งูสวัดพาเฉียดใกล้ อัมพฤกษ์อัมพาต

thairath140109_001“วารสารประสาทวิทยา” ของแพทย์สมาคมประสาทวิทยาอเมริกัน ฉบับออนไลน์ รายงานว่า มีการวิจัยพบว่าการเป็นงูสวัดที่มีผื่นขึ้นปวดแสบปวดร้อน ทำให้เฉียดใกล้กับโรคอัมพฤกษ์อัมพาต อยู่เป็นระยะเวลานานเป็นปีๆขึ้นได้ภายหลัง

โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัสเดียวกับไข้อีสุกอีใส ผู้ที่เคยเป็นโรคนี้สมัยเด็ก เชื้อจะยังคงแฝงตัวอยู่ตามรากประสาท ในบางราย มันอาจจะแผลงฤทธิ์ขึ้นอีก หลังจากทิ้งเวลามานานตั้งหลายปีแล้ว

รายงานกล่าวว่า ผู้ที่อยู่ในวัยอายุระหว่าง 18 ถึง 40 ปี ที่เคยเป็นงูสวัด อาจจะป่วยเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจวาย หรือสมองขาดเลือดชั่วคราว ต่อมาภายหลังเป็นเวลาหลายปีได้มากกว่าผู้ไม่เป็นงูสวัด และผู้ที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไปที่เคยเป็นงูสวัด ก็อาจจะเกิดเป็นโรคหัวใจวาย หรือสมองขาดเลือดชั่วคราว แต่ไม่ถึงกับเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นงูสวัด

คณะนักวิจัยได้ศึกษากับผู้ที่เคยเป็นงูสวัด 106,600 คน และคนวัยไล่เลี่ยกันที่ไม่เป็นงูสวัด จำนวน 213,200 ราย.

ที่มา: ไทยรัฐ 9 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

telegraph140102_001

Shingles increase risk of stroke and heart attack

Suffering from shingles – especially when under the age of 40 – increases the risk of suffering a stroke or heart attack in later life

By Richard Gray, Science Correspondent
02 Jan 2014

Patients who suffer from shingles are more likely to have a stroke or heart attack in later life, according to new research.

A study of almost 320,000 people has shown that the link appears to be especially pronounced in people who had shingles between the ages of 18 and 40 years old.

Those who suffered from the viral infection under the age of 40 had a 74 per cent greater chance of a stroke and 50 per cent greater risk of heart attack.

Shingles also increased the risk of transient ischemic attacks – sometimes called a “mini-stroke” – by 2.4 times compared to those who had not had the infection.

In patients over the age of 40, shingles increased the risk of heart attack by 10 per cent.

However, the numbers of those affected were low, with just 0.21 per cent of those taking part in the study who had shingles suffering a stroke.

The study was also not able to establish whether there was a direct cause for strokes or heart attacks by shingles.
Dr Judith Breuer, a virologist at University College London who led the study, said patients suffering from shingles should, however, be monitored more closely for their risk of stroke.

She added that further work was needed to see whether vaccinating against shingles could reduce the risk of heart attack and stroke in patients.
She said: “Anyone with shingles, and especially younger people, should be screened for stroke risk factors.

“The shingles vaccine has been shown to reduce the number of cases of shingles by about 50 per cent.

“Studies are needed to determine whether vaccination can also reduce the incidence of stroke and heart attack.

“However, what is also clear is that factors that increase the risk of stroke also increase the risk of shingles, so we do not know if vaccinating people can reduce the risk of stroke per se.

“Current recommendations are that anyone 60 years and older should be vaccinated. The role for vaccination in younger individuals with vascular risk factors needs to be determined.”

Shingles is caused by the chickenpox virus which can remain dormant inside the roots of nerve cells.

Years after recovering from chickenpox it can resurface and cause the condition, causing a rash that is painful to touch.

It often strikes those who are suffering from high levels of stress or have been suffering from other illnesses that suppress the immune system.

Dr Breuer and her colleagues, whose findings are published in the journal Neurology, studied data from 106,000 patients with shingles and 213,200 non sufferers.

They followed their patient records for an average of six years, and in some cases up to 24 years, after suffering with shingles.

A total of 40 people with shingles went on to experience a stroke, compared to 45 of those who had not had the condition.

Around 250,000 people a year suffer from shingles in Britain. The findings of the latest study mirror those of a smaller one from 2009.

Dr Madina Kara, a neuroscientist at the Stroke Association, said: “This new research shows that people who have had an attack of shingles may have a heightened risk of stroke.

“A stroke is a medical emergency and it is vital that those patients who have had shingles, and who are at increased risk of stroke, are closely observed.

“Time lost is brain lost and if someone is having a stroke, it is essential they receive specialist treatment urgently.”

SOURCE : www.telegraph.co.uk

Advertisements

ผู้ที่เคยเป็นงูสวัดมาแต่ก่อน เลิกกลัวจะต้องเผชิญกับมะเร็ง

Credit: pawenadeschanel.com

วารสาร “แพทยสมาคมแคนาดา” รายงานว่า ผู้ที่เคยเป็นไข้งูสวัด ไม่ต้องหวั่นวิตกว่าจะต้องเป็นมะเร็งขึ้นอีกในภายหลัง

นักวิจัยทางการแพทย์ของไต้หวันได้ศึกษาเกี่ยวกับผู้ที่เคยเป็นไข้งูสวัดเกือบ 36,000 ราย พบว่าโอกาสที่พวกเขาอาจจะเป็นมะเร็ง ภายในระยะเวลาหลายปีต่อไป ไม่ได้สูงมากเกินกว่า สถิติทั่วไปของประเทศเลย

ไข้งูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เป็นไข้อีสุกอีใส ได้กลับมีฤทธิ์ขึ้นมาอีก ตามปกติแล้วเชื้อมักจะกบดาน และอาศัยอยู่ตามใยประสาทนิ่ง แต่มักกลับมาแผลงฤทธิ์ขึ้นอีกกับผู้สูงอายุ ซึ่งมีระบบภูมิคุ้มโรคอ่อนแอได้บ่อย รวมทั้งคนไข้โรคมะเร็งบางรายด้วย

วงการแพทย์เมื่อหลายปีก่อนพากันเชื่อว่า การเป็นไข้งูสวัดอาจจะทำให้เป็นมะเร็งที่วินิจฉัยโรคไม่เจอตามมาภายหลังได้ แต่ผลการวิจัยหลังจากนั้น ส่อว่าไม่จริงตามนั้น และผลการศึกษาหลังสุดนี้ ก็ได้ช่วยยืนยันซ้ำอีกหนหนึ่ง ความแตกต่างที่สำคัญของการศึกษาครั้งนี้อยู่ที่เป็นการทำภายในทวีปเอเชีย ซึ่งการศึกษาที่แล้วมา ล้วนแต่ทำตามชาติตะวันตกทั้งสิ้น.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 24 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

No Increased Risk of Cancer for People With Shingles, New Study Finds

ScienceDaily (Sep. 17, 2012) — Herpes zoster, or shingles, does not increase the risk of cancer in the general population, according to a study in CMAJ(Canadian Medical Association Journal).

Although herpes zoster is more common in patients with cancer than in those without, it is unknown whether the risk of cancer is increased for people with herpes zoster. Several studies have indicated an association although most were conducted in western countries.

A large study of 35 871 patients in Taiwan with newly diagnosed herpes zoster found no increased risk of cancer in patients with herpes zoster.

“We found no overall increased risk of cancer among patients with herpes zoster compared with the general population, regardless of sex, age or years of follow-up,” writes Dr. Yi-Tsung Lin, Division of Infectious Diseases, Department of Medicine, Taipei Veterans General Hospital, Taipei, Taiwan, with coauthors.

The study included data on other illnesses in patients with herpes zoster, such as diabetes, chronic obstructive lung disease, autoimmune disease and heart disease. Most previous studies did not adjust for comorbidity.

“These findings suggest that the extensive investigations for occult cancer at the time of diagnosis of herpes zoster or enhanced surveillance for cancer after such a diagnosis is unnecessary,” conclude the authors.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byCanadian Medical Association Journal, via EurekAlert!, a service of AAAS

Journal Reference:

  1. Yu-Ping Wang, Chia-Jen Liu, Yu-Wen Hu, Tzeng-Ji Chen, Yi-Tsung Lin, and Chang-Phone Fung. Risk of cancer among patients with herpes zoster infection: a population-based studyCMAJ, 2012; DOI:10.1503/cmaj.120518

SOURCE: sciencedaily.com

 

รู้ทันยาแก้ปวด ใช้ถูกอาการ ลดยาเหลือใช้

รู้ทันยาแก้ปวด ใช้ถูกอาการ ลดยาเหลือใช้  

บางคนปวดหัว ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดประจำเดือน ก็นึกถึงแต่ยาแก้ปวด   “พาราเซตามอล” แต่รู้หรือไม่ว่ายาสามัญประจำบ้านนี้ไม่ใช่ยาสามัญประจำวันที่กินติดต่อกันเป็นเวลานานได้ และไม่ใช่ยาครอบจักรวาลที่รักษาอาการปวดได้ทุกรูปแบบ

“พาราเซตามอล ยาสามัญประจำบ้าน ไม่ใช่ยาสามัญประจำวัน” ข้อความส่วนหนึ่งบนกระดานของนิทรรศการให้ความรู้เรื่องยาเนื่องในสัปดาห์เภสัช 53 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มิ.ย.-2 ก.ค. 2553 ณ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ยาอย่างถูกต้อง เหมาะสม และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา เพื่อความปลอดภัยของตัวคนไข้เอง และลดปริมาณยาเหลือใช้ให้น้อยลง

“ยาแก้ปวด เป็นยาที่ใช้กันแพร่หลายและคนไข้ส่วนมากมักจะได้รับยาชนิดนี้จากแพทย์และเภสัชกร ทำให้มียาแก้ปวดเหลือใช้มากที่สุดสำหรับประเทศไทย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบ 60 ล้านบาท หรือประมาณ 10% ของมูลค่ายาชนิดนี้ที่โรงพยาบาลต้องจ่ายไป จากที่ได้มีการสำรวจเมื่อปี 2549” ภก.อ.ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยในระหว่างการสัมมนาเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชนในเรื่อง “รู้ทันยาแก้ปวด ใช้อย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย” ในงานสัปดาห์เภสัช 53

ภก.อ.ธนรัตน์ อธิบายว่า อาการปวดแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ตามตำแหน่งที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดอาการปวด ซึ่งทุกประเภทสามารถเป็นได้ทั้งแบบปวดเฉียบพลันและปวดเรื้อรัง ได้แก่

1. ปวดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อร่างกายบาดเจ็บ เช่น ปวดจากการบาดเจ็บภายนอก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดศีรษะ
2. ปวดจากอวัยวะภายในบาดเจ็บ เช่น ปวดประจำเดือน ปวดไส้ติ่งอักเสบ เจ็บหน้าอกเนื่องจากหัวใจขาดเลือด
3. ปวดจากระบบประสาทบาดเจ็บ เช่น ปวดหลังเนื่องจากการบาดเจ็บของกระดูกและไขสันหลัง งูสวัด ปวดแผลเบาหวานที่เท้า ซึ่งอาการปวดประเภทนี้ยังมีลักษณะอาการจำเพาะที่แยกย่อยได้อีก 5 แบบ ได้แก่ อาการปวดเหมือนถูกไฟจี้ (Burning), เหมือนมีแมลงไต่ (Crawling), เหมือนถูกเข็มทิ่ม (Stabbing), เหมือนถูกไฟช็อต (Shocking) และเหมือนยืนอยู่บนน้ำแข็ง (Freezing)

“ถ้าเรารู้สึกมีอาการปวด สิ่งแรกต้องเข้าใจก่อนว่าอาการปวดไม่เหมือนกันทั้งหมด และยาแก้ปวดชนิดเดียวก็ไม่ได้รักษาอาการปวดได้ทั้งหมดเช่นกัน ฉะนั้นยาที่ใช้รักษาอาการปวดแต่ละประเภทก็จะไม่เหมือนกัน และต้องเข้าใจด้วยว่าแต่ละคนมีความปวดไม่เหมือนกัน และไม่เท่ากัน หรือแม้แต่ในคนคนเดียวกัน ปวดแต่ละครั้งก็ยังไม่เท่ากัน ดังนั้นไม่ควรนำยาแก้ปวดของผู้อื่นมากิน เพราะอาจไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา และยังอาจก่อให้เกิดการแพ้ยาด้วย” ภก.อ.ธนรัตน์ ชี้แจง

อ.ธนรัตน์ ให้ข้อมูลว่า ยาแก้ปวดโดยทั่วไปแล้วจะไปออกฤทธิ์ที่บริเวณกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บ ที่ไขสันหลัง หรือที่สมอง โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ยาแก้ปวดหลัก และยาแก้ปวดเสริม ซึ่งเป็นยาที่ไม่ได้มีข้อบ่งใช้ในการรักษาอาการปวดโดยตรง แต่สามารถนำมาใช้รักษาหรือควบคุมความปวดได้ เช่น ยากันชัก ยาคลายกล้ามเนื้อ ยานอนหลับ และยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น

สำหรับยาแก้ปวดหลักที่ใช้รักษาอาการปวดโดยตรง ยังแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ 1) ยาที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น มอร์ฟีน และ 2) ยาที่ไม่ใช่อนุพันธ์ของฝิ่น เช่น พาราเซตามอล และยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ อาทิ เอ็นเซด (NSAID) และ ค็อกซิบ (Coxib) ซึ่งยาแก้ปวดกลุ่มหลังนี้ออกฤทธิ์ที่แผลหรือบริเวณที่ปวด

“การเลือกชนิดของยาแก้ปวดเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ ต้องดูว่ามีอาการปวดจัดอยู่ในประเภทใด สภาวะร่างกายของผู้ป่วย การทำงานของตับและไต ยาอื่นที่รับประทานร่วมด้วย การแพ้ยา รวมทั้งรูปแบบของยาที่ใช้และขนาดยา” ภก.อ.ธนรัตน์ อธิบาย

เภสัชกรให้ความรู้เพิ่มเติมว่า พาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวดที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง และค่อนข้างมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้สูงกว่ายาแก้ปวดอื่นๆ โดยให้ผลดีในการรักษาอาการปวดประเภทที่ 1 และใช้รักษาอาการปวดประเภทที่ 2 ได้บ้าง แต่ใช้ไม่ได้ผลในการรักษาการปวดระบบประสาท แต่อย่างไรก็ตาม หากใช้ยานี้มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นพิษต่อตับและไตได้ ทำให้ตับหรือไตวายและเสียชีวิตได้ และควรระวังอย่างยิ่งเมื่อใช้ยานี้ในเด็กเล็ก เพราะหากเด็กได้รับยาเกินขนาดอาจเกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้

ส่วนยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ใช้ได้ผลดีต่อการรักษาอาการปวดทั้งประเภทที่ 1 และ 2 และใช้ได้ผลบ้างในการปวดของระบบประสาท ซึ่งยาประเภทนี้มีหลายรูปแบบ และมักมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยอาจก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก และข้อควรระวังมากที่สุดในการใช้ยานี้คือ การแพ้ยา

ยาแก้ปวดที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น มอร์ฟีน ใช้รักษาอาการปวดได้ดีทุกประเภท เพราะออกฤทธิ์ที่สมอง มักใช้กับผู้ป่วยมะเร็ง ใช้รักษาอาการปวดหลังหรือปวดเข่านานๆ ที่ยังผ่าตัดรักษาไม่ได้ ส่วนอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้คือ การกดการหายใจ แต่ยาประเภทนี้จะใช้ได้เมื่อแพทย์สั่งเท่านั้น และอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ตลอด ฉะนั้นคนไข้จึงไม่ต้องห่วงกังวลว่าจะติดยาชนิดนี้

“ประชาชนควรมีความรู้เกี่ยวกับยาที่ใช้ในระดับหนึ่ง และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรเพื่อความแน่ใจ เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยเอง และช่วยลดปริมาณยาเหลือใช้ได้” ภก.อ.ธนรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลจาก : ผู้จัดการ วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2553