พบกุญแจชะลอความแก่ อยู่ในสมองส่วนหน้า

On the horizon: Scientists are a step closer to developing an anti-ageing drug to keep people strong and fit near the end of their lives (file picture)

On the horizon: Scientists are a step closer to developing an anti-ageing drug to keep people strong and fit near the end of their lives (file picture)

นักวิทยาศาสตร์ของวิทยาลัยแพทย์อัลเบิร์ต ไอนส์สไตน์ แห่งเยชิวา ที่กรุงนิวยอร์ก อาจจะค้นพบ “บ่อชุบตัว” เมื่ออ้างว่า ค้นพบว่ามันสมองส่วนไฮโปธัยลามัส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมองส่วนหน้า ควบคุมกระบวนการสำคัญต่างๆ ของการดำรงชีพ เป็นกุญแจของการชะลอความเสื่อมชราของอวัยวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย

วารสารธรรมชาติของอเมริกา รายงานว่า นักวิจัยของวิทยาลัยแพทย์แห่งนั้น ได้ประสบความสำเร็จในการชะลอความแก่ของหนูทดลอง ด้วยการลองดัดแปลงสารสื่อเคมีที่มีผลกระทบต่อสมองส่วนนั้นดู ทำให้ไม่แต่เพียงแก่ช้าลงเท่านั้น หากยังทำให้อายุยืนขึ้นอีกด้วย

ศาสตราจารย์ของวิทยาลัยแพทย์เปิดเผยว่า “การศึกษาของเรา ได้พบว่าสมองส่วนไฮโปธัยลามัสนั้น ควบคุมความแก่ชราอยู่หลายทาง และที่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นนั้น ก็ที่ได้พบมาอย่างน้อยในพวกหนูว่า หากปรับเปลี่ยนสัญญาณภายในสมองส่วนนั้นเสีย ก็อาจจะควบคุมขบวนการแก่ชราทำให้อายุยืนยาวได้”.

ที่มา : ไทยรัฐ 7 พฤษภาคม 2556

.

Related Article:

.

Aging can be slowed down or sped up by activating or deactivating a pathway in a mouse's brain (shown above: hippocampus region of a mouse brain). CREDIT: Tamily Weissman, Jeff Lichtman, and Joshua Sanes, 2005.

Aging can be slowed down or sped up by activating or deactivating a pathway in a mouse’s brain (shown above: hippocampus region of a mouse brain).
CREDIT: Tamily Weissman, Jeff Lichtman, and Joshua Sanes, 2005.

Brain Region Found to Control Aging

Tanya Lewis, LiveScience Staff Writer
Date: 01 May 2013

For the first time, a brain region has been found that may control aging throughout the whole body, a new study reports.

A signaling pathway in the brain region known as the hypothalamus could speed up or slow down aging in mice. If it applies in humans, the discovery could open up possibilities for slowing age-related diseases and increasing life span.

“There’s really not much understanding regarding the mechanism of aging,” said senior author Dr. Dongsheng Cai, a molecular pharmacologist at Albert Einstein College of Medicine in New York.

The process of aging could involve chaotic, passive changes in individual tissues or organs, or it could be controlled centrally by a single organ — or both, Cai told LiveScience.

The hypothalamus, an almond-size structure deep inside the brain, is known to control important functions, including growth, development, reproduction and metabolism. Now, Cai and his team have found that an immune system pathway in the hypothalamus also has a role in controlling aging. Usually, the immune system is involved in fending off infection or damage, but studies have also linked inflammatory changes with age-related conditions, including cardiovascular disease and neurodegenerative diseases. Still, these changes weren’t known to actively trigger aging.

Making mice tick

In the study, Cai and his colleagues probed the hypothalamus’s role in aging in mice. The team studied a protein complex called nuclear factor kappa-light-chain-enhancer of activated B cells (NF-κB), which plays a central role in inflammatory processes.

The researchers showed that activating the NF-κB pathway in the mouse hypothalamus sped up aging, demonstrated by decreased muscle strength and size, skin thickness and learning ability. The activation led to aging throughout the body that shortened the life span of the mice.

In contrast, when the researchers blocked the NF-κB pathway, the mice aged more slowly and lived about 20 percent longer than mice that didn’t receive the treatment.

Furthermore, activating the NF-κB pathway led to a drop in the levels of gonadotropin-releasing hormone (GnRH), a neuron-generating chemical, and a subsequent decrease in the development of new neurons. GnRH is known to regulate reproductive processes, but seems also to be necessary for maintaining youthfulness, Cai said.

When the researchers injected GnRH into the hypothalamuses of mice, it promoted neuron generation and decelerated aging. The team gave daily GnRH injections to old mice over an extended period, finding that the treatment slowed cognitive decline due to aging.

Putting the brakes on aging

GnRH treatment represents a potential means of slowing the progress of aging or age-related diseases, the researchers say. Interfering with the immune response in the hypothalamus could also be a promising approach, Cai said, though he added that the GnRH treatment might be more practical given current technology.

Aging researcher Caleb Finch of University of Southern California Davis School of Gerontology, who was not involved in the work, called it a “brilliant study.” Finch has previously argued that the hypothalamus contains “pacemakers” that control the rate of aging. The new study’s approach showed a more modest increase in life span than approaches such as calorie restriction (which has been shown to extend life span in mice), Finch said. “Nonetheless, the case is now powerfully made for the role of the neuroendocrine mechanisms as modulators of aging.”

Next, the researchers hope to gain a deeper understanding of the molecular function of the hypothalamus in controlling aging and life span. “There are a lot of details we don’t know,” Cai said, such as the other molecules that are involved. The team is ultimately interested in translating their work into clinical efforts to slow down aging.

The findings were reported online today (May 1) in the journal Nature.

SOURCE : www.livescience.com

Advertisements

กินต้านแก่แบบไทยๆ

dailynews121227_001ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์อาจไม่ต้องง้ออาหารฝรั่งเลย เพราะ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรวัฒน์ หรือชะลอชรา (Anti-aging Medicine) แนะว่ามีอาหารไทยหลากหลายเมนูที่มีสรรพคุณชะลอชรา และมีสารอาหารสำคัญช่วยร่างกายแข็งแรง โดยคุณหมอกฤษดา แนะนำมา 10 เมนู…

เริ่มจาก ส้มตำไก่ย่าง ที่สุดของอาหารต้านชรา ในส้มตำมีสุดยอดวิตามินอย่าง “มะเขือเทศ” ที่ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและเต้านม ส่วนมะละกอนั้นช่วย “ล้างพิษ” ให้กับลำไส้ทั้งเล็กและใหญ่ในมะละกอยังมีน้ำย่อยชื่อ “ปาเปน” เป็นน้ำยาทำความสะอาดลำไส้ให้ปลอดคราบโปรตีนเกาะ ส่วนการรับประทานคู่กับไก่ย่างนั้น มีข้อดี คือ ทำให้ไม่ขาดโปรตีน และที่สำคัญคือ “ไม่อ้วน” เท่าการกินกับข้าวเหนียวหรือกินแบบหนักแป้ง

ตามด้วย แกงเขียวหวานไก่ ในน้ำแกงเขียวหวานเป็นอาหารทิพย์ อุดมด้วยวิตามิน น้ำแกงเข้มข้นหอมมันคือ “ซุปวิตามินชั้นดี” ที่มีทั้งวิตามินเอ, ดี, อี และเค ที่ละลายอยู่ในกะทิ ส่วนในเนื้อไก่ก็มีวิตามินบี ที่ช่วยบำรุงสมอง อีกทั้งในพริกที่ใส่เป็นเครื่องแกงก็มี “กรดแคปไซซิน” กับ “เบต้าแคโรทีน” ที่ช่วยบำรุงสายตา

เมนูต่อมาเป็น เมี่ยงปลาทู ได้ทั้ง “ซัลโฟราเฟน” กลุ่มสารต้านมะเร็งจากใบคะน้าห่อเมี่ยง ถ้าให้ดีต้องหยิบ “มะเขือเทศราชินี” หั่นเสี้ยวใส่เข้าไป ช่วยผิวพรรณสวย ส่วนในเนื้อปลาทู มีทั้งกรดไขมันดีและ “แอสตาแซนทิน” ที่กินเข้ากัน เพราะวิตามินที่ว่านี้โดยมากละลายในไขมัน ถ้าท่านใส่ปลาทูทอดเข้าไปจะช่วยให้จับกันได้ดีขึ้น

จากนั้นคือเมนู ผัดไทย โดยเฉพาะผัดไทยแบบต้นตำรับคลาสสิกที่สืบทอดตำนานแต่ครั้งรัฐนิยมของท่านจอมพล ป. ในผัดไทจะมีทั้งถั่วงอก ที่ถือเป็นอาหารมงคลรับปีใหม่ ด้วยหมายถึง การงอกงามของสิ่งใหม่ๆ ในถั่วงอกมี “วิตามินซี” อยู่มาก นอกจากนั้น ถั่วและเต้าหู้ในผัดไทยยังอุดมไปด้วยวิตามินอี, แคลเซียม และสาร “พฤกษฮอร์โมน” ที่เป็นไฟโตเอสโตรเจนป้องกันมะเร็งและลดไขมัน โดยมีข้อแม้คืออย่าหนัก “เส้น” มากไป

ยังมีเมนู ข้าวหอมนิล ข้าวไทยสีม่วงเข้ม ที่อัดแน่นอยู่ในสีสวยนั่นคือสาร “พฤกษเคมี” ที่มีพลังมากกว่าวิตามินอีกับซีรวมกันเสียอีก ที่สำคัญเอามาจัดเมนูคู่ปีใหม่ได้ง่ายๆ ตัวอย่างเช่น น้ำพริกปลาทูข้าวหอมนิล หรือจะกินคู่กับไข่เจียวร้อนๆ ก็ยังไหว

ข้าวตอกน้ำกะทิ ขนมไทยช่วงปีใหม่ที่ถูกลืมไปนาน มีคุณค่าทางอายุรวัฒน์มาก นับตั้งแต่ตัวข้าวตอกมี “เส้นใย” ช่วยในเรื่องไขมันและน้ำตาลได้ ส่วนวิตามินข้างในนั้นก็เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์

ข้าวต้มมัดหรือข้าวเหนียวปิ้งใส่ไส้ เป็นเมนูที่อยู่ท้องและมีประโยชน์ครบเครื่อง เพราะมีทั้ง 5 หมู่อยู่ในนั้น ส่วนวิตามิน ก็มีทั้งเอ, บี, ซี นอกจากนั้นในกล้วยยังมีเส้นใยกับสารกลุ่มฟีนอลชื่อ “กรดเอลลาจิก” ช่วยต้านมะเร็งและเนื้องอกได้

ข้าวเหนียวดำน้ำกะทิ มีใส่เครื่องเคราเยอะ ไม่ว่าจะเผือก, ลำไย, ลูกเดือย และธัญพืชอื่นๆ ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ชั้นสูง เพราะช่วยขัดล้างตั้งแต่หลอดอาหารลงมาถึงลำไส้ใหญ่ ส่วนตัวข้าวเหนียวดำเองก็มี “วิตามินอี” และ “ธาตุเหล็ก” สูงมาก รวมถึง “ธาตุม่วงต้านร่วงโรย(OPCs)” ก็มี

ข้าวโพดม่วง อ่านๆ ไปอาจเห็นว่าเน้นแต่ของม่วง แต่นี่เป็นนวัตกรรมใหม่ของบ้านเรา ที่อยากนำเสนอคือ “ข้าวโพดทับทิมสยาม” ประกอบด้วยคุณประโยชน์มากมายทั้งวิตามินบำรุงตาอย่าง “ลูทีน” กับ “ซีแซนทิน” และธาตุม่วง ส่วนวิธีทำก็มาก

และสุดท้าย น้ำสมุนไพร เช่น น้ำอัญชัน, กระเจี๊ยบ, น้ำย่านาง, น้ำใบบัวบก น้ำเหล่านี้ถือเป็นน้ำวิตามินขั้นเทพ รวมวิตามินระดับ “ซุป’ตา” อย่างแท้จริง ตั้งแต่อัญชันมีวิตามินสีม่วงที่ช่วยปกป้องผิวและบำรุงตับ ส่วนน้ำกระเจี๊ยบก็มีวิตามินซีและเอช่วยบำรุงไตได้ ส่วนน้ำใบย่านางกับใบบัวบกยิ่งดีใหญ่ เพราะประกอบด้วย “คลอโรฟิลล์” ที่หลายคนใฝ่ฝันหา และยังมี “กลูต้าไทโอน” ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระขั้นปราบเซียน

เกือบทั้งหมด ล้วนเป็นเมนูหาได้ใกล้ตัว ดังนั้นเทศกาลปีใหม่นี้ เลี้ยงฉลองด้วยเมนูไทยๆ กันเถอะ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 27 ธันวาคม 2555

ไขความลับ..รังนกนางแอ่นเพิ่มภูมิคุ้มกัน ไข้หวัดใหญ่

นิตยสารไทม์ส ฉบับเดือน ก.ค. ปี 2009 ตีพิมพ์ข้อเขียนของ Andrew Marshall  ระบุว่า การเก็บรังนกนางแอ่นกำลังเป็นอาชีพที่บูมอย่างมาก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ของรังนกนางแอ่น

การเก็บรังนกในประเทศไทยนั้น พบว่ามีระบบสัมปทานรังนกมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เป็นเครื่องมือในการควบคุมปริมาณการเก็บรังนก ซึ่งช่วยอนุรักษ์พันธุ์นกแอ่นกินรังให้อยู่รอดปลอดภัยตลอดมา โดยปัจจุบันมีกฎหมายกำหนดให้เก็บรังนกได้ไม่เกินปีละ 3 ครั้ง ผู้รับสัมปทานจะต้องจัดการเก็บรังให้ สอดคล้องกับวงจรชีวิตของนก  คือเก็บรังก่อนที่นกจะวางไข่ เก็บครั้งแรกในเดือนมีนาคม ครั้งที่ 2 ในเดือนพฤษภาคม จากนั้นปล่อยให้นกทำรังและวางไข่ จนกระทั่งลูกนกฟักออกมาและเติบโต จึงเข้าเก็บรังครั้งสุดท้ายในเดือนสิงหาคม และไม่เข้าไปในถ้ำอีกจนกว่าจะถึงฤดูกาลเก็บรังนกปีต่อไป

Andrew  บอกว่า  รังนกที่ใช้บริโภคสร้างขึ้นจากน้ำลายของนกนางแอ่น โดยซุปรังนกถือเป็นอาหารที่มีราคาแพง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีเชื้อสายจีน ทั้งนี้ ในกรุงเทพฯรังนกขนาด 11 ออนซ์ หรือประมาณ 300 กรัม มีราคาถึง 2,600 เหรียญสหรัฐฯ และเมื่อนำมาทำเป็นเครื่องดื่มสุขภาพ ซึ่งแม้จะมีรังนกผสมอยู่เพียง 1.1% แต่ก็สามารถขายได้ถึง 4 เหรียญสหรัฐฯต่อขวด ข้อเขียนดังกล่าวระบุสรรพคุณของรังนกด้วยว่ามีสรรพคุณในการรักษาทุกอย่างตั้งแต่ไข้หวัดไปจนถึงวัณโรค รวมถึงเป็นยาอายุวัฒนะและเพิ่มพลังทางเพศด้วย

ชาวจีนแผ่นดินใหญ่และเกาะฮ่องกง นิยมบริโภครังนกเป็นชีวิตจิตใจ มีเอกสารบันทึกว่าในสมัยราชวงศ์หมิงตอนปลาย มีแพทย์เขียนใบสั่งยา โดยมีรังนกเป็นส่วนผสม โดยเชื่อว่ารังนกสามารถรักษาโรคทางเดินหายใจ ช่วยบำรุงสุขภาพเด็กที่ร่างกายไม่แข็งแรงได้ดี

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้  ดร.เอกราช  บำรุงพืชน์  นักวิชาการจากชมรมโภชนวิทยา  มหาวิทยาลัยมหิดล ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วการบริโภครังนกนางแอ่น เป็นที่นิยมของคนจีนมานานนับพันปี ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง โดยเป็นการกินรัง นกแอ่นกินรัง ที่เรียกว่า Edible-nest Swiftlet รังนกถือว่าเป็นสิ่งที่มีค่า จนมีคำเรียกว่า “Guan Yan”  ที่แสดงถึงคุณค่า ของรังนก และมักใช้มอบเป็นของขวัญให้กับเชื้อ พระวงศ์และข้าราชการระดับสูง เพราะเป็นของหาได้ยากและมีราคาแพงมาก ถึงขนาดได้รับฉายาว่า “ทองคำสีขาว”  หรือ “คาเวียร์แห่งโลกตะวันออก”

ดร.เอกราช กล่าวว่า ในทางการแพทย์  แพทย์จีนใช้รังนกเป็นส่วนผสมในตำรับยา  เพราะเชื่อกันว่ารังนกมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลังชั้นดีในการฟื้นฟูสุขภาพจากการเจ็บป่วย ช่วยรักษาโรคทางเดินหายใจ บำรุงสุขภาพเด็กที่ไม่แข็งแรง และยังเชื่อกันอีกว่ารังนกช่วยเสริมสุขภาพระบบการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร หรือแม้แต่ช่วยให้อายุยืนและชะลอความชรา

“แนวคิดเรื่องการใช้อาหารเป็นยา หรือ Food as medicine และการกินอาหารเพื่อส่งเสริมสุขภาพมีมานานกว่า 2,500 ปีแล้ว  แม้แต่ฮิปโปเครติส  บิดาแห่งการแพทย์ของชาวกรีก รวม ทั้งการแพทย์แผนตะวันออก ก็มีความเชื่ออย่างที่ว่านี้  ยิ่งในปัจจุบันความรู้ทางด้านอาหารและโภชนา-การมีความก้าวหน้ามากขึ้น งานวิจัยจำนวนมากพบว่าอาหารที่เรารับประทานกันทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่มาจากพืชหรือสัตว์ต่างก็มีองค์ ประกอบที่มีผลต่อการทำงานของร่างกาย และส่งผลต่อสุขภาพของคนเราทั้งสิ้น”  นักวิชาการชมรมโภชนวิทยา  มหาวิทยาลัยมหิดล บอก

ดร.เอกราช  อธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า คนเราต้องกินอาหาร เพราะอาหาร ไม่เพียงแต่จะให้คุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังมีสารที่มีผลต่อการทำงานของร่างกายคล้ายยา ซึ่งเราเรียกว่า “สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ”  (Bioac-tive compound) เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอาหารฟังก์ชันที่เน้นการกินอาหารเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ  ล่าสุดมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่ารังนกมีโปรตีนแบบพิเศษที่มีโครงสร้างเหมือนกับ Epidermal Growth Factor (EGF) ที่มีอยู่ในคน ซึ่งตามธรรมชาติแล้ว EGF จะมีประโยชน์ในการช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์ภายในร่างกาย นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาพบว่า EGF มีส่วนช่วยกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาว (Leukocytes) ซึ่งทำหน้าที่ในการปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคต่างๆ ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

“คณะนักวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นพบว่าในรังนกมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ โดยไกลโคโปรตีนในรังนกนางแอ่นแท้ จะทำหน้าที่จับกับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ จึงช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไข้หวัดใหญ่เข้าจับกับเซลล์ในร่างกายได้” ดร.เอกราชบอก พร้อมกับบอกว่า ปัจจุบันยังคงมีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องว่า สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีอยู่ในรังนกจะให้ประโยชน์อะไรแก่ร่างกายอีกบ้าง

และเพราะความที่รังนกแท้มีราคาแพงมาก ทำให้มีการผลิตรังนกปลอมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมากจนไม่สามารถแยกได้ด้วยการมองตาเปล่า รังนกปลอมส่วนใหญ่จะผลิตจากยางไม้ชนิดหนึ่ง คือ ยางคารายา ซึ่งมีลักษณะสีขาวหรือสีเหลืองอมชมพูจนถึงสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นคล้ายน้ำส้มสายชูไม่ละลายน้ำ แต่สามารถดูดน้ำทำให้พองตัวคล้ายวุ้น ขุ่นเล็กน้อย เมื่อนำมาต้มจะคล้ายรังนกแต่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

การตรวจสอบความแตกต่างของรังนกแท้และรังนกปลอม ต้องทำโดยใช้เทคนิค อินฟราเรดสเปคโตรสโคปี (Infrared spectroscopy) โดยหน่วยงานที่สามารถตรวจสอบได้ คือกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นการตรวจสอบเพื่อหาอินฟราเรดสเปคตรัม (Infrared spectrum) ซึ่งมีเฉพาะในรังนกแท้ รวมทั้งตรวจวิเคราะห์หาส่วนผสมของรังนกนางแอ่น โดยหาปริมาณโปรตีนและกรดอะมิโน  ซึ่งพบว่ารังนกแท้จะมีส่วนประกอบหลักเป็นโปรตีนสูงกว่า 50% และมีคาร์โบไฮเดรต ประมาณ 22% ขณะที่รังนกปลอมจะมีโปรตีนเพียง 2% แต่จะมีคาร์โบไฮเดรตสูงกว่า 70%

การเลือกบริโภครังนก  จึงควรพิจารณาความเหมาะสม ทั้งด้วยคุณค่าของสารอาหาร และความเป็นรังนกแท้และรังนกปลอม เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงในการบริโภค.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 28 กรกฎาคม 2555

.

Related link:

.

Data from: time.com

Bird Bonanza

By Andrew Marshall Monday, July 20, 2009

Ultrasonic humidifier? Check. Swiftlet Bazooka Tweeter? Check. Feces powder? Er, check. All you need now is a multistory house with no doors or windows but plenty of holes, and you’re almost ready to join one of Southeast Asia’s fastest-growing cottage industries: harvesting edible birds’ nests.

You’ll also need birds, of course — lots of them. That’s the tricky part.

Edible birds’ nests are the handiwork of the swiftlet, a small bird found mostly in Southeast Asia that builds its nests from its saliva. Bird’s-nest soup is an expensive delicacy served across the Chinese-speaking world, and the basic ingredient is in such demand that nests are sometimes called “white gold” or the “caviar of the East.” In Bangkok, an 11-oz. (300 g) box can cost $2,600, while so-called health drinks comprising just 1.1% nest sell for $4 a jar. Aficionados attribute nests with the power to treat everything from cold sores to tuberculosis, and to boost both longevity and sexual prowess.

Until recently, nests were mainly harvested from caves in the wild, and the trade was dominated by a ruthless and well-connected élite. Now, fueled by insatiable demand from prospering China, a regional boom in farming nests in purpose-built birdhouses — “swiftlet condos,” as they’re sometimes called — is democratizing the business. “It’s recession-proof,” enthuses Harry Kok, a retired Malaysian engineer who owns or has shares in five birdhouses and writes a blog on the subject from his Kuala Lumpur home. “The overheads are minimal. You don’t have a factory with so many workers. Right now, those who have birdhouses are smiling.”

The business has expanded so fast, and with such little oversight, that reliable numbers are hard to come by. There are perhaps 10,000 swiftlet buildings in Malaysia alone, which each year produce 144 metric tons of nests worth $160 million, reports the Malaysian government news agency Bernama. Nests from Thailand’s 600 or more condos could be worth another $60 million, according to a 2007 Thai study, “Swiftlet Birds’ Nests: Power, Conflict and Riches,” by independent researcher Kasem Jandam. Judging by the number of swiftlet condos appearing in many Thai towns, these figures are probably gross underestimates. In Indonesia, the world’s largest supplier, the industry is bigger than Malaysia’s and Thailand’s combined. Hong Kong, a major consumer, imported nests worth $276 million last year, up from $204 million in 2006, according to the Hong Kong Trade Development Council.

The little swiftlet has hatched a billion-dollar global business, including a subindustry of how-to books and bloggers who share tips on birdhouse construction and equipment. As with most properties, the value of a birdhouse depends on three factors: location, location, location. Before building one, advises Kok, you must survey the skies for a regular passage of swiftlets. Once constructed — a three-story birdhouse with room for about 40,000 nests costs roughly $100,000 — you must attract tenants. The maker of the Swiftlet Bazooka Tweeter claims it can broadcast “love calls” to birds flying up to a mile away. Humidifiers keep the interior of the house attractively damp like the caves swiftlets prefer. And don’t forget your feces powder: bird droppings mixed with ammonium bicarbonate which, when sprinkled on the floor, make a new birdhouse smell like a well-established one.

Even if you build it, they don’t always come. Up to two-thirds of birdhouses fail to attract a self-supporting colony of birds, estimates Kok. “We don’t really understand them,” he says. “They are wild animals. We find that they like to stay in dark areas. But at one hotel in Malacca they are nesting in bright light.” Lucky producers can harvest two to four pounds of nests a month, worth up to $500 per pound ($1,100 per kg). Middlemen are buying up all the nests they can source, usually as quietly as possible. “They come to your doorstep and pay you cash,” says Kok. “This business is a very secretive thing, because they’re not paying any tax to the government. Everyone is doing it on an illegal or secret basis, where you declare 10 kilos but you are selling 1,000 kilos.”

In some respects, the birdhouse business resembles the trade in nests harvested from the wild, a side of the industry that is murky and sometimes violent; in the past, only those with money, muscle and good political connections prospered. In Thailand, fewer than a dozen companies harvest nests from some 170 islands in the Gulf of Thailand and the Andaman Sea, in return for paying multimillion-dollar concession fees to the government. The remote islands are guarded by dozens of armed men — in effect private armies — and are often run “like independent states,” says Jandam, the author of the industry study. Companies discourage all visitors, claiming they might disrupt the birds’ habitat. In Koh Si Koh Ha, a string of islands in Phatthalung province, 14 suspected nest thieves were shot dead in two separate incidents in the early 1990s.

The connection between nests and violence continues to this day. The island of Koh Mak gets about $1.1 million in nest revenue every year, eight times more than the budget of some other Phatthalung subdistricts unblessed by nesting swiftlets. In 1997, the Thai government passed legislation to make the industry more transparent and ensure that government revenue from concessions is funneled back into local communities. But a string of unsolved murders on Koh Mak indicates hazardous aspects of the harvesting trade linger. Pradit Jariya, 35, has been administrative chief of the island for a year now. It’s quite an achievement, considering the fates of the three subdistrict chiefs before him. Last July, his predecessor was sitting by a lagoon when the M-16-toting occupants of a speedboat pumped into him what one Thai newspaper termed “many tens of bullets.” The man had been chief for just three months. The chief before him had lasted 10 months before being gunned down. And the chief before him met the same fate after eight months. None of the murders have been solved.

Given the risks of wild harvests, it’s little wonder that the smart money has moved into the more genteel birdhouse business — although here, too, there are complications. Swiftlet condos have become local eyesores. Because nest theft is common, the untreated concrete structures often resemble secret weapons facilities, their roofs adorned with barbed wire and electric fences. Bird droppings are a potential health threat, too, while in some towns, the constant noise from Swiftlet Bazooka Tweeters and other callers has become “unbearable,” admits Kok.

So far, the authorities in Southeast Asian countries have not been able to control the building, never mind collect taxes on the profits. But the industry is growing too big to ignore, and there are signs that it might not stay lightly regulated for much longer. Last year Malaysian forestry officials and police raided more than a dozen illegal swiftlet farms across Sarawak, a state where only two of an estimated 1,500 birdhouses have licenses. The rest contravene local wildlife-protection laws that forbid swiftlet farms in urban areas. Sarawak’s once profitable industry is grounded for now. But with unflagging demand from China, and increasing numbers of birdhouses popping up in Vietnam, Cambodia and the Philippines, the regionwide trade in birds’ nests is heading in only one direction: upward.

วิจัยสารสกัดจากฟักข้าวต้านอนุมูลอิสระ

เก็บตกจากงานเปิดโลกทัศน์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 49 ปี ของ วว. หรือสถาบัน วิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

หนึ่งในไฮไลต์งานวิจัยเด่นของ วว. ปีนี้ก็คือ โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต้านอนุมูลอิสระจากพืชพื้นบ้านอย่าง “ฟักข้าว”

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์  ผู้ว่าการ วว. เปิดเผยว่า ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ร่วมกับฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว. ประสบผลสำเร็จใน    การดำเนินงานโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต้านอนุมูลอิสระจากพืชพื้นบ้าน

โดยเลือกวิจัยผลฟักข้าวเป็นวัตถุดิบและพัฒนากระบวนการสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของฟักข้าวผ่านการทดสอบความเป็นพิษ

ปัจจุบันสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ได้ถึง 15 ผลิตภัณฑ์ ใน 3 รูปแบบ คือ ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

ด้านดร.ประไพภัทร  คลังทรัพย์  นักวิจัยอาวุโสฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. กล่าวว่า ใช้ระยะเวลาดำเนินงานโครงการวิจัยจากฟักข้าว ประมาณ 4 ปี  (พ.ศ. 2552-2555) โดยเริ่มตั้งแต่พัฒนากระบวนการเตรียมสารสกัดวิธีต่าง ๆ และจากส่วนต่าง ๆ ของผลฟักข้าว คือ เปลือก เนื้อ และเยื่อหุ้มเมล็ด

มีการนำสารสกัดที่ได้ทั้งหมดมาตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีพบว่า ประกอบด้วยสารสำคัญ โดยเฉพาะสารเบต้าแคโรทีน และสารแอลฟา-โทโคฟีรอล ในปริมาณสูง  และเมื่อตรวจสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ด้วยวิธีทดสอบต่าง ๆ ทั้งในระดับเซลล์ เอนไซม์ และดีเอ็นเอ ในเซลล์มนุษย์ พบว่าสารสกัดฟักข้าวอย่างน้อย 2-3 ตัวอย่างมีฤทธิ์โดดเด่นในการต้านอนุมูลอิสระทั้งในเชิงเอนไซม์ และไม่ใช่เอนไซม์ และเมื่อทดสอบต่อโดยใช้เทคนิคทดสอบมาตรฐานทางพันธุพิษวิทยา สำหรับตรวจประเมินความเป็นพิษระดับดีเอ็นเอซึ่งวิเคราะห์ผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมจำเพาะ พบว่าสารสกัดฟักข้าวที่ได้ มีฤทธิ์ป้องกันสารพันธุกรรมหรือ ดีเอ็นเอในเซลล์ จากการทำอันตรายของอนุมูลอิสระชนิดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ได้สูงถึง 65% และจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือแสงยูวี ได้  20% ผลวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ  ทางเภสัชศาสตร์ คือ Journal Of Applied Pharmaceutical Science ฉบับเดือนเมษายน ที่ผ่านมา

ทีมวิจัยได้คัดเลือกตัวอย่างสารสกัดฟักข้าวที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีที่สุดและมีความปลอดภัยทั้งต่อเซลล์มนุษย์และเซลล์สัตว์ทดลอง มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อสุขภาพต้านอนุมูลอิสระและชะลอความชรา  อาทิ เครื่องดื่มสารสกัดฟักข้าว ซอสปรุงรส ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เซรั่มชะลอแก่ ครีมป้องกันรังสียูวี และโลชั่นให้ความชุ่มชื่นผิวต่าง ๆ

ปัจจุบัน วว. พร้อมถ่าย ทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิต ภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากสารสกัดฟักข้าวสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าสมุนไพรสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่หลากหลาย

ผู้สนใจขอรับการถ่ายทอดเทค โนโลยีได้ที่คอลเซ็นเตอร์โทร. 0-2577- 9300 หรือ www.tistr.or.th

ที่มา: เดลินิวส์ 13 มิถุนายน 2555

.

Related link:

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 

เภสัช มช.พัฒนา“ฟักข้าวนาโนลบริ้วรอย”

มข.ปรับปรุงพันธุ์ฟักข้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง