7 ข้อดีจากรสเผ็ด

หนึ่งเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของอาหารไทย คือ รสเผ็ดจากพริกหรือเครื่องเทศที่ใช้ นอกจากจะเสริมให้อร่อยลิ้นแล้ว ถ้ารับประทานรสเผ็ดที่เหมาะสมย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ

นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เล่าว่า การกินเผ็ดแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้นั้นจะนำความเดือดร้อนมาให้ได้ เช่น กินเผ็ดจนเป็นโรคกระเพาะ หรือกินเผ็ดจัดในขณะท้องว่าง แถมยังกินผิดเวลา อย่างนี้เผ็ดก็เป็นโทษได้ ส่วนผู้ที่กินเผ็ดอย่างเข้าใจนั้นนอกจากจะได้เรื่องความอร่อยลิ้นแล้วยังได้อานิสงส์จากความเผ็ดในแง่สุขภาพอีกหลายข้อ ในวันนี้จะขอนำประโยชน์เผ็ดจาก “พริก” มาเล่าให้ฟังเป็นข้อๆ

เริ่มจากพริกช่วยป้องกันหัวใจ ด้วยวิตามินสำคัญ คือ วิตามินเอ, วิตามินซี, แคลเซียม และธาตุเหล็กมีมากในพริกสดและพริกแห้ง ถ้าห่วงเรื่องการเผ็ดมากให้ไปรับประทานพริกไทยหรือพริกหวานที่ใส่ในสลัดก็ยังได้

ต่อมาช่วยขยายหลอดลม มีเคมีที่ช่วยขับเสมหะและเปิดคอให้โล่งขึ้น ในคนที่เป็นภูมิแพ้ การกินเผ็ดจะช่วยได้ดีมาก หากเป็นเด็กอาจเพียงแค่พริกไทยหรือใช้หัวหอมที่เผ็ดน้อยพอ และสำหรับเด็กน้อยกับผู้สูงวัยขอให้ระวังอย่าให้สำลักพริกด้วย

ทั้งยังช่วยไล่เซลล์มะเร็ง แค่พริกป่นง่ายๆ อย่างนี้ก็ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย และมะเร็งผิวหนังกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย เพราะพริกช่วยล้างพิษ (Detox) ให้กับร่างกาย ลำพังใช้พริกป่นในพวงเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวก็ช่วยได้แล้ว แต่ถ้ายิ่งได้รับประทานพริกสดด้วย อย่างน้ำปลาพริกขี้หนูสดก็ยิ่งช่วยได้ดี

นอกจากนี้ความเผ็ดของพริกช่วยลดไขมัน ป้องกันลิ่มเลือดจับตัว และช่วยคุมน้ำหนัก เพราะทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานให้ด้วย ทั้งนี้จากการศึกษาในอินเดียพบว่า อาสาสมัครที่รับประทานพริกนั้นให้ผลในการลดลิ่มเลือดอุดตันตามหลอดเลือดได้ อีกทั้งปลอดภัยจากสารพิษตกค้างไม่เหมือนกับกินยาด้วย

แล้วยังสามารถลดปวดด้วยกรดเผ็ด ที่เรียกว่า “แคปไซซิน” ในพริก รวมถึงสาร “เคอคิวมิน” ในเครื่องเทศอย่างขมิ้นที่ช่วยดับไฟอักเสบได้ จึงเหมาะกับผู้มีอาการปวดไปจนถึงแสบร้อนจากการอักเสบตามที่ต่าง ๆ อาทิ โรคเริม, งูสวัดไปจนถึงปวดอักเสบตามข้ออย่างรูมาตอยด์, ข้อเสื่อม และอาการปวดฟกช้ำทั้งหลาย

พริกเผ็ดยังช่วยคลายเครียด พริกเป็นอาหารร่าเริงที่แท้จริงเพราะสร้าง “เอ็นดอฟิน” เป็นเคมีสุขที่ทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวาหลั่งออกมาภายหลังจากกินเผ็ดไปไม่นาน ลองสังเกตอาการหลังทานส้มตำพริกสิบเม็ดได้ว่าเหงื่อออกแล้วสบายตัวสดชื่นดี

และสุดท้ายช่วยเรียกน้ำย่อยเจริญอาหาร ผู้ใหญ่มักเบื่ออาหารเมื่อถึงวัยหนึ่ง ดังนั้นการได้รับประทานรสเผ็ดจะช่วยสะกิดต่อมรับรสให้รู้โอชะได้ดีขึ้น นอกจากรสขมแล้วเผ็ดเป็นรสที่ช่วยกระตุ้นดอกลิ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 2 ตุลาคม 2555

Advertisements

แยกแยะสัญญาณ “ความหิว”ช่วยคุมน้ำหนักด้วยตนเอง

โภชนากรซูซาน โบเวอร์แมน ที่ปรึกษาของเฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด กล่าวว่า การใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบของคนยุคนี้ทำให้มองข้ามหรือละเลย “เรื่องเล็กน้อย” ที่มีความสำคัญต่อสุขภาพไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่ง “เรื่องเล็กๆ” ที่ถูกเพิกเฉยหรือไม่สนใจมากที่สุดก็คือ สัญญาณ “ความหิว” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการควบคุมน้ำหนัก ทำให้เรื่องเล็กๆ กลายเป็น “เรื่องใหญ่” และเป็นดาบสองคมอย่างไม่มีใครคาดคิด เพราะมันทำให้เราสับสนและแยกแยะไม่ออกว่า “ความหิว” ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งนั้น เป็น “ความหิวที่ร่างกายต้องการอาหารจริงๆ” หรือ “หิวเพราะแค่อยากกินกันแน่”

ดังนั้น ถ้าไม่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก หรือเข้าคอร์สลดน้ำหนักโดยไม่ตั้งใจ เราต้องฟัง “สัญญาณของความหิว” ของตัวเราเอง เพราะในแต่ละคนจะแสดงปฏิกิริยาของความหิวแตกต่างกันออกไป และเพื่อให้แน่ใจว่า “ความหิว” ที่เกิดขึ้นนั้น เป็น “ความหิวที่เกิดจากความต้องการของร่างกายจริงๆ” หรือ “ความอยากกิน” ก็มีวิธีสังเกตง่ายๆ ดังนี้

1.เมื่อขาด “พลังงาน” ร่างกายก็จะเริ่มส่งสัญญาณ “ความหิว” เมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะขาดพลังงาน เนื่องจากน้ำตาลในเลือดมีปริมาณต่ำลง ก่อนการรับประทานอาหารมื้อถัดไป มันจะส่งสัญญาณให้เรารู้ผ่านปฏิกิริยาต่างๆ เช่น รู้สึกวิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลียและหน้ามืด แต่สัญญาณเตือนชั้นดีที่สร้างความมั่นใจว่า “ร่างกายขาดพลังงานจริงๆ” คือ “เสียงท้องร้อง”

2.เช็กระดับสัญญาณ “หิวจริง” หรือ “อิ่ม” ได้ด้วยการจดบันทึก “อาการของความหิว” ทั้งก่อนและหลังกินเสร็จในทุกมื้อ โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนความหิวหรืออิ่ม ตั้งแต่ 1 ที่เป็นระดับของความหิวมากถึง 10 ซึ่งหมายถึงอิ่มแน่นจนเริ่มไม่สบายตัว การจดบันทึกจะช่วยทำให้เราประเมินได้ว่า จริงๆ แล้วเราควรหยุดกินเมื่อไหร่กันแน่ ซึ่งกว่าเราจะรู้ตัวว่าอิ่มและหยุดกินอาหารได้แล้ว ก็มักจะแน่นท้องทรมานไปแล้ว

3.เราควรจะเริ่มกินเมื่อระดับความหิวอยู่ที่ระดับ 3 ถึง 4 ซึ่งกระเพาะอาหารของเราจะร้องเบาๆ นั่นเป็น “สัญญาณ” บอกว่า เราควรเริ่มกินได้แล้ว และควรหยุดเมื่อระดับความหิวอยู่ที่ระดับ 5 หรือ 6 นั่นหมายถึง เรากำลังอิ่มในระดับที่เรียกว่าพอดี แต่หากเราปล่อยให้ความหิวไต่ระดับไปถึง 1 หรือ 2 คือ “หิวจัด” จนตาลายแล้วล่ะก็ เรามักจะเบรกแตกและกินทุกอย่างที่ขวางหน้าจนถึงระดับความอิ่มที่ 9 หรือ 10 ผลคือ อิ่มแน่นจนทรมานทีเดียว

4.“อิ่ม” อร่อยอย่างมีคุณภาพ เมื่อฝึกแยกแยะและวิเคราห์ระดับความหิว-อิ่มแล้ว ให้จำไว้ว่า “กินแค่พออิ่ม” ซึ่งเทคนิคการกินให้อิ่มอย่างง่ายๆ คือฟัง “สัญญาณ” และสังเกตปฏิกิริยาจากร่างกายของเรานั่นเอง เช่น อัตราการเคี้ยวและความเร็วในการกินอาหารจะช้าลง และที่สำคัญควรใส่ใจเรื่องคุณค่าของสารอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้อร่วมด้วย อย่างไรก็ตามเราสามารถฝึกทักษะเพื่อการรับรู้และตอบสนองต่อ “ความหิวและความอิ่ม” ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายได้อย่างง่ายๆ โดยใช้เวลา 3-4 วันในการฝึกและสังเกตในช่วงแรก เริ่มจากการบันทึกรายการอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้อ และลองสังเกต “ระดับความหิว” ทั้งก่อนและหลังการกินอาหารว่าอยู่ในระดับไหน เพราะร่างกายของเรามีความฉลาดในการแยกว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการหรือไม่ต้องการ การฝึกฟังเสียง “สัญญาณ” จากภายในร่างกายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เราแน่ใจว่าก่อนจะส่งอาหารเข้าปาก เรามั่นใจแล้วว่า “หิวจริงๆ นะ” ไม่ใช่แค่ “อยากกิน” เพราะไม่อย่างนั้น คงต้องเข้าโปรแกรมลดน้ำหนักกันยาว.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 12 กรกฎาคม 2555

ดื่มกาแฟอย่างไร ไม่อ้วน ลดเสี่ยงมะเร็ง

กาแฟ ไม่ว่าจะแบบร้อน เย็น ปั่น คงเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของใครหลายคน หากแต่น้ำตาล ครีม หรือนมที่ใส่เสริมเข้าไปนั้น อาจเป็นปัจจัยทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้ จึงกลายปัญหาคับข้องใจของบรรดาคอกาแฟ ที่อยากดื่มด่ำกลิ่น รส และความรู้สึกตื่นตัว แต่ก็กลัวอ้วน

กรณีที่ตัดใจจากกาแฟไม่ได้ ต้องรู้จักเลือกกาแฟที่ดื่มแล้วไม่อ้วน ที่ง่ายที่สุด อาจหันไปดื่มกาแฟดำ แต่คงไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ เพราะความเข้มข้นนั้นอาจบีบหัวใจได้ ขณะที่การใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ครีมเทียมสูตรไขมันต่ำ เติมเพิ่มรสชาติให้กาแฟก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

สำหรับผู้ที่ไม่นิยมชงเอง แต่เน้นแบบปรุงสำเร็จ คุณศรีประภา จิงประเสริฐสุข ผู้จัดการฝ่ายการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มฟังก์ชันนอล บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญกาแฟดื่มแล้วไม่อ้วน แนะเทคนิคเลือกกาแฟสำเร็จรูป โดยเริ่มจากดูฉลากข้างผลิตภัณฑ์ เพื่อดูปริมาณน้ำตาล ไขมัน และแคลอรี่ จะต้องไม่สูง

นอกจากนี้ส่วนประกอบสำคัญของกาแฟปรุงสำเร็จที่ดื่มแล้วไม่อ้วน ควรมี “ใยอาหาร” ประมาณร้อยละ 30 เพื่อกระตุ้นการขับถ่าย “สารสกัดจากถั่วขาว” ในปริมาณ 500 มิลลิกรัม จะให้ประสิทธิภาพดักเอนไซม์ย่อยแป้งได้สูงถึงร้อยละ 65 ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายแป้งเหล่านั้นออกมาตามปกติ ดังนั้นจึงเหลือเข้าสู่ร่างกายเพียงร้อยละ 35 ถือเป็นการลดปริมาณไขมันสะสมไปโดยอัตโนมัติ

และเป็น “เมล็ดกาแฟสด” เมล็ดกาแฟที่ไม่ผ่านการคั่ว เพราะจะอุดมด้วยสารคลอโรเจนิก แอซิด หรือสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดโอกาสเกิดมะเร็งเนื้อร้าย ส่วนสุดท้ายที่ต้องคำนึงถึงด้วย คือ “มีปริมาณไขมันต่ำ และไม่มีโคเลสเตอรอล”  

ยังมีข้อควรรู้ที่อาจทำคอกาแฟอึ้ง! โดยคุณศรีประภา เผยว่า กาแฟเย็น 1 แก้ว ที่ยังไม่ได้เติมน้ำตาลหรือนมเพิ่ม ก็สามารถให้พลังงาน (แคลอรี่) พอๆ กับข้าวกระเพราไก่ 1 จาน ดังนั้น หากดื่มแล้ว แนะนำให้ควบคุมอาหารในมื้ออื่นๆ ของวัน ในผู้หญิงถ้าได้พลังงานไม่เกิน 1,200 กิโลแคลอรี่/วัน ผู้ชายไม่เกิน 1,600-1,700 กิโลแคลอรี่/วัน น้ำหนักตัวก็จะไม่เพิ่มขึ้น.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 18 พฤษภาคม  2555

อดอาหารลดอ้วน…?

เทคนิคลดอ้วนที่หลายคนนิยม คือ การอดอาหารเพื่อจำกัดปริมาณแคลอรีที่เข้าสู่ร่างกาย ขณะที่นักโภชนาการบอกว่าเป็นวิธีที่ไม่เวิร์คสุดๆ

“การอดอาหารเป็นทางออกยอดนิยมในการลดน้ำหนัก ถัดมาก็เป็นกลุ่มเน้นกินผักผลไม้ให้มากกว่าข้าว เหล่านี้ล้วนเป็นความเข้าใจผิดทั้งสิ้น เพราะทันทีที่เลิกอดอาหาร หรือกลับมาเน้นกินข้าวตามปกติ ยิ่งจะทำให้อ้วนแบบที่เรียกว่า โยโย่เอฟเฟคท์” คำเตือนจาก พญ.ชณิศา พานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ จาก Slimlife Medical Weight Loss Center

คุณหมอให้คำแนะนำว่า ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักให้ได้ผลระยะยาว ไม่ต้องเสียเงินเข้าคอร์สหลักหมื่นหลักแสน ไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงของยา แต่ต้องลงทุนศึกษาหาข้อมูลความรู้ในเรื่องของอาหารอย่างละเอียด โดยเฉพาะอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต เพราะคาร์โบไฮเดรตไม่ใช่แค่ข้าวกับแป้งอย่างที่เข้าใจกัน

คาร์โบไฮเดรตแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ คาร์โบไฮเดรตชนิดที่ร่างกายดูดซึมง่าย และจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างรวดเร็ว เช่น ขนมเค้ก ขนมหวาน ข้าวขาว ข้าวเหนียว

ส่วนคาร์โบไฮเดรตอีกชนิดเป็นแบบเชิงซ้อน ร่างกายจะค่อยๆ ดูดซึม จึงไม่ทำให้อ้วนสะสม   พบได้ในกลุ่ม ผัก ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต ธัญพืช ฉะนั้น เมนูข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ผักหลากสี จึงได้รับคำแนะนำให้กับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก

ปัญหาที่พบในคนที่ลดน้ำหนักในระยะยาว คือ ร่างกายขาดเส้นใยอาหาร และระบบขับถ่ายไม่เป็นปกติ วิธีที่ถูกต้องจึงควรเสริมด้วยอาหารเสริมในกลุ่มพวกที่มีไฟเบอร์สูงที่ร่างกายต้องการ รวมถึงอาจมีการกินวิตามินและเกลือแร่เสริม เพื่อเติมเต็มในส่วนที่ผักและผลไม้อาจไม่มีเข้าไปด้วย

“การจะเลือกลดน้ำหนักด้วยวิธีใดก็ตาม คุณจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของนักโภชนาการตลอดเวลาที่อยู่ในช่วงการคุมน้ำหนัก เพราะการเลือกกิน-ไม่กินอาหารบางชนิด อาจจะเกิดภาวะขาดเกลือแร่ในเลือด หรือภาวะเลือดเป็นกรดตามมาได้” คุณหมอกล่าว

เช่นเดียวกับผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ถึงความพร้อมของร่างกายในการควบคุมเรื่องอาหาร ควรตรวจอัตราการเผาผลาญของร่างกาย ระดับฮอร์โมน และความเข้มข้นของเลือด เพื่อป้องกันผลข้างเคียงต่อโรคประจำตัวที่เป็นอยู่

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ถึงขั้นต้องการลดน้ำหนักอย่างเอาเป็นเอาตาย การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ทั้ง 3 มื้อ และหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานสูงในช่วงบ่ายเป็นต้นไป ก็สามารถช่วยให้การคุมน้ำหนักมีประสิทธิภาพได้แล้ว หรืออาจจะเลือกเมนูหนักในมื้อเช้าและกินน้อยลงในช่วงมื้อกลางวัน แล้วลดน้อยลงอีกในช่วงเย็น รวมถึงการเลือกอาหารที่ระบุว่ามีไขมันต่ำก็มีส่วนช่วยได้เช่นกัน

“พฤติกรรมที่ควรละทิ้ง หากต้องการคุมน้ำหนักให้ได้ผลในระยะยาวคือ นอนทันทีหลังมื้อเย็นเสร็จสิ้น หรือการกินอาหารหนักในมื้อเย็น โดยเฉพาะข้าว ของหวาน ไขมัน ที่ให้แคลอรีสูง ซึ่งจะสะสมกลายเป็นไขมันรอบเอวและไขมันหน้าท้อง แต่หากหิวจริงๆ ให้เลือกกินอาหารในกลุ่มโปรตีนหรือนมก็ได้ และก่อนนอน 3 ชั่วโมงไม่ควรกินมื้อหนัก” พญ.ชณิศา กล่าว

เหล่านี้เป็นเพียงวิธีหนึ่งจากอีกหลายทางเลือก สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว โดยส่งผลข้างเคียงน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับบางคนที่อาจเลือกวิธีกินยาลดน้ำหนัก แต่สุดท้ายน้ำหนักก็กลับมาเพิ่มเหมือนเดิม เพราะไม่ได้เริ่มจากการปรับพฤติกรรมการกิน แต่เพียงใช้ยาเป็นตัวบังคับร่างกายให้ลดน้ำหนักอย่างเร่งรีบ

นอกจากการจัดการเรื่องการกิน การนอนให้สมดุลและการออกกำลังกายก็จำเป็นเช่นกัน

วิธีที่จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญอาหารที่กินเข้าไปให้ได้ผล คือ การออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ผสมผสานระหว่างการกำลังกายแอโรบิกเพื่อสุขภาพที่ดีของหัวใจ และการออกกำลังกายแบบเผาผลาญไขมัน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 7 กุมภาพันธ์ 2555