โรคภูมิแพ้ในวัยทำงาน

thairath140117_001ในปัจจุบันหากไม่พูดถึงโรคภูมิแพ้คงจะดูเชย หลายคนสงสัยว่าโรคภูมิแพ้เกิดเฉพาะคนวัยทำงานหรือเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม ทั้งนี้ ทั้งสองความเชื่อมีส่วนถูกและไม่ถูกต้อง กล่าวคือ ในอดีตเชื่อว่าโรคภูมิแพ้มีปัจจัยจากพันธุกรรมเป็นหลัก หมายถึง หากพ่อแม่เป็นภูมิแพ้ โดยเฉพาะโรคหืด ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าคนอื่น อย่างไรก็ตาม พบว่าปัจจุบันสิ่งแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญมากเช่นกัน โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีการพัฒนาตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา การที่มารดาสัมผัสควันบุหรี่หรือสัมผัสสารก่อภูมิแพ้บางอย่างในปริมาณมากๆ จึงอาจทำให้ลูกแพ้สิ่งนั้นๆ ได้ นอกจากนี้ สิ่งแวดล้อมในวัยเด็กโดยเฉพาะการเลี้ยงดูแบบสังคมเมือง ครอบครัวเชิงเดี่ยวและการใช้ยาปฏิชีวะอย่างแพร่หลาย ทำให้เชื้อแบคทีเรียในลำไส้ลดลง เด็กไม่ได้สัมผัสเชื้อโรคตามธรรมชาติ จึงมีผลให้การกระตุ้นภูมิคุ้มกันตามปกติลดลง รวมถึงค่านิยมการเลี้ยงสัตว์ในบ้าน เช่น แมว ซึ่งถือเป็นตัวก่อสารภูมิแพ้ที่สำคัญ มีผลให้ผู้คนเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้น

ประเภทของโรคภูมิแพ้และอาการของผู้ป่วย

ในช่วงสองปีแรกของเด็กที่เป็นภูมิแพ้ อาจแสดงอาการแพ้อาหารโดยเฉพาะนมวัวและไข่ รวมถึงอาการภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบ เนื่องมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยเฉพาะทางเดินอาหารยังไม่สมบูรณ์และมีการสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่จำกัดได้แก่ อาหาร และเชื้อไวรัส ต่อมาในวัยที่เริ่มเข้าโรงเรียน มีการทำกิจกรรม ทำให้สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ในชั้นบรรยากาศมากขึ้น เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เกสรดอกไม้ เชื้อรา รวมถึงมลพิษต่างๆ จึงเริ่มมีอาการทางระบบหายใจได้แก่ โรคหืด โรคภูมิแพ้โพรงจมูกและเยื่อบุตาอักเสบ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น แต่ในบางรายโรคภูมิแพ้อาจไม่ได้หายไป เมื่อผู้ป่วยต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้มากขึ้น รวมถึงมลพิษจากควันบุหรี่ ท่อไอเสียความชื้นต่างๆ ก็อาจมีอาการกำเริบได้อีก

โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยในวัยทำงานได้แก่ โรคโพรงจมูกและเยื่อบุตาอักเสบจนถึงโรคหืด อาการของโรคได้แก่ อาการคันตามเยื่อบุจมูกและตา จาม น้ำมูกไหลและคัดจมูก ในรายที่มีอาการน้อยอาจมีอาการจามและน้ำมูกไหลเพียงบางครั้ง แต่เยื่อบุจมูกอาจอักเสบจนกลายเป็นอาการคัดจมูกเรื้อรัง มีผลทำให้เป็นไซนัสอักเสบได้ง่าย

นอกจากนี้ เวลาเป็นหวัดจะมีอาการปวดศีรษะ หูเอื้อง่าย หรือมีน้ำมูกจากโพรงจมูกตกลงหลังคอทำให้มีอาการไอหรือกระแอมบ่อย โดยเฉพาะตอนเช้าจนอาจจมูกตันต้องอ้าปากหายใจเป็นระยะ และอาจทำให้ริมฝีปากแห้ง ต้องเลียริมฝีปากบ่อยๆ อาการเหล่านี้แม้ไม่รุนแรงแต่หากเป็นต่อเนื่องอาจมีผลต่อการนอนหลับ ทำให้นอนไม่อิ่ม มีอาการง่วงกลางวัน สมาธิในการเรียนการทำงานลดลง บางรายที่มีอาการมากอาจทำให้เสียบุคลิกภาพ มีปัญหาในการเข้าสังคมและการทำกิจกรรมต่างๆ

หากมีอาการดังกล่าวและสันนิษฐานว่าเป็นอาการของโรคภูมิแพ้ ควรดูแลรักษาด้วยวิธีปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมเพื่อลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้และลดการสัมผัสสารมลพิษควบคู่กับการใช้ยา สารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุภาวะโพรงจมูกอักเสบได้บ่อยในประเทศไทยได้แก่ ไรฝุ่น ซึ่งพบมากในหมอน ผ้าห่ม เตียง ผ้าม่าน พรม จนถึงหนังสือและของเล่นเก่าๆ ห้องที่ควรปรับเปลี่ยนเป็นอันดับแรกคือ ห้องนอน โดยควรเลือกใช้เตียงที่บุด้วยใยสังเคราะห์ หลีกเลี่ยงขนสัตว์ นำหมอนเน่าและตุ๊กตาเน่า พรมและหนังสือที่ไม่จำเป็นออกจากห้องนอน ควรซักล้างผ้าปูเตียง ปลอกหมอนและผ้าม่านอย่างสม่ำเสมอและให้อากาศภายในห้องถ่ายเท ไม่อับชื้น ส่วนมลพิษที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียและกลิ่นฉุน

ยารักษาที่แนะนำมีสองกลุ่มได้แก่ ยาฮีสตามีนแบบรับประทานและยาสเตียรอยด์แบบพ่นจมูก แบบแรกแนะนำให้ใช้ยารุ่นใหม่ ซึ่งไม่ทำให้ง่วง เพราะหากรับประทานยารุ่นเก่าติดต่อกันนานๆ จะมีผลต่อการรับรู้ของสมอง ทำให้สมาธิในการเรียนและการทำงานลดลง และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างการขับรถหรือการทำงานได้ ส่วนยาสเตียรอยด์แบบพ่นจมูก เป็นยาหลักในการรักษาโพรงจมูกอักเสบที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงและสามารถลดอาการของโพรงจมูกอักเสบได้ทุกอาการ

หากปฏิบัติดังกล่าวมาแล้วอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นของภาวะโพรงจมูกอักเสบ เช่น การติดเชื้อไซนัสอักเสบเรื้อรัง โพรงจมูกคด ติ่งเนื้อในจมูก ภาวะจมูกตันจากฮอร์โมนและการตั้งครรภ์ เยื่อบุจมูกแห้งจนถึงจมูกอักเสบไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งส่วนมากเกิดจากหลอดเลือดในเยื่อบุจมูกไวต่อสิ่งกระตุ้น รวมถึงอาจทดสอบหาสิ่งที่แพ้ เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมขึ้น จนถึงพิจารณารักษาด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ในรายที่แพ้ไรฝุ่นหรือเกสรดอกหญ้า

เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว อย่าลืมตรวจเช็กว่าคุณมีอาการดังกล่าวหรือไม่ พร้อมทั้งสำรวจสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน โดยเฉพาะห้องนอนและที่ทำงานว่ามีสภาพเช่นไร แม้โรคภูมิแพ้โพรงจมูกอักเสบจะไม่มีอันตรายต่อชีวิต แต่สามารถรบกวนคุณภาพชีวิตและอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบเรื้อรัง และในรายที่มีอาการรุนแรงอาจพัฒนาเป็นโรคหืดได้ ซึ่งในกรณีนั้น ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโรคหืดมีภาวะทุพพลภาพและมีโอกาสเสียชีวิตจากหืดกำเริบเฉียบพลันได้

พญ.ทิชา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์
หน่วยภูมิแพ้ อิมมูโนวิทยาและโรคข้อ
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา: ไทยรัฐ 17 มกราคม 2557

Advertisements

หยุดอาการคัดจมูกเรื้อรัง ด้วยคลื่นวิทยุ

thairath121219_002aภาวะคัดจมูกเรื้อรัง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนทั่วไป เช่น เสียสมาธิในการเรียน การทำงาน ไม่มีความสะดวกในการทำกิจกรรมต่างๆ หรือแม้กระทั่งการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งบางกรณีทำให้เกิดภาวะนอนหลับยาก หรือนอนหลับไม่สนิท อันส่งผลต่อเนื่องทำให้เกิดภาวะง่วงในเวลากลางวันได้

สาเหตุของภาวะคัดจมูกเรื้อรังที่พบบ่อย

ภาวะเยื่อบุจมูกส่วนล่าง (inferior turbinate) บวมโต ทำให้ปากทางของช่องจมูกแคบลง ส่งผลให้อากาศไม่สามารถผ่านช่องจมูกได้อย่างสะดวก ภาวะนี้อาจเกิดจากเยื่อบุจมูกอักเสบชนิดภูมิแพ้ที่เป็นเรื้อรัง ทำให้เยื่อบุจมูกส่วนล่างเกิดการบวมโตมากกว่าปกติ หรือเกิดจากการอักเสบเรื้อรังก็ได้

ภาวะสันจมูกคด ทำให้เกิดอาการคัดจมูกข้างใดข้างหนึ่งอยู่เสมอ ซึ่งภาวะนี้อาจเกิดร่วมกับภาวะเยื่อบุจมูกบวมโตก็ได้

การอักเสบในช่องโพรงจมูกและไซนัส ภาวะการอักเสบของไซนัส จะทำให้มีมูกปนหนองไหลออกจากโพรงไซนัสมาที่บริเวณเยื่อบุจมูกตลอดเวลา ซึ่งส่งผลให้เกิดการบวมของเยื่อบุจมูกเรื้อรังได้เช่นกัน

ภาวะต่อมอดีนอยด์โต มักพบในผู้ป่วยเด็กที่มีภูมิแพ้จมูกอักเสบ หรือไซนัสอักเสบเรื้อรัง

thairath121219_002b

การรักษา

แพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก จะทำการตรวจร่างกาย เพื่อวินิจฉัยภาวะคัดจมูกเรื้อรัง ว่ามาจากสาเหตุใด และให้การรักษาตามสาเหตุ เช่น ควบคุมภูมิแพ้ในผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากภูมิแพ้ ผ่าตัดแก้ไขสันจมูกในกรณีที่สันจมูกคดมาก หรือรักษาการติดเชื้อในกรณีมีการอักเสบติดเชื้อภายในช่องจมูก

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มที่แพทย์วินิจฉัยว่า มีภาวะเยื่อบุจมูกส่วนล่างโต ส่งผลให้เกิดอาการคัดจมูก แม้ว่าจะทำการรักษาสาเหตุไปแล้ว แต่ยังมีอาการคัดจมูกเรื้อรังอยู่ ในปัจจุบันมีเครื่องมือที่เรียกว่า RF (Radio frequency) จะทำการปล่อยพลังงานคลื่นความถี่วิทยุผ่านเข็มเล็กๆ ซึ่งจะเหนี่ยวนำให้เนื้อเยื่อรอบๆ เข็มเกิดความร้อน และเกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อจากพังผืดเล็กๆ ที่เกิดขึ้นตามมาภายหลังทำการจี้เยื่อบุจมูก ซึ่งจะส่งผลให้เยื่อบุจมูกบริเวณที่จี้ไปเกิดการหดตัวเล็กลง ทำให้ทางเดินอากาศของช่องจมูกใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

การหดตัวของเยื่อบุจมูกจะเริ่มหดตัวหลังทำการจี้ไปแล้ว 1-3 สัปดาห์ โดยการหดตัวทำให้ผู้ป่วยสามารถหายใจได้โล่งจมูกมากขึ้น ผู้ป่วยกว่าร้อยละ 80 จะยังรู้สึกหายใจโล่งแม้ว่าเวลาผ่านไปมากกว่า 1 ปี  การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถทำซ้ำได้ ถ้ามีอาการคัดจมูกจากเยื่อบุจมูกบวมโตกลับมาอีกครั้ง และผู้ป่วยบางราย นอกจากอาการคัดจมูกซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของการจี้เยื่อบุจมูกดีขึ้นแล้ว อาการ คัน จาม น้ำมูกไหล หรือเสมหะลงคอ ก็ลดลงได้เช่นเดียวกัน

การจี้เยื่อบุจมูกนั้น สามารถทำแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยการใช้ยาชาเฉพาะที่ ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ หรือนอนโรงพยาบาล ใช้เวลาเพียง 15-30 นาที พักดูอาการหลังทำการจี้จมูกอีกประมาณ 30-60 นาที ก็สามารถกลับบ้านได้

thairath121219_002c

การปฏิบัติตนและสิ่งที่ควรทราบหลังการรักษา

1.  ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังจากพักฟื้นเพียง 1-2 ชั่วโมง ยกเว้นบางรายที่แพทย์เห็นสมควรให้นอนพักนานขึ้น และผู้ป่วยจะได้รับยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด ยาลดบวม แล้วแต่อาการ

2.  หลังการรักษาสัปดาห์แรก อาการมักยังไม่ดีขึ้นทันที ผู้ป่วยอาจมีอาการแสบ หรือเจ็บภายในจมูก และมีน้ำมูกหรือ เลือดกำเดาออกเล็กน้อย ซึ่งอาการดังกล่าวมักจะหายไปเองในเวลาต่อมา

3.  หลังรักษาไปแล้ว 48-72 ชั่วโมง ควรล้างทำความสะอาดในช่องจมูกบริเวณที่รักษาเบาๆ โดยใช้น้ำเกลือ เพื่อป้องกันการเกิดสะเก็ดแผล ซึ่งเกิดจากน้ำมูกและคราบเลือดที่ค้างอยู่ ผู้ป่วยควรล้างจมูกวันละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย ยกเว้นมีเลือดออกมากให้หยุดล้างจมูกชั่วคราว และใช้ยาหยอดห้ามเลือดแทน

4. หลังรักษาโดยทั่วไปผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิต หรือทำกิจกรรมได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรงๆ หรือการกระแทกบริเวณจมูก และหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่หักโหมใน 24 ชั่วโมงแรก

5. ถ้ามีเลือดออกจากจมูก ควรนอนพัก ยกศีรษะสูง หยอดยาหยอดจมูกห้ามเลือด แต่ถ้าเลือดออกไม่หยุดควรไปพบแพทย์

 

หลังจากทำการรักษาด้วยวิธีการจี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือ RF แล้ว แพทย์จะนัดผู้ป่วยทุกรายมาดูแผลครั้งแรกประมาณ 1 สัปดาห์หลังรักษา และหลังจากนั้นจะนัดมาเป็นระยะ หากอาการต่างๆ ไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร แพทย์จะแนะนำทางเลือกในการรักษาตามความเหมาะสมต่อไป

 

คลินิกหู คอ จมูก โรงพยาบาลเวชธานี

ที่มา : ไทยรัฐ 19 ธันวาคม 2555