‘ศีล 5’ บันไดของพุทธบริษัท โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

bangkokbiznews140427_001เรียนรู้และเข้าใจ “แก่นแท้” ของ “ศีล 5” หลักธรรมพื้นฐานที่ชาวพุทธทุกคนได้รับการปลูกฝังให้ยึดถือปฏิบัติเป็นหลักของชีวิต แต่จะมีกี่คนที่เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการรักษาศีล ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไร จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องรักษา หรือเป็นเพียงแค่การทำตามๆ กันมา

เดือนเมษายน อันเป็นช่วงปิดเทอมของเด็กๆ และมีวันหยุดสงกรานต์ เป็นวันครอบครัวที่ผ่านมา บนท้องถนนมีผู้คนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตกันมากมายกว่าสงครามในบางประเทศ อีกทั้งเหล้าเบียร์ก็เต็มริมฟุตบาทสองฟากถนน ผู้คนก็นุ่งน้อยห่มน้อยออกมาเต้นแร้งเต้นกาสาดน้ำกัน

“กรุงเทพธุรกิจ” นิมนต์ พระราชญาณวิสุทธิโสภณ (หลวงปู่ท่อน ญาณธโร) เจ้าอาวาสวัดศรีอภัยวัน บ้านหนองมะผาง จ.เลย และเจ้าคณะจังหวัดเลย (ธรรมยุต) ให้โอวาทธรรมพื้นฐานสำหรับครอบครัวในยุคสมัยนี้เพื่อความไม่ประมาทในชีวิตวันนี้และวันหน้า ดังที่พระพุทธองค์ท่านมอบปัจฉิมโอวาทไว้ก่อนที่จะปรินิพพาน

หลวงปู่ท่อนท่านกล่าวว่า ศีล 5 เป็นหน้าที่ของโยม เณรก็ศีล 10 ศีลของพระก็ 227 ข้อ ศีล 5 คือบันไดขั้นต้นของพุทธบริษัททั้งหลายเป็นพื้น การปฏิบัติศีล 5 ไม่ยากอะไรหรอก แต่ว่ากิเลสเราเท่านั้นแหละจะไม่พอใจ

‘ศีล 5 อย่าทำกันเล่นๆ’

ศีลข้อหนึ่งก็คือ ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากการฆ่าสัตว์ทุกชนิด ไม่มีเจตนาที่จะฆ่าสัตว์

แล้วก็ข้อสอง อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากการลักทรัพย์ เรียกว่า ทรัพย์ของผู้อื่นแล้ว ไม่มีความยินดีเลย ของที่เขาลืมไว้ที่นี่ก็ไม่เสียหาย หรือลืมไว้ที่ไหนก็ไม่เสียหาย

ข้อสาม กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการล่วงประเวณีในสามี ภรรยา บุตร ธิดา ของคนอื่น

ข้อสี่ มุสาวาทาเวรมณี เว้นจากการกล่าวเท็จ เว้นจากการกล่าวคำไม่จริง อะไรที่ไม่จริงอย่าเอามากล่าวตีแผ่ออกไปให้คนเชื่อ ทำให้คนเชื่อหลอกลวงกันโดยตรงและโดยอ้อม อยากให้เขาเชื่อเรื่องตัวเองก็ปั้นเรื่องขึ้นมาก็เป็นมุสาวาท

ข้อที่ห้า สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี เว้นจากการดื่มกินสุราและเมรัย อันเป็นเครื่องดองของเมาทั้งหลาย รวมไปถึงยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ข้อนี้กินความกว้างไปถึงสังคมมนุษย์ ถ้าประพฤตินอกลู่นอกทาง ก็ผิดจรรยาบรรณของสังคม ไม่ดีเลย

“อย่างเราไปหลอกกันว่า เสือมา ผีมา ตรงนั้นตรงนี้ มันไม่ควร ถ้าเราเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่มีอะไรมารบกวนเราได้ พ่อแม่ ลูก ไปหลอกกันให้เข้าใจผิด อะไรไม่ดีไม่งาม นอกลู่นอกทางออกไปเรียกว่า ผิดจรรยาบรรณของผู้ถือศีล 5 ไม่ให้มี โกหกพกลม ก็ล้วนอยู่ในศีล ขายของก็อย่าไปหลอกลวง ราคานั้นราคานี้ อย่าไปโก่งราคา อย่าไปโกหก ราคามันแน่นอน จะต่อรองกันเพราะเงินไม่พอก็ผ่อนสั้นผ่อนยาวกันได้ อยู่กันมาพากันใหญ่ อยู่ด้วยความเมตตาอารีรอบซึ่งกันและกัน เอาใจใส่ช่วยกันดูแล รักษากัน ผิดนิดเบาหน่อย ก็ให้อภัยแก่กัน อย่างนี้ก็ดีกันอยู่ ตรงไปตรงมาจะเสียหายอะไร อะไรไม่มีก็ว่าไม่มี อะไรมีก็ว่ามีอยู่”

ดังที่หลวงปู่ท่อนแสดงธรรมเรื่อง จิตพุทธะ ที่กล่าวถึงศีล 5 อย่างมีนัยสำคัญว่า ขอให้เรามีเจตนาแนวแน่ในการเลิกฆ่าสัตว์ เลิกลักทรัพย์ เลิกประพฤติผิดในกาม เลิกพูดปด เลิกดื่มสุราเมรัย รวมไปถึงยาเสพติดให้โทษทุกชนิด เพราะมันผิดกฎหมาย ผิดทั้งศีลธรรม แต่ก็เห็นคนฝ่าฝืนกันเยอะ นี่แหละอย่าทำกันเล่นๆ ทำเล่นๆ ขี้กลากจะกินหัว พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นของเลิศในโลก ไม่ใช่ของหยอกเล่น

หลวงปู่ท่อนให้ข้อคิดแรกเลยว่า การที่จิตจะเข้าถึงพุทธะได้นั้น จะต้องเริ่มต้นและลงท้ายด้วยการมีรั้วของใจก่อนคือ ศีล 5

“อาตมาเห็นในสังคมไทยนั้น ห้ามไม่ให้ฆ่าสัตว์ ก็ไปฆ่าสัตว์ ห้ามไม่ให้ลักขโมย ก็มีข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน ห้ามไม่ให้พูดปด พูดเท็น แม้แต่ขึ้นศาล ขึ้นโรงก็ยังกล่าวปดกัน ไม่มีความผิดก็หาเรื่องผิดให้เห็นๆ ดังนั้น เรื่องสมาทานศีล เรามีเจตนาเต็มเปี่ยมหรือเปล่า ถ้าเราขอสมาทานศีล 3 ครั้งแล้วโกหกทั้งสามครั้งจะได้อะไร อะไรจะเข้าไปติดในหัวใจเล่า”

‘อย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแล้วมาทำบุญ’

ศีลนี้ลึกซึ้งนัก และศีลที่บริสุทธิ์ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เป็นบาทฐานแรกในการภาวนา เพื่อให้เกิดความเมตตา กรุณากับตนเอง และผู้อื่นก่อนไปถึงขั้นสมาธิภาวนา เพื่อให้เกิดวิปัสสนาปัญญาในการรู้เห็นตามความเป็นจริง

ท่านกล่าวอย่างจริงจังว่า ดังนั้น อย่าไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเขามาทำบุญเลย ชีวิตเขาก็เหมือชีวิตเรา ใครๆ ก็รักชีวิต ไก่ตัวนั้น ปลาตัวนั้น เป็ดตัวนั้น วัวตัวนั้น เขาเต็มใจมานอนแหมะให้จัดการเลยไหม มีแต่เขาต่อสู้อย่างทุลักทุเล แทบล้มแทบตาย เอาขึ้นไปบนรถ แล้วกระโดดลงจากรถก็มี ไม่อยากตาย

“อย่างนี้แสดงว่า เขาไม่ยินดีที่จะทำบุญด้วย มันจะดิ้นทุรนทุราย ต่อสู้ มันไม่พอใจ สิ่งใดไม่พอใจสิ่งนั้นเรียกว่าข่มเหง รังแก เบียดเบียนเต็มร้อย แล้วบุญมันจะได้ที่ไหน จะทำบุญทั้งทีให้มันเต็มร้อย ให้เจตนาของเรามันเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำบุญแล้วให้ชุ่มฉ่ำอยู่ในดวงจิต นึกถึงเวลาใดก็ปลื้มปีติในเวลานั้น”

แม้กระทั่งเวลาที่พบเห็นอุบัติเหตุมีคนเจ็บ คนเสียชีวิต ท่านกล่าวว่า คนชอบดู แต่ขอเถอะ พี่น้องเอ๋ย ถ้าจะไปดูก็ขอให้แผ่เมตตาไปด้วย

“มองไปจนให้เห็นว่า ถ้าเป็นเราก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน และปลง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้ได้ อย่าไปหน้านิ่วคิ้วขมวด อย่าไปบ่นว่าซ้ำเติมกัน ไม่มีใครช่วยเก็บศพ ถ้าเราอยู่ตรงนั้น เข้าไปช่วยเลยก็ได้ ช่วยยกแขน ยกขา ให้เป็นที่เป็นทาง รักษาใจให้บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง แล้วช่วยเขา ถ้าเขายังไม่ตายก็เข้าไปช่วยเขา

เรียกว่ายังมีน้ำใจ ยังมีเมตตา เป็นเพื่อนมนุษย์ เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น แผ่เมตตาให้เขา จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้ทุกข์กายทุกข์ใจเลย รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ อย่าไปทำท่ารังเกียจเขา เทวดาจะหัวเราะเยาะเอาว่า นี่หรือ มนุษย์ ไม่เมตตากันเลย รังเกียจกันถึงขนาดนี้เลยหรือมนุษย์เอ๋ย ถ้าจิตใจเป็นอย่างนี้จะไปได้ไหม สวรรค์ นิพพาน”

ท่านได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้งหมดนี้ อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ซึ้งใจมาก

“อะไรที่เราจะช่วยกันได้ ให้ดูแลให้แลกันอย่าทอดทิ้ง เห็นคนทุกข์อย่านิ่งดูดาย ถ้าเราช่วยเขาได้ก็ช่วยซะ หัวใจเราจะบานออกใหญ่โต เวลาทำอะไรให้มีเจตนาหวังดีต่อกัน ให้เขามีความสุข เราก็จะสุขด้วย ความเหนียวแน่น ตระหนี่ถี่เหนียว มันเป็นอุปสรรคขัดขวางใจเรา สัตว์เดรัจฉาน มีแต่แย่งกัน เป็นมนุษย์ต้องแบ่งปันกัน น้ำใจอย่างนี้เรียกว่า น้ำใจเทวดา เป็นมนุษย์ ใจสูง อย่าใจดำ คนทำลายทรัพยากรแผ่นดิน ไม่เห็นอกเห็นใจกันเลย เราต้องทำใจเราให้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์คือให้มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขากันทั่วทุกคน จงนำไปใคร่ครวญ พิจารณาด้วยปัญญาอันชาญฉลาดของตนเทอญ”

และนี่คือบาทฐานแรกของความสุขในชีวิตส่วนตนและครอบครัวเล็กๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นสังคมใหญ่ เป็นประเทศ และเป็นโลกใบนี้ ส่วนเล็กๆ อันประกอบเป็นภาพใหญ่จะมีความสันติหรือไม่ ก็เริ่มต้นกันที่บันไดขั้นแรกนี้เป็นหลักสากลนี้เอง

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 27 เมษายน 2557

Advertisements

ตัดกรรม แก้กรรม?? โดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน

พอดีได้ยินคำว่า “ตัดกรรม” หรือว่า “แก้กรรม” อยู่บ่อยครั้งมาก ๆ ในช่วงระยะเวลาหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาชาวบ้านถึงบุคคลระดับผู้นำ ก็มีข่าวว่าจำเป็นต้องมีการ “แก้กรรม” “ตัดกรรม” กันเพื่อให้ชีวิตออกจากวงจรแห่งความไม่สุขสมหวังกัน…ในฐานะของพุทธศาสนิกชนคนหนึ่งก็สงสัยมานานแล้วว่า พุทธศาสนาของเราสอนให้คนเรา “สร้างกรรมดี ละเว้นจากการกระทำกรรมชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์” แต่ไม่เคยเห็นว่า พุทธศาสนาจะสอนให้เรา “แก้กรรม” หรือ “ตัดกรรม” ด้วยการ “ทำพิธีกรรม” เพราะท้ายที่สุดกฎแห่งกรรม ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาที่สุด กล่าวคือ หากว่ามีกรรมชั่ว ผลของกรรมก็จะไล่หลังเรามาเรื่อย ๆ เลี่ยงไม่ได้ จะบรรเทาเบาบางลงได้ก็ต่อเมื่อ เราเร่งกระทำกรรมดี เพื่อให้ผลกรรมเลวที่มีอยู่นั้นผ่อนหนักเป็นเบา เสมือนกับการเอาน้ำบริสุทธิ์เข้าไปเจือจางเกลือ จนกระทั่งความเค็มลดน้อยลงทีละส่วน ๆ มากกว่าการที่จะยกเลิกผลของการกระทำไม่ดี หรือผลของกรรมเลวไปเสียดื้อ ๆ โดยที่ไม่ต้องทำกรรมดีชดเชยเลย

ก็ไม่รู้ว่า ผมเป็นพุทธศานิกชนที่เข้าใจเรื่องของบุญกรรมผิดหรือเปล่า แต่พอจำได้จากบทสนทนาระหว่างผมกับพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ที่แม่น้ำคงคาเมื่อยามเยือนสังเวชนียสถาน ๔ ที่ประเทศอินเดียและเนปาล ที่ พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ได้ยกบทสนทนาระหว่างพระพุทธองค์กับเหล่าพราหมณ์ที่พยายามล้างบาปด้วยน้ำในแม่น้ำคงคา (ที่ว่ากันว่าไหลมาจากสวรรค์เพราะเป็นแม่น้ำที่ไหลจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ (แทนที่จะเป็นจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ตามแม่น้ำทั่ว ๆ ไป) ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า หากว่าแม่น้ำในแม่น้ำคงคาสามารถที่จะชะล้างบาปของผู้ที่ลงมาอาบน้ำได้แล้วล่ะก็ กุ้งหอยปูปลาที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำก็คงจะได้ขึ้นสวรรค์กันไปหมดแล้วไม่ต้องมาเป็นเหยื่อของกันและกัน และของมนุษย์อย่างที่เป็น ๆ กันอยู่

สิ่งที่น่าคิดเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องของการ “ตัดกรรม(ที่มิได้วางอยู่บนพื้นฐานของการสร้างสัมมาทิฐิของคนให้เน้นการกระทำกรรมดี และละเว้นกรรมชั่ว) คือ การที่บุคคลที่หวังที่จะทำให้ชีวิตของตนเองดีขึ้นด้วยพิธีกรรมมากกว่าด้วยการปรับทิฐิของตนเอง สู่สัมมาทิฐิ (ที่เน้นเรื่องของการลดการกระทำชั่ว และสร้างกรรมดีเพื่อทดแทน) ก็คือการที่บุคคลเหล่านี้ คงจะใจร้อนตามโลกยุคดิจิทัล อยากจะ “ตัดผลของกรรมชั่ว” ด้วยพิธีกรรม (ที่ไม่ทราบว่าสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธองค์หรือไม่) และยังไม่คิดที่จะ “สร้างกรรมดี” หรือ ย้อนกลับไปมองแต่หนหลังว่าตนเองนั้นทำ “กรรมชั่ว” อะไรเอาไว้ พิจารณาให้ถี่ถ้วน แล้วก็ “ยุติ” การทำกรรมชั่ว

ยิ่งกระแสของการ “แก้กรรม” และ “ตัดกรรม” ด้วย “พิธีกรรม” มากขึ้นเท่าไหร่ เป็นที่นิยมมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งทำให้น่าวิตกว่า สังคมเริ่มออกห่างจาก เรื่องของการทบทวนการกระทำชั่วของตนเอง และเริ่มต้นมองว่า “การจำแนกแยกแยะ ระหว่างกรรมดีและกรรมชั่ว” ออกไปเรื่อย ๆ

ในปีนี้ เป็นปีพุทธชยันตี หรือปีแห่งการครบรอบ ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ น่าจะเป็นปีที่พุทธศาสนิกชนได้หันกลับไปศึกษาพระพุทธประวัติกันให้ลึกอีกครั้ง แล้วดูว่า ส่วนใดคือคำสอนของพระพุทธองค์ และสิ่งใดคือสิ่งที่เกิดขึ้นมาภายหลัง เป็นเพียง “ความเชื่อ” เป็นส่วนที่ “มิใช่แก่น” ของพระพุทธศาสนา และบางที นำไปสู่สิ่งที่เป็น “พุทธพาณิชย์” ที่ไม่ได้สอดคล้องกับหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์แล้ว

ในระดับปัจเจกบุคคลแล้ว เราก็น่าจะใช้โอกาส พุทธชยันตี ในปีนี้ในการทบทวนว่า ในฐานะชาวพุทธมีความเชื่อใดที่มิใช่คำสอนของพระพุทธองค์แต่เรายังเชื่ออยู่ (เช่นบางคนเชื่อโชคลาง เชื่อเรื่องของฤกษ์ยาม เครื่องรางของขลัง การสะเดาะเคราะห์) จนละเลยเรื่องของการสร้างกรรมดีและเว้นกรรมชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หรือในมิติอื่น ๆ

ผมจำได้ว่าในช่วงที่ศึกษาพระพุทธศาสนาใหม่ ๆ หนึ่งในหลักการเบื้องต้นคือการเชื่อมั่นใน “กฎแห่งกรรม” โดยไม่โยกคลอน…การทบทวนตัวเอง แล้วยึดมั่นใน “กฎแห่งกรรม” และค่อย ๆ ตัดความเชื่ออื่น ๆ ที่มิได้สอดคล้องกับการ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วเร่งสร้างผลกรรมดี และเลิกการทำกรรมชั่วให้ได้ นั่นแหละถือว่าเรา “หนักแน่นกับกฎแห่งกรรม” และเดินตามหลักของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

ปีนี้ “พุทธชยันตี” หรือปีแห่งการระลึกถึงชัยชนะของพระพุทธองค์ มิใช่เป็นแค่วาระการเฉลิมฉลองเฉย ๆ แต่เป็นปีที่ ชาวพุทธควรที่จะได้โอกาส “ทบทวนตัวเอง” ว่า ที่สุดแล้วเราเป็นชาวพุทธจริงแท้แน่นอนขนาดไหน

ลองจินตนาการดู หากว่า ชาวพุทธ เริ่มต้นหันมาเชื่อมั่นในหลักการทำกรรมดี ละเว้นการทำกรรมชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ แทนการทำพิธีกรรมเพื่อลดผลของกรรมชั่ว ด้วยหนทางอื่น สังคมไทยเราจะน่าอยู่มากขึ้นขนาดไหน.

ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน

ที่มา: เดลินิวส์ 25 เมษายน 2555

ชาวพุทธที่แท้เป็นอย่างไร?

ถ้าจะถามว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธหรือไม่ หากเรายึดตามหลักฐานทางราชการ คำตอบก็คือ “ใช่” เพราะคนไทยส่วนใหญ่ระบุไว้ในทะเบียนบ้านว่านับถือศาสนาพุทธ

แต่ถ้าเรายึดคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก แล้วนำมาใช้เป็นสิ่งประกอบการพิจารณาว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความเชื่อในเรื่องต่าง ๆ อย่างไร และมีพฤติกรรมแบบไหน เหมาะสมกับการเป็นชาวพุทธหรือไม่ คำตอบอาจเปลี่ยนไป และอาจทำให้หลาย ๆ คนเริ่มไม่แน่ใจว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธจริงหรือไม่

เพราะในปัจจุบัน คนไทยจำนวนมากเชื่อถือในหลาย ๆ เรื่องที่ขัดแย้งกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อาทิ ฤกษ์ยาม ปีชง ฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง กินเจ ดูดวง ไหว้พระขอพร 9 วัด บูชาวัตถุมงคล ของขลัง ตัดกรรม แก้กรรม สะเดาะเคราะห์ เป็นต้น

ณัฐพบธรรม ผู้เขียนหนังสือ นี่หรือเมืองพุทธ กล่าวว่า “เดิมทีผมก็มีชีวิตที่อุดมไปด้วยความเชื่อผิด ๆ เช่นกัน แต่เมื่อได้ลิ้มรสธรรมของพระพุทธเจ้า ทำให้ผมเข้าใจความจริงว่าอะไรเป็นอะไร ตอนนี้ผมจึงมีพระรัตนตรัยเป็นที่ยึดเหนี่ยวอย่างไม่มีวันสั่นคลอน เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม ทำบุญตามหลักกิริยาวัตถุ 10 อย่างสม่ำเสมอ รักษาศีล พยายามละบาปให้มากที่สุด และหาโอกาสทำบุญอยู่เป็นประจำ ทุกวันนี้ผมเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าเราจะต้องการอะไร หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี เช่น ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต มีการงานที่ดี ฐานะมั่นคง คู่รักดี มีครอบครัวที่อบอุ่น มีมิตรที่จริงใจ มีสุขภาพที่ดี หรืออะไรก็ตาม หากเราทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ชีวิตของเราก็จะมีความเจริญรุ่งเรือง และมีความสุขอย่างที่เราต้องการอย่างแท้จริง”

ยกตัวอย่างความเชื่อ อย่างเรื่องปีชง ให้ลองคิดดูว่าในแต่ละปีจะมีปีชงทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ประมาณ 4 นักษัตร ตามหลักตรรกะจะเห็นได้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่คนเกิดปีชงจะประสบเหตุร้าย แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกคนที่เกิดปีชงจะประสบเหตุร้ายไปหมด บางคนก็ไม่มีอะไรเลย บางคนกลับดีด้วยซ้ำ ถ้าตรงจริงคนเกิดปีชงก็ต้องแย่เหมือนกันหมด แต่นี่ไม่ใช่ คนรวยก็ยังคงรวยเหมือนเดิมแม้จะเกิดปีชง สรุปได้ว่า ชีวิตเราไม่ได้เป็นไปตามปีชง แต่เป็นไปตามกรรมที่เราได้ทำ

พูดถึงเรื่องกรรม บางคนโทษว่าเหตุร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นเพราะกรรมเก่า บางคนก็เชื่อว่าจะสามารถแก้กรรม ตัดกรรม ทำให้เรื่องร้าย กลายเป็นเรื่องดีได้ แต่จริง ๆ แล้วกรรมก็คือการกระทำที่เกิดขึ้นแล้ว เราย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ทุกการกระทำมีผลเกิดขึ้นตามมา ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น อยากให้ทุกคนลองหันกลับมามองดูตัวเองว่าทำอะไรไม่เหมาะสม ทำให้เกิดสิ่งไม่ดี แล้วให้แก้ไขที่ต้นเหตุ

ถ้าจะพูดถึงเรื่องการทำบุญไหว้เจ้า ไหว้พระขอพร 9 วัด กิจกรรมหลักก็คือการจุดธูปเทียน ไหว้อธิษฐาน อ้อนวอนขอกับพระพุทธรูป ที่ทำมาจากอิฐ หิน ปูน ทราย บางคนนิยมทำบุญไหว้พระกับวัดที่มีชื่อเป็นมงคล ให้ลองคิดดูว่า พระ เด็กวัด คนที่อาศัยอยู่รอบวัด คนเหล่านี้อยู่ในวัดตลอด 24 ชั่วโมง ได้ดีทุกคนหรือไม่ พระไตรปิฎกบอกการอ้อนวอนขอ ไม่มีทางได้ในสิ่งที่ต้องการ ถ้าจะไหว้ให้ได้บุญจริง ต้องไหว้ด้วยความนอบน้อม ทำด้วยจิตที่เป็นกุศล ไม่ใช่จิตอ้อนวอนขออยากได้ หลายคนเวลามีเรื่องทุกข์ใจหรือหาทางออกให้ชีวิตไม่ได้ มักหันไปพึ่งพาคำแนะนำจากหมอดู และวิธียอดนิยมที่หมอดูใช้ในการดูดวงก็คือการทำนายจากวันเกิด ซึ่งในพระไตรปิฎกมีตัวอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นแล้วว่า เราไม่สามารถทำนายอนาคตจากเวลาเกิดได้ เพราะมีผู้ที่เกิดในวันเดียวกับเจ้าชายสิทธัตถะถึง 4 คน คือ พระนางยโสธรา พระอานนท์ พระกาฬุทายี และพระฉันนะ กับม้ากัณฐกะ แต่ทั้งห้าก็มีฐานะที่ไม่เท่ากัน และมีความเป็นอยู่ที่ไม่เหมือนกัน

ครูลิลลี่ พูดถึงเรื่องความเชื่อกับการปฏิบัติว่า “คนส่วนใหญ่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของภาษา ทำบุญต้อง 9 วัด เพราะเลข 9 เป็นเลขมงคล หมายถึงก้าวหน้า หรือความเชื่อที่ว่าไม่ให้เอามังคุด กับมะไฟไปทำบุญก็เพราะชื่อไม่เป็นมงคลเหมือนกัน เมื่อก่อนก็เคยดู ดวง ฤกษ์ยามเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ดูแล้ว ดูไปก็เท่านั้น เราต้องดูตัวเอง ครูสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า ผลเกิดจากเหตุ อยากได้เกรดต้องเกิดจากการกระทำไม่มีใครช่วยได้นอกจากตัวเราเอง คนไทยส่วนใหญ่ยังคิดว่าการทำบุญเพียงแค่การตักบาตร ถวายสังฆทาน แต่จริง ๆ แล้วต้องให้ทาน ศีล ภาวนา ละชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์ ศรัทธาต้องคู่กับปัญญา ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดทำบุญ แต่ขอให้มีสติอยู่ตลอดเวลา อยู่กับลมหายใจและสติ”

ความเป็นชาวพุทธแท้ ไม่ได้วัดกันที่ว่าเราไปวัดบ่อยแค่ไหน สวดมนต์นานแค่ไหน กราบพระบ่อยแค่ไหน นุ่งขาวห่มขาวหรือไม่ แต่วัดกันที่ เราปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามากแค่ไหนต่างหาก

ถึงแม้เราจะไม่ได้ไปวัดบ่อยนัก สวดมนต์พอประมาณ ใส่เสื้อผ้าสีขาวตามวาระโอกาส ไหว้พระพุทธรูปตามโอกาสอันควร แต่ถ้าเราสามารถรักษาศีล 5 ได้อย่างเคร่งครัด ทำบุญกิริยาวัตถุ 10 สม่ำเสมอ ไม่ทำอกุศลกรรมบถ 10 และมีจิตใจที่ยึดมั่นถือมั่นในพระรัตนตรัยอย่างไม่มีวันสั่นคลอนโดยไม่สนใจความเชื่อผิด ๆ

แบบนี้ต่างหากสามารถพูดได้ว่าเราเป็นชาวพุทธที่แท้จริง.

ที่มา: เดลินิวส์ 25 เมษายน 2555