ล้างพิษตับอ่อน หยุดแป้งเลิกผลไม้ ลดอ้วนรักษาเบาหวาน โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

matichon131101_001แป้งข้าว ผลไม้ ก่อไตรกลีเซอไรด์สูง
อันตรายกว่าไก่ตอน หมูสามชั้น


มาร์กาเรต แอลบริงก์ (Margaret Albrink) เป็นแพทย์สาวทำงานกับ จอห์น ปีเตอร์ส (John Peters) ในภาควิชาอายุรกรรม มหาวิทยาลัยเยล ปีเตอร์สใช้เครื่องมือตรวจวัดสารเคมีในเลือดเพื่อดูปริมาณไตรกลีเซอไรด์ที่ส่งมาจากโรงพยาบาลนิวฮาเวน โรงพยาบาลในสังกัดของมหาวิทยาลัยเยล

ปีเตอร์สเสนอแนะให้แอลบริงก์ศึกษาความสัมพันธ์ของระดับไตรกลีเซอไรด์กับอัตราการเกิดโรคหัวใจ “เพราะปีเตอร์สเป็นคนคิดนอกกรอบ เขาไม่เชื่อทฤษฎีคอเลสเตอรอล” แอลบริงก์กล่าว ซึ่งรวมทั้งเอเวอลิน แมน (Evelyn Man) เพื่อนร่วมงานของแอลบริงก์อีกคนหนึ่ง

แอลบริงก์ยังได้ทำงานร่วมกับ วิสเตอร์ เมกส์ (Wister Meigs) ศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยลซึ่งทำงานด้านเวชศาสตร์ป้องกัน และเป็นแพทย์ประจำบริษัทอเมริกันผู้ผลิตเหล็กกล้าและเส้นลวด

ทั้งสามคนทำงานวิจัยร่วมกันและได้ปรากฏผลงานวิจัยในปี ค.ศ.1960 โดยศึกษาเปรียบเทียบระดับไตรกลีเซอไรด์กับคอเลสเตอรอลในผู้ป่วยโรคหัวใจหลอดเลือดของ รพ.นิวฮาเวน เปรียบเทียบกับคนงานที่สุขภาพดีของบริษัทเหล็กกล้า

แล้วก็พบว่า ในผู้ป่วยโรคหัวใจหลอดเลือดจะมีไตรกลีเซอไรด์สูงมากซะยิ่งกว่าการมีคอเลสเตอรอลสูง

กล่าวคือ ในคนสุขภาพปกติวัยหนุ่มมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงเพียง 5% ของประชากร เปรียบเทียบกับคนสุขภาพปกติวัยกลางจะมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูง 38% ของประชากร

แต่ในผู้ป่วยโรคหัวใจหลอดเลือดจะมีไตรกลีเซอไรด์สูงถึง 82% ของจำนวนผู้ป่วย

พฤษภาคม 1961 ไม่กี่เดือนหลังจากที่สมาคมโรคหัวใจอเมริกันยกย่องชมเชยสมมติฐานของคีย์ส (เกี่ยวกับผลร้ายของคอเลสเตอรอลและกรดไขมันอิ่มตัวที่มีต่อโรคหัวใจ) อาห์เรนและแอลบริงก์ก็เสนอผลงานของพวกเขาในงานประชุมวิชาการสมาคมแพทย์อเมริกันที่แอตแลนตา

ทั้งสองคนรายงานว่าการเพิ่มของระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

ขณะเดียวกันอาหารไขมันต่ำ คาร์โบไฮเดรตสูงเป็นตัวการของการเพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์

รายงานนี้มีน้ำหนักมากขนาดนิตยสารนิวยอร์กไทม์ (New York Times) ขึ้นปกหน้าหนึ่ง ระบุว่า “สถาบันร็อกกีเฟลเลอร์ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า ไขมันเป็นปัจจัยก่อโรค”

เนื้อหาในเล่มยังได้แสดงข้อมูลของอาห์เรนที่พิสูจน์ว่า “คาร์โบไฮเดรตต่างหาก ไม่ใช่ไขมัน ที่เป็นสารพึงเฝ้าระวังถ้าจะป้องกันอันตรายจากโรคหัวใจหลอดเลือด”

ไทม์ยังได้รายงานว่า “การค้นพบดังกล่าวนี้ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกผิดคาดในหมู่แพทย์และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากมายที่ร่วมอยู่ในการประชุมครั้งนั้น”

แอลบริงก์เปิดเผยบรรยากาศในที่ประชุมหลังการเสนอผลงานของเธอว่า “มันราวกับว่างานวิจัยของเราไปทำให้หลังคาบ้านถล่มทลายลงมา ผู้ฟังพากันโกรธเกรี้ยว พวกเขาบอกว่าไม่เชื่อหรอก”

ความไม่เชื่อนี้ยังคงดำรงอยู่อีกตลอด 10 ปี หลังจากนั้น ซึ่งแอลบริงก์ก็ยังคงวิจัยต่อไปและเสนองานวิจัยในการประชุมวิชาการอีกหลายครั้ง

แน่นอนว่าเธอต้องได้รับการโจมตีจากกลุ่มความคิดเก่าตามสมมติฐานของคียส์ตลอดมา กว่าที่วงการวิทยาศาสตร์จะตระหนักความจริงของอันตรายจากไตรกลีเซอไรด์ในภายหลัง

ปีค.ศ.1970 แนวคิดของแอลบริงก์ได้รับการยืนยันจากนักวิจัยที่โดดเด่นอีก 3 คน ต่างกรรมต่างวาระกัน
หนึ่งคือ ปีเตอร์ คูโอ (Peter Kuo) มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย
สองคือ ลาร์ส คาร์ลสัน สถาบันคาโรลินสกี สตอกโฮล์ม
และนักวิจัยซึ่งได้รับรางวัลโนเบลในภายหลัง โจเซฟ โกลด์สไตน์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน

ทั้งสามคนล้วนรายงานว่าภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงพบในผู้ป่วยโรคหัวใจบ่อยเสียยิ่งกว่าภาวะคอเลสเตอรอลสูง

คูโอรายงานในวารสารสมาคมแพทย์อเมริกัน (Journal of the American Medical Association) ว่าการศึกษาในผู้ป่วยโรคเส้นเลือดแข็งตัว 286 คน ในจำนวนนั้นมี 246 คน ที่ได้รับการส่งตัวมาจากแพทย์ท่านอื่นโดยเข้าใจว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นภาวะคอเลสเตอรอลสูงจากพันธุกรรม

ผลวิจัยปรากฏว่าเป็นปัจจัยจากพันธุกรรมจริงเพียง 10% ที่เหลืออีก 90% นั้นเป็นภาวะไขมันเลือดสูงที่มีสาเหตุจากคาร์โบไฮเดรต (carbohydrate-induced lipemia)

บุคคลเหล่านี้ร่างกายตอบสนองต่อการกินคาร์โบไฮเดรตแล้วทำให้ทั้งไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลสูงขึ้น

เมื่อคูโอจัดการให้ผู้ป่วยเหล่านี้กินอาหารที่ไม่มีน้ำตาล มีแคลอรีจากคาร์โบไฮเดรตเพียง 500-600 แคลอรี/วัน ก็ปรากฏว่าทั้งไตรกลีเซอไรด์รวมทั้งคอเลสเตอรอลก็ลดลงอย่างชัดเจน

สองเดือนต่อจากนั้นวารสารสมาคมแพทย์อเมริกัน (JAMA) ก็ตีพิมพ์บทบรรณาธิการสนองตอบชิ้นงานของคูโอว่า “นักวิชาการส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดผู้มีแต่ความคิดต่อต้านคอเลสเตอรอลจากอดีตถึงปัจจุบัน ล้วนได้ให้บริการที่ผิดพลาดไปแล้วจากทฤษฎีชี้นำที่ผิดพลาดของตน ยังโชคดีที่ว่าใน 2-3 ปีที่ผ่านมามีงานวิจัยซึ่งส่งผลดีทำให้เราสามารถแยกแยะหลักพื้นฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของไตรกลีเซอไรด์กับกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว”

อย่างไรก็ตาม แม้วารสารสมาคมแพทย์อเมริกันจะได้ให้ข้อสรุปซึ่งเปรียบเสมือนรุ่งอรุณแห่งความเข้าใจให้ถูกต้องในเรื่องความสัมพันธ์ของไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอลกับโรคหัวใจหลอดเลือด กับเรื่องอันตรายของคาร์โบไฮเดรตหรือไขมันอิ่มตัวกันแน่ที่ก่อโรค

แต่กลุ่มแพทย์และนักวิชาการในสำนักความคิดเดิมก็ยังคงเดินหน้าในความเชื่อของตนต่อไป

และเนื่องจากว่าสมัยนั้นเครื่องมือที่จะใช้ตรวจระดับไตรกลีเซอไรด์ยังมีน้อย ผลก็คืองานวิจัยจากสถาบันใหญ่ 3 องค์กรอันได้แก่สถาบันฟรามิงแฮม, ห้องวิจัยของคีย์ส และห้องวิจัยอาหารและโรคหัวใจแห่งชาติ ซึ่งล้วนมีความเชื่อในทฤษฎีเก่า พวกเขาเหล่านั้นจึงศึกษาแต่ระดับของคอเลสเตอรอล

และแม้ว่าจะสามารถศึกษาให้ละเอียดต่อไปถึงระดับไตรกลีเซอไรด์ได้ แต่พวกเขาก็ไม่ทำ

ผลก็คืองานวิจัยของ 3 องค์กรเหล่านี้ที่ป้อนให้แก่สถาบันสุขภาพแห่งชาติหรือกระทรวงสาธารณสุขอเมริกา จึงเป็นงานยืนยันเรื่องระดับคอเลสเตอรอลเท่านั้น

เราจึงพบว่าความคิดชี้นำเรื่องอันตรายของคอเลสเตอรอลยังคงเป็นความคิดกระแสหลัก ตราบเท่าทุกวันนี้

ประสบการณ์ตรงในประเทศไทย

คุณเฉลียว (นามสมมติ) เป็นแม่คุณเฉลิมผู้อ่อนน้อม รายที่ทั้งอ้วนทั้งเบาหวานและไขมันสูงนั่นแหละ แท้ที่จริงแล้วคุณเฉลียวเป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพลูก ด้วยความเข้าใจผิดว่า กินไก่ตอนหมูสามชั้นอันตรายจากไขมันอิ่มตัวจะทำให้ลูกอ้วน เธอจึงห้ามเขา

แต่ปล่อยให้กินข้าว ขนม ผลไม้อย่างอุตลุด

ไม่ใช่แต่ลูกเท่านั้น ตัวคุณเฉลียวเองก็ปฏิบัติเช่นนั้นเป็นตัวอย่าง

ผลก็คือ คุณเฉลียวจึงป่วยเป็นโรคอ้วน เบาหวาน และไขมันสูงเป็นแบบอย่างเช่นเดียวกัน

เธอป่วยด้วยโรค
1) อ้วน แบกน้ำหนักตัวร้อยกว่า ก.ก.
2) เบาหวาน กินยา 2 ชนิดควบวันละ 6-7 เม็ด
3) ไขมันเลือดสูง ถูกสั่งให้กินยา
4) ไขมันพอกตับ จากผลข้างเคียงของยาลดไขมัน
5) ความดันเลือดสูง กินยา

เธอรักลูกมากกว่าตัวเอง แม้ว่าตัวเองต้องเฝ้าร้านค้าซึ่งขายดีอุตลุดจนละจากมาไม่ได้ แต่ด้วยความสงสารลูกที่ป่วยด้วยโรคเดียวกัน จึงนำพาลูกหันหาธรรมชาติบำบัดสูตรล้างพิษตับอ่อน

ด้วยเวลา 10 วัน ทำตัวให้หยิ่งยโสกับแป้งข้าว ผลไม้ และของหวาน แต่แสดงความรักกับหมู ไก่ ไข่ ปลา และอาหารไขมันอย่างไม่ยำเกรง แต่ก็บังคับตัวเองให้กินผักราวกับชาติที่แล้วเกิดเป็นกระต่าย แถมด้วยไก่ตุ๋นยาจีนบำรุงตับอ่อน

ระหว่าง 10 วัน ยาเบาหวานถูกลดทอนอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนวันสุดท้ายไม่ต้องกินยาเลย

ส่วนยาลดไขมันทิ้งลงถังขยะไปตั้งแต่วันแรก

เสร็จแล้วผลของกุศลกรรมก็ปรากฏให้เห็นชัด เมื่อพบว่า
น้ำตาลเลือด น้ำตาลสะสม Chol Trig HDL LDL น้ำหนักตัว
ม.ก.% % ม.ก.% ม.ก.% ม.ก.% ม.ก.% ก.ก.
ก่อน 138 7.3 272 130 66 180 111.8
หลัง 129 6.1 223 88 49 156 107.7

ด้วยประสบการณ์ตรงเช่นนี้เอง ผมจึงบอกกับแฟนๆ ผู้อ่านว่า ถ้าคุณชื่นชอบหนังไก่ก็กินไปโดยไม่ต้องเลาะทิ้ง หมูสามชั้นกินครบทุกชั้นอย่างเอร็ดอร่อย ขอแต่ให้เพิ่มผัก งดข้าวงดผลไม้ แล้วคุณจะหุ่นดี มีความสุข

( ที่มา:มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 25-31 ตุลาคม 2556)

ที่มา : มติชน 1 พฤศจิกายน 2556

 

Advertisements

สิวไม่หาย เป็นไปได้ เพราะกินข้าวจุ

สัปดาห์นี้มีประเด็นเสนอแนะที่บางท่านอยากทราบว่า อาหารในแต่ละหมู่ หากทานมากเกินไปจะส่งผลเสียอย่างไรกับร่างกายบ้าง ผู้เขียนจึงจัดให้ตามคำขอ โดยครั้งนี้ขอเริ่มจากหมู่คาร์โบไฮเดรตนะคะ

คาร์โบไฮเดรตหรืออาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล เป็นสารอาหารหลักอย่างหนึ่งที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับทุกวัน และเป็นสัดส่วนสูงสุดในหมวดอาหารทั้ง 5 หมู่ ทั้งยังเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงหรือพลังงานที่ช่วยให้ร่างกายทำงานต่อไปได้

สำหรับระบบการบริหารพลังงานของร่างกายนั้น จะใช้พลังงานที่สะสมไว้ก่อนเท่านั้น ไม่ได้ใช้พลังงานตรงๆ จากอาหารที่ทานเข้าไปนะคะ การทานอาหารจึงเป็นการนำพลังงานไปสะสมไว้ แล้วจึงนำมาใช้เมื่อต้องการ

หากกล่าวเฉพาะคาร์โบไฮเดรต เมื่อเราทานเข้าไป คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยให้เล็กลงเป็นน้ำตาลกลูโคส จากนั้นจะถูกสะสมไว้ตามกล้ามเนื้อและตับ หรือเรียกว่า ไกลโคเจน โดยร่างกายของเราเก็บสะสมแป้งได้อย่างจำกัด ที่ตับเก็บได้ 100 กรัม (400 กิโลแคลอรี) ส่วนกล้ามเนื้อเก็บได้ 400 กรัม (1,600 กิโลแคลอรี)

กระบวนการสะสมไกลโคเจนในกล้ามเนื้อนั้นต้องใช้เวลาราว 48 ชั่วโมง เช่นกรณีของนักกีฬาที่เตรียมตัวจะแข่งขัน พวกเขาจะทานอาหารที่ถูกกำหนดสัดส่วนเฉพาะ เพื่อสะสมไกลโคเจนไว้ก่อนการแข่ง 48 ชั่วโมง

ในกรณีของคนธรรมดาที่ไม่ใช่นักกีฬา หรือคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย การทานแป้งหรือน้ำตาลทำให้สร้างไกลโคเจนได้ดีเช่นกัน แต่ถ้าทานมากประกอบกับใช้พลังงานน้อย ไกลโคเจนที่สะสมไว้ตามกล้ามเนื้อและตับจะมีมากเกินเก็บ สุดท้ายจะถูกแปรรูปเป็นไขมันสะสม และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ การทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่มากเกินความพอดี ยังก่อให้เกิดปัญหาภายในร่างกายดังนี้คะ

1.เมื่อเราทานคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป โดยเฉพาะพวกน้ำตาลเชิงเดี่ยว เช่น น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง น้ำตาลในผลไม้ และน้ำตาลในนม น้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรดมากเกินไป ร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุล จึงมีการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่างๆ ภายในร่างกายมาแก้ไขความไม่สมดุล

2.ทำให้เกิดไขมันสะสม น้ำตาลจะถูกเก็บไว้ที่ตับ ในรูปของไกลโคเจน แต่ถ้ามีมากจนเกินไป ตับก็จะส่งไปยังกระแสเลือด และเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน โดยจะสะสมไว้ในส่วนของร่างกาย ที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น สะโพก ก้น ขาอ่อน หน้าท้องหุ่นไม่ฟิตแอนด์เฟิร์ม

3.หากยังคงทานน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง กรดไขมันจะสะสมไว้ที่อวัยวะภายในอื่นๆ เช่น หัวใจ ตับ และไต ดังนั้น อวัยวะเหล่านี้จะค่อยๆ ถูกห่อหุ้มด้วยไขมันและน้ำเมือก ร่างกายจะเริ่มผิดปกติ ความดันเลือดจะสูงขึ้น

4.การทานน้ำตาลมากเกินไป มีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน

5.อาการปวดศีรษะเรื้อรัง เป็นตะคริวเวลามีรอบเดือน เป็นสิว มีผื่น แผลพุพอง ตกกระ ริดสีดวงทวาร ไมเกรน เบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ มะเร็งตับ เหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กับการทานน้ำตาลมากเกินไป

6.น้ำตาลทำให้อาการของโรคติดเชื้อที่เป็นอยู่ ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเชื้อโรคทุกชนิดใช้น้ำตาลเป็นอาหาร

7.ปริมาณน้ำตาลที่เกินพอดี นอกจากจะมีผลต่อผู้ใหญ่แล้ว ยังมีผลต่อเด็กอีกด้วย เพราะถ้าหากเด็กกินน้ำตาลมากจนเกินไป จะทำให้เด็กเป็นโรคกระดูกเปราะและฟันผุได้ ทั้งยังอาจเป็นคนโกรธง่าย ไม่มีสมาธิในสิ่งที่ทำอยู่

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ มีงานวิจัยและข้อมูลทางวิชาการบางส่วน ชี้ว่าการทานคาร์โบไฮเดรตที่มากเกินไป อาจมีความเสี่ยงก่อโรคและส่งผลเสียต่อโรคบางโรค เช่น เบาหวาน มะเร็ง อัลไซเมอร์ หรือโรคเกี่ยวกับดวงตา

ในทางตรงกันข้าม หากเราทานคาร์โบไฮเดรตที่น้อยเกินไป ก็อาจส่งผลต่อร่างกายได้ดังนี้ คือ ทำให้ไขมันเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ เกิดสารพวกคีโทน (ketone bodies) ในเลือด ซึ่งมีปฏิกิริยาเป็นกรดต่อร่างกาย โปรตีนจะถูกเผาไหม้ให้เป็นพลังงานแทน ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ เกิดอาการอ่อนเพลีย และหมดสติได้

มากไปก็ไม่ดี น้อยจนเกินความพอดีก็อันตราย ดังนั้น ควรยึดทางสายกลางกันไว้นะคะ อยากมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย ควรใส่ใจสิ่งที่เราจะทานเข้าไปกันสักนิด อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก http://nutrition.anamai.moph.go.th และ http://www.ku.ac.th/e-magazine

 

ที่มา: เดลินิวส์ 2 พฤศจิกายน 2555