รู้ทันป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

dailynews140928_02สมาพันธ์หัวใจโลก กำหนดให้วันที่ 29 กันยายนของทุกปี เป็นวันรณรงค์หัวใจโลก เนื่องจากกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและของโลก

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหา วิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นทุกปี โดยผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าผู้หญิง แต่ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแล้วมีโอกาสจะเป็นโรคนี้ได้เท่ากับผู้ชาย ทั้งนี้เวลาพูดถึงโรคหัวใจส่วนใหญ่คือโรคของหลอดเลือดหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ ตัน

สาเหตุที่ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง เพราะว่าผู้ชายมีปัจจัยเสี่ยง คือ สูบบุหรี่มากกว่า มีระดับคอเลสเตอรอลมากกว่า เครียดมากกว่า สำหรับผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงมีฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นตัวป้องกันไม่ให้ไขมันจับในหลอดเลือด แต่หลังจากหมดประจำเดือนไปแล้ว คือ หมดฮอร์โมนเอสโตรเจน ข้อดีของการป้องกันก็หายไป ดังนั้นหมดประจำเดือนผู้หญิงจึงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจเท่ากับผู้ชาย

สำหรับผู้หญิงที่จะเป็นโรคหัวใจก่อนวัยหมดประจำเดือน อาจมาจากการใช้ยาคุมกำเนิด ซึ่งจะทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่าย ก็อาจจะมีโอกาสเป็นโรคลิ่มเลือดหัวใจอุดตันได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ อาหาร บุหรี่ ความเครียด ความอ้วน และการไม่ออกกำลังกาย ในปัจจุบันต้องยอมรับว่า อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ระดับคอเลสเตอรอลของคนไทยใน 10 ปีหลังมานี้เพิ่มขึ้น เพราะเป็นสังคมแห่งการกินดีอยู่ดี ใครเกิด ใครเสียชีวิต ดีใจ เสียใจก็กิน ไม่ได้เป็นการกินเพราะความหิว แต่เป็นการกินเพราะความอยาก

ลักษณะอาหารก็เปลี่ยนไปเป็นอาหารประเภท ชีส เค้ก ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ หาได้ทั่วไป อัตราการสูบบุหรี่ไม่ได้ลดลง ปัจจัยเสี่ยงก็ยังมีอยู่เยอะ คนอ้วนมีเยอะ ความอ้วนเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดโรคหัวใจ ขณะเดียวกันการต่อสู้ดิ้นรนในสังคมมากขึ้น ความเครียดมากขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง

ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการรักษา การทำบอลลูนช่วยชีวิตผู้ป่วย ทำให้อัตราการเสียชีวิตน้อยลง จากเดิมอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 25- 30% ในปัจจุบันการเสียชีวิตลดลงเหลือน้อยกว่า 5% แสดงว่าการรักษาดีขึ้น แต่ไม่ได้เก่งเรื่องการป้องกัน ไม่สามารถป้องกันให้คนเป็นโรคน้อยลงได้ อีกอย่างที่อยากจะบอก คือ

ความรู้ในโซเชียลมีเดียที่แพร่กระจายกันนั้น ข้อมูลหลายอย่างเชื่อถือไม่ได้ เช่น การบอกว่ากินน้ำมันมะพร้าวแล้วไขมันไม่สูง หรือบอกว่าคอเลสเตอรอลไม่เกี่ยวกับโรคหัวใจ ตรงนี้เป็นข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันเยอะมาก

ถ้ามีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เดินแล้วเหนื่อย นอนราบไม่ได้ ควรไปพบแพทย์ทันที สำหรับคนอายุยังน้อยที่มีความเสี่ยง เช่น ญาติพี่น้องเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ปัจจุบันมีการตรวจบางอย่างที่พอจะบอกได้ ถือเป็นทางเลือกอย่างหนึ่ง ดีกว่าการตรวจร่างกายทั่วไป เช่น การตรวจหินปูนในหลอดเลือดหัวใจซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่แพงนัก

คนที่มีหินปูนเยอะโอกาสจะเป็นโรคหัวใจก็เยอะ ดังนั้นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น หยุดสูบบุหรี่ หรือกินยาเพื่อลดคอเลสเตอรอล แม้ระดับคอเลสเตอรอลจะไม่สูงมาก แต่การลดระดับคอเลสเตอรอลน่าจะป้องกันโรคหัวใจในคนกลุ่มนี้ได้

ด้าน นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศไทย ในช่วงปี 2554-2556 พบว่า อัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ต่อประชากร 100,000 คน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ในปี 2556 มีผู้เสียชีวิต 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คนหรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คนสะท้อนว่าโรคหัวใจขาดเลือดเป็นโรคที่รุนแรงและต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน

อาการที่บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ จุกแน่นหน้าอก จุกบริเวณยอดอกตรงกลางมักเป็นในขณะออกกำลังกาย หลังจากหยุดออกกำลังกายอาการจะดีขึ้น มีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับ อาการเจ็บจะปวดร้าวไปที่หัวไหล่ซ้ายหรือไปที่กราม ถ้าอาการเจ็บหน้าอกเป็นนานเกินกว่า 5 นาที พักแล้วไม่ทุเลาหรืออาการเจ็บรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ต้องรีบพบแพทย์ หรือถ้ามีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติโดยเฉพาะเวลาทำงาน หัวใจเต้นผิดปกติ จังหวะการเต้นของชีพจร มีสะดุดหรือไม่สม่ำเสมอ

ที่สำคัญประชาชนจะต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน งดอาหารมัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ และอาหารที่มีเส้นใย ทำจิตใจให้แจ่มใส งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อประเมินภาวะสุขภาพและระดับความเสี่ยงซึ่งเป็นปัจจัยการเกิดโรคหัวใจได้.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 28 กันยายน 2557

 

Advertisements

เส้นเลือดหัวใจตีบ

dailynew140503_03ก่อนอื่นต้องแสดงความไว้อาลัยต่อการจากไปของคุณพีรพันธุ์ พาลุสุข รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งถึงแก่อนิจกรรมไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ภายหลังจากเข้ารับการรักษาเส้นเลือดหัวใจตีบ และมีภาวะแทรกซ้อนเส้นเลือดในสมองตีบ ส่งผลให้หลายคนหันมาสนใจภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบมากขึ้น

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า ปัจจุบันอุบัติการณ์เส้นเลือดหัวใจตีบพบมากขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นที่น่าวิตก โดยพบบ่อยในผู้ชายซึ่งมีอาการเฉียบพลันทันที ครึ่งหนึ่งของคนที่ไม่เคยมีอาการมาก่อนอาจจะแสดงอาการและต้องไปห้องฉุกเฉิน

เส้นเลือดหัวใจตีบในผู้ชายพบได้ตั้งแต่อายุ 40-45 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงจะพบในคนอายุ 55 ปี หรือวัยหมดประจำเดือนแล้ว ถ้าอายุต่ำกว่า 55 ปี ส่วนใหญ่ผู้ชายจะเป็นมากกว่า แต่ถ้าหลังอายุ 55 ปีไปแล้วอุบัติการระหว่างผู้ชายและผู้หญิงจะเท่ากัน

ที่น่าวิตกตกคือส่วนหนึ่งเป็นเฉียบพลันทันที ซึ่งปัญหาตรงนี้เกิดจากการสะสมของไขมัน ส่วนหนึ่งเพราะอายุมากขึ้น ก็มีโอกาสไขมันสะสมมากขึ้น บางครั้งมีการอักเสบ มีการปริของก้อนไขมัน ลิ่มเลือดไปอุด ทำให้ทางเดินทางเลือดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายและเสียชีวิต

อาการแรก ๆ คือ จุกแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หายใจลำบาก อึดอัด นอนราบไม่ได้ หัวใจเต้นผิดจังหวะ

ปัญหาเส้นเลือดหัวใจตีบเกิดขึ้นได้ทั้งในคนที่ตรวจสุขภาพเป็นประจำและไม่ได้ตรวจสุขภาพ ปัจจัยเสี่ยง คือ ผู้ชาย อายุมาก มีภาวะเครียด สูบบุหรี่ มีภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคนี้ชนิดเฉียบพลันทันทีได้ ดังนั้นถ้ามีอาการส่วนใหญ่อาการจะหนักแล้ว

ถามว่าไม่เคยมีอาการอะไรเลยเป็นโรคนี้ได้ไหม ตอบว่าได้ เพราะจู่ ๆก้อนไขมันอาจปริแตก ตรงนี้เป็นสิ่งที่แพทย์ยังไม่รู้ว่าก้อนไขมันที่อยู่ในผนังหลอดเลือดปริแตกและทำให้ลิ่มเลือดไปอุดตันได้อย่างไร แต่คิดว่าความเครียดน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่ง

ส่วนโอกาสที่จะเกิดปัญหาเส้นเลือดหัวใจตีบ ร่วมกับเส้นเลือดในสมองตีบนั้น มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่พบไม่บ่อยนัก แต่ก็เป็นไปได้ คือ เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ แล้วลิ่มเลือดหัวใจหลุดไปอุดที่สมอง และอุดที่หลอดเลือดหัวใจด้วย ทำให้เกิดภาวะหัวใจพลิ้ว โดยเฉพาะหัวใจห้องบนพลิ้ว กล้ามเนื้อหัวใจตายมาสักพักแล้ว หัวใจบีบตัวไม่ได้ มีลิ่มเลือดในหัวใจ ลิ่มเลือดก็หลุดไปที่สมอง ใน 100 คนที่เป็นโรคหัวใจ จะมีประมาณ 5 คนที่มีปัญหาเส้นเลือดสมองตามมา ซึ่งไม่บ่อยนักที่จะพบร่วมกัน แต่ก็เป็นไปได้

ท้ายนี้แนะนำว่า ถ้ามีอาการผิดปกติ หายใจอึดอัด แน่นหน้าอก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที และต้องเฝ้าระวังอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเอง สำหรับคนที่ควรไปตรวจร่างกายเป็นประจำ คือ คนที่สูบบุหรี่ เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์  3 พฤษภาคม 2557