ช้าลง ผิวพรรณผุดผ่อง เต่งตึง และไม่เหี่ยวย่น แต่ในความเป็นจริง หมอคาดหวังมากกว่านั้น “เนื่องจากทฤษฎีแห่งความแก่และเสื่อมนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ทุกอวัยวะ ทุกระบบของร่างกาย ไม่ใช่แค่ผิวหนัง”

ร่างกายคนเราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในแต่ละวัน ด้วยการควบคุมของสารคัดหลั่งที่เรียกว่า “ฮอร์โมน” แต่น่าเสียดายที่ฮอร์โมนจะเริ่มลดลงเมื่อเข้าสู่อายุ 35 ปี และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เราอาจไม่เคยสังเกตว่ามันเป็นอาการของความแก่ ได้แก่ เมื่อยังเยาว์ วิ่งเล่นซนจนเหนื่อย พอตกดึกก็ง่วง หลับสบายจนถึงเช้า แต่เมื่ออายุมากขึ้น กลับไม่เป็นเช่นนั้น แม้จะเหนื่อยเครียดอย่างไร กลางคืนกลับนอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทถึงเช้า หรือที่เห็นได้ชัดคือความเหี่ยวย่นของผิวหนัง ผมแห้ง คันตามตัว ตัวบวมอืด อ้วนง่ายและลดน้ำหนักยากเหลือเกินทั้งที่ลดอาหารแล้ว อารมณ์เสียง่าย ความอดทนต่ำ หดหู่ หรือแม้กระทั่งความต้องการทางเพศลดลง นกเขาไม่ขันเหมือนเดิม

ในการใช้ชีวิตหนึ่งวัน เราใช้เวลากว่า 80% อยู่นอกบ้านซึ่งต้องเผชิญกับการงานที่เครียด มลพิษ อาหารที่ไม่มีประโยชน์ ควันบุหรี่ ร่างกายที่ทรุดโทรมจากการนอนหลับไม่เพียงพอ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นเหมือนคมหอกคมดาบที่ทิ่มแทงเราทุกวัน เรามีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า “สารอนุมูลอิสระ” ร่างกายของคนเรามีโอกาสได้รับสารอนุมูลอิสระทุกวัน ซึ่งเมื่อเข้ามาในร่างกาย มันจะไม่อยู่อย่างโดดเดี่ยว จะยึดกับเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายและก่อให้เกิดความเสื่อม อันที่จริงในร่างกายคนเราก็มีสารต้านอนุมูลอิสระไว้คอยจัดการกับเจ้าสารอนุมูลอิสระเหล่านี้ แต่ที่น่าเสียดายคือ สารต้านอนุมูลอิสระก็ลดลงเมื่ออายุเรามากขึ้นเช่นกัน เราทุกคนจึงพบการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่แย่ลงเมื่ออายุมากขึ้น ในขณะที่ทั้งฮอร์โมนและสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในขาลง

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แทรกซึมมาในชีวิตประจำวันจนบางคนไม่ทันสังเกตว่า มันเป็นสัญญาณของความเสื่อม และแก้ไขด้วยตนเองอย่างง่าย ๆ เช่น ตื่นนอนแล้วปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดไหล่ ก็สงสัยนอนตกหมอน ไปนวดก็น่าจะดีขึ้น ปรากฏว่าอาการยังเป็นอยู่ทุกวันเป็นเดือน ๆ ทั้งที่ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร หรือ ไปเลี้ยงรุ่นทีไร มักถูกทักว่าแก่ มีริ้วรอยกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันเสมอ อ่อนเพลียง่าย หงุดหงิดง่าย ก็หนีไปสปา ทำทรีตเมนท์ แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น

แต่บางคนก็โชคร้ายที่อาการมันรุนแรงเสียจนไม่สามารถดำรงชีวิตอย่างปกติสุข หมอขออนุญาตยกตัวอย่าง คนไข้ท่านหนึ่งซึ่งมาขอพบด้วยปัญหาปวดศีรษะเรื้อรัง ตื่นมาทุกเช้าจะปวดบ่า ไหล่ และหลังส่วนบนอย่างมาก จนต้องไปพึ่งหมอนวดแผนโบราณเป็นประจำ แต่ก็ไม่เคยหาย น้ำหนักตัวพุ่งพรวดทั้งที่ไม่ได้ทานมากผิดปกติเลย และควบคุมอาหารแล้วก็ไม่ลดลง เวลาเดินขึ้นลงบันไดจะรู้สึกอ่อนแรงง่าย ทุกเช้าที่ต้องตื่นมาทำงานจะไม่รู้สึกสดชื่น ไม่มีใจจะค้าขาย ไม่มีเรี่ยวแรง ทั้งที่เป็นผู้รับผิดชอบกิจการทั้งหมดเพียงผู้เดียวและต้องหาเลี้ยงสมาชิกทั้งครอบครัว ตกดึกแม้จะเหนื่อยอย่างไรก็หลับไม่สนิท แถมยังหลง ๆ ลืม ๆ ด้วย เหตุผลที่ต้องมาปรึกษาแพทย์เพราะได้พยายามไปตรวจหาสาเหตุเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ไม่พบความผิดปกติใด ๆ (ทั้งการตรวจเลือด ตรวจเอกซเรย์ ตรวจเอกซเรย์สมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) แต่หากยังคงมีอาการเช่นนี้ต่อไป จะทำให้ไม่สามารถทำงานได้ ส่งผลให้เกิดความลำบากแก่ครอบครัวแน่ ๆ

เมื่อทราบปัญหา หมอจึงขออนุญาตสอบถามประวัติอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าคนไข้กำลังเผชิญข้าศึกอะไรบ้าง ทั้งการพักผ่อน ความเครียด โรคประจำตัว ยาที่รับประทาน ประวัติการผ่าตัด การใช้ชีวิต อาหารการกิน และการออกกำลังกาย จากนั้นจึงทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด และประเมินผลเอกซเรย์และผลเลือดทั้งหมดที่เคยตรวจ ซึ่งล้วนไม่พบความผิดปกติทางอายุรกรรม จึงได้ตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะเสื่อมของร่างกาย ทั้งระดับฮอร์โมน สารต้านอนุมูลอิสระ สารบ่งอักเสบ และสารบ่งชี้มะเร็ง ซึ่งเป็นการตรวจพิเศษในศาสตร์แห่งชะลอวัย และจะขอกล่าวถึงผลการตรวจในตอนต่อไป

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงธิศรา วีรสมัย  สูตินรีแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย (American Board of Anti-aging Medicine) โรงพยาบาลพญาไท 1/http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 20 เมษายน 2557

dailynew140503_01

ชะลอวัย เปลี่ยนชีวิต ตอน 2

หลังจากได้ตรวจหาความเสื่อมในคนไข้ท่านนี้แล้ว ในวันนี้เราจะมาวิเคราะห์ผลกัน : ผลการตรวจ พบความไม่สมดุลของฮอร์โมนในระดับที่รบกวนการเผาผลาญของร่างกาย ระบบการทำงานของต่อมไร้ท่อผิดปกติจากสารอนุมูลอิสระที่ได้รับสะสมมาโดยตลอด จากการซักประวัติอย่างละเอียดทำให้ทราบว่า คนไข้มีความเครียดจากภาระรับผิดชอบมาก ไม่ได้ออกกำลังกาย นอนดึกมากกว่าจะตรวจสินค้าในร้านเสร็จ และต้องตื่นแต่เช้า ขณะที่ต้องซื้ออาหารง่าย ๆ ทาน ทั้งของทอด ของมัน และยังชอบทานรสหวานมาก ซึ่งล้วนเป็นต้นตอแห่งสารอนุมูลอิสระทั้งสิ้น

การรักษาเริ่มขึ้นด้วยการอธิบายผลตรวจทั้งหมดอย่างละเอียด ซึ่งก็สร้างความประหลาดใจแก่คนไข้ที่ผลเลือดอธิบายอาการดังกล่าวได้ทั้งหมด ทำให้เกิดการรวมพลังกันระหว่างหมอและคนไข้ใน การช่วยกันปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ทั้งอาหาร การนอน การออกกำลังกาย และระบบความคิด การปรับเปลี่ยนเริ่มขึ้นด้วยทีมโภชนาการ นักกายภาพ บำบัดและวิทยาศาสตร์การกีฬา ทำหน้าที่แปลงข้อสรุปของคุณหมอให้เป็นแนวทางการปฏิบัติที่ใช้ได้ในชีวิตจริงสำหรับรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนไข้ท่านนี้ เรียกว่า “Personalized design” ให้มีชีวิตที่ดีขึ้นและยังคงค้าขาย ดูแลทุกคนในบ้านได้อย่างดีเหมือนเดิม ที่ขาดไม่ได้คือ การให้ฮอร์โมน สารอาหารและวิตามินอันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ผลิตมาเฉพาะ

ปัญหาของคนไข้ เรียกว่า “Personalized Hormone & Supplements” ชนิดและขนาดที่ผลิตจึงเป็นขนาดเฉพาะสำหรับคนไข้ท่านนี้ และปลอดภัยเนื่องจากพิจารณาตามปัญหาที่ตรวจเลือดพบ และจะมีการตรวจติดตามเป็นระยะจนเมื่อผลเลือดอยู่ในระดับปกติ และคนไข้สามารถปรับรูปแบบการใช้ชีวิตจนลดการเกิดสารอนุมูลอิสระ จะเริ่มพิจารณาลดและหยุด Hormone & Supplements

หลังการรักษา คนไข้มีอาการดีขึ้นตั้งแต่เดือนแรก คำบอกเล่าของคนไข้ที่พบว่าอาการทั้งหมดลดลง อาการปวดศีรษะ ปวดบ่าไหล่หายไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นอนหลับได้สนิท ตื่นมาอย่างสดชื่นและพร้อมจะไปทำงานโดยไม่รู้สึกเพลียหรือเหนื่อย แถมอารมณ์ก็ไม่หงุดหงิดเหมือนเดิม ล้วนทำให้หมอรู้สึกดีใจและเต็มอิ่มไปด้วยความสุข เพราะการรักษาไม่เพียงทำให้อาการหาย แต่นั่นหมายถึงคุณภาพชีวิต การนำชีวิตใหม่มาให้ผู้หญิงแกร่งคนหนึ่งที่ต้องต่อสู้เพื่อเลี้ยงดูทุกคนในครอบครัว การนำความมั่นคงกลับมาให้ครอบครัวนี้อีกครั้ง อีกทั้งนำมาซึ่งมิตรภาพดี ๆ ที่ยังมีให้กันอยู่ตลอด แม้คนไข้จะหายดีแล้ว

ปัญหาความเสื่อมเกิดกับผู้ชายเช่นกัน แต่อาจพบได้ในรูปแบบที่เหมือนหรือแตกต่างก็ได้ ปัญหาใหญ่หลวงที่ต้องรีบแก้ไขกลับเป็นสิ่งที่ไม่กล้าเล่าหรือมาปรึกษาแพทย์จนกระทั่งสถาบันครอบครัวเริ่มสั่นคลอน หรือลูกหลานไม่อยากคุยด้วย จึงต้องรีบมาพบแพทย์ คนไข้มักมีปัญหาเบื่อหน่าย ขาดความกระตือรือร้น นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท ท้องผูก ผมร่วงผิดปกติ ขาดความมั่นใจ หลง ๆ ลืม ๆ อารมณ์แปรปรวน บางครั้ง      ซึมเศร้า บางครั้งหงุดหงิด บ่น โวยวาย จนลูก ๆ หนี ความต้องการทางเพศลดลง และปัญหาลับ ๆ ที่ไม่อยากบอกใคร คือ นกเขาไม่ขันเหมือนเดิม

การซักประวัติเป็นด่านแรกที่สำคัญ   มาก ๆ เพื่อรู้จักข้าศึกก่อนรบ เพราะเมื่อรบชนะ จะได้รู้วิธีป้องกันข้าศึกครั้งต่อไปได้ การตรวจร่างกายอย่างละเอียดและการเจาะเลือด เพื่อตรวจแยกโรคทางอายุรกรรมที่สงสัย และตรวจหาความเสื่อมที่เกิดขึ้น ผลตรวจไม่พบปัญหาทางอายุรกรรม แต่พบการลดลงของสารต้านอนุมูลอิสระ ฮอร์โมนหลายตัวรวมทั้งฮอร์โมนเพศชายด้วย การรักษาเริ่มจากการอธิบายผล ที่มาที่ไปของปัญหา ซึ่งทำให้คนไข้มุ่งมั่นจะแก้ปัญหาไปกับหมอด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต การรับประทานฮอร์โมนและสารอาหารและวิตามินที่ผลิตมาเฉพาะบุคคล ตลอดจนการลดนํ้าหนักตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากคนไข้เป็นชายรูปร่างอ้วน การตรวจฮอร์โมนพบว่าถ้ายังคงมีนํ้าหนักมากเช่นนี้ ก็จะยิ่งเกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมน และก่อปัญหาเรื่องฮอร์โมนเพศไปเรื่อย ๆ ก่อนการรักษาคนไข้ได้รับการตรวจเพื่อประเมินองค์ประกอบของร่างกายด้วยเครื่อง Inbody และพบปริมาณนํ้าหนักและไขมันที่เกิน หมอจึงกำหนดนํ้าหนักเป้าหมายไว้

หมอวางแผนการรักษาควบคู่ไปกับการลดนํ้าหนักอย่างถูกต้องไปสู่นํ้าหนักเป้าหมาย แต่เนื่องจากคนไข้ทำธุรกิจและไม่มีเวลา จึงได้จัดระบบการออกกำลังกายเป็นเฉพาะบุคคล เรียกว่า “Personalized exercise program” ด้วยเครื่องออกกำลังกายที่ช่วยให้ได้ออกกำลังกายแบบ Aerobic exercise & Weight training ซึ่งใช้เวลาในการออกกำลังกายครั้งละ 20 นาที แต่จะมีการเผาผลาญเช่นเดียวกับการออกกำลังกายนาน ๆ และยังได้เสริมสร้างกล้ามเนื้ออีกด้วย ทีมนักวิทยาศาสตร์การกีฬาจะวางแผนการ  ใช้เครื่องในแต่ละครั้งให้เหมาะกับปัญหา  เรื่องรูปร่าง และฮอร์โมนของคนไข้ จนทำให้คนไข้ท่านนี้ลดนํ้าหนักได้ 8 กิโลกรัมใน    เวลา 2 เดือน มีสุขภาพที่แข็งแรง ฟิตขึ้น ปัญหาทางอารมณ์และอ่อนล้าหายไป และกลับมามีกิจกรรมกุ๊กกิ๊กกับภรรยาได้ดีเหมือนเดิม ในที่สุดความมั่นใจที่หายไปเสียนานก็กลับมาแล้ว

การดูแลคนไข้ทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยทำให้หมอรู้สึกรักอาชีพนี้มากขึ้น เพราะไม่เพียงได้รักษาคนไข้จนหาย ยังสามารถช่วยให้เขาเหล่านั้นปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตไปในทิศทางที่ดีต่อสุขภาพกายและใจ ในทางที่ชะลอความเสื่อมของเซลล์ และความแก่ของร่างกายจนปรากฏให้เห็นผิวพรรณที่ผ่องเปล่งปลั่ง รูปร่างที่กระชับ กล้ามเนื้อที่แข็งแรง อารมณ์ที่แจ่มใส และสติปัญญาที่ฉับไว จนอยากจะเรียกว่า “ชะลอวัย เปลี่ยนชีวิต” จริง ๆ

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงธิศรา วีรสมัย  สูตินรีแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย (American Board of Anti-aging Medicine) โรงพยาบาลพญาไท 1 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 4 พฤษภาคม 2557

คนใบหน้าอ่อน อายุยืนกว่าหน้าแก่

thairath130927_001ผู้ที่เกิดมาเหมือนกับได้รับพรมาให้มีใบหน้าอ่อนกว่าวัย จะมีอายุยืนยาวกว่าคนที่มีใบหน้าแก่กว่าวัยถึงจะเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกันก็ตาม

นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กอ้างว่าได้ข้อมูลเหล่านี้มาจากการศึกษากับคู่ฝาแฝดที่มีอายุยืน 70, 80 และ 90 ปี จำนวน 387 คู่ว่า ฝาแฝดคนที่หน้าอ่อนจะมีอายุยืนกว่าฝาแฝดคนที่หน้าแก่กว่า เชื่อว่าอาจจะเป็นเพราะผู้ใบหน้าแก่กว่าได้เผชิญความยากลำบากมามากกว่ากัน จึงได้สะท้อนออกให้เห็นทางใบหน้า

วารสาร  “การแพทย์อังกฤษ” ได้รายงานเบื้องหลังการศึกษาเรื่องนี้ว่า นักวิจัยยังได้รู้สาเหตุของเรื่องว่า เหตุที่ผู้ที่มีใบหน้าอ่อนกว่าวัยมักมีอายุยืนยาวนั้น ขึ้นอยู่กับส่วนปลายของโครโมโซมของสิ่งที่มีชีวิต หากมีหางเหลือยาวก็จะมีอายุยืนยาว ส่วนหางนี้นับว่ามีความสำคัญมาก เพราะนอกจากบอกให้รู้ถึงอัตราความแก่ชราแล้ว มันยังเกี่ยวพันกับโรคภัยต่างๆหลายโรคด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 27 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

People who look young for their age ‘live longer’

People blessed with youthful faces are more likely to live to a ripe old age than those who look more than their years, work shows.

Danish scientists say appearance alone can predict survival, after they studied 387 pairs of twins.

The researchers asked nurses, trainee teachers and peers to guess the age of the twins from mug shots.

Those rated younger-looking tended to outlive their older-looking sibling, the British Medical Journal reports.

Survival advantage

The researchers also found a plausible biological explanation for their results.

Key pieces of DNA called telomeres, which indicate the ability of cells to replicate, are also linked to how young a person looks.

A telomere of shorter length is thought to signify faster ageing and has been linked with a number of diseases.

In the study, the people who looked younger had longer telomeres.

All of the twins were in their 70s, 80s or 90s when they were photographed.

Over a seven-year follow-up the researchers, led by Professor Kaare Christensen of the University of Southern Denmark, found that the bigger the difference in perceived age within a pair, the more likely it was that the older-looking twin died first.

The age, sex and professional background of the assessors made no difference to any of the results.

Professor Christensen said it might be that people who have had a tougher life are more likely to die early – and their life is reflected in their face.

The researchers told the BMJ: “Perceived age, which is widely used by clinicians as a general indication of a patient’s health, is a robust biomarker of ageing that predicts survival among those aged over 70.”

Professor Tim Spector, a UK expert who has been doing his own twin research, said: “We are also finding this in our study.

“It’s probably a combination of genes plus environment over a lifetime that are important.”

He said the findings also show that people are good at assessing how well someone is and that doctors should eyeball their patients.

“If a patient looks older than their years then perhaps they should be more concerned,” he said.

SOURCE : bbc.co.uk

แพทย์แนะนำหลักเรื่องชะลอความแก่

dailynews130505_002โลกปัจจุบันนี้ผู้คนมีความรู้เรื่องสุขภาพดีขึ้น รู้จักดูแลตัวเองทางด้านสุขภาพทำให้แต่ละปีที่ผ่านมา คนมีอายุยืนขึ้น เวลาเราพูดถึงเรื่องนี้เรามักมองไปยังประเทศที่อยู่ใกล้บ้านเรา คือประเทศญี่ปุ่น อยู่ในทวีปเดียวกันเป็นตัวอย่างที่มีผู้สูงอายุสูงสุดอันดับหนึ่งของโลก ด้วยมีทั้งวัฒนธรรมในวิถีชีิวิตที่อยู่ในระเบียบอันดีมายาวนาน ทำให้อายุยืนยาวไปด้วย

ประเทศไทยได้เดินเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบแล้ว คือมีผู้สูงอายุมากถึง 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด แต่เมื่อได้มีการประเมินสุขภาพ ผลสำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2550 พบ 1 ใน 4 ของผู้สูงอายุสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ไม่ดี จากผลสำรวจสุขภาพอนามัย ปี 2551-2552 ผู้สูงอายุมีโรคความดันโลหิตสูง 50% เบาหวาน 50% ต้องอยู่ในภาวะพิการจากโรคไม่ติดต่อถึง 85%

แสดงถึงผู้สูงอายุไทยยังมีความเปราะบางทางด้านสุขภาพ อยากอายุยืนสุขภาพต้องดี

คนญี่ปุ่นอายุยืนทั้ง ๆ ที่ประเทศมีการแข่งขันสูง ชีวิตต้องรีบเร่ง เหมือนเมืองใหญ่ ๆ สำคัญของโลก แต่เพราะชาวญี่ปุ่นมีการดูแลสุขภาพดี ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เดิน ขี่จักรยาน แช่บ่อน้ำพุร้อน ออนเซ็น เพื่อการผ่อนคลาย และที่สำคัญนิสัยการบริโภคที่ได้รับการปลูกฝังมาแต่โบราณ คือกินแค่พออิ่ม พออิ่มก็หยุดกิน อาหารส่วนใหญ่เป็นปลา เต้าหู้ ผักใบเขียว และเห็ด ล้วนมีคุณค่าทางโภชนาการสูงด้วย

dailynews130505_002bที่มาคุยเรื่องการชะลอวัยแก่วันนี้ เนื่องด้วยเมื่อ 25 เม.ย. ได้มีโอกาสไปฟัง พญ.มะลิ วิโรจน์สกุลชัย ผู้สนใจด้านชะลอความแก่ (American Board of Anti-Aging and Renerative Medicine) ได้ไปพูดให้คณะเครือข่ายสหวิทยาการแห่งราชบัณฑิตยสถานในพระราชูปถัมภ์ฯ ราว 60 ท่าน โดยมี นพ.ยงยุทธ วัชรดุลย์ เป็นประธาน ผู้ฟัง อาทิ พลเอกจรัล กุลละวณิชย์, พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ, นพ.สมชัย บวรกิตติ, ศ.กำจร มนูญ ปิจุ, ภญ.ปลื้มจิต โรจนวาณิชย์ ฯลฯ

คุณหมอได้บอกเมื่อชีวิตเข้าสู่วัยชรา ปัจจุบันถืออายุเกิน 60 ปี อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายมักจะค่อยเสื่อมลง ตั้งแต่ผม ตา หู จมูก ไปจนถึงอวัยวะภายในและการเคลื่อนไหวของร่างกาย พร้อมทั้งโรคภัยต่าง ๆ อาจเกิดขึ้น หัวใจ กระดูก ข้อ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไปจนถึงมะเร็ง ผู้ที่มีการปรับตัวก็จะต้องทำให้ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ พัฒนาให้มีคุณภาพชีวิตดีตามไปด้วย

ความแก่ในอุดมคติ คนแก่ยุคใหม่จะต้องปรับตัวตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เพราะทุกวันนี้จะหาลูกหลานมาช่วยดูแลยากขึ้น จึงต้องฝึกให้ไม่ต้องพึ่งพาใคร ร่างกายเคลื่อนไหวได้เองไม่ติดขัด สามารถสื่อสารต่อผู้คนรอบตัวได้ดังใจ ประสิทธิภาพของร่างกาย จิตใจ พร้อมตัดสินใจทำอะไรได้ด้วยตัวเอง มีความสุข สนุกสนาน ไม่แยกตัวจากสังคม และพยายามให้ไม่มีโรคในตัว พร้อมแก้ไขอาการต่าง ๆ เช่น อ่อนเพลีย ซึมเศร้า เหงา กังวล นอนไม่หลับ ความจำเสื่อม ฯลฯ ไปในตัวด้วย

ภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล ผู้สูงอายุกับเรื่องฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุลเป็นเรื่องใหญ่ที่มีคนกล่าวถึงกันมาก จะให้หรือไม่ให้ดี ให้มากน้อยเท่าใด ระยะยาวนานเท่าใด ให้แล้วจะก่อให้เกิดมะเร็งตามมาง่ายขึ้นหรือไม่ จึงต้องอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแลและเชี่ยวชาญเรื่องนี้จะเป็นผู้ให้คำแนะนำและรักษา

คุณหมอมะลิได้สรุป ให้ใช้ชีวิตในทางถูกต้อง อาหาร ออกกำลังกาย ทำจิตให้ผ่องใส หลีกเลี่ยงความสุขจากการดื่มแอลกอฮอล์มาก อาหารรสจัด หวาน มัน เค็ม ขนมปัง เนยแข็ง หรือการฉลองยามดึก ว่าเป็นความสุขที่ไม่จีรังยั่งยืน

dailynews130505_002cตรวจเส้นเลือดคอหาความเสี่ยงอัมพาต โรงพยาบาลพระราม 2 ได้นำทีมแพทย์พยาบาลพร้อมเครื่องมือตรวจหาความตีบแคบของเส้นเลือดแดงคาโรติดบริเวณคอทั้งสองข้าง เพื่อดูความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต กับบรรดาสมาชิกของราชบัณฑิตยสถาน คนสนใจกันมาก เพราะผู้ที่มาล้วนเป็นผู้อาวุโสทั้งสิ้น ถ้าเส้นเลือดตีบแคบมากจากไขมันไปเกาะเลือดจะไปเลี้ยงสมองได้น้อย โอกาสจะเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตย่อมมีมากขึ้น

การปฏิบัติตัวเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพดี อายุยืนยาวคงต้องอาศัยหลักพื้นฐานทั่ว ๆ ไป การเลือกอาหารการกินให้เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่เครียดเกินไป มีอาการอะไรที่ผิดปกติก็ควรปรึกษาแพทย์แล้ว สุขภาพจะดีทั้งกายและใจ.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  5 พฤษภาคม 2556

ชะลอความแก่ ด้วย “แอนตี้ออกซิแด้นท์”

dailynews130104_001ใครที่เป็นคนรักสุขภาพ ใส่ใจเรื่องการกิน และไม่อยากแก่ คงคุ้นหูกับคำว่า “สารต้านอนุมูลอิสระ” หรือ “แอนตี้ออกซิแด้นท์ (Antioxidant)” กันดีใช่ไหมคะ? หากใครยังไม่เคยรู้จัก หรือไม่เคยได้ยิน ถึงเวลาต้องรู้จักสารที่เป็นประโยชน์มากๆ และจำเป็นกับร่างกายแล้วล่ะค่ะ

ก่อนทำความรู้จักสารต้านอนุมูลอิสระนั้น เราจำเป็นต้องรู้จักกับ “อนุมูลอิสระ” กันก่อน เพราะความแก่ชรา เซลล์ต่างๆ ที่เสื่อมสภาพลงไป ล้วนเป็นผลมาจากเจ้าอนุมูลอิสระ และสารนี้ยังอาจถือเป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ความแก่ ความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ 

แล้วอนุมูลอิสระมาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร? คำตอบคือ ในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารของร่างกายซึ่งมีความจำเป็นต้องอาศัยออกซิเจนช่วย จะเกิดผลพลอยได้ (น่าจะเรียกว่าพลอยเสียมากกว่า) คือ ออกซิเจนที่มีประจุลบ ซึ่งก็คืออนุมูลอิสระ สารตัวนี้นอกจากจะรวมตัวกับไขมันไม่ดี (LDL) แล้ว ยังสามารถไปรวมตัวกับสารบางชนิดในร่างกาย แล้วก่อให้เกิดสารพิษที่ทำลายเนื้อเยื่อ หรืออาจไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางพันธุกรรมภายในเซลล์ ทำให้เซลล์ที่ปกติแปรสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด..ฟังดูแล้วน่ากลัวทีเดียว!

ที่สำคัญอาหารที่มักเป็นต้นตอของอนุมูลอิสระ ส่วนใหญ่เป็นของโปรดของหลายๆ คน อย่างอาหารพวก ปิ้ง ย่าง เผา เนื้อกรอบ เกรียมไหม้

ทราบกันแล้วว่า เจ้าอนุมูลอิสระส่งผลร้ายต่อร่างกายอย่างไร ทีนี้มารู้จักสารที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระกันเลยค่ะ

สำหรับสารต้านอนุมูลอิสระ คือ สารประกอบที่สามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดกระบวนการออกซิเดชั่นกระบวนดังกล่าวมีหลายรูปแบบ เช่น กระบวนการออกซิเดชั่นที่ทำให้เหล็กกลายเป็นสนิม ทำให้แอปเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือทำให้น้ำมันพืชเหม็นหืน หรือกระบวนการออกซิเดชั่นที่เกิดในร่างกาย เช่น การย่อยสลายโปรตีนและไขมันจากอาหารที่กินเข้าไป มลพิษทางอากาศ การหายใจ ควันบุหรี่ รังสียูวี ล้วนทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกาย ทว่าในความเป็นจริงนั้น ไม่มีสารประกอบสารใดเพียงสารเดียวที่สามารถป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นได้ทั้งหมด แต่ละกลไกอาจต้องใช้สารต้านอนุมูลอิสระที่แตกต่างกันในการหยุดกระบวนการออกซิเดชั่น

ในอีกทางหนึ่ง กระบวนการออกซิเดชั่นก็เป็นกระบวนการที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น เราใช้ออกซิเจนจากอากาศที่หายใจเข้าไปเพื่อเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานสำหรับเซลล์ต่างๆ แต่ก็ทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นมาด้วย แถมยังเข้าไปทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่สำคัญในร่างกาย เช่น ไขมัน โปรตีน ดีเอ็นเอ ทำให้เกิดความเสียหายต่อโมเลกุลดังกล่าว

เมื่อสารอนุมูลอิสระทำให้ร่างกายเสื่อม สารต้านอนุมูลอิสระจึงมีส่วนช่วยป้องกันและกำจัด ทั้งนี้ มีงานวิจัยมากมายชี้ว่า สารต้านอนุมูลอิสระสามารถลดความเสี่ยงได้หลายโรค โดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับอาหาร เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคสมอง (เช่น อัลไซเมอร์) เป็นต้น รวมทั้งช่วยชะลอความแก่

โดยปกติร่างกายสามารถกำจัดอนุมูลอิสระก่อนที่มันจะทำอันตราย แต่ถ้ามีการสร้างอนุมูลอิสระเร็วหรือมากเกินกว่าร่างกายจะกำจัดทัน อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เมื่อเป็นเช่นนี้ สารต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยลดความเสียหายได้ 2 ทาง คือ 1.ลดการสร้างอนุมูลอิสระในร่างกาย 2.ลดอันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจให้ถูกว่า สารต้านอนุมูลอิสระไม่สามารถแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่สามารถชะลอความเสียหายให้เกิดช้าลง โดยเฉพาะโรคเรื้อรังซึ่งเป็นผลลัพธ์สะสมที่เกิดจากเซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกายถูกทำอันตรายและเสียหายเป็นปีๆ (โดยมากเป็นเวลาหลายสิบปี) เห็นได้จากการรวบรวมความชุกของโรคว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นมากในผู้ใหญ่วัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ

ดังนั้น ทุกเพศทุกวัยจึงควรได้รับสารต้านอนุมูลอิสระให้พอเพียงต่อความต้องการในแต่ละวัน เพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกายระหว่างสารต้านอนุมูลอิสระ และอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น

สารต้านอนุมูลอิสระหาได้จากไหน? สารนี้ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี ซีลีเนียม บีตาแคโรทีน วิตามินเอ พฤกษาเคมีต่างๆ (phytochemicals) เช่น สารประกอบฟีโนลิก (polyphenol) จากชาและสมุนไพรบางชนิด ไอโซฟลาโวน (isoflavones) จากถั่วเหลือง เป็นต้น เพื่อให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระพอเพียงกับความต้องการ ส่วนเทคนิคง่ายๆ ในการรับสารต้านอนุมูลอิสระ คือควรกินผักผลไม้สีเข้มเป็นประจำ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคงพอทราบว่าการที่ร่างกายแก่ชราก็เพราะเซลล์เสื่อมสภาพจากอนุมูลอิสระ ดังนั้นวิธีในการชะลอวัย ก็คือการกำจัด หรือลดปริมาณสารอนุมูลอิสระลง โดยการลดจากปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด สารพิษ มลภาวะจากสิ่งแวดล้อม อาหารประเภท  ปิ้ง ย่าง เผา จนเกรียมไหม้ และพยายามทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเข้าไปนั่นเอง

เพียงหลักง่ายๆ แค่นี้เราก็จะมีร่างกายที่แก่ช้าลง ทราบแล้วก็ปรับรูปแบบการทานอาหารกันใหม่นะคะ เพื่อสุขภาพของเราเอง และคนที่เรารัก อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

อ้างอิงบางส่วนจาก http://www.doctor.or.th

 

ที่มา :  เดลินิวส์ 4 มกราคม 2556

เจอแล้ว สาเหตุทำป่วยโรคหัวใจ ร้ายเท่าบุหรี่

dailynews121224_001อนาคต ถ้าเลือกได้ คงไม่มีใครอยากป่วย โดยเฉพาะโรคที่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการค่อนข้างสูง อย่างเช่น โรคหัวใจ แต่อย่างไรก็ดี โรคดังกล่าวนี้ ทีมวิจัยจากศูนย์การแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยโคลอมเบีย เพิ่งพบหนึ่งสาเหตุก่อโรค ซึ่งผลการศึกษาที่ว่านี้ถือเป็นตัวช่วยในการลดความเสี่ยงป่วยโรคหัวใจในภายภาคหน้า

การวิจัยทำโดยสอบถามกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับความรู้สึกเครียด กระวนกระวายใจ เช่น รู้สึกอย่างไรเมื่อเครียด เครียดบ่อยแค่ไหน สุดท้ายจะมีการให้คะแนนด้วยว่า เครียดมากหรือน้อย จากนั้นจะติดตามประเมินความเครียดของกลุ่มตัวอย่างไปเป็นเวลา 14 ปี เพื่อจับตาว่าจะเกิดโรคหัวใจหรือไม่

เมื่อเวลาผ่านไป ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีความเครียดมาก มีแนวโน้มเกิดหัวใจวายได้ร้อยละ 27 โดยอาการเครียดหนักๆ ที่เกิดขึ้นมาตลอด 14 ปีนั้น ทำลายสุขภาพหัวใจได้เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่วันละ 5 มวน

อย่างไรก็ตาม ความเครียดยังทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็เป็นผลเสียต่อหัวใจอีกเช่นกัน เพราะความดันโลหิตที่สูงกว่า 140/90 มม.ปรอท จะทำให้เส้นเลือดแดงแข็งและตีบ นอกจากนี้ พิษภัยของความเครียดยังเป็นปัจจัยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดเลว หรือ LDL ให้มากขึ้น ก่อให้เกิดไขมันอุดขวางทางเดินเลือด ดังนั้น เมื่อมีทั้งปัญหาความดันโลหิตสูงและLDLมาก ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน

แต่ทั้งนี้ทั้ง ทีมวิจัยชี้ว่า หากยิ่งแก่ ความเครียดก็จะส่งผลเสียต่อหัวใจได้มากยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นว่า อายุ เป็นปัจจัยสำคัญของโรคหัวใจ แต่จะสำคัญอย่างไรนั้น ทีมวิจัยเตรียมจะศึกษาหาคำตอบให้ได้ในอนาคต.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา : เดลินิวส์ 24 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Stress, Depression Linked to Raised Stroke Risk in Seniors

People with the greatest distress had triple the risk of stroke-related death

By Barbara Bronson Gray
HealthDay Reporter

THURSDAY, Dec. 13 (HealthDay News) — Stressed out? A new study suggests that learning to deal effectively with life’s challenges may help you reduce your risk of stroke, especially as you age.

Researchers found that people over 65 with the highest levels of psychosocial distress — including depression, a negative outlook and dissatisfaction with life — had triple the risk of death from stroke as compared with those who had lower levels of stress.

“Emotions have a significant impact on health, and people know when they’re feeling stressed out,” said study author Susan Everson-Rose, an associate professor of medicine at the University of Minnesota, in Minneapolis. “It’s important that they recognize the physical impact of these psychological factors and practice relaxation techniques proactively.”

According to the U.S. Centers for Disease Control and Prevention, stroke is the fourth leading cause of death in the United States and a leading cause of long-term disability.

The researchers were interested in finding risk factors for stroke that people could actually change. Previous studies have linked depression with increased stroke risk, especially in women, but some research focusing just on women has suggested that the risk may extend beyond sadness to include situations in which people develop a negative outlook on life. The authors wanted to test the concept on a broader population with a wider set of psychological issues.

The study, published online Dec. 13 and in the January print issue of the journalStroke, used data from the 1997-1999 Chicago Health and Aging Project, research that involved interviews in participants’ homes on the south side of Chicago. The surveyors asked 4,120 black and white adults aged 65 and older questions about their symptoms of depression, perceived stress, signs of anxiety, anger, feelings of vulnerability and life satisfaction. The researchers used standardized rating scales to identify the levels of stress the participants reported.

Factors such as race, age, gender, level of education attained, stroke risk, history of chronic health conditions and medications to control blood pressure or relieve depression were identified so they would not affect the conclusions drawn from the data. Notably, race and sex did not affect stroke risk, the study authors said.

Researchers identified 151 deaths from stroke and 452 events that led to being hospitalized for a stroke. The deaths were verified by the National Death Index and the hospitalizations were based on Medicare claims from the U.S. Center for Medicare and Medicaid Services.

The study showed that increasing levels of distress are related to increased risk of both fatal and nonfatal stroke in black and white seniors. The researchers also found that stress was associated with increased risk of hemorrhagic stroke, the type caused by a brain artery bleeding, but not by ischemic stroke, which is caused by a blood clot in an artery.

Dr. Ralph Sacco, chairman of neurology at the University of Miami Miller School of Medicine, explained how stress could be related to a stroke specifically caused by bleeding. “Increased blood pressure and abnormalities in blood clotting have previously been shown to be associated with stroke,” he said.

Sacco noted that it was especially interesting that the researchers identified what is called a dose response: the most distressed participants experienced more than a twofold increased risk of stroke mortality and a 32 percent increased risk of stroke, compared with those who reported less stress.

“The study adds to the growing evidence that stress is a significant factor in cardiovascular disease and stroke,” Sacco said.

The study found a link between greater levels of distress and stroke incidence in seniors. It did not prove cause-and-effect.

More information

Learn more about how to deal with stress effectively from the American Heart Association.

SOURCES: Susan Everson-Rose, Ph.D., M.P.H., associate professor, medicine, University of Minnesota, Minneapolis; Ralph Sacco, M.D., past president, American Heart Association, and chairman, neurology, University of Miami Miller School of Medicine; Dec. 13, 2012, Stroke, online

Last Updated: Dec. 13, 2012

SOURCE : healthday.com

หัวล้าน ถุงไขมันใต้ตาสัญญาณความแก่ บอกให้รู้ตัวกำลังเฉียดกรายใกล้โรคหัวใจ

นักวิทยาศาสตร์บอกเตือนว่า การเกิดผมบางกลางกระหม่อม ศีรษะเถิก ถุงไขมันใต้ตา และติ่งหูเหี่ยวย่น ไม่แต่เพียงเตือนให้รู้ ถึงความแก่ที่กำลังย่างเข้ามาเท่านั้น หากยังเตือนให้รู้ไว้ว่ากำลังเฉียดกรายใกล้โรคหัวใจเข้าไปอีกด้วย

ศาสตราจารย์ทิบแจก แฮนสัน อาจารย์วิชาคลินิกชีวเคมี มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ของเดนมาร์ก กล่าวแจ้งว่า ได้ศึกษาจากหญิงชาย ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป 10,885 ราย พบว่า ผู้ที่มีลักษณะของความแก่เหล่านั้นมากถึง 3 ใน 4 อย่าง จะเฉียดกรายใกล้โรคหัวใจวายเข้าไปถึงร้อยละ 57 และโรคหัวใจร้อยละ 39

การศึกษาทั้งเป็นรายตัวและโดยรวม แสดงให้เห็นว่าร่องรอยของความแก่ชราเหล่านี้ บอกให้รู้ถึงอันตรายของโรคหัวใจวายและโรคหัวใจ ด้วยการที่มีไขมันรวมอยู่แถวลูกตา เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงวี่แววของโรคทั้งสองอย่างชัดเจนที่สุด ผู้ที่มีวัย 70 ปีขึ้นไป กับผู้ที่มีร่องรอยของความแก่ชรารวมกันหลายอย่าง จะมีความล่อแหลมมากกว่าเพื่อน.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 12 พฤศจิกายน 2555

.

Related Article:

.

Baldness – particularly at the crown of the head – could raise the risk of heart disease

Thinning on top or got creased earlobes? You could be at greater risk of a heart attack

  • Baldness, fatty deposits round the eyes and other signs of ageing could predict the risk of heart disease
  • Deposits of cholesterol under the skin the strongest predictor for both heart disease
  • The more signs you have, the greater the risk

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 15:29 GMT, 6 November 2012

Baldness, fatty deposits round the eyes and other signs of ageing could predict the risk of heart disease, new research suggests.

People who have three to four ageing signs – receding hairline, baldness, earlobe crease or yellow fatty deposits around the eyelid – have a 57 per cent higher risk of a heart attack and a 39 per cent increased risk of heart disease.

And scientists say xanthelasmata – deposits of cholesterol under the skin – is the strongest predictor for both heart attacks and heart disease.

These slightly yellow or skin-coloured lumps on the hands or ankles may be a sign of familial hypercholesterolaemia (FH).

Around 100,000 Britons don’t realise they suffer from this inherited form of high cholesterol, which puts them at high risk of heart problems from a young age.

The condition means the body cannot clear ‘bad’ LDL cholesterol from the blood.

The Danish researchers analysed nearly 10, 885 people over the age of 40.

They found that 7,537 had frontoparietal baldness –  receding hairline at the temples – and 3.938 had crown top baldness.

Furthermore, 3,405 had earlobe creases, and 678 had fatty deposits around the eye.

In 35 years of follow up, the University of Copenhagen researchers discovered 3,401 participants developed heart disease and 1,708 had a heart attack.

Individually and combined, the ageing signs predicted heart attack and heart disease independent of traditional risk factors.

Results also showed heart attack and heart disease risk increased with each additional sign of ageing in all age groups.

The highest risk was in those in their 70s and those with multiple signs of ageing.

Creased earlobes are another possible predictor of heart disease. They may occur as a result of malformed blood vessels (which may also be the state of those supplying the heart)

In the study – presented at the American Heart Association’s Scientific Sessions 2012 – researchers noted the quantity of grey hair, prominence of wrinkles, the type and extent of baldness, the presence of earlobe crease and eyelid deposits.

Lead researcher Dr Anne Tybjaerg-Hansen said: ‘The visible signs of ageing reflect physiologic or biological age, not chronological age, and are independent of chronological age.

‘Checking these visible ageing signs should be a routine part of every doctor’s physical examination.’

Previous research has found that hair loss in men, especially on the crown of the head, can be a sign of heart problems.

A study from Harvard Medical School, published in the Archives of Internal Medicine, found that men with severe vertex baldness — balding at the crown of the head — had a 36 per cent increased risk of heart disease.

But men with frontal baldness had just a 9 per cent increased risk. One theory is that high testosterone, which is linked to baldness, may also be linked to heart problems.

The higher a man’s level of natural testosterone, the higher his risk of heart problems, says research from the University of California.

Another theory is that a lack of blood supply to the hair follicles, which causes them to die off, may be related to poor circulation.

And research reported in the British Heart Journal found that earlobe creases were often linked to deaths caused by cardiovascular problems.

One theory is that creases occur as a result of malformed blood vessels, which may also be true of those supplying the heart.

SOURCE: dailymail.co.uk

นักวิทยาศาสตร์ฝันหวานกันแล้ว ได้ยาต่อต้านความชราขนานเอก

นักวิทยาศาสตร์อังกฤษรู้สึกมั่นใจว่า จวนจะได้พบยาต่อต้านความชราแล้ว หลังจากที่พบหนทางกอบกู้ให้กล้ามเนื้อกลับคืนพลังและความแข็งแกร่งขึ้นมาอีกได้

คณะนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยคิง คอลเลจ ลอนดอน มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และโรงพยาบาลกลางแมสซาชูเสตต์ร่วมกันค้นคว้าเซลล์ต้นกำเนิดที่อยู่ในกล้ามเนื้อที่เป็นตัวการซ่อมแซมความเสียหาย เพื่อจะค้นคว้าดูว่า เหตุใด ความสามารถในการซ่อมแซมกล้ามเนื้อให้กลับคืนปกติถึงเสื่อมถอยลงไปตามอายุ

พวกเขาได้รู้จากการศึกษากับหนูแก่ว่า เซลล์ต้นกำเนิดที่จำศีลอยู่ในแหล่งรวม ได้ลดจำนวนลงตามอายุ จึงทำให้ความสามารถในการซ่อมแซมตนเองเสื่อมถอยลง และเมื่อตรวจกล้ามเนื้อชราเหล่านี้ พบว่ายังมีโปรตีนเอจีเอ 2 อยู่มาก สามารถปลุกให้เซลล์ต้นกำเนิดที่สงบนิ่งอยู่เหล่านี้กลับตื่นขึ้นอีกได้

เมื่อนำโปรตีนเหล่านี้มาทำยาให้กับหนู ก็พบว่าสามารถป้องกันเซลล์ต้นกำเนิดของมันจำนวนหนึ่ง ไม่ให้เสื่อมโทรมลงตามอายุขัยได้.

ที่มา: ไทยรัฐ 2 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

On the horizon: Scientists are a step closer to developing an anti-ageing drug to keep people strong and fit near the end of their lives (file picture)

Hope for new anti-ageing drug after scientists reverse muscle wastage in old mice

  • Chemical used to block muscle weakening in old mice
  • Could lead to drug that keeps elderly strong and fit

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 04:11 GMT, 27 September 2012

Drugs could one day be used to reverse the muscle-wasting effects of ageing, new research suggests.

Scientists have identified a key process responsible for muscle weakening in old age and used a chemical to block it in mouse studies.

The findings could pave the way to body-building anti-ageing drugs that keep people strong and fit near the end of their lives.

A team of British and US researchers looked at the way stem cells in muscle repair damaged tissue by dividing and developing into numerous new muscle fibres.

Strenuous activity, such as lifting weights, results in minor damage that triggers this response and builds up muscle. The end result is bulging biceps and rippling torsos.

But as people age, muscle loses its ability to regenerate itself, leading to limbs that are puny and weak.

Studying old mice, the researchers found that the number of dormant stem cells in muscle reduces with age.

They traced the effect to excessively high levels of FGF2 (fibroblast growth factor 2) – a protein that stimulates cells to divide.

In ageing muscle, the protein was continuously awakening the dormant stem cells for no reason.

Hope: A chemical was used to block a key process responsible for muscle weakening in mice (file picture)

The supply of stem cells depleted over time, so not enough were available when they really were needed. As a result, the ability of muscle to regenerate was impaired.

The scientists found that a drug that inhibits FGF2 prevented the decline of muscle stem cells.

Treating old mice with the drug, called SU5402, dramatically improved the ability of aged muscle tissue to repair itself.

SU5402 is purely manufactured for laboratories and not licensed for therapeutic use.

But scientists hope the research, published in the latest online issue of the journal Nature, will lead to future treatments.

Senior researcher Dr Albert Basson, from King’s College London, said: ‘Preventing or reversing muscle wasting in old age in humans is still a way off, but this study has for the first time revealed a process which could be responsible for age-related muscle wasting, which is extremely exciting.

‘The finding opens up the possibility that one day we could develop treatments to make old muscles young again. If we could do this, we may be able to enable people to live more mobile, independent lives as they age.’

Senior-author Dr Andrew Brack, from Massachusetts General Hospital in the US, said: ‘Just as it is important for athletes to build recovery time into their training schedules, stem cells also need time to recuperate, but we found that aged stem cells recuperate less often.

‘We were surprised to find that the events prior to muscle regeneration had a major influence on regenerative potential. That makes sense to us as humans, in terms of the need to sleep and to eat a healthy diet, but that the need to rest also plays out at the level of stem cells is quite remarkable.’

The scientists still do not know why levels of FGF2 increase with age, causing excessive activation of stem cells.

‘The next step is to analyse old muscle in humans to see if the same mechanism could be responsible for stem cell depletion in human muscle fibres, leading to loss of mass and wastage,’ said team member Kieran Jones, from King’s College.

SOURCE: dailymail.co.uk

แนวคิดเรื่อง ‘เวชศาสตร์ชะลอวัย’

ความจริงที่ทุกท่านทราบก็คือ ปัญหาริ้วรอย ความเหี่ยวย่น มันมาพร้อมกับวัยที่เพิ่มขึ้น แต่คำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ ทำไมบางคนมาเร็ว บางคนมาช้า บางคนมีน้อย บางคนมีมาก แตกต่างกันไป ทั้ง ๆ ที่อายุก็เท่า ๆ กัน…

ก่อนอื่นสิ่งแรกที่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านเปิดใจยอมรับก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า ’ไม่มีใครหลีกหนีความแก่ชราไปได้…แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือการหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บที่อาจเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับอายุที่มากขึ้นในอนาคต“

ในคนทุกคนมียีนพันธุกรรมเป็นตัวบงการความมีโรคหรือไม่มีโรคของเราอยู่ เช่นที่หลายคนทราบว่าถ้าพ่อแม่มีโรคอะไร ลูกก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับถ่ายทอดโรคดังกล่าวมาด้วย ซึ่งหลักการนี้ปัจจุบันทางการแพทย์ได้นำมาปรับใช้กับการทำนายโรค โดยใช้วิธีการตรวจในระดับยีนพันธุกรรมเพื่อทำนายโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แม้จะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่ความสำคัญของการตรวจยีนพันธุกรรมหรือการทำนายโรคนั้นอยู่ที่ว่า จะช่วยให้เราทราบถึงความเสี่ยงของการเกิดโรคได้เร็วขึ้น และรู้ลึกลงไปถึงว่าความเสี่ยงของโรคดังกล่าวนั้นอยู่ตรงจุดไหนหรืออวัยวะใดของร่างกาย….เรื่องความแก่ชราก็เช่นเดียวกัน หากพ่อแม่เราดูอ่อนกว่าวัยเมื่ออายุ 60-70 ปี ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่าเราก็มีโอกาสที่จะดูอ่อนกว่าวัยด้วยเช่นกันครับ

นอกจากยีนพันธุกรรมแล้ว ในร่างกายเรายังมีตัวบงการอีกสองตัวที่ทำให้คนเราแก่ช้า–เร็ว หรือเป็นโรคช้า–เร็ว แตกต่างกันด้วย ตัวแรกก็คือ “ฮอร์โมน” ซึ่งฮอร์โมนสำคัญที่มีผลให้เราดูดีสมวัยหรือดูแย่ (แก่) กว่าวัยนั้นคือ “โกร๊ธฮอร์โมน (Grow Hormone)” ในวัยเด็กฮอร์โมนชนิดนี้ช่วยให้เราเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์พร้อมโดยเฉพาะทางด้านร่างกาย แต่พอเราอายุมากขึ้น 35-40 ปี ฮอร์โมนนี้จะเริ่มลดลง ทำให้เราเริ่มมีปัญหาอ้วนลงพุง กล้ามเนื้อที่เคยกระชับกลับห้อยย้อย และยังเป็นบ่อเกิดของความแก่ชราอีกด้วย

ฮอร์โมนชนิดนี้จะหลั่งออกมาและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่เราหลับสนิท ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมคือประมาณ 4-5 ทุ่ม แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเชื่อว่าหลายคนยังไม่นอน (ผมก็เช่นกัน) ก็กลายเป็นว่าตัวเราเองที่ทำให้ฮอร์โมนนั้นเสื่อมถอยลงไปตามวัยหรือในบางท่านก็ก่อนวัยเสียด้วยซ้ำ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว จึงมีความพยายามในการเสริมโกร๊ธฮอร์โมนด้วยวิธีการฉีด ซึ่งเรื่องนี้ผมในฐานะแพทย์คนหนึ่งไม่แนะนำครับ เนื่องจากการฉีดโกร๊ธฮอร์โมนนี้จะทำให้ฮอร์โมนเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว จะเป็นโทษมากกว่าเป็นประโยชน์กับร่างกาย ยกเว้นในกรณีคนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะขาดฮอร์โมนชนิดนี้จริง ๆ และต้องได้รับการฉีดเพิ่มเท่านั้น

อีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นบ่อเกิดของโรคและความแก่ชราก็คือ “สารอนุมูลอิสระ” สารนี้ก็คือของเสียที่เกิดขึ้นในร่างกายทุก ๆ วัน ถามว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร อธิบายได้ง่าย ๆ ว่าเวลาเรารับประทานอาหารทุกชนิดเข้าไป ร่างกายเราก็จะมีกลไกในการเผาผลาญให้อาหารเหล่านั้นกลายเป็นพลังงาน พร้อมทั้งได้ของเสียที่เรียกว่าสารอนุมูลอิสระออกมาด้วย ซึ่งสารอนุมูลอิสระเหล่านี้อยู่ในร่างกายเราโดยการไปจับกับเซลล์ต่าง ๆ ข้อเสียก็คือไม่ว่ามันจะไปจับกับเซลล์ไหนมันก็จะก่อให้เกิดความเสื่อมกับเซลล์นั้น ตัวอย่างเช่น มันไปจับกับคอลลาเจนที่ผิวหนังก็ทำให้ผิวเราเหี่ยวย่นมีริ้วรอยเกิดขึ้นนั่นเอง

เมื่อเราทราบว่าสาเหตุของการเกิดสารอนุมูลอิสระก็คืออาหารที่รับประทาน ดังนั้นหนทางป้องกันง่าย ๆ ก็คือต้องรู้จักเลือกของที่จะรับประทาน เช่น เลือกรับประทานอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย ๆ อาหารที่ไม่ได้ผลิตในรูปแบบของอุตสาหกรรม ซึ่งจะให้ดีควรเป็นอาหารที่เราเตรียมได้เองที่บ้าน “ใช่ครับ! สูตรสำเร็จของโภชนาการที่ดีที่เราได้ยินได้ฟังกันบ่อย ๆ ก็คือ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ 5 หมู่ในที่นี้หมายถึงต้องรู้จักเลือกด้วยครับ เช่น อาหารจำพวกแป้งก็มีทั้งแป้งที่ดีและไม่ดี เพราะเวลาเรากินแป้งเข้าไปมันก็จะถูกย่อยสลายกลายเป็นน้ำตาลคือเป็นของหวาน แต่ของหวานที่ดีคือเมื่อกินเข้าไปแล้วน้ำตาลไม่สูงมาก มันก็จะไม่ไปรบกวนตับอ่อนมากในการที่จะกำจัดน้ำตาลทิ้ง แต่ถ้าเราทานของที่หวานมาก ๆ น้ำตาลในกระแสเลือดจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตับอ่อนต้องทำงานหนักในการขจัดน้ำตาลทิ้ง มีของเสียซึ่งก็คือสารอนุมูลอิสระสะสมในร่างกายมาก เซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายก็เสื่อมถอยไปเร็ว ซึ่งแป้งที่ดีก็เช่น ข้าวซ้อมมือ, ขนมปังโฮลวีต และธัญพืช ส่วนแป้งที่ไม่ดีก็เช่น ข้าวขัดขาว ขนมปังและเบเกอรี่ รวมถึงไอศกรีม”

หลายคนเข้าใจว่าถ้าจะชะลอวัยเราก็ควรจะทานวิตามินที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระเสริม ถามว่าเข้าใจแบบนี้ถูกไหม? ข้อนี้มีทั้งถูกและไม่ถูกครับ จริงอยู่ที่ว่าในร่างกายเราก็มีสารต้านอนุมูลอิสระทั้งวิตามินเอ ซี และอี แต่พออายุเราเริ่มมากขึ้น สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ก็ลดน้อยลงไปด้วย ถึงแม้ในหนึ่งวันจะทานอาหารที่มีประโยชน์หรือทานผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีทางที่จะได้วิตามินซึ่งจะไปต้านอนุมูลอิสระเพียงพอ ตัวอย่างเช่นวิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย ทำให้ผิวพรรณเต่งตึงกระชับ แต่ปริมาณของวิตามินซีที่ร่างกายต้องการคือวันละ 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งอาหารที่เรารับประทานให้วิตามินซีได้มากที่สุดเพียงวันละ 100 มิลลิกรัมเท่านั้น ดังนั้นในคนที่จำเป็นต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่นอกบ้าน ทานอาหารนอกบ้าน และเลือกทานอาหารได้ไม่เต็มที่นัก จึงต้องอาศัยทานวิตามินเสริมด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงกำลังคิดว่าจะซื้อหาเจ้าสารต้านอนุมูลอิสระมากินมาใช้เอง อันนี้ผมคนหนึ่งที่ไม่แนะนำครับ ผมไม่อยากให้ท่านผู้อ่านเชื่อตามโฆษณาหรือตามคำบอกเล่าจากเพื่อนหรือญาติสนิทมิตรสหาย แต่ถ้าต้องการใช้จริง ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรจะดีที่สุด…ส่วนเรื่องโกร๊ธฮอร์โมน ข้อแนะนำของผมคือ ถ้าอยากได้ ก็ออกกำลังกายครับ เพราะการออกกำลังกายเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มการหลั่งโกร๊ธฮอร์โมนได้ และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายได้ด้วย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่าการออกกำลังกายคือการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีที่สุด แต่ก็มีคำถามว่าต้องออกกำลังกายแบบไหนและทำมากน้อยแค่ไหนอย่างไร? ผู้รู้ท่านหนึ่งอธิบายให้ผมฟังว่า การออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือวิธีที่เรียกว่า “Aerobic exercise” แต่ไม่ใช่การเต้นแอโรบิกอย่างที่หลายคนเข้าใจ ซึ่งการออกกำลังกายแบบนี้ทำให้ร่างกายสามารถนำออกซิเจนไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งออกซิเจนนี้จะถูกสูบฉีดไปพร้อม ๆ กับเลือดเพื่อนำไปเลี้ยงเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย โดยระยะเวลาของการออกกำลังกายที่เหมาะสมคือให้ออกกำลังกายจนรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วแต่ในขณะเดียวกันยังสามารถที่จะพูดคุยได้ ไม่เหนื่อยหอบจนเกินไป

นอกจากนี้ การตรวจยีนพันธุกรรมที่ผมกล่าวไปตั้งแต่ตอนต้น ยังสามารถนำมาใช้กำหนดการออกกำลังกายสำหรับแต่ละคนได้ด้วย ผมเรียกว่า “ออกกำลังกายตามยีน” เพราะเมื่อเราทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคใดได้บ้าง เราก็สามารถที่จะออกแบบการออกกำลังกายที่เหมาะกับตัวเอง เช่น ถ้าสุขภาพแข็งแรงดีไม่มีโรคภัย ก็สามารถออกกำลังกายแบบ Aerobic exercise ได้อย่างเต็มที่ แต่ในกรณีที่ตรวจยีนแล้วทราบว่าตนเองมีระบบการเผาผลาญสารอนุมูลอิสระต่าง ๆ ได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรือมีแนวโน้มของโรคหอบ โรคหัวใจและหลอดเลือด ก็อาจจะออกกำลังกายแบบดังกล่าวได้ไม่เต็มที่นัก จึงควรหันมาใช้การออกกำลังกายที่เบาลง โดยเน้นความแรงของกล้ามเนื้อแทน

’แม้ยีนพันธุกรรมจะเป็นตัวกำหนดความเป็นตัวเราและโรคที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของเรา แต่สุดท้ายตัวกำหนดสำคัญก็คือการใช้ชีวิตครับ เพราะกว่าที่จะก้าวผ่านวัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ ไปกระทั่งแก่ชรานั้น มีปัจจัยก่อโรคมากมายที่เราต้องเผชิญในชีวิตประจำวันครับ ทั้งอาหารที่รับประทาน ความเครียดจากการทำงาน และรูปแบบการใช้ชีวิตอื่น ๆ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทิศทางที่แย่ลง คือเป็นโรคตามที่พันธุกรรมกำหนดเอาไว้แล้ว หรือเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นคือไม่เป็นโรคก็ได้ เพราะฉะนั้นในทุกวินาทีที่เราใช้ชีวิตอยู่นี้มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ไม่มีปาฏิหาริย์ใดที่จะทำให้ท่านปราศจากโรค  ไม่มีปาฏิหาริย์ใดที่ทำให้ท่านดูไม่แก่ไปตามวัย ความรู้ปรึกษาแพทย์ได้ แต่เรื่องการปฏิบัติตัว ต้องตัวท่านเองเท่านั้น ความรู้ทั้งหมดนั้นจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด นำท่านไปสู่สิ่งที่ท่านปรารถนาครับ“

ข้อมูลจาก รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” สถานีเดลินิวส์ทีวี ครั้งที่ 22 วันที่ 3 กรกฎาคม 2555 เวลา 15.00-16.00 น.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์ 7 ตุลาคม 2555

ร่างกายล้า สุขภาพเสื่อม เบื่อเซ็กซ์! ศาสตร์ “ชะลอวัย” ช่วยคุณป้องกันได้

มักได้ยินคำว่า ศาสตร์แห่งการชะลอวัย หรือ Anti-Aging บ่อยๆ ถึงขนาดมีการร่ำเรียนเป็นล่ำเป็นสัน ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจบสาขาวิชานี้โดยตรง

เรามารู้จักกันหน่อยว่า เจ้าศาสตร์นี้ใช้วิธีอะไรในการรักษา และภาวะเริ่มแก่(แล้ว)เป็นโรคด้วยหรือ ฯลฯ พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชะลอวัย จาก Addlife Anti-Aging Center มาอธิบาย ณ ตรงนี้ค่ะ

ร่างกายเริ่มเสื่อม โรคร้ายเริ่มมา บ่งชี้ “แก่”

ร่างกายรู้สึกล้าตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงบ่าย รู้สึกอ่อนเพลีย แม้จะนอนพักเพียงพอ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยไม่สามารถหยุดยั้งได้ ขี้หลง ขี้ลืม มากขึ้นเรื่อยๆ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ปวดข้อ นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทดี ความรู้สึกว่าสมรรถภาพ หรือความต้องการทางเพศลดลง

คุณหมอกฤดากร บอกว่า ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความแก่หรือร่างกายเริ่มเกิดความเสื่อม

“ซึ่งโรคร้ายมากมายล้วนมีสาเหตุมาจากความเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคต้อกระจก โรคเสื่อมระบบประสาท โรคกระดูกพรุน เป็นต้น จึงทำให้คนให้ความสนใจเรื่องความเสื่อมของร่างกาย และหาวิธีที่จะดูแลและป้องกันกันมากขึ้น”

และนี่คือ ที่มาของศาสตร์แห่งการชะลอวัย

ศาสตร์ชะลอวัย เน้นป้องกัน

“หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Anti-Aging มาบ้างแล้ว แต่อาจยังไม่ค่อยเข้าใจว่าจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร ซึ่งการแพทย์เฉพาะทางด้านชะลอวัย (Anti-Aging Medicine) จะมุ่งเน้นการป้องกันโรคโดยอิงหลักธรรมชาติ การฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงการรักษาสุขภาพก่อนที่จะเกิดโรคที่เกิดจากความเสื่อม และการฟื้นฟูภาวะเสื่อมของร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น

โดยแพทย์จะใช้ความรู้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การตรวจวัดและรักษาปรับสมดุลระดับสารอาหารวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารสื่อประสาท รวมถึงฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย เป็นต้น ซึ่งส่งผลดีกับคุณภาพชีวิตในระยะยาว และการจะรักษาด้วยวิธีใดนั้น เราดูที่สาเหตุความเสื่อมของร่างกายว่ามาจากสาเหตุใด สามารถอธิบายแบ่งออกได้เป็น 2 เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก-สารอนุมูลอิสระ คือโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนที่ไม่สมดุล พยายามไปจับโมเลกุลเซลล์ปกติ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ไปทำลายเซลล์ที่ดีให้เสื่อมลง เมื่อเซลล์เสื่อมจึงทำให้อวัยวะทั้งหลายทำงานลดลง แล้วในที่สุดร่างกายก็เสื่อมตาม ทำให้ความแก่และโรคภัยต่างๆ มาเยือน”

คุณหมอบอกว่า พบสารอนุมูลอิสระได้ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย

“ภายในร่างกาย คือ โดยธรรมชาติร่างกายของคนเราเป็นผู้สร้างสารอนุมูลอิสระนี้ขึ้นเองและสร้างอยู่ตลอดเวลาในขบวนการเผาผลาญอาหาร ซึ่งสารอนุมูลอิสระตัวร้ายนี้มีฤทธิ์ไปทำลายส่วนต่างๆ ของร่างกายในระดับของเซลล์ ค่อยๆ สะสมเป็นไปทีละเล็กทีละน้อยแล้วในที่สุดเซลล์ก็จะตายไปเอง

พบว่าอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์พันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ มีผลทำให้เซลล์ที่ถูกทำลายจะสามารถกลายเป็นเนื้อร้ายได้ เช่น โรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคต้อกระจก

ส่วนสารอนุมูลอิสระที่พบจากภายนอกร่างกาย คือ มลภาวะเป็นพิษต่างๆ รังสี UVA และ UVB ในแสงแดด ควันบุหรี่ เป็นแหล่งอนุมูลอิสระที่สามารถเข้ามาทำร้ายร่างกายและผิวพรรณของเราได้โดยตรง

สารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Anti-oxidant มีคุณสมบัติคือจับสารอนุมูลอิสระทำให้สารอนุมูลอิสระคงตัวไม่ไปทำลายเซลล์ในร่างกาย ระดับการถูกทำลายจะช้าลง นี่ก็เป็นการชะลอความชราอีกวิธีหนึ่ง ในร่างกายตับสามารถผลิตสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดด้วยกัน

แต่เพราะความเสื่อมย่อมเกิดขึ้นตามวัย การผลิตสารอนุมูลอิสระดังกล่าวก็จะลดน้อยลง เราจึงควรทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) โคเอ็นไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) อัลฟาไลโพอิกแอสิด (Alpha Lipoic Acid ; ALA) และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) กับโพลีฟีนอล (Pholyphenols) และควรเลือกรับประทานอาหารประเภทที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี ทานผักและผลไม้ที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น”

นอกจากนี้ คุณหมอแนะให้หลีกเลี่ยงมลภาวะที่เป็นพิษต่างๆ อย่างเช่น ควันรถ ควันบุหรี่ หลีกเลี่ยงรังสีในแสงแดด UVA และ UVB รวมทั้งควรลดความเครียด

เรื่องที่สอง ภาวะพร่องฮอร์โมนเร่งเสื่อม ฮอร์โมนมีหน้าที่คอยควบคุมทุกระบบในร่างกายรวมไปถึงจิตใจด้วย เช่น การเจริญเติบโต เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ความต้องการทางเพศ ควบคุมอารมณ์ ช่วยในเรื่องความจำ เป็นต้น

แหล่งที่ผลิตฮอร์โมนในร่างกาย ได้แก่ ต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง หรือต่อมไทรอยด์ ถ้าระดับฮอร์โมนลดต่ำลงการทำงานของร่างกายก็จะไม่ดีเท่าที่ควร

หญิงวัยทอง ชายเซ็กซ์เสื่อม

“ตัวอย่างผู้หญิงที่อยู่ในภาวะประจำเดือนหมด (Menopause) มักจะมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกง่าย ขาดชีวิตชีวา เฉื่อยชา อารมณ์หดหู่ซึมเศร้าแต่บางครั้งก็หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เครียดและวิตกกังวลไม่มีสาเหตุ ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ มักจะปวดศีรษะบ่อย หน้าอกหย่อนยาน การตอบสนองทางเพศไม่เป็นที่พอใจ ช่องคลอดขาดความชุ่มชื้น ผมและผิวแห้งเสียสมดุล

ส่วนในผู้ชายที่สูงอายุก็จะผลิตฮอร์โมนเพศชายน้อยลงหรือบกพร่อง คือ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ขาดความกระปรี้กระเปร่าพละกำลังลดลง เริ่มลงพุง อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าง่าย มักจะอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวบ่อยครั้งหรือบางครั้งหดหู่ซึมเศร้า ท้อแท้ต่อชีวิต ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ ปวดหลัง ปวดข้อ มีความเครียดง่ายขึ้นทำให้มีปัญหาสุขภาพหลายประการได้”

อย่างไรก็ตาม คุณหมออธิบายว่า อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือน หาใช่ผิดปกติจนถือว่าเป็นโรค เพียงแต่ทำให้เกิดความทุกข์ใจและทำให้คุณภาพชีวิตไม่ดีเท่าที่ควร สามารถให้ฮอร์โมนทดแทน เพื่อช่วยให้การทำงานของร่างกายดีขึ้น ความจำดีขึ้น มวลกระดูกหนาแน่นขึ้น อารมณ์คงที่มากขึ้น

ทว่าการให้ฮอร์โมนทดแทนควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งควรไปเจาะเลือดตรวจระดับสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนเฉพาะบุคคล หมอชะลอวัยจะเป็นผู้แนะนำปริมาณสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของร่างกาย

และนี่แหล่ะค่ะ วิธีการป้องกันรักษาตามหลักชะลอวัยสไตล์

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2555

ผู้สูงอายุอย่าเชื่อความจำเสื่อมตามตัว ชีวิตเสียหายเหมือนกับไปแช่งตนเอง

นักวิทยาศาสตร์พบว่า ผู้สูงอายุที่เชื่อว่า การมีอายุจะต้องหลงๆ ลืมๆ เป็นธรรมดา เท่ากับเป็นการแช่งตัวเอง เมื่อเอาเข้าจริงจะพลอยเป็นเช่นนั้นจริงไปด้วย

ดร.ทอม เฮสส์ กับคณะนักวิจัย ได้ลองศึกษาทดลองกับผู้สูงอายุ ซึ่งทำให้เกิดความคิดว่าผู้มีอายุจะต้องมีความจำเลวลงไปด้วย ทำให้พวกเขาทำการทดสอบได้คะแนนไม่ดีไปด้วย สู้ผู้สูงอายุที่ไม่มีความเชื่อเช่นนั้นไม่ได้

หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า ผู้สูงอายุที่ไม่ได้นึกคิดเช่นนั้น ที่จริงแล้วกลับมีความสามารถในการจำในระดับสูงกว่า “หรือกล่าวได้ว่า คนที่เชื่อมั่นว่าการมีอายุไม่ได้ทำลายความจำ จะทำในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความจำได้ดีขึ้นมาก”.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 30 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

Young at heart: Pensioners suffer when they think they’re being stigmatised for their age

How thinking young can help to boost your memory

By DAILY MAIL REPORTER
UPDATED: 01:29 GMT, 28 April 2009

 

It’s not good news for those who fear that old age and a failing memory come hand-in-hand.

Scientists say that pensioners who believe the elderly should perform poorly on memory tests are much more likely to score badly.

On the other hand, those who don’t buy into negative stereotypes about ageing and memory loss tend to do better.

The U.S. study found that pensioners’ ability to remember suffers when negative stereotypes are ‘activated’.

Professor Tom Hess, of North Carolina State University, said: ‘Older adults will perform more poorly on a memory test if they are told older folks do poorly on that particular type of memory test.’

Their memory also suffers if they think they are being stigmatised by the young who look down on them because of their age.

‘Such situations may be a part of older adults’ everyday experience, such as being concerned about what others think of them at work having a negative effect on their performance – and thus potentially reinforcing the negative stereotypes.’

Those aged 60-70 suffered more than the 71 to 82-year-olds when negative stereotypes were activated.

But the older group did worse when they felt stigmatised, found the study in the journal Experimental Ageing Research.

We’d do well to remember the postive findings. ‘If someone is confident ageing will not ravage their memory, they are more likely to perform well on memoryrelated tasks,’ he added.

Data from: dailymail.co.uk