คนยิ่งสูงวัย ยิ่งสุข ยิ่งแก่ยิ่งใกล้สวรรค์

thairath130603_001การศึกษาครั้งล่าๆกลับพบว่าคนเรายิ่งมีอายุกลับยิ่งมีความสุขมากขึ้น เพราะสามารถรับมือกับอารมณ์เสียต่างๆ อย่างเช่น ความโกรธ และความวิตกกังวลได้ดีขึ้น

การศึกษาได้เปิดเผยให้รู้ว่าคนเป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุ จะไม่ค่อยรู้สึกโกรธ และเดือดเนื้อร้อนใจ ในชีวิตประจำวันน้อยกว่าคนเป็นผู้ใหญ่ที่วัยอ่อนกว่ากัน ผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นความขัดกัน ขณะที่ผู้สูงวัย แม้ว่าความแข็งแกร่งของร่างกายจิตใจจะเสื่อมถอยลง แต่กลับมีความสุขมากกว่าคนเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน หรืออายุอ่อนกว่า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไอริส มอส หัวหน้าทีมวิจัย มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า “การยอมรับนับว่าเป็นเคล็ดสำคัญ มันดูเหมือนว่าผู้สูงวัยจะใช้มันมากกว่าคนอายุน้อยกว่า นับเป็นความสุขุมคัมภีรภาพอย่างหนึ่ง”

แต่พวกเขาก็ยอมรับว่ายังไม่เข้าใจว่าผู้สูงวัยกลับรับมือกับอารมณ์เสียของตนได้

ดีกว่าผู้ที่วัยอ่อนกว่าอย่างไร แต่คิดว่าอาจเป็นเพราะเมื่อเรามีวัยวุฒิสูงขึ้น ก็ย่อมเคยผ่านเหตุการณ์ในชีวิต ที่ไม่อาจจะควบคุมได้ อย่างเช่น การเจ็บป่วยและการตายของคนที่ตนรักมามากขึ้น ย่อมมองออกว่าป่วยการที่จะพยายามควบคุมเรื่องเหล่านี้ และเห็นเป็นสิ่งซึ่งจำต้องยอมรับมันไว้.

 

ที่มา : ไทยรัฐ 3 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

livescience130529_001

Why Older Adults Are Happier

Rachael Rettner, MyHealthNewsDaily Senior Writer

Date: 29 May 2013

WASHINGTON — People tend to get happier as they age, and a new study could explain why: Older adults may be better able to deal with negative emotions like anger and anxiety.

In the study, older adults were less likely than younger adults to feel angry and anxious in their everyday lives, as well as when they were asked to perform a stressful task.

In addition, older adults scored higher on a test designed to measure how well participants accept their negative emotions. The researchers call this trait “acceptance,” or a tendency to be in touch with rather than avoid negative emotions.

The results may explain a paradox that’s been seen in many other studies: Despite declines in physical and mental health, older adults are happier than young or middle-age adults. [5 Reasons Aging Is Awesome]

Younger people could take advantage of the findings to experience more happiness well before they grow old, said study researcher Iris Mauss, a psychologist and assistant professor at the University of California, Berkeley.

“Acceptance is good for anyone,” Mauss said. “It just seems to be the case that older people use it more than younger people. They’re sort of wise to it.”

The study involved 340 adults ages 21 to 73 who rated their anger and anxiety levels each day over a two-week period, and before and after they were required to give an on-camera speech with little time to prepare.

Participants also rated statements to gauge their level of emotional acceptance, such as “I tell myself I shouldn’t be feeling the way that I’m feeling,” and “I think some of my emotions are bad or inappropriate and I shouldn’t feel them.” (Participants who said that these statements were “very often true” would be considered to have lower acceptance.)

The researchers don’t know why the ability to accept negative emotions gets better with age. But one idea is that, as people grow old, they experience more life events that are out of their control, such as disease and the death of loved ones. With more of these life experiences, people may learn that it is futile to try to control such events, and that there are things that they need to accept, Mauss said.

The study was presented here at the annual meeting of the Association for Psychological Science on May 24. It was published in the April issue of the Journal of Personality and Social Psychology.

SOURCE : www.livescience.com

ใช้กำปั้นปลุกปั้นความจำแม่นยำ

Credit: redorbit.com

Credit: redorbit.com

นักจิตวิทยาสหรัฐฯพบเคล็ดว่า หากชูกำปั้นขวา กัดฟัน จะช่วยจำความได้แม่นยำ และหากต้องการจะนึกให้ออก ก็ให้ทำซ้ำแบบเดียวกัน แต่เปลี่ยนเป็นชูกำปั้นซ้าย

หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรัฐมอนต์แคลร์ เปิดเผยว่า ในการทดลองกับผู้ใหญ่เต็มตัว 50 คน ต่างสามารถจำรายการยาวๆ ได้แม่น เมื่อทำแบบนี้ คิดว่า เป็นเพราะการชูกำปั้นได้ไปกระตุ้นสมองส่วนการจดจำขึ้น

หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ ดร.รูธ ปรอปเปอร์ กล่าวแจ้งว่า ได้ทราบจากการวิจัยว่า การเคลื่อนไหวของร่างกายง่ายๆ ก็สามารถจะกระตุ้นความจำขึ้นได้ชั่วคราว “จงชูหมัดขวา เมื่อได้เรียนรู้เรื่องใดขึ้นทันควัน และให้ชูหมัดซ้าย เมื่อจะนึกถึงเรื่องอันใดขึ้น”

เคยมีการวิจัยพบว่า การชูกำปั้นขวาเป็นการกระตุ้นสมองซีกซ้าย  ขณะเดียวกัน เมื่อชูกำปั้นซ้ายก็จะไปกระตุ้นสมองซีกขวา การทำเช่นนี้ยังเกี่ยวโยงกับอารมณ์ด้วย เช่น การชูหมัดขวา จะเกี่ยว ข้องกับอารมณ์ความสุข หรือความโกรธ ส่วนหมัดซ้ายจะเกี่ยวพันกับความเสียใจหรือกระวนกระวาย.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 30 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

 

Clenching the fist temporarily changes brain function

Clenching the fist temporarily changes brain function

Clenching fists ‘can improve memory’

By Helen Briggs
BBC News

Memory can be improved simply by clenching the fists, a study suggests.

Clenching the right hand for 90 seconds helps in memory formation, while the same movement in the left improves memory recall, say US psychologists.

In an experiment, 50 adults performed better at remembering words from a long list when they carried out these movements.

The researchers think clenching a fist activates specific brain regions that are associated with memory processing.


The experiment

  • 50 right-handed students were given a list of words to learn
  • They were divided into five groups
  • One group clenched their right fist for about 90 seconds before memorising the list and then did the same before recollecting the words
  • A second group carried out the same test, but with the left hand
  • Two other groups clenched one hand prior to learning the words (either the left or right hand) and the opposite hand prior to recollecting
  • A control group did not clench their fists at all
  • The group that clenched their right fist when memorising the list and then clenched the left when recollecting the words performed better than all the other hand clenching groups
  • This group also did better than the group that did not clench their fists at all, though this difference was not statistically ‘significant’.

Lead scientist Ruth Propper, of Montclair State University, Montclair, New Jersey, said the research suggests simple body movements can improve memory by temporarily changing the way the brain functions.

“Clenching your right hand immediately prior to learning information and clenching your left hand immediately before recalling it would be helpful to improve memory,” Dr Propper told BBC News.

Past research has shown that right hand clenching activates the left hemisphere of the brain, while left hand clenching activates the right hemisphere.

This has been associated with emotions – for example right hand clenching with happiness or anger, and left hand clenching with sadness or anxiety.

Memory processing is thought to use both sides of the brain – the left for encoding memories and the right for retrieving them.

Future research will examine whether hand clenching can also improve other mental processes, for example verbal or spatial abilities, and memory of pictures and places, as well as words.

However, more work needs to be done in more subjects to be certain of the results.

Prof Neil Burgess, of University College London Institute of Cognitive Neuroscience, said a larger study was needed to be certain of a specific effect on memory.

This should include brain scans to look at blood flow to the left or right hemispheres of the brain.

Commenting on the study, published in the journal PLOS ONE, he said: “Ideally replication would use a more powerful design (i.e. more people or a within-subjects design) and include fMRI (functional magnetic resonance imaging to measures brain activity) verification of the effect on blood flow.”

SOURCE : www.bbc.co.uk

วิจัยชี้นั่งสมาธิช่วยรักษาโรคจิต

นักวิจัยพบว่า การฝึกสมาธิแค่เพียงเดือนเดียวสามารถช่วยให้ระบบประสาทดีขึ้นได้ นับเป็นวิธีการรักษาแบบใหม่สำหรับผู้ป่วย

นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาผลของการฝึกทางกายผสมผสานการฝึกทางจิต หรือไอบีเอ็มที (integrative body-mind training-IBMT) ของนักศึกษามหาวิทยาลัย 2 กลุ่ม

หลังผ่านไป 4 สัปดาห์ ซึ่งใช้เวลารวม 11 ชั่วโมง ผลการสแกนพบว่า สมองของอาสาสมัครเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ใยประสาท หรือ “สารสีขาว” ได้เกิดขึ้นอย่างหนาแน่น ทำให้สมองมีจุดเชื่อมต่อสัญญาณมากขึ้น ขณะเดียวกันไขมันที่ห่อหุ้มปกป้องใยประสาท หรือไมอีลิน ก็มีมากขึ้นด้วย

ผลดังกล่าวปรากฏให้เห็นที่ส่วนหน้าของสมองบริเวณคอร์เท็กซ์ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรม

หากระบบประสาทในส่วนนี้ทำงานบกพร่อง คนไข้ก็จะมีปัญหาทางจิต เช่น สมาธิสั้น, สมองเสื่อม, ซึมเศร้า และเป็นโรคจิตเภท

ผลวิจัยนี้ได้ต่อยอดจากงานวิจัยก่อนหน้านี้ ซึ่งได้ใช้เทคนิคสแกนสมองแบบเอ็มอาร์ไอวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของสมองที่เกิดจากไอบีเอ็มที โดยนักวิจัยได้นำผลการศึกษา 2 ชิ้นเมื่อปี 2553 มาวิเคราะห์ผลการสแกนดังกล่าวเพิ่มเติมอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

งานวิจัยชิ้นแรกได้ศึกษานักศึกษาอเมริกันที่มหาวิทยาลัยออริกอน ชิ้นที่ 2 ศึกษานักศึกษา 68 คนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีต้าเหลียนในประเทศจีน
นักวิจัยพบว่า ใยประสาทมีความหนาแน่นขึ้นหลังจากการฝึกไอบีเอ็มทีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่ไม่พบความเปลี่ยนแปลงของการเกิดไมอีลิน อย่างไรก็ดีหลังผ่านไปหนึ่งเดือน พบว่าทั้งใยประสาทและไมอีลินได้มีปริมาณเพิ่มขึ้น

นักศึกษาที่ฝึกไอบีเอ็มทียังรายงานด้วยว่า ตนเองมีอารมณ์ดีขึ้น มีความโกรธ ความรู้สึกซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเหนื่อยล้าลดลง นอกจากนี้ยังมีฮอร์โมนความเครียด คอร์ติโซล ลดลงด้วย

หัวหน้าทีมวิจัย ศาสตราจารย์ไมเคิล พอสเนอร์ จากมหาวิทยาลัยออริกอน บอกว่า ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์และสติปัญญา
ผลวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences
นักประสาทวิทยา ดร.เอเลนา แอนโตโนวา จากสถาบันจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ ลอนดอน บอกว่า ข้อค้นพบนี้นับเป็นข่าวดี หากการฝึกสมาธิแค่ 11 ชั่วโมงทำให้ใยประสาทเกิดการเชื่อมต่อกันอย่างหนาแน่นยิ่งขึ้น และมีการปกป้องดีขึ้น ดังนั้นการทำสมาธิซึ่งใครๆ ก็ทำได้ในเวลาใดก็ได้ จะช่วยให้จิตใจแจ่มใสและมีอารมณ์คงเส้นคงวา.

ที่มา: ไทยโพสต์ 9 กรกฎาคม 2555

Related Link:

.

Chinese Meditation Prompts Double Positive Punch in Brain White Matter

ScienceDaily (June 13, 2012) — A Texas Tech University scientist studying the Chinese mindfulness meditation known as integrative body-mind training (IBMT) said he and other researchers have confirmed and expanded on changes in structural efficiency of white matter in the brain that can be related to positive behavioral changes in subjects practicing the technique for a month and a minimum of 11 hours total.

In a paper appearing in the online Early Edition of the Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS), scientists Yi-Yuan Tang of Texas Tech and Michael Posner of the University of Oregon (UO) reported improved mood changes coincided with increased brain-signaling connections. They also found an expansion of myelin, the protective fatty tissue that surrounds the nerves, in the brain’s anterior cingulate region.

Deficits in activation for this area of the brain have been associated with attention deficit disorder, dementia, depression, schizophrenia and many other disorders, said Tang, who is now the director of Texas Tech’s Neuroimaging Institute and holder of the Presidential Endowed Chair in Neuroscience and professor in the Department of Psychology.

“When we got the results, we all got very excited because all of the other training exercises, like working-memory training or computer-based training, only have been shown to change myelination,” Tang said. “We believe these changes may be reflective of the time of training involved in IBMT. We found a different pattern of neural plasticity induced by the training.”

IBMT was adapted from traditional Chinese medicine in the 1990s in China, where it is practiced by thousands of people. It differs from other forms of meditation because it depends heavily on the inducement of a high degree of awareness and balance of the body, mind and environment. The meditation state is facilitated through training and trainer-group dynamics, harmony and resonance.

In 2010, research led by Tang, then a visiting research professor at the University of Oregon, and Michael I. Posner, professor of psychology at UO, first reported positive structural changes in brain connectivity, based on functional magnetic resonance imaging, that correlated to behavioral regulation. The study was done at the Robert and Beverly Lewis Center for Neuroi maging with 45 participating UO undergraduate students.

The new findings came from additional scrutiny of the 2010 study and another that involved 68 undergraduate students at China’s Dalian University of Technology. The researchers revisited data obtained from using an MRI technique known as diffusion tensor imaging. The research team found improved density of the nerves involved in brain connections but no change in myelin formation after two weeks.

After a month, or about 11 hours of IBMT, both increases in nerve density and myelin formation were found as measured by fractional anisotropy, axial diffusivity and radial diffusivity — the important indexes for measuring the integrity of white matter fibers.

This dynamic pattern of white matter change involving the anterior cingulate cortex, a part of the brain network related to self-regulation, could provide a means for intervention to improve or prevent mental disorders.

“This study gives us a much more detailed picture of what it is that is actually changing,” Posner said. “We did confirm the exact locations of the white-matter changes that we had found previously. And now we show that both myelination and axon density are improving. The order of changes we found may be similar to changes found during brain development in early childhood, allowing a new way to reveal how such changes might influence emotional and cognitive development.”

The improved mood changes noted in this and earlier studies are based on self-ratings of subjects based on a standard six-dimensional mood-state measure, Tang said.

Both researchers first reported findings related to IBMT in 2007, also in PNAS. They found that doing IBMT for five days prior to a mental math test led to low levels of the stress hormone cortisol among Chinese students. The experimental group also showed lower levels of anxiety, depression, anger and fatigue than students in a relaxation control group.

In 2009 in PNAS, Tang and his Chinese colleagues, with assistance from Posner and UO psychology professor Mary K. Rothbart, found that IBMT subjects in China had increased blood flow in the right anterior cingulate cortex after receiving training for 20 minutes a day over five days. Compared with the relaxation group, IBMT subjects also had lower heart rates and skin conductance responses, increased belly breathing amplitude and decreased chest respiration rates.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byTexas Tech University. The original article was written by John Davis

Journal Reference:

  1. Y.-Y. Tang, Q. Lu, M. Fan, Y. Yang, M. I. Posner.Mechanisms of white matter changes induced by meditationProceedings of the National Academy of Sciences, 2012; DOI: 10.1073/pnas.1207817109

Data from: sciencedaily.com

Evidence Supports Health Benefits of ‘Mindfulness-Based Practices’

ScienceDaily (July 11, 2012) — Specific types of “mindfulness practices” including Zen meditation have demonstrated benefits for patients with certain physical and mental health problems, according to a report in the July Journal of Psychiatric Practice.

“An extensive review of therapies that include meditation as a key component — referred to as mindfulness-based practices — shows convincing evidence that such interventions are effective in the treatment of psychiatric symptoms and pain, when used in combination with more conventional therapies,” according to Dr William R. Marchand of the George E. Wahlen Veterans Affairs Medical Center and the University of Utah in Salt Lake City.

Mindfulness Techniques Show Health Benefits Dr Marchand reviewed published studies evaluating the health benefits of mindfulness-based practices. Mindfulness has been described as “the practice of learning to focus attention on moment-by-moment experience with an attitude of curiosity, openness, and acceptance.” Put another way, “Practicing mindfulness is simply experiencing the present moment, without trying to change anything.”

The review focused on three techniques:

• Zen meditation, a Buddhist spiritual practice that involves the practice of developing mindfulness by meditation, typically focusing on awareness of breathing patterns.

• Mindfulness-based stress reduction (MBSR), a secular method of using Buddhist mindfulness, combining meditation with elements of yoga and education about stress and coping strategies.

• Mindfulness-based cognitive therapy (MBCT), which combines MBSR with principles of cognitive therapy (for example, recognizing and disengaging from negative thoughts) to prevent relapse of depression.

Dr Marchand found evidence that MBSR and MBCT have “broad-spectrum” effects against depression and anxiety and can also decrease general psychological distress. Based on the evidence, MBCT can be “strongly recommended” as an addition to conventional treatments (adjunctive treatment) for unipolar depression. Both MBSR and MBCT were effective adjunctive treatments for anxiety.

Research data also supported the effectiveness of MBSR to help reduce stress and promote general psychological health in patients with various medical and/or psychiatric illnesses. On its own, MBSR was helpful in managing stress and promoting general psychological health in healthy people. There was also evidence that Zen meditation and MBSR were useful adjunctive treatments for pain management.

How do these practices work to affect mental and physical health? Dr Marchand discusses recent research showing the impact of mindfulness practices on brain function and structure, which may in part account for their psychological benefits. “These mindfulness practices show considerable promise and the available evidence indicates their use is currently warranted in a variety of clinical situations,” he concludes.

The article includes some proposed evidence-based guidelines for incorporating mindfulness-based practices into health care. So far there’s little evidence on which patients are most likely to benefit, but Dr Marchand suggests that patient preferences and enthusiasm are a good guide. He comments, “The most important considerations may be desire to try a mindfulness-based practice and willingness to engage in the regular practice of seated meditation.”

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by Wolters Kluwer Health: Lippincott Williams & Wilkins, via Newswise.

Data from: sciencedaily.com