น้องหมาชุบชีวิต คนกลับหนุ่มสาวขึ้น

thairath140724_01นักวิจัยมหาวิทยาลัยเซนต์ แอนดรูวส์ของอังกฤษ เผยเคล็ดที่ช่วยให้คนเรารู้สึกเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมา ยิ่งกว่าอายุจริงได้ตั้ง 10 ปี ว่าต้องเลี้ยงน้องหมา เพราะได้ประสบมาแล้วว่า ผู้สูงอายุวัยเกิน 65 ปี ที่เลี้ยงมันเป็นเพื่อน ล้วนแต่คล่องแคล่วว่องไว ยิ่งกว่าอายุจริงตั้ง 10 ปี

หัวหน้านักวิจัย ดร.ซิเกียง เฟิ้ง ยังเผยด้วยว่า น้องหมายังช่วยให้เจ้าของมันมีสุขภาพจิตดีขึ้นด้วย

เคยมีการศึกษาถึงคุณประโยชน์ของการเลี้ยงสัตว์กับผู้สูงอายุมาก่อนแล้วพบว่า เจ้าของสุนัขแต่ละคนไม่ค่อยมีอาการซึมเศร้า เหมือนกับเพื่อนวัยเดียวกันคนอื่น ซ้ำยังมีความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่าด้วย อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งใหม่นี้ เป็นการศึกษาถึงระดับความแข็งแรงของร่างกายของผู้สูงอายุที่มีวัยเลย 65 ปีโดยตรงเป็นครั้งแรก

ดร.ซิเกียงรายงานว่า “ผลการศึกษาแสดงว่า การเลี้ยงสหายสี่ขา ช่วยให้ผู้สูงวัยเกิน 65 ปีคล่องแคล่วว่องไวขึ้น เทียบกันตัวต่อตัวแล้ว คนที่เลี้ยงสัตว์จะกระฉับกระเฉงว่องไวกว่าคนที่ไม่ได้เลี้ยงกว่ากันมากตั้งร้อยละ 12”.

ที่มา : ไทยรัฐ 24 กรกฎาคม 2557

กาแฟดื่มมากเสี่ยงโรคซึมเศร้า

dailynews140311_001คนส่วนใหญ่มักติด การดื่มการแฟ ในตอนเช้าก่อนไปทำงาน เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ไม่ง่วงและกระตุ้นให้สมองทำงานได้ดี แต่บางคนมีนิสัยติดการดื่มกาแฟอย่างมาก โดยมีพฤติกรรมดื่มตลอดทั้งวัน หรือแม้แต่การดื่มกาแฟดำไม่ใส่นมหรือน้ำตาล ซึ่งการกระทำเช่นนั้น เป็นภัยต่อร่างกายอย่างมาก เพราะคาเฟอีนในกาแฟมีผลต่อการทำงานของหัวใจและสมอง

การศึกษาของมหาวิทยาลัยมิซิแกน แห่งรัฐมิซิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า หากบริโภคปริมาณที่พอดีฤทธิ์ของกาแฟจะช่วยทำให้รู้สึกดี แต่หากมากเกินไปคาเฟอีนในกาแฟอาจอันตรายถึงชีวิตได้ โดยการบริโภคผงคาเฟอีนบริสุทธิ์ 16 ช้อนชา/วัน จะให้พลังงานที่พอดีแก่ร่างกายเกิดความแข็งแรง แต่หากทานเพิ่มขึ้นอีก 1 ใน 4 ส่วนของปริมาณเดิม จะส่งผลให้อวัยวะในร่างกายทำงานผิดปกติ เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็วขึ้น รู้สึกตึงเครียด และวิตกกังวลเฉียบพลัน จากผลการตรวจร่างกายของชาวอังกฤษพบว่า ขณะนี้มีผู้ใหญ่ประมาณ 3 ล้านคนต้องทนทุกข์ทรมานกับภาวะกลัว วิตกกังวลและซึมเศร้า ซึ่งอาจนำไปสู่การเห็นภาพหลอนได้ อาการที่บ่งชี้ถึงการเสพคาเฟอีนเกินขนาดคือ อาการปวดหัว เหนื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ อารมณ์แปรปรวนและมีภาวะซึมเศร้า

เนื่องจากคาเฟอีนมีลักษณะเป็นโมเลกุลขนาดเล็กสามารถเปลี่ยนแปลงง่าย ทำให้ถูกดูดซึมผ่านเนื้อเยื้อกั้นกลางระหว่างเลือดและสมองเข้าสู่สมองได้ภายใน 20 นาที ส่งผลให้นิวโรทรานสมิตเตอร์ สารสื่อประสาทหน้าที่ในการควบคุมสัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์ประสาทเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่งตามระบบความเชื่อหยุดทำงาน เป็นผลให้สมองเกิดอาการเซื่องซึม

แม้ว่ากาแฟอาจเป็นเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยให้เราผ่านความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานไปได้ แต่คาเฟอีนในกาแฟมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ปรับเวลาปฏิกิริยาของความดันโลหิตและการเต้นของหัวใจ เป็นอาการทั่วไปที่นำไปสู่ความกังวล คาเฟอีนจะมีผลต่อจิตใจอย่างรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน โดยมีผลมาจากแอดิโนซีน สารที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ อธิบายได้ว่า บางคนมีปัญหาการนอนหลังจากดื่มกาแฟ ในขณะที่หลายคนสามารถหลับได้ใน 1 ชั่วโมงให้หลัง

ทั้งนี้ การศึกษากรณีตัวอย่างของพยาบาล อายุ 27 ปี มีอาการหวาดกลัว หอบ ปวดศีรษะและหัวใจเต้นผิดปกติ ผลการวินิจฉัยครั้งแรกระบุว่า เป็นอาการที่เกิดจากความวิตกกังวล แต่ภายหลังค้นพบสาเหตุของอาการที่แท้จริงคือกาแฟ เพราะเธอบริโภคกาแฟเฉลี่ยประมาณ 10 -12 แก้ว/วัน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่มีลักษณะอาการคล้ายกัน มีนิสัยติดการดื่มกาแฟราว 14 แก้ว/วัน และเมื่อปริมาณคาเฟอีนลดลงอาการกลับดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยนเรศวรได้เผยถึงปริมาณการดื่มกาแฟที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายว่า ผู้ชายสามารถดื่มกาแฟได้มากกว่า 5 แก้ว/วัน ซึ่งคาเฟอีนจะเข้าไปขยายหลอดเลือดแดงให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น ส่วนผู้หญิงไม่ควรดื่มเกิน 5 แก้ว/วัน โดยพบว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 11 มีนาคม 2557

ทำสมาธิระงับวิตกกังวลซึมเศร้า

image140110_002นักวิจัยมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ สหรัฐฯ ศึกษาพบว่าการนั่งสมาธินานวันละครึ่งชั่วโมง อาจช่วยระงับความวิตกกังวล อาการซึมเศร้าและความเจ็บปวดลงได้

คณะนักวิจัยได้พบหลักฐานระดับปานกลางยืนยันเรื่องนี้ ในรายงานผลการศึกษาในเรื่องนี้ที่แล้วมา 47 เรื่องด้วยกัน

หัวหน้านักวิจัย ดร.มัธยะ โกยัล กล่าวว่า “คนหลายคนยังคิดว่า การนั่งสมาธิคือการนั่งอยู่นิ่งๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งไม่จริง ที่จริงแล้วเป็นการฝึกจิตให้มีสติสัมปชัญญะมากขึ้น”

เมื่อ พ.ศ. 2550 เคยมีรายงานว่า คนชาวอเมริกัน เกิดความสนใจศึกษาเรื่องนี้มากประมาณร้อยละ 9 และในจำนวนนี้ มีอยู่ร้อยละ 1 ที่แจ้งว่าได้ใช้วิธีนี้ในการรักษาโรคหรือใช้เป็นยา

ในการศึกษาครั้งล่านี้ พวกเขาได้พบว่ามีผู้ปฏิบัติประมาณร้อยละ 5-10 รายงานว่าช่วยให้คลายความวิตกกังวลลงได้ และมีมากประมาณร้อยละ 10-20 กล่าวว่าทำให้คลายความซึมเศร้าลง เมื่อเทียบกับผู้ปฏิบัติตนแบบอื่น

อย่างไรก็ดี สำหรับผลดีในการช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ดร.มัธยะยอมรับว่ายังไม่อาจรู้ได้ว่าการนั่งสมาธิช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดแบบไหนลงได้มากที่สุด.

ที่มา: ไทยรัฐ 10 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

image140110_001

Meditation may help with anxiety, depression and pain

07 Jan 2014

Using data from 47 earlier studies, researchers found moderate evidence to support the use of mindfulness meditation to treat those conditions. Meditation didn’t seem to affect mood, sleep or substance use.

“Many people have the idea that meditation means just sitting quietly and doing nothing,” wrote Dr. Madhav Goyal in an email to a news agency. “That is not true. It is an active training of the mind to increase awareness, and different meditation programs approach this in different ways.”

Goyal led the study at The Johns Hopkins University in Baltimore.

He and his colleagues write in JAMA Internal Medicine that meditation techniques emphasize mindfulness and concentration.

So-called mindfulness meditation is aimed at allowing the mind to pay attention to whatever thoughts enter it, such as sounds in the environment, without becoming too focused. Mantra meditation, on the other hand, involves focusing concentration on a particular word or sound.

Approximately 9 percent of people in US reported meditating in 2007, according to the National Institutes of Health. About 1 percent said they use meditation as some sort of treatment or medicine.

For the new report, the researchers searched several electronic databases that catalog medical research for trials that randomly assigned people with a certain condition – such as anxiety, pain or depression – to do meditation or another activity. These randomized controlled trials are considered the gold standard of medical research.

The researchers found 47 studies with over 3,500 participants that met their criteria.

After combining the data, Goyal said his team found between a 5 and 10 percent improvement in anxiety symptoms among people who took part in mindfulness meditation, compared to those who did another activity.

There was also about a 10 to 20 percent improvement in symptoms of depression among those who practiced mindfulness meditation, compared to the other group.

“This is similar to the effects that other studies have found for the use of antidepressants in similar populations,” Goyal said.

Mindfulness meditation was also tied to reduced pain. But Goyal said it’s hard to know what kind of pain may be most affected by meditation.

The benefits of meditation didn’t surpass what is typically associated with other treatments, such as drugs and exercise, for those conditions.

“As with many therapies, we try to get a moderate level of confidence that the therapy works before we prescribe it,” Goyal said. “If we have a high level of confidence, it is much better.”

But he noted that the researchers didn’t find anything more than moderate evidence of benefit from meditation for anxiety, depression and pain.

There was some suggestion that meditation may help improve stress and overall mental health, but the evidence supporting those findings was of low quality.

There was no clear evidence that meditation could influence positive mood, attention, substance use, eating habits, sleep or weight.

“Clinicians should be prepared to talk with their patients about the role that meditation programs could have in addressing psychological stress, particularly when symptoms are mild,” Goyal said.

Dr. Allan Goroll, who wrote an editorial accompanying the new study, told Reuters Health the analysis is an example of an area of much-needed scientific study, because many people make treatment decisions based on beliefs – not data.

“That is particularly the case with alternative and complimentary approaches to treating medical problems,” he said. “It ranges from taking vitamins to undergoing particular procedures for which the scientific evidence is very slim but people’s beliefs are very great.”

Goroll is professor at Harvard Medical School and Massachusetts General Hospital in Boston.

Goyal said people should remember that meditation was not conceived to treat any particular health problem.

“Rather, it is a path we travel on to increase our awareness and gain insight into our lives,” he wrote. “The best reason to meditate is to gain this insight. Improvements in health conditions are really a side benefit, and it’s best to think of them that way.”

(Agencies)

Latest News from Lifestyle News Desk

SOURCE : jagran.com

 

 

อย่าคิดสั้นเมื่อโรครุม

dailynews130825_001ข่าวคนคิดสั้นฆ่าตัวตาย โดยมีสาเหตุมาจากโรคทางกายรุมเร้าปรากฏให้เห็นอยู่เป็นระยะ  ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวไม่ให้เกิดซ้ำรอยเดิมอีก  พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข มีคำแนะนำดี ๆ มาบอกกล่าวกัน

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ร่างกายของคนเราเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ คนที่มีโรคมักจะรู้สึกว่าไม่เหมือนเดิม ส่งผลต่อความรู้สึกของตัวเองว่า เมื่อก่อนทำโน่น นี่ นั่นได้ กินอาหารแบบนั้นได้ แบบนี้ได้ แต่มาวันหนึ่งต้องเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเอง บางคนรับได้ แต่บางคนก็รับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

จากข้อมูลพบว่า คนที่เป็นโรคทางกาย โดยเฉพาะโรคเรื้อรังต่าง ๆ มีปัญหาซึมเศร้าเพิ่มขึ้น  เช่น คนที่เป็นโรคหัวใจหลายคนมีปัญหาซึมเศร้า แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นโรคเรื้อรังและมีปัญหาซึมเศร้าจะตัดสินใจฆ่าตัวตายทุกคน มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

การเจ็บป่วยอาจจะส่งผลข้างเคียง เช่น ทำให้ลางานบ่อยขึ้น ทำงานได้ไม่เต็มที่ ต้องให้คนอื่นทำแทน แม้เพื่อนร่วมงานจะเต็มใจ แต่บางคนอดคิดไม่ได้ ในครอบครัวก็เหมือนกัน คนในครอบครัวอาจเต็มใจดูแลทุกอย่าง แต่บางทีคนป่วยอาจรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าลงจากเดิม จนอดคิดไม่ได้ว่า ทำให้คนอื่นต้องมายุ่งยากลำบากด้วย ตรงนี้เป็นความคิดทางลบที่เกิดขึ้นในคนป่วย

พอเกิดความคิดทางลบเมื่อถึงจุดหนึ่งจะทำให้เกิดอารมณ์เศร้า ถึงขั้นที่เรียกว่า “กู่ไม่กลับ” ยิ่งเศร้าก็ยิ่งคิดในมุมลบมากขึ้น ยิ่งคิดในมุมลบก็ยิ่งเศร้ามาก และรู้สึกหมดหวัง ไม่รู้สึกต่ออนาคตที่จะดำเนินต่อไป จนไปถึงจุดที่ว่าเมื่อไม่มีอะไรดีขึ้น คนป่วยอาจคิดยุติชีวิตตัวเอง

ปกติการฆ่าตัวตายมักจะมีสัญญาณเตือน แต่บุคลิกของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนอาจส่งสัญญาณด้วยการพูด บางคนไม่ได้พูดแต่ทำอะไรบางอย่างแตกต่างไปจากเดิม ในขณะที่บางคนไม่ส่งสัญญาณอะไรเลย เก็บอารมณ์ ความรู้สึกไว้ข้างใน ตรงนี้ก็ต้องเห็นใจคนอยู่ใกล้ชิดเหมือนกันที่ไม่สามารถช่วยได้เพราะคนป่วยไม่แสดงอาการอะไร ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้บริหาร เวลามีปัญหามักจะไม่แสดงออก เพราะ โดยบุคลิกพื้นฐานไม่ต้อง การความช่วยเหลือจากใคร

หนทางที่ดีที่สุด ซึ่งคนในครอบครัว คนใกล้ชิดสามารถช่วยได้ คือ การพูดคุยกับคนป่วยอย่างเข้าใจ เพราะยังไงคนในครอบครัวก็เป็นหน่วยสำคัญที่อยู่ใกล้ชิดกับคนที่มีปัญหาสุขภาพมากที่สุด แต่เวลาพูดคุยอาจจะต้องกลับไปดูบุคลิกเดิมของคนป่วยด้วย เพราะมันไม่เหมือนเรายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเขา แต่มันเหมือนเราอยู่เป็นเพื่อนข้าง ๆ อย่าให้เขารู้สึกว่าเขาต้องรอคอยความช่วยเหลือจากเรา เช่น สามีป่วย ภรรยามักจะพูดว่า แม่ช่วยทำนี่ให้ไหม ทำโน่นให้ไหม ในความเป็นจริงคนป่วยเขาอาจจะไม่ได้อยากได้ยินคำช่วยเหลือ ให้คนมาช่วยทำโน่นทำนี่ให้ก็ได้

สำหรับผู้ป่วยที่มีโรครุมเร้าอยู่ ต้องทำความเข้าใจกับภาวะโรคที่ตัวเองเป็น ในช่วงแรกพอหมอบอกว่าป่วย คนไข้อาจไม่เข้าใจ ไม่รู้จะปฏิบัติตัวอย่างไร ซึ่งในทางการแพทย์ขณะนี้มีการสนับสนุนให้คนป่วยดูแลตัวเองมากขึ้น ไม่ได้พึ่งระบบเพียงอย่างเดียว เป็นการเพิ่มพลังให้กับคนป่วย ทำให้เขารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องรอความช่วยเหลืออย่างเดียว สามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้หลายอย่าง

คนป่วยต้องกลับมาอยู่กับปัจจุบัน เพราะส่วนใหญ่มักกังวลไปล่วงหน้าว่าจะเกิดอย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้ จะเป็นโน่น เป็นนี่ ตรงนี้เป็นความกังวลที่มากดดัน ดังนั้นคนป่วยควรทำวันนี้ให้ดีที่สุด ไม่ต้องไปคิดว่าวันพรุ่งนี้จะแย่ลงหรือจะเกิดอะไรขึ้น ในแต่ละวันเราสามารถปฏิบัติหน้าที่ ทำอะไรด้วยตัวเองได้ อยากให้ทุกท่านที่เจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ อยู่ ไม่ให้โรคมารบกวนศักยภาพของเราในการทำกิจกรรมในแต่ละวัน

นอกจากนี้คนป่วยควรคงกิจกรรมอะไรบางอย่างเอาไว้ เพื่อให้มีกิจกรรมเชื่อมโยงกับคนอื่น เมื่อไหร่ก็ตามที่คนป่วยเริ่มปิดตัวเอง คิดแต่อยู่กับตัวเอง ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถ้าเอาเวลาไปทำกิจกรรมที่เพลิดเพลินและมีคุณค่า เช่น ไปเป็นอาสาสมัครทำประโยชน์ช่วยเหลือคนอื่น ป่วยแล้วยังออกไปช่วยคนอื่นได้  ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าป่วยแล้วไม่จำเป็นต้องอ่อนแอ สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้คนป่วยเข้มแข็งขึ้น.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 25 สิงหาคม 2556

คลื่นเสียงระฆัง-ทฤษฎีสี ทางเลือกบำบัดโรคเซลล์เสื่อม

Credit: dealwatch.com.au

การบำบัดโรคด้วยคลื่นเสียงจากระฆัง หรือ “Tibetien Singing Bowl” นับเป็นแพทย์ทางเลือกศาสตร์หนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศทิเบตนานกว่า 3,000 ปี ซึ่งการทำงานนั้นเป็นการใช้คลื่นเสียงของระฆังในการปรับคลื่นสมองให้สงบอยู่ในระดับ “Alpha Wave” หรือสภาวะที่เรียกว่าคลื่นสมาธิ ซึ่งคลื่นเสียงดังกล่าวไม่เพียงทำให้ร่างกายเกิดความสงบและความผ่อนคลาย แต่ยังฟื้นฟูและปรับสภาพเซลล์ในร่างกาย ที่เสื่อมสภาพจนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพนั้นกลับมาสมดุล หรือหายจากอาการเจ็บป่วยต่างๆ เช่น อาการปวดไมเกรน นอนไม่หลับ ปวดเมื่อยร่างกาย ความดันโลหิตสูง ภาวะเครียด โรคกระเพาะอาหาร ซึมเศร้า ซึ่งการรักษาโรคด้วยวิธีดังกล่าวสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยอาศัยอุปกรณ์ 2 ชิ้นที่เรียกกันว่า บาตร หรือ “ทาโด้บาตร” และ “ปูจา” ท่อนไม้เล็กๆ สำหรับใช้วนรอบบาตรเพื่อให้เกิดเสียงกังวาน

นพ.ชัชดนัย มุสิกไชย แพทย์ประจำศูนย์สุขภาพนครธนอายุวัฒนา รพ.นครธน อธิบายถึงวิธีการบำบัดด้วยคลื่นเสียงจากระฆังหรือบาตรทิเบตว่า “เริ่มจากที่ให้ผู้บำบัดนั่งหรือยืนตัวตรง จากนั้นแบมือข้างหนึ่งออกแล้ววางบาตรลงบนฝ่ามือ แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งจับ “ปูจา” หรือท่อนไม้วนตามเข็มนาฬิกาไปรอบๆ บริเวณขอบบาตรด้านนอก พร้อมๆ กับหลับตาทำสมาธิ หรือการหายใจเข้าออกสลับกัน วนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีเสียงกังวานของระฆังออกมา (เสียงระฆังของแต่ละคนจะดังไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสมาธิของผู้ฝึก ซึ่งการหลับตาทำสมาธิจะช่วยได้) ซึ่งคลื่นเสียงจากระฆังนั้นจะช่วยทำให้ผู้บำบัดเกิดสมาธิ และนำมาสู่การฟื้นฟูเซลล์ในร่างกายที่สึกหรอให้กับมาทำงานปกติ” สำหรับระยะเวลาในการบำบัดด้วยวิธีนี้ คุณหมอบอกว่าอยู่ที่ประมาณ 3-5 นาที ซึ่งสามารถทำได้บ่อยตามต้องการ

พร้อมกันนี้ คุณหมอได้ยกตัวอย่างถึงวิธีการใช้คลื่นเสียงระฆังในการรักษาโรคไมเกรนว่า “เนื่องจากไมเกรนนั้นเกิดจากการที่เส้นเลือดในสมองเกิดการขยายตัวจนไปดึงเยื่อหุ้มสมอง จึงส่งผลให้เส้นเลือดในสมองหดตัวจนเกิดอาการปวดศีรษะ ดังนั้นคลื่นเสียงดังกล่าวจะเป็นตัวที่ทำให้คลื่นสมองเกิดความสงบ เมื่อสมองสงบ จิตใจและร่างกายจะผ่อนคลาย จึงส่งผลให้เส้นเลือดที่หดเกร็งตัวคลายกลับสู่สภาวะปกติ”

เนื่องจากในร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วย 7 จุดจักระสำคัญที่ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ หาก 7 จุดจักระนี้เคลื่อนไหวได้ไม่ดี ก็จะทำให้เซลล์เส้นประสาทที่เป็นตัวควบคุมการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายนั้นทำงานเสื่อมถอย จนก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ นพ.ชัชดนัยให้ข้อมูลว่า “สามารถใช้คลื่นเสียงจากระฆังเพื่อบำบัดอาการป่วย ร่วมกับใช้ทฤษฎีของสีมาช่วยฟื้นฟูการเสื่อมสภาพของ 7 จุดจักระในร่างกายได้” โดยอธิบายให้ทราบถึงโรคที่มาพร้อมกับการบกพร่องของ 7 จุดจักระนี้ว่า “

สำหรับจักระจุดที่ 1 นั้นอยู่บริเวณทวารหนัก ซึ่งผู้ป่วยมักประสบกับปัญหา “ระบบสืบพันธุ์เสื่อมสภาพ” ดังนั้นการใช้สีแดงซึ่งเป็นสีที่ตรงกับจักระ เช่น การใส่เสื้อผ้าสีแดงก็ช่วยบำบัดโรคได้

ส่วนจักระที่จุด 2 นั้นอยู่บริเวณใต้สะดือลงมา 2 นิ้ว หรือที่เรียกกันว่าจุดกำหนดสมาธิ ซึ่งแทนด้วยสีส้ม นอกเหนือจากการบำบัดด้วยคลื่นเสียงระฆังแล้ว การเลือกรับประทานผักผลไม้สีส้มจะช่วยบรรเทา ”อาการฟุ้งซ่านหรือไม่มีสมาธิ” ลงได้

จักระจุดที่ 3 อยู่บริเวณลิ้นปี่ ผู้ที่เกิดความบกพร่องกับจักระจุดดังกล่าวนั้นจะมีอาการของโรค ”กระเพาะอาหาร” ดังนั้นการบำบัดโดยการวางบาตรไว้ข้างเตียง เพื่อรับคลื่นเสียงระฆัง และการใส่เสื้อผ้าที่มีสีเหลืองก็จะช่วยบรรเทาอาการของโรคลงได้

ส่วนจักระจุดที่ 4 นั้นอยู่ที่บริเวณหัวใจ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ ”ความดันโลหิตสูง” ดังนั้นผู้ป่วยสามารถลดอาการดังกล่าวลงโดยการออกไปสูดอากาศจากต้นไม้สีเขียว และใช้การบำบัดโรคด้วยระฆังใบเล็ก (ระฆังหรือบาตรประกอบด้วย 3 ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่)

สำหรับจักระจุดที่ 5 อยู่บริเวณคอ ผู้ป่วยจะประสบกับอาการ “ไทรอยด์ต่ำ” จนทำให้ร่างกายพองและบวมน้ำ ดังนั้นควรแก้ไขด้วยการเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้เป็นสีฟ้า

และจักระจุดที่ 6 อยู่บริเวณดวงตาที่ 3 หรือระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง หากเกิดความผิดปกติกับจุดดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดอาการ “นอนไม่หลับ” การปรับบรรยากาศภายในห้องนอนให้เป็นสีคราม จะช่วยทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

สำหรับจักระจุดที่ 7 นั้นอยู่บริเวณกลางกระหม่อม ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการของ “โรคซึมเศร้า” ดังนั้นการรับประทานผักผลไม้ที่มีสีม่วง ซึ่งเป็นสีประจำจักระดังกล่าว ควบคู่ไปกับบำบัดด้วยเสียงจากระฆัง ก็จะช่วยทำให้ร่างกายกลับมากระปรี้กระเปร่าและดูมีชีวิตชีวามากขึ้น คุณหมอกล่าว สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ไทยเมดิคอลสปา 0-2450-9912.

ที่มา: ไทยโพสต์  6 พฤศจิกายน 2555

.

Related Video :

.

Chakras Cleansing Guided Meditation *NEW*

 

Root Chakra Meditation with Tibetan singing bowls

อยากแข็งแรงสมบูรณ์ไม่ควรพูดปด โกหกทำเสียสุขภาพทั้งกายและใจ

ถ้าอยากให้แข็งแรงสมบูรณ์ดี แน่นอนต้องกินผักผลไม้ให้มาก ๆ ออกกำลังประจำด้วย และไม่ควรจะพูดปดพร่ำเพรื่อ

นักวิจัยหญิงมหาวิทยาลัยโนเตอร์ ดาม ที่สหรัฐฯ เชื่อว่า ข้อแนะนำของเธอจะต้องเป็นที่ยอมรับกันในวันหนึ่ง เพราะได้พิสูจน์ให้เห็นจากการศึกษา เรื่อง “ศาสตร์แห่งความซื่อสัตย์” จนเจนจบมาแล้วว่า หากคนเราลดการพูดปดในชีวิตประจำวันให้น้อยลง จะทำให้สุขภาพทั้งกายและใจดีขึ้นอย่างเห็นได้

ดร.ไบรอัน บรูโน รักษาการหัวหน้าแผนกจิตวิทยาของโรงพยาบาลเลนอกซ์ ฮิลล์ กรุงนิวยอร์ก เปิดเผยโทษของการโกหกว่า “การพูดปดจะทำให้เราเครียดขึ้น เกิดความวิตกกังวล และอาจทำให้ซึมเศร้าได้ การพูดปดน้อยลงเป็นผลดีไม่แต่เพียงความสัมพันธ์กับคนอื่นเท่านั้น หากแต่ยังดีกับตัวเองในฐานะบุคคลด้วย คนทั่วไปอาจจะรู้ดีว่าการพูดไม่จริง บ่อนทำลายสัมพันธภาพอย่างหนักได้ แต่อาจจะลืมคำนึงถึงว่ามันก็ทำให้เราเครียดเองได้มากเพียงไร ส่วนอาจารย์เคลลี่กล่าวว่า “ก็เห็นใจว่าการโกหกด้วยเจตนาดี ก็ทำลำบากเหมือนกัน ไม่แต่เรื่องใหญ่เท่านั้น เจตนาไม่ใช่ถึงกับจะห้ามโกหกเสียเลย แต่อยากให้เพลาลงบ้าง อยากให้คนสัญญากับตัวเองว่า จะลดการพูดปดลง”.

ที่มา: ไทยรัฐ   9 สิงหาคม 2555

 

.

read more…

.

Living Without Lies Might Make You Healthier

Study found those who fibbed less had fewer headaches, less anxiety

By Maureen Salamon
HealthDay Reporter

SATURDAY, Aug. 4 (HealthDay News) — For good health, be sure to eat fruits and vegetables, exercise regularly and lie as seldom as possible.

A Notre Dame researcher is hoping this tongue-in-cheek advice will someday take hold, based on results of a “science of honesty” study she completed that showed tangible mental and physical health benefits among those who significantly reduced their everyday lies.

Half of 110 participants were told to stop telling major or minor (“white”) lies for 10 weeks, while the other half (the “control” group) was given no special instructions about lying. When those in the no-lie group told three fewer white lies than in other weeks, they complained less of headaches, sore throats, tenseness, anxiety and other problems than those in the control group.

“The link was that clear,” said study author Anita Kelly, a professor of psychology, who is scheduled to present the research Saturday at the American Psychological Association’s annual meeting in Orlando, Fla. “Not lying was clearly associated with better health for those individuals . . . I think it’s a compelling way to look at it.”

Prior research indicates that Americans average 11 lies per week, from the little white lies to save face or falsely compliment others to whoppers about integrity, fidelity or other serious matters. Kelly said her study differs from most of the scientific literature because it didn’t focus on how to detect a liar, but on the potential health ramifications of doing the naughty deed.

In addition to experiencing three or four fewer mental health and physical issues in a given week that coincided with less lying — compared to one or two fewer among control group members who also happened to lie less — participants reported that their close personal relationships had improved and their social interactions had gone more smoothly.

The 110 people ranged from ages 18 to 71 and hailed from both genders, several ethnicities and all income levels. All came to a laboratory each week to complete health and relationship questionnaires and to take a polygraph test assessing the number of major and minor lies they had told that week.

“I think lying can cause a lot of stress for people, contributing to anxiety and even depression,” said Dr. Bryan Bruno, acting chairman of the department of psychiatry at Lenox Hill Hospital in New York City. “Lying less is not only good for your relationships, but for yourself as an individual. People might recognize the more devastating impact lying can have on relationships, but probably don’t recognize the extent to which it can cause a lot of internal stress.”

At the end of the 10-week study, some participants had devised clever ways to avoid lying. Kelly noted that some realized they could simply tell the truth about their daily accomplishments rather than exaggerate, while others responded to a troubling question with another question to distract the person. They also stopped making false excuses for running late or failing to finish tasks.

“I think white lies are trouble, not just major lies,” she said. “The goal doesn’t have to be the absolute absence of lies . . . the goal would be a reduction in lies. What people can do is to commit themselves to lying less.”

Research presented at scientific meetings should be considered preliminary until published in a peer-reviewed journal.

More information

The American Academy of Child & Adolescent Psychiatry offers tips on children and lying.

 

Data from: consumer.healthday.com

 

SOURCES: Anita Kelly, Ph.D., professor, psychology, University of Notre Dame, South Bend, Ind.; Bryan Bruno, M.D., acting chairman, department of psychiatry, Lenox Hill Hospital, New York City; Aug. 4, 2012, presentation, American Psychological Association annual meeting, Orlando, Fla.

Last Updated: Aug. 06, 2012

เครียดแบบไหนอันตราย?

ผศ.พญ.วินิทรา นวลละออ จิตแพทย์ และผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่าโดยนิยามความเครียดจะไม่ได้ทำให้รุนแรงถึงขนาดเป็นบ้า หรือ ป่วยเป็นซึมเศร้า ไม่ได้ทำให้ถึงขนาดฆ่าใคร หรือว่าฆ่าตัวตาย ถ้าเกินกว่านั้นไปแล้ว คือ รู้สึกอยากฆ่าคนอื่น อยากฆ่าตัวตาย อันนี้ไม่ใช่ความเครียดโดยทั่วไป จะเป็นโรคทางจิตเวช

สำหรับโรคจิตเวชมีหลายแบบ ผศ.พญ.วินิทรา กล่าวว่า อย่างอาการที่เกิดจากความเครียดแต่พ้นระดับความเครียดทั่วไป เรียกว่า แอดจัสเม้นท์ ดิสออเดอร์ โรคนี้เกิดจากมีความเครียดในชีวิตประจำวันเข้ามากระทบ แต่ปรับตัวเข้ากับสิ่งนั้นไม่ได้ ส่งผลให้เกิดอาการทางจิตตามมา เช่น วิตกกังวลมากกว่าปกติ คือ อยู่เฉย ๆ เก็บเรื่องมาคิดทั้งวัน วนไปวนมาอยู่ที่เดิม

อาการที่สองที่เกิดขึ้นได้ คือ ซึมเศร้า คีย์เวิร์ดสำคัญไม่ใช่เศร้าร้องไห้ แต่หมายถึง เศร้าแบบน้ำตาตกใน รู้สึกไม่มีความหวัง โลกนี้ไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไร หรือ เศร้าแบบอะไรที่เคยทำแล้วสนุกกลับไม่สนุก (ลอสต์ ออฟ อินเทอเรส) ถ้ามีสองอย่าง หรือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องระวังว่าอาจมีอาการซึมเศร้าเกิดขึ้น

อาการที่สาม คือ มีพฤติกรรมซึ่งคนปกติไม่ทำกันเวลามีความเครียด เช่น เครียดมากไม่รู้จะทำอย่างไรดี ชีวิตไม่รู้จะอยู่ไปทำไม รู้สึกเจ็บปวดอยู่ในใจ เลยกรีดแขนเป็นรอยถี่ ๆ ตื้น ๆ พอเห็นเลือดแล้วรู้สึกสบายใจ รู้สึกว่ามีอะไรที่เจ็บกว่าความเจ็บปวดในใจนั้น ลักษณะนี้จะเข้าข่ายของผู้มีอาการป่วย

ผศ.พญ.วินิทรา กล่าวว่า ปัญหาแอดจัสเม้นท์ ดิสออเดอร์ บางทีเป็นระยะหนึ่งแล้วไม่ได้รับการแก้ไข ยังเจอความเครียดอยู่ แล้วแก้ไขไม่ได้ ปรับตัวไม่ได้ ก็อาจจะพัฒนาเป็นโรคที่รุนแรงขึ้น ที่รู้จักกัน คือ โรคซึมเศร้า  อาการเศร้าจะเริ่มหนักขึ้น ไม่อยากกินอาหาร น้ำหนักลด ไม่คุยกับใคร แล้วก็เริ่มมีความคิดฆ่าตัวตายที่จริงจังขึ้น คิดผูกคอตาย ยิงตัวตาย กระโดดตึก รุนแรงขึ้น อันนี้เป็นโรคแล้ว

อีกโรคหนึ่งที่พบบ่อย คือ โรควิตกกังวล ต่างจากแอดจัสเม้นท์ ดิสออเดอร์ ที่จะคิดแต่เรื่องที่เครียด พอเป็นโรควิตกกังวลเมื่อไหร่คิดทุกเรื่อง ดูข่าวเห็นมีคนยิงกันบนรถเมล์ก็ไม่กล้าขึ้นรถเมล์ ดูข่าวบอกไปในห้างมีคนจี้ปล้นก็ไม่กล้าไปเดินห้าง จะไปไหนมาไหนต้องหันซ้ายหันขวากลัวคนมาทำอะไร นอนไม่หลับเก็บไปคิดทั้งคืน ตื่นเช้ามาจะไปทำงานได้อย่างไร ชีวิตนี้จะอยู่อย่างไร เรื่องของญาติคนนั้นก็ไม่เสร็จ เรื่องลูกอีก คิดอย่างนี้ทั้งวัน ทำอะไรไม่ได้ ถือว่าเกินระดับความเครียดแล้ว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

 

ที่มา:เดลินิวส์ 22 สิงหาคม 2555

ชี้ ‘วัยรุ่น’ ไม่กินไม่นอน-ซึมเศร้า สัญญาณเตือน ‘เสี่ยงฆ่าตัวตาย’

กรมสุขภาพจิต เผย กลุ่มวัยรุ่นไทยมีแนวโน้มการฆ่าตัวตายเพิ่ม โดยจะมีสัญญาณการเตือน เช่น มีอาการไม่แจ่มใส หงอย นอนไม่หลับ ชอบพูดเรื่องความตายล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์ โดย 40% มีสัญญาณแต่ถูกมองข้าม แนะคนใกล้ชิดต้องพูดคุย จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้…

เมื่อวันที่ 11 ก.ค.2555 นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ตามที่ในช่วงที่ผ่านมามีข่าวการฆ่าตัวตายเกิดขึ้นบ่อย โดยเฉพาะในช่วงเดือนที่ผ่านมา และที่สำคัญพบว่าคนที่ฆ่าตัวตายนั้นมีอาชีพที่ได้รับการยอมรับในสังคม และมีวุฒิภาวะสูง เช่น แพทย์ ครู จึงเกิดข้อสงสัยว่าจำนวนผู้ที่ฆ่าตัวตายในประเทศมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ จากการตรวจสอบสถิติผู้ที่ฆ่าตัวตายในรอบปีที่ผ่านมาพบว่าไม่ได้มีจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีเฉลี่ยอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ 6 ต่อ 1 แสนประชากร แต่ที่เป็นข่าวเพราะคนที่ฆ่าตัวตายเป็นบุคคลที่มีหน้าที่การงานที่ดี

รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า ทั้งนี้การป้องกันไม่ให้เกิดการฆ่าตัวตายนั้น ครอบครัวและผู้ที่ใกล้ชิดต้องคอยให้ความสนใจผู้ที่จะฆ่าตัวตาย เพราะคนกลุ่มนี้จะมีอาการที่แสดงให้เห็นก่อนประมาณ 1-2 อาทิตย์ เป็นสัญญาณเตือน เช่น มีอาการไม่แจ่มใส หงอย นอนไม่หลับ ชอบพูดเกี่ยวกับเรื่องความตาย กินข้าวไม่ได้ และมักจะเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นหลังจากที่พบกับการสูญเสีย หมดหวังในชีวิต คนในครอบครัว และคนใกล้ชิดต้องสนใจ คอยที่จะพูดคุยด้วย หรือสามารถโทรมาปรึกษาที่สายด่วนกรมสุขภาพจิตได้ที่โทร.1323 ซึ่งการที่ผู้ที่คิดจะฆ่าตัวตายได้พูดคุยกับผู้อื่นในการให้คำปรึกษาจะช่วยให้ความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายลดลงได้

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้าทีมโฆษกกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ร้อยละ 40 ของผู้ที่คิดจะฆ่าตัวตาย จะมีการส่งสัญญาณเตือน แต่มักถูกมองข้าม ทั้งที่การที่ผู้ที่คิดจะฆ่าตัวตายได้มีโอกาสพูดคุยจะช่วยลดความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายลงได้

ขณะที่ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า แม้อัตราการฆ่าตัวตายในประเทศไทยไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่หากดูเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี พบว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2551 มีจำนวนการฆ่าตัวตาย 188 คน ปี 2552 จำนวน 202 คน และปี 2553 จำนวน 215 คน ดังนั้นครอบครัวและผู้ที่ใกล้ชิดควรที่จะต้องให้ความสนใจกลุ่มของวัยรุ่นมากขึ้น.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 12 กรกฎาคม 2555

ปัญหาการฆ่าตัวตาย

ข่าวการฆ่าตัวตายมีให้เห็นอยู่เสมอ ส่วนสาเหตุเกิดจากอะไร และคนรอบข้างจะมีวิธีสังเกตอาการและช่วยป้องกันได้อย่างไร

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.วรวัฒน์  ไชยชาญ  นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ บอกว่า สาเหตุหลักของการฆ่าตัวตายคือโรคซึมเศร้า โรคจิต การใช้สารเสพติด อารมณ์ชั่ววูบก็มีได้แต่น้อย

สัญญาณของคนที่มีความเสี่ยงจะฆ่าตัวตาย คือ มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป ดูเครียด  ซึมลง แยกตัว ร้องไห้ มีคำพูดบางอย่างบ่งบอกว่าไม่สบายใจ เช่น บอกว่าเบื่อหน่ายชีวิต ท้อแท้ ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม โดยแต่ละคนอาจจะแสดงออกไม่เหมือนกัน

อายุในการฆ่าตัวตายถ้าเทียบตามความถี่ ผู้สูงอายุจะมีความถี่ในการฆ่าตัวตายสูงกว่า แต่ถ้าเทียบปริมาณทั้งหมด เนื่องจากผู้สูงอายุมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่น ก็จะพบว่า ในวัยทำงานมีปริมาณการฆ่าตัวตายสูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ

อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จจะพอ ๆ กันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย แต่ถ้าพูดถึงความพยายามในการฆ่าตัวตายผู้หญิงจะมีความพยายามมากกว่า แต่วิธีการใช้จะไม่ค่อยรุนแรงเมื่อเทียบกับผู้ชาย ส่วนผู้ชายพยายามน้อยครั้งกว่าแต่สำเร็จสูง กว่า

วิธีการฆ่าตัวตายที่พบบ่อย คือ การกินยา หรือ สารพิษ มากที่สุด รองลงมาได้แก่ ผูกคอตาย ส่วนการยิงตัวตายพบได้น้อยกว่า

ในคนที่ฆ่าตัวตายไม่สำเร็จจะมีคนไปพบและนำส่งโรงพยาบาล เมื่อมีการนำส่งโรงพยาบาล จะมีการให้ความช่วยเหลือด้านร่างกายหรือชีวิตก่อนให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจ พอคนไข้เริ่มรู้สึกตัวก็จะดูประวัติว่าเหตุใดจึงฆ่าตัวตาย รวมทั้งประเมินสภาพจิตใจในตอนนั้น จากนั้นก็มาวางแผนช่วยเหลือตามโรคที่เขาเป็น เช่น เป็นโรคซึมเศร้าก็ให้การรักษาประคับประคองจิตใจ รวมถึงแก้ไขต้นเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด อย่างวัยรุ่นสอบตกก็จะวางแผนแบบหนึ่ง แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุ เป็น อัมพฤกษ์ อัมพาต ก็จะวางแผนการรักษาอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นการรักษาจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยหรือสาเหตุของแต่ละราย โดยคนไข้แต่ละรายจะต้องมีการติดตามต่อเนื่องเป็นปี

จากประสบการณ์คนไข้ที่ฆ่าตัวตายซึ่งพบบ่อยพอสมควร อย่างคนไข้ผู้หญิงคนหนึ่ง มีปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ทะเลาะกันบ่อย และโดนสามีลงไม้ลงมือ เธออดทนมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้ ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ก็ไปซื้อยาฆ่าแมลงมากิน อาจจะกลืนไปสัก 2-3 ครั้ง น้ำลายฟูมปาก หมดสติ สามีไปพบก็พาไปโรงพยาบาลและล้างท้องช่วยให้ฟื้นตัวมา พอไปประเมินจะพบว่า เขามีสาเหตุอย่างที่บอก คือ กดดันมาเป็นเวลานาน ๆ จนอารมณ์เปลี่ยนแปลง ไม่มีหนทางออก ไม่มีหนทางแก้ไขปัญหา จนท้อแท้หมดหวัง ก็คิดฆ่าตัวตาย ก็ไปเตรียมอุปกรณ์มา ในวันที่เกิดเหตุอาจจะทะเลาะกันครั้งสุดท้ายก็เลยกินยาฆ่าแมลงไป กรณีเช่นนี้ดูแล้วเป็นภาวะซึมเศร้าก็ให้การรักษาด้านร่างกายให้เขาปลอดภัยก่อน ส่วนต้นเหตุของการฆ่าตัวตายก็ให้ญาติเข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้ปัญหาเพื่อที่จะจัดการกับอุปกรณ์ที่คนไข้ใช้ฆ่าตัวตาย เช่น ยาฆ่าแมลง ยาอันตรายต่าง ๆ ต้องเก็บให้มิดชิด เอาออกจากบ้านให้หมด จากนั้นก็ให้การช่วยเหลือประคับประคองจิตใจ ให้เขามีโอกาสได้ระบายความรู้สึกกับปัญหาของเขา อันไหนแก้ได้ก็ต้องปรับแก้ เช่น ความขัดแย้งในครอบครัว ก็ต้องให้สามีหรือญาติมามีส่วนร่วมเพื่อให้เขาผ่อนคลายมีทางออก ส่วนปัญหาไหนที่แก้ไม่ได้ก็ต้องปรับความคิด ปรับมุมมอง ให้มองโลกในแง่บวกขึ้น ถ้ามีภาวะซึมเศร้าเลยก็จะให้ยารักษาไปกิน

เมื่อเห็นว่าสภาพจิตใจคนไข้ดีขึ้นก็อาจจะให้กลับไปรักษาตัวที่บ้าน แต่ถ้าสภาพจิตใจไม่ดีก็ต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลจนกว่าสภาพจิตใจจะดีขึ้นในระดับหนึ่งก่อน จากนั้นจะมีการติดตามคนไข้ทุก 2 สัปดาห์ หรือ 1-2 เดือนต่อครั้ง โดยจะติดตามไปประมาณ 1 ปีถ้าอาการคนไข้ดีโอกาสจะฆ่าตัวตายซ้ำก็น้อยลง

ท้ายนี้ขอฝากไปยังคนที่รู้สึกเครียด จนคิดฆ่าตัวตาย ว่า ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่ทำอยู่เดิม ๆ ลองเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้างก็จะมีทางจัดการกับความเครียดได้มากขึ้น หรือระบายโดยมีคนรับฟังก็จะช่วยได้    ส่วนคนรอบข้างควรสังเกตว่าคนที่อยู่ใกล้ชิดเรา คนไหนมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป เช่น  เครียด ซึมลง แยกตัว บ่นอยากตาย เบื่อหน่ายไม่อยากอยู่ ก็ควรไปถามและเสนอความช่วยเหลือเขา.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์     10 กรกฎาคม 2553