โรคสมองเสื่อม

thairath140429_01สาเหตุและอาการ

โรคสมองเสื่อมที่เกิดจากน้ำในโพรงสมองเพิ่มขึ้น โดยปกติโพรงน้ำในสมองจะมีน้ำหล่อเลี้ยงสมองอยู่ หากมีปริมาณของน้ำในโพรงสมองที่มากเกินไป จะทำให้เกิดการขยายขึ้นของโพรงน้ำไปกดเบียดเนื้อสมองบริเวณรอบๆ ทำให้สมองทำงานผิดปกติได้ จริงๆ แล้วภาวะนี้เกิดได้กับทุกวัย แต่จะพบมากในผู้สูงอายุที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และส่วนใหญ่เกิดขึ้นเอง พบได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมที่เกิดจากน้ำในโพรงสมองเพิ่มขึ้น จะมีอาการผิดปกติที่พบได้บ่อยๆ อยู่ 3 ประการ ได้แก่
– การเดินที่ผิดปกติ เป็นอาการแรกที่ปรากฏขึ้นมาก่อน
– เดินก้าวขาลำบากคล้ายเท้าถูกดูดติดกับพื้น เดินซอยเท้าถี่ๆ
– ปัสสาวะราดบ่อยๆ เพราะเข้าห้องน้ำไม่ทัน
– หลงลืมง่าย คิดช้า

แต่การที่ผู้ป่วยมีอาการกลั้นปัสสาวะลำบาก (urinary incontinence) เช่น ผู้ป่วยต้องรีบเข้าห้องน้ำทันทีเมื่อรู้สึกปวดเบา แสดงว่าโรคนี้เป็นมาระยะหนึ่งแล้ว เช่นเดียวกับเรื่องความจำเสื่อม ยิ่งในระยะท้ายๆ ของโรคปัญหาเรื่องปัสสาวะจะเป็นมากจนปัสสาวะราดโดยไม่ทันรู้ตัว แต่อย่าเพิ่งเป็นกังวล โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรง แพทย์จะตรวจวินิจฉัยให้แน่นอนก่อนและวางแผนรักษา

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคอาศัยภาพถ่ายสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI เป็นเครื่องช่วยยืนยันให้เห็นว่าโพรงน้ำในสมองมีขนาดใหญ่กว่าปกติจริงๆ และมีการกดเบียดบังตำแหน่งของเนื้อสมองด้านหน้าและด้านใน ทำให้มีอาการเดินลำบาก กลั้นปัสสาวะลำบากและความจำแย่ลง

ขั้นต่อมาแพทย์จะทำการทดสอบโดยการเจาะระบายน้ำหล่อเลี้ยงสมองทางหลัง เพื่อดูว่าผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้นหรือไม่ ในส่วนของการเดิน หากผู้ป่วยเดินได้คล่องขึ้น จะได้แนะนำให้ทำการรักษาด้วยการผ่าตัดวางท่อระบายน้ำเข้าสู่ช่องท้อง การผ่าตัดจะช่วยชะลออาการได้ เพราะถ้าปล่อยไว้อันเกิดภาวะน้ำท่วมสมอง ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมที่รุนแรงขึ้นจนอาจช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ความจำแย่ลงอย่างมาก

การรักษา

การรักษาด้วยการผ่าตัดระบายนั้นจะทำโดยแพทย์ด้านศัลยกรรมทางสมอง โดยท่อระบายน้ำที่จะฝังอยู่ในร่างกายมีอยู่ 2 ประเภท คือ ชนิดที่ปรับแรงดันไม่ได้ และชนิดที่ปรับแรงดันได้ ท่อชนิดที่ปรับแรงดันได้ มีข้อดีคือ ถ้าการระบายน้ำมากเกินไปหรือน้อยเกินไป แพทย์สามารถที่จะปรับเปลี่ยนการระบายน้ำได้ โดยใช้อุปกรณ์แม่เหล็กไร้สายจากภายนอกร่างกาย และไม่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนท่ออันใหม่ แพทย์จะนัดผู้ป่วยมาประเมินความคืบหน้าของอาการเป็นระยะๆ ร่วมกับปรับเปลี่ยนการระบายน้ำตามความจำเป็น ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดใส่ท่อ ชนิดปรับแรงดันได้ ผู้ป่วยมักจะนอนพักฟื้นในโรงพยาบาลหลังผ่าตัด เพียงชั่วระยะเวลาไม่กี่วันเท่านั้นและแพทย์จะนัดมาทำการตัดไหมในภายหลัง เพราะหลังจากผ่าตัดผู้ป่วยจะมีอาการค่อยๆ ดีขึ้นอย่างช้าๆ มากน้อยแตกต่างกันไป โดยปัญหาเรื่องการเดินที่ผิดปกติจะดีขึ้นชัดเจนที่สุด ส่วนเรื่องหลงๆ ลืมๆ อาจจะเห็นผลไม่ชัดเจนนัก ก็ต้องดูแลกันต่อไป ระวังการล้ม และอุบัติเหตุต่างๆ ฝึกการปัสสาวะให้เป็นเวลา การฝึกสมอง (ออกกำลังสมอง) เพื่อเป็นการป้องกันหรือชะลอการเสื่อมของสมอง กินอาหารที่มีประโยชน์ และต้องครบ 5 หมู่ด้วย ควบคุมน้ำหนักในปริมาณที่ไม่ทำให้เกิดน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน พบแพทย์ตามนัด เพราะต้องหมั่นดูแลท่อที่ฝังเอาไว้เสมอ โรคนี้ไม่ได้หายขาดแต่เราสามารถชะลออาการได้

ดูแลสุขภาพให้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร น้ำ อากาศ การออกกำลังกาย การพักผ่อนอย่างเหมาะสม เพียงพอ ที่สำคัญเห็นคนสูงอายุ เดินไม่คล่อง ความจำไม่ดี อย่างเพิ่งคิดว่าเป็นธรรมดา โรคคนแก่ ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำอะไร ควรพามาพบแพทย์ เพื่อจะได้ตรวจหาสาเหตุโดยแน่ชัดอีกที เพื่อจะพบสาเหตุที่แก้ไขได้ทันท่วงที

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลสุขภาพ โทร 02-412-0020 ต่อ 2005-7 โรงพยาบาลธนบุรี 1 www.thonburihospital.com

ที่มา : ไทนรัฐ  29 เมษายน 2557

กินน้ำตาลมากฉลาดน้อยจริงหรือ?

dailynews131012_001ในสภาวะสังคมที่มีร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ ร้านขายขนม ร้านกาแฟอยู่มากมายรอบตัว คุณผู้อ่านเคยสังเกตบ้างไหมคะว่า ในวัน ๆ หนึ่ง เราทานอาหาร เครื่องดื่ม หรือขนมที่ไม่มีสารอาหารอันจำเป็นต่อร่างกาย มากมายขนาดไหนกัน

เราเคยได้ยินว่าการกินน้ำตาลมากเกินไปเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน หรือแม้กระทั่งตับล้มเหลว ใครจะเชื่อว่าเมื่อ 10,000 ปีก่อน คนเรากินน้ำตาลแค่ 20 ช้อนชาต่อปี แต่ในปัจจุบันเรากินถึง 27 กิโลกรัมต่อปีต่อคน ซึ่งนับได้ว่าเป็นจำนวนมากขึ้นและมากขึ้นทุกปี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัป (หรือน้ำตาลปรุงแต่งที่ห่างไกลกับธรรมชาติ ตามชื่อที่ว่า คอร์นคือ ข้าวโพด) ถึงแม้ว่าจะมีต้นกำเนิดมาจากข้าวโพดก็จริง แต่สูตรการปรุงแต่งน้ำตาลที่ยังคงเป็นความลับทำให้ตัวน้ำตาลแทบจะไม่หลงเหลือความเป็นน้ำตาลข้าวโพดอยู่เลย

ในขณะที่น้ำตาลแดงหรือน้ำตาลซูโครส โดยทั่วไปจะมีโมเลกุลคู่ 2 ตัว นั่นคือ กลูโคสกับฟรักโทสอยู่เท่า ๆ กัน เกาะเกี่ยวเป็นเกลียว เมื่อคนเราทานเข้าไปแล้ว น้ำย่อยเราจะย่อยน้ำตาลแดงนี้ให้เป็นโมเลกุลที่เล็กที่สุดเพื่อเข้าสู่ร่างกายไปใช้เป็นพลังงานต่อไป ส่วนน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปไม่ได้มีสัดส่วนโมเลกุลระหว่างกลูโคสกับฟรักโทสเท่า ๆ กัน ไม่ได้เรียงตัวกันเป็นแบบแผน อีกทั้งยังมีความกระจายตัวของโมเลกุลเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อเรากินน้ำตาลประเภทนี้เข้าไป น้ำตาลก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ฟรักโทสจำนวนหนึ่งจะพุ่งตรงเข้าสู่ตับ เราจึงพบได้ว่า คนที่รับประทานน้ำตาลมากเกินไปส่วนหนึ่งจะมีภาวะไขมันพอกตับ และจะมีภาวะตับแข็งได้ ทั้งที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์

ในขณะที่ฟรักโทสอีกส่วนหนึ่งจะไปทำให้ฮอร์โมนอินซูลินสูงขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน น้ำหนักเกิน โรคหัวใจ และโรคมะเร็งนั่นเองค่ะ

เมื่อกลางปีที่แล้ว ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-ลอสแอนเจลิส ได้ทำงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ลงวารสารด้านสรีรวิทยาของสหรัฐ กล่าวถึงผลกระทบของน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปที่ส่งผลทำให้สมองมีประสิทธิภาพลดลง โดยการนำหนูทดลองมาเลี้ยงให้ฝึกหาทางออกอยู่ในเขาวงกตเป็นเวลา 5 วัน ในช่วงนี้ให้หนูกินอาหารหนูและน้ำเปล่าเป็นประจำทุกวัน หลังจากนั้นอีก 6 สัปดาห์เริ่มเปลี่ยนน้ำจากน้ำเปล่าเป็นน้ำที่ผสมฟรักโทสคอร์นไซรัปขนาดความเข้มข้น 15% แล้วมาทดสอบโดยปล่อยหนูลงไปในเขาวงกตอีกครั้ง

นักวิจัยพบว่า หนูเดินช้าลงบางตัวเดินกลับไปกลับมาแทนที่จะเดินไปข้างหน้า รวมถึงใช้เวลานานกว่าเดิมในการหาทางออกได้ และเมื่อมีการสแกนสมองหนูก็พบว่า เส้นใยประสาทของสมองทำงานติดขัดรวมถึงการเชื่อมโยงของเซลล์สมองก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

จากงานวิจัยนี้ทำให้ได้ข้อสรุปว่า การกินน้ำตาลจำนวนมากทำให้สารสื่อประสาททำงานเชื่อมโยงไม่เป็นระบบ อีกทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ที่แย่ลงและอาจทำให้เกิดภาวะหลงลืม นอกจากนี้ยังทำให้ระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้น ซึ่งอินซูลินนี้ไม่เพียงเกี่ยวเนื่องกับระบบการทำงานของร่างกายโดยภาพรวม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวกับความจำโดยตรง อาจกล่าวได้ว่า ระดับอินซูลินที่สูงขึ้นสกัดกั้นการส่งสัญญาณของเส้นประสาทของสมอง หรือจะให้เข้าใจง่ายกว่านั้นก็คือ การกินน้ำตาลนี้จะไปกั้นการสื่อสารระหว่างเซลล์สมอง 2 เซลล์ มีผลทำให้คิดช้าและสมองประมวลผลข้อมูลได้ยากขึ้น

เรื่องนี้นักวิจัยได้สรุปในตอนท้ายว่า การทำงานของสมองจะช้าลงอย่างแน่นอนถ้ารับประทานน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน

ส่วนคำถามที่ว่าเราจะพบน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปที่ไหนได้บ้าง คำตอบก็คือ น้ำอัดลมต่าง ๆ เครื่องปรุงอาหาร ซอสต่าง ๆ รวมถึงขนมขบเคี้ยว และที่น่าตกใจก็คือ อาหารที่เขียนว่าเด็กเล็กสามารถกินได้ก็มีน้ำตาลประเภทนี้อยู่มากเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้ใหญ่การเลือกกินอาหารเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น แต่สำหรับเด็กเล็กที่สมองจำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ การเลือกอาหารที่กินอย่างเดียวคงไม่พอ คงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องหลีกเลี่ยงสารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเช่นเดียวกันค่ะ.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 12 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

What’s Wrong With High Fructose Corn Syrup?

High fructose corn syrup, HFCS, also known as glucose/fructose in Canada, is a sweetener used in most packaged foods and soft drinks. It is cheaper to produce than refined sugar mostly due to large government subsidies.

It is good to see that more people are becoming aware of the consequences of eating food (or should I say non-food) containing HFCS.

Concerns about HFCS contributing to diabetes and obesity are real. There is an increasing amount of experimental data supporting these claims! Some companies such as Heinz, and Hunts, are bowing under pressure and running adds stating the product or drink does not contain HFCS.

Buyer beware, they are back to using sugar, trying to trick consumers into believing that sugar is much better for us!

Also, now that the public have been alerted to the dangers, the corn refiners association wants the FDA to change the name of high fructose corn syrup to corn sugar. Same product, different name.

A little background

Use of HFCS in processed foods began in the 70’s and gradually replaced cane and beet sugar in foods.
The 80’s showed a huge spike in the use of HFCS and not surprisingly this coincides with skyrocketing obesity.
85% of HFCS is made from genetically modified corn.

HFCS can be found in candies, juice, ketchup, canned fruits and vegetables, aperetifs, chocolate, frozen meals, vitamins, cough syrup, crackers, mayonnaise, salad dressing, pastry, ice cream, cookies, yogurt, yogurt drinks, gum, jam, etc.

The trouble with HFCS?

There is no level of satiation.

Here’s what happens…

Sugar, glucose and other sugars cause the pancreas to produce insulin. Fructose does not. Fructose also has no effect on the production of leptin, a hormone produced by the body’s fat cells. Both insulin and leptin signal the body to start suppressing appetite.

When soft drinks were sweetened with sugar if you drank a lot you would probably vomit. Now you can drink a few liters and the body will tolerate it. You can also consume a whole bag of cookies and want to eat more. The same holds true for any snack sweetened with HFCS.

Also, HFCS does not raise glycemic levels, it is transformed into triglycerides, which is a kind of fat, which is found in the blood and deposited in the arteries. It raises our cholesterol and is a major factor in the cause of heart disease, heart attack and other health disorders.

Sugar and HFCS have some of the same effects on the body…here are only a few

  • Immediately depresses the immune system
  • Increases acidity in the body
  • Increases free radicals
  • Can contribute to hyperactivity, anxiety and depression
  • Causes cavities

 

How to Avoid High Fructose Corn Syrup?

1. Drink pure water, kick your soft drink habit. If you have a real addiction, reduce slowly to avoid severe withdrawal symptoms, severe headaches, etc.

2. Cook more from scratch. Making your own healthy food instead of consuming processed packaged food is one way to ensure you are not consuming HFCS.

3. Read labels carefully. If you do buy packaged foods read the labels and avoid foods with HFCS.

4. If you need to use sweetener, choose a natural sweetener

Once you start making healthy eating choices and following a healthy diet it is easy to avoid foods that contain high fructose corn syrup.

The healthier you eat the more you crave healthy foods.

 

SOURCE: www.health-and-natural-healing.com