รู้ทันยาแก้ปวด ใช้ถูกอาการ ลดยาเหลือใช้

รู้ทันยาแก้ปวด ใช้ถูกอาการ ลดยาเหลือใช้  

บางคนปวดหัว ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดประจำเดือน ก็นึกถึงแต่ยาแก้ปวด   “พาราเซตามอล” แต่รู้หรือไม่ว่ายาสามัญประจำบ้านนี้ไม่ใช่ยาสามัญประจำวันที่กินติดต่อกันเป็นเวลานานได้ และไม่ใช่ยาครอบจักรวาลที่รักษาอาการปวดได้ทุกรูปแบบ

“พาราเซตามอล ยาสามัญประจำบ้าน ไม่ใช่ยาสามัญประจำวัน” ข้อความส่วนหนึ่งบนกระดานของนิทรรศการให้ความรู้เรื่องยาเนื่องในสัปดาห์เภสัช 53 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มิ.ย.-2 ก.ค. 2553 ณ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ยาอย่างถูกต้อง เหมาะสม และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา เพื่อความปลอดภัยของตัวคนไข้เอง และลดปริมาณยาเหลือใช้ให้น้อยลง

“ยาแก้ปวด เป็นยาที่ใช้กันแพร่หลายและคนไข้ส่วนมากมักจะได้รับยาชนิดนี้จากแพทย์และเภสัชกร ทำให้มียาแก้ปวดเหลือใช้มากที่สุดสำหรับประเทศไทย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบ 60 ล้านบาท หรือประมาณ 10% ของมูลค่ายาชนิดนี้ที่โรงพยาบาลต้องจ่ายไป จากที่ได้มีการสำรวจเมื่อปี 2549” ภก.อ.ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยในระหว่างการสัมมนาเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชนในเรื่อง “รู้ทันยาแก้ปวด ใช้อย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย” ในงานสัปดาห์เภสัช 53

ภก.อ.ธนรัตน์ อธิบายว่า อาการปวดแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ตามตำแหน่งที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดอาการปวด ซึ่งทุกประเภทสามารถเป็นได้ทั้งแบบปวดเฉียบพลันและปวดเรื้อรัง ได้แก่

1. ปวดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อร่างกายบาดเจ็บ เช่น ปวดจากการบาดเจ็บภายนอก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดศีรษะ
2. ปวดจากอวัยวะภายในบาดเจ็บ เช่น ปวดประจำเดือน ปวดไส้ติ่งอักเสบ เจ็บหน้าอกเนื่องจากหัวใจขาดเลือด
3. ปวดจากระบบประสาทบาดเจ็บ เช่น ปวดหลังเนื่องจากการบาดเจ็บของกระดูกและไขสันหลัง งูสวัด ปวดแผลเบาหวานที่เท้า ซึ่งอาการปวดประเภทนี้ยังมีลักษณะอาการจำเพาะที่แยกย่อยได้อีก 5 แบบ ได้แก่ อาการปวดเหมือนถูกไฟจี้ (Burning), เหมือนมีแมลงไต่ (Crawling), เหมือนถูกเข็มทิ่ม (Stabbing), เหมือนถูกไฟช็อต (Shocking) และเหมือนยืนอยู่บนน้ำแข็ง (Freezing)

“ถ้าเรารู้สึกมีอาการปวด สิ่งแรกต้องเข้าใจก่อนว่าอาการปวดไม่เหมือนกันทั้งหมด และยาแก้ปวดชนิดเดียวก็ไม่ได้รักษาอาการปวดได้ทั้งหมดเช่นกัน ฉะนั้นยาที่ใช้รักษาอาการปวดแต่ละประเภทก็จะไม่เหมือนกัน และต้องเข้าใจด้วยว่าแต่ละคนมีความปวดไม่เหมือนกัน และไม่เท่ากัน หรือแม้แต่ในคนคนเดียวกัน ปวดแต่ละครั้งก็ยังไม่เท่ากัน ดังนั้นไม่ควรนำยาแก้ปวดของผู้อื่นมากิน เพราะอาจไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา และยังอาจก่อให้เกิดการแพ้ยาด้วย” ภก.อ.ธนรัตน์ ชี้แจง

อ.ธนรัตน์ ให้ข้อมูลว่า ยาแก้ปวดโดยทั่วไปแล้วจะไปออกฤทธิ์ที่บริเวณกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บ ที่ไขสันหลัง หรือที่สมอง โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ยาแก้ปวดหลัก และยาแก้ปวดเสริม ซึ่งเป็นยาที่ไม่ได้มีข้อบ่งใช้ในการรักษาอาการปวดโดยตรง แต่สามารถนำมาใช้รักษาหรือควบคุมความปวดได้ เช่น ยากันชัก ยาคลายกล้ามเนื้อ ยานอนหลับ และยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น

สำหรับยาแก้ปวดหลักที่ใช้รักษาอาการปวดโดยตรง ยังแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ 1) ยาที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น มอร์ฟีน และ 2) ยาที่ไม่ใช่อนุพันธ์ของฝิ่น เช่น พาราเซตามอล และยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ อาทิ เอ็นเซด (NSAID) และ ค็อกซิบ (Coxib) ซึ่งยาแก้ปวดกลุ่มหลังนี้ออกฤทธิ์ที่แผลหรือบริเวณที่ปวด

“การเลือกชนิดของยาแก้ปวดเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ ต้องดูว่ามีอาการปวดจัดอยู่ในประเภทใด สภาวะร่างกายของผู้ป่วย การทำงานของตับและไต ยาอื่นที่รับประทานร่วมด้วย การแพ้ยา รวมทั้งรูปแบบของยาที่ใช้และขนาดยา” ภก.อ.ธนรัตน์ อธิบาย

เภสัชกรให้ความรู้เพิ่มเติมว่า พาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวดที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง และค่อนข้างมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้สูงกว่ายาแก้ปวดอื่นๆ โดยให้ผลดีในการรักษาอาการปวดประเภทที่ 1 และใช้รักษาอาการปวดประเภทที่ 2 ได้บ้าง แต่ใช้ไม่ได้ผลในการรักษาการปวดระบบประสาท แต่อย่างไรก็ตาม หากใช้ยานี้มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นพิษต่อตับและไตได้ ทำให้ตับหรือไตวายและเสียชีวิตได้ และควรระวังอย่างยิ่งเมื่อใช้ยานี้ในเด็กเล็ก เพราะหากเด็กได้รับยาเกินขนาดอาจเกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้

ส่วนยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ใช้ได้ผลดีต่อการรักษาอาการปวดทั้งประเภทที่ 1 และ 2 และใช้ได้ผลบ้างในการปวดของระบบประสาท ซึ่งยาประเภทนี้มีหลายรูปแบบ และมักมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยอาจก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก และข้อควรระวังมากที่สุดในการใช้ยานี้คือ การแพ้ยา

ยาแก้ปวดที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น มอร์ฟีน ใช้รักษาอาการปวดได้ดีทุกประเภท เพราะออกฤทธิ์ที่สมอง มักใช้กับผู้ป่วยมะเร็ง ใช้รักษาอาการปวดหลังหรือปวดเข่านานๆ ที่ยังผ่าตัดรักษาไม่ได้ ส่วนอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้คือ การกดการหายใจ แต่ยาประเภทนี้จะใช้ได้เมื่อแพทย์สั่งเท่านั้น และอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ตลอด ฉะนั้นคนไข้จึงไม่ต้องห่วงกังวลว่าจะติดยาชนิดนี้

“ประชาชนควรมีความรู้เกี่ยวกับยาที่ใช้ในระดับหนึ่ง และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรเพื่อความแน่ใจ เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยเอง และช่วยลดปริมาณยาเหลือใช้ได้” ภก.อ.ธนรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลจาก : ผู้จัดการ วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2553

Advertisements