เอาชนะอาการร้อนวูบวาบ เมื่อวัยขึ้นเลข 4

dailynews140813_01อาการร้อนวูบวาบในผู้หญิงไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อพบชายหนุ่มในดวงใจเท่านั้นนะคะ แต่อาจเป็นอาการของผู้หญิงวัยกลางคนที่กำลังเข้าสู่วัยทองได้ด้วย เจ้าอาการร้อนวูบวาบ นี้มักมาพร้อมกับอารมณ์แปรปรวน และมีอาการนอนไม่หลับร่วมด้วย ดังนั้น เพื่อไม่ให้อาการที่กล่าวมาสร้างปัญหาให้กับการใช้ชีวิตของคุณผู้หญิงในวัยเลข 4 และส่งผลกระทบกับคนรอบข้าง ผู้หญิงวัยนี้คงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจในวัยหมดประจำเดือนไว้ก่อน แต่เพื่อให้แน่ใจว่าคุณกำลังเข้าข่ายวัยทองแล้วหรือยัง มาเช็คให้ชัวร์กันก่อนดีกว่าค่ะ

1. ประจำเดือนไม่แน่นอน บางทีมาถี่ๆ บางทีก็ทิ้งช่วงหลายเดือน และอาจมามากกว่าปกติ

2. ร้อนวูบวาบ 2 ใน 3 ของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะมีอาการร้อนวูบวาบมากที่สุดใน 2-3 ปีแรกที่ประจำเดือนหมด ซึ่งความรุนแรงและความถี่ในแต่ละคนจะต่างกันไป และจะบรรเทาลงใน 1-2 ปี

3. อาการนอนไม่หลับ หลับยาก ตื่นบ่อยๆกลางดึก หรือ ตื่นเช้ากว่าปกติ

4. อารมณ์แปรปรวน เกิดอาการซึมเศร้า โกรธง่าย หงุดหงิด โดยไม่มีสาเหตุ ควบคุมอารมณ์ได้ยาก

5. ปัญหาของช่องคลอด ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้เนื้อเยื่อของผนังช่องคลอดบางลง ความยืดหยุ่นและความหล่อลื่นลดลง ทำให้ผู้หญิงมักมีปัญหาติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่าย

6. ผิวหนังแห้ง ขาดความยืดหยุ่น เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง การผลิตคอลลาเจนก็ลดลงด้วย ทำให้ผิวหนังเริ่มบางลง ความยืดหยุ่นลดลง ผิวแห้งและเหี่ยวย่นง่ายขึ้น

ผู้หญิงบางคนอาจพบว่า มีอาการเหล่านี้เป็นแค่บางครั้งบางคราว เรียกว่า กำลังเข้าสู่ระยะก่อนเข้าวัยทอง โดยจะมีอาการบ้างเป็นบางครั้ง แล้วก็หายไป และอาจกลับมาเป็นซ้ำอีกวนเวียนไปจนผู้หญิงได้เข้าสู่วัยทองอย่างเต็มตัว บางคนอาจพบเจออยู่เป็นประจำ เรียกว่า เข้าสู่วัยทองแล้ว แต่ไม่ว่าคุณผู้หญิงจะอยู่ในระยะไหน วันนี้ เมก้า วีแคร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีคำแนะนำสำหรับผู้หญิงที่รักในการดูแลสุขภาพ และอยากเตรียมรับมือก่อนเข้าสู่วัยทองด้วยวิตามิน และสารอาหารธรรมชาติ ดังนี้คะ

ไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง สารอาหารธรรมชาติจากถั่วเหลือง ออกฤทธิ์ทดแทนฮอร์โมนแบบธรรมชาติ ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ ป้องกันผิวพรรณเหี่ยวย่น หรือแห้งเกินไป ช่วยลดปัญหาการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ ที่สำคัญการรับประทานถั่วเหลืองไม่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม โรคหัวใจและหลอดเลือดเหมือนการใช้ฮอร์โมนทดแทน เรียกว่าเป็นสารอาหารตัวแรกๆ ที่ผู้หญิงรักสุขภาพทุกคนต้องเรียกหากันเลยทีเดียว

สารต้านอนุมูลอิสระ ผู้หญิงทุกคนคงทราบกันดีว่า สารต้านอนุมูลอิสระมีความสำคัญอย่างมากต่อการชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ผู้หญิงคนไหนอยากต่อต้านอนุมูลอิสระได้มาก ก็ต้องเลือกรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลาย อย่างการรับประทานโคเอนไซม์ คิวเทน, กรดอัลฟา ไลโปอิค, วิตามินเอ ซี อี ซีลีเนียม และไบโอ ฟลาโวนอยด์ ซึ่งจะช่วยเสริมฤทธิ์กันในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดกับผู้หญิง ช่วยชะลอการเสื่อม และชราของอวัยะต่างๆ ได้

แคลซียม และวิตามินดี เพื่อการป้องกันโรคกระดูกพรุน ผู้หญิงควรได้รับแคลเซียม และวิตามินดีอย่างเพียงพอ และเป็นประจำ เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง เป็นจุดเปลี่ยนที่เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้หญิง การเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม ควรพิจารณาถึง ปริมาณแคลเซียมอิสระที่ได้รับ ตามค่า Thai RDI ปริมาณแคลเซียมที่ผู้หญิงควรได้รับต่อวันคือ 800 มก. และควรได้รับควบคู่ไปกับวิตามิน ดี3 ซึ่งจะช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม ลดการเสียมวลกระดูก ตลอดจนลดอุบัติการกระดูกหักในผู้สูงอายุได้

ดังนั้น คุณผู้หญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไป นอกจากการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่แล้ว อย่าลืมเน้น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง นม หรืออาหารที่มีแคลเซียมสูง ผักผลไม้ และควรหากิจกรรมกลางแจ้งทำ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดด แต่หากพบว่า ตัวเราไม่สามารถรับสารอาหารเหล่านี้ได้อย่างเพียงพอ และเป็นประจำแล้ว การเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มความต้องการของร่างกายได้

ข้อมูลโดย เมก้า วีแคร์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 13 สิงหาคม 2557

Advertisements

พบกุญแจชะลอความแก่ อยู่ในสมองส่วนหน้า

On the horizon: Scientists are a step closer to developing an anti-ageing drug to keep people strong and fit near the end of their lives (file picture)

On the horizon: Scientists are a step closer to developing an anti-ageing drug to keep people strong and fit near the end of their lives (file picture)

นักวิทยาศาสตร์ของวิทยาลัยแพทย์อัลเบิร์ต ไอนส์สไตน์ แห่งเยชิวา ที่กรุงนิวยอร์ก อาจจะค้นพบ “บ่อชุบตัว” เมื่ออ้างว่า ค้นพบว่ามันสมองส่วนไฮโปธัยลามัส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมองส่วนหน้า ควบคุมกระบวนการสำคัญต่างๆ ของการดำรงชีพ เป็นกุญแจของการชะลอความเสื่อมชราของอวัยวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย

วารสารธรรมชาติของอเมริกา รายงานว่า นักวิจัยของวิทยาลัยแพทย์แห่งนั้น ได้ประสบความสำเร็จในการชะลอความแก่ของหนูทดลอง ด้วยการลองดัดแปลงสารสื่อเคมีที่มีผลกระทบต่อสมองส่วนนั้นดู ทำให้ไม่แต่เพียงแก่ช้าลงเท่านั้น หากยังทำให้อายุยืนขึ้นอีกด้วย

ศาสตราจารย์ของวิทยาลัยแพทย์เปิดเผยว่า “การศึกษาของเรา ได้พบว่าสมองส่วนไฮโปธัยลามัสนั้น ควบคุมความแก่ชราอยู่หลายทาง และที่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นนั้น ก็ที่ได้พบมาอย่างน้อยในพวกหนูว่า หากปรับเปลี่ยนสัญญาณภายในสมองส่วนนั้นเสีย ก็อาจจะควบคุมขบวนการแก่ชราทำให้อายุยืนยาวได้”.

ที่มา : ไทยรัฐ 7 พฤษภาคม 2556

.

Related Article:

.

Aging can be slowed down or sped up by activating or deactivating a pathway in a mouse's brain (shown above: hippocampus region of a mouse brain). CREDIT: Tamily Weissman, Jeff Lichtman, and Joshua Sanes, 2005.

Aging can be slowed down or sped up by activating or deactivating a pathway in a mouse’s brain (shown above: hippocampus region of a mouse brain).
CREDIT: Tamily Weissman, Jeff Lichtman, and Joshua Sanes, 2005.

Brain Region Found to Control Aging

Tanya Lewis, LiveScience Staff Writer
Date: 01 May 2013

For the first time, a brain region has been found that may control aging throughout the whole body, a new study reports.

A signaling pathway in the brain region known as the hypothalamus could speed up or slow down aging in mice. If it applies in humans, the discovery could open up possibilities for slowing age-related diseases and increasing life span.

“There’s really not much understanding regarding the mechanism of aging,” said senior author Dr. Dongsheng Cai, a molecular pharmacologist at Albert Einstein College of Medicine in New York.

The process of aging could involve chaotic, passive changes in individual tissues or organs, or it could be controlled centrally by a single organ — or both, Cai told LiveScience.

The hypothalamus, an almond-size structure deep inside the brain, is known to control important functions, including growth, development, reproduction and metabolism. Now, Cai and his team have found that an immune system pathway in the hypothalamus also has a role in controlling aging. Usually, the immune system is involved in fending off infection or damage, but studies have also linked inflammatory changes with age-related conditions, including cardiovascular disease and neurodegenerative diseases. Still, these changes weren’t known to actively trigger aging.

Making mice tick

In the study, Cai and his colleagues probed the hypothalamus’s role in aging in mice. The team studied a protein complex called nuclear factor kappa-light-chain-enhancer of activated B cells (NF-κB), which plays a central role in inflammatory processes.

The researchers showed that activating the NF-κB pathway in the mouse hypothalamus sped up aging, demonstrated by decreased muscle strength and size, skin thickness and learning ability. The activation led to aging throughout the body that shortened the life span of the mice.

In contrast, when the researchers blocked the NF-κB pathway, the mice aged more slowly and lived about 20 percent longer than mice that didn’t receive the treatment.

Furthermore, activating the NF-κB pathway led to a drop in the levels of gonadotropin-releasing hormone (GnRH), a neuron-generating chemical, and a subsequent decrease in the development of new neurons. GnRH is known to regulate reproductive processes, but seems also to be necessary for maintaining youthfulness, Cai said.

When the researchers injected GnRH into the hypothalamuses of mice, it promoted neuron generation and decelerated aging. The team gave daily GnRH injections to old mice over an extended period, finding that the treatment slowed cognitive decline due to aging.

Putting the brakes on aging

GnRH treatment represents a potential means of slowing the progress of aging or age-related diseases, the researchers say. Interfering with the immune response in the hypothalamus could also be a promising approach, Cai said, though he added that the GnRH treatment might be more practical given current technology.

Aging researcher Caleb Finch of University of Southern California Davis School of Gerontology, who was not involved in the work, called it a “brilliant study.” Finch has previously argued that the hypothalamus contains “pacemakers” that control the rate of aging. The new study’s approach showed a more modest increase in life span than approaches such as calorie restriction (which has been shown to extend life span in mice), Finch said. “Nonetheless, the case is now powerfully made for the role of the neuroendocrine mechanisms as modulators of aging.”

Next, the researchers hope to gain a deeper understanding of the molecular function of the hypothalamus in controlling aging and life span. “There are a lot of details we don’t know,” Cai said, such as the other molecules that are involved. The team is ultimately interested in translating their work into clinical efforts to slow down aging.

The findings were reported online today (May 1) in the journal Nature.

SOURCE : www.livescience.com

กินต้านแก่แบบไทยๆ

dailynews121227_001ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์อาจไม่ต้องง้ออาหารฝรั่งเลย เพราะ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรวัฒน์ หรือชะลอชรา (Anti-aging Medicine) แนะว่ามีอาหารไทยหลากหลายเมนูที่มีสรรพคุณชะลอชรา และมีสารอาหารสำคัญช่วยร่างกายแข็งแรง โดยคุณหมอกฤษดา แนะนำมา 10 เมนู…

เริ่มจาก ส้มตำไก่ย่าง ที่สุดของอาหารต้านชรา ในส้มตำมีสุดยอดวิตามินอย่าง “มะเขือเทศ” ที่ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและเต้านม ส่วนมะละกอนั้นช่วย “ล้างพิษ” ให้กับลำไส้ทั้งเล็กและใหญ่ในมะละกอยังมีน้ำย่อยชื่อ “ปาเปน” เป็นน้ำยาทำความสะอาดลำไส้ให้ปลอดคราบโปรตีนเกาะ ส่วนการรับประทานคู่กับไก่ย่างนั้น มีข้อดี คือ ทำให้ไม่ขาดโปรตีน และที่สำคัญคือ “ไม่อ้วน” เท่าการกินกับข้าวเหนียวหรือกินแบบหนักแป้ง

ตามด้วย แกงเขียวหวานไก่ ในน้ำแกงเขียวหวานเป็นอาหารทิพย์ อุดมด้วยวิตามิน น้ำแกงเข้มข้นหอมมันคือ “ซุปวิตามินชั้นดี” ที่มีทั้งวิตามินเอ, ดี, อี และเค ที่ละลายอยู่ในกะทิ ส่วนในเนื้อไก่ก็มีวิตามินบี ที่ช่วยบำรุงสมอง อีกทั้งในพริกที่ใส่เป็นเครื่องแกงก็มี “กรดแคปไซซิน” กับ “เบต้าแคโรทีน” ที่ช่วยบำรุงสายตา

เมนูต่อมาเป็น เมี่ยงปลาทู ได้ทั้ง “ซัลโฟราเฟน” กลุ่มสารต้านมะเร็งจากใบคะน้าห่อเมี่ยง ถ้าให้ดีต้องหยิบ “มะเขือเทศราชินี” หั่นเสี้ยวใส่เข้าไป ช่วยผิวพรรณสวย ส่วนในเนื้อปลาทู มีทั้งกรดไขมันดีและ “แอสตาแซนทิน” ที่กินเข้ากัน เพราะวิตามินที่ว่านี้โดยมากละลายในไขมัน ถ้าท่านใส่ปลาทูทอดเข้าไปจะช่วยให้จับกันได้ดีขึ้น

จากนั้นคือเมนู ผัดไทย โดยเฉพาะผัดไทยแบบต้นตำรับคลาสสิกที่สืบทอดตำนานแต่ครั้งรัฐนิยมของท่านจอมพล ป. ในผัดไทจะมีทั้งถั่วงอก ที่ถือเป็นอาหารมงคลรับปีใหม่ ด้วยหมายถึง การงอกงามของสิ่งใหม่ๆ ในถั่วงอกมี “วิตามินซี” อยู่มาก นอกจากนั้น ถั่วและเต้าหู้ในผัดไทยยังอุดมไปด้วยวิตามินอี, แคลเซียม และสาร “พฤกษฮอร์โมน” ที่เป็นไฟโตเอสโตรเจนป้องกันมะเร็งและลดไขมัน โดยมีข้อแม้คืออย่าหนัก “เส้น” มากไป

ยังมีเมนู ข้าวหอมนิล ข้าวไทยสีม่วงเข้ม ที่อัดแน่นอยู่ในสีสวยนั่นคือสาร “พฤกษเคมี” ที่มีพลังมากกว่าวิตามินอีกับซีรวมกันเสียอีก ที่สำคัญเอามาจัดเมนูคู่ปีใหม่ได้ง่ายๆ ตัวอย่างเช่น น้ำพริกปลาทูข้าวหอมนิล หรือจะกินคู่กับไข่เจียวร้อนๆ ก็ยังไหว

ข้าวตอกน้ำกะทิ ขนมไทยช่วงปีใหม่ที่ถูกลืมไปนาน มีคุณค่าทางอายุรวัฒน์มาก นับตั้งแต่ตัวข้าวตอกมี “เส้นใย” ช่วยในเรื่องไขมันและน้ำตาลได้ ส่วนวิตามินข้างในนั้นก็เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์

ข้าวต้มมัดหรือข้าวเหนียวปิ้งใส่ไส้ เป็นเมนูที่อยู่ท้องและมีประโยชน์ครบเครื่อง เพราะมีทั้ง 5 หมู่อยู่ในนั้น ส่วนวิตามิน ก็มีทั้งเอ, บี, ซี นอกจากนั้นในกล้วยยังมีเส้นใยกับสารกลุ่มฟีนอลชื่อ “กรดเอลลาจิก” ช่วยต้านมะเร็งและเนื้องอกได้

ข้าวเหนียวดำน้ำกะทิ มีใส่เครื่องเคราเยอะ ไม่ว่าจะเผือก, ลำไย, ลูกเดือย และธัญพืชอื่นๆ ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ชั้นสูง เพราะช่วยขัดล้างตั้งแต่หลอดอาหารลงมาถึงลำไส้ใหญ่ ส่วนตัวข้าวเหนียวดำเองก็มี “วิตามินอี” และ “ธาตุเหล็ก” สูงมาก รวมถึง “ธาตุม่วงต้านร่วงโรย(OPCs)” ก็มี

ข้าวโพดม่วง อ่านๆ ไปอาจเห็นว่าเน้นแต่ของม่วง แต่นี่เป็นนวัตกรรมใหม่ของบ้านเรา ที่อยากนำเสนอคือ “ข้าวโพดทับทิมสยาม” ประกอบด้วยคุณประโยชน์มากมายทั้งวิตามินบำรุงตาอย่าง “ลูทีน” กับ “ซีแซนทิน” และธาตุม่วง ส่วนวิธีทำก็มาก

และสุดท้าย น้ำสมุนไพร เช่น น้ำอัญชัน, กระเจี๊ยบ, น้ำย่านาง, น้ำใบบัวบก น้ำเหล่านี้ถือเป็นน้ำวิตามินขั้นเทพ รวมวิตามินระดับ “ซุป’ตา” อย่างแท้จริง ตั้งแต่อัญชันมีวิตามินสีม่วงที่ช่วยปกป้องผิวและบำรุงตับ ส่วนน้ำกระเจี๊ยบก็มีวิตามินซีและเอช่วยบำรุงไตได้ ส่วนน้ำใบย่านางกับใบบัวบกยิ่งดีใหญ่ เพราะประกอบด้วย “คลอโรฟิลล์” ที่หลายคนใฝ่ฝันหา และยังมี “กลูต้าไทโอน” ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระขั้นปราบเซียน

เกือบทั้งหมด ล้วนเป็นเมนูหาได้ใกล้ตัว ดังนั้นเทศกาลปีใหม่นี้ เลี้ยงฉลองด้วยเมนูไทยๆ กันเถอะ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 27 ธันวาคม 2555