นอนกรน

dailynews150125การนอนกรน (Snoring)

กรนคือเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของลิ้นไก่และเพดานอ่อนขณะนอนหลับ เนื่องจากในเวลาที่เราหลับสนิทนั้นเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในช่องคอโดยเฉพาะอย่างยิ่งลิ้นไก่และเพดานอ่อนจะคลายตัว บางคนมีการคลายตัวมากจนย้อยลงมาอุดกั้นทางเดินหายใจบริเวณลำคอ ทำให้ลมหายใจเข้าไม่สามารถไหลผ่านลงสู่หลอดลมและปอดได้โดยสะดวก กระแสลมหายใจที่ถูกปิดกั้นไหลผ่านในลำคอไปกระทบลิ้นไก่และเพดานอ่อนจนเกิดการสั่นมากกว่าปกติผลก็คือมีเสียงกรนตามมายิ่งการอุดกั้นมากเพียงใดเสียงกรนก็จะดังมากขึ้นเท่านั้นจนในที่สุดการปิดกั้นนี้เพิ่มมากขึ้นจนอุดตันทางเดินหายใจจนหมดจะทำให้อากาศไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยสมบูรณ์กระทั่งเกิดภาวะการหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive sleep apnea)

ชนิดความผิดปกติในการนอนกรน

1. ชนิดที่ไม่เป็นอันตราย (Simple Snoring) คนที่นอนกรนชนิดนี้ มักจะมีเสียงกรนสม่ำเสมอไม่มีหายใจสะดุด เสียงกรนมักดังมากโดยเฉพาะเวลานอนหงาย แต่ความดังของเสียงกรนไม่ได้บอกว่าอันตรายหรือไม่ การกรนชนิดนี้ไม่มีภาวะขาดอากาศร่วมด้วยจึงยังไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพมากนัก เว้นแต่ทำให้รบกวนคู่นอนได้

2. ชนิดที่เป็นอันตราย (Snoring with obstructive sleep apnea) คนที่มีภาวะนี้มักจะกรนเสียงดังและมีอาการคล้ายสำลักหรือสะดุ้งตื่นกลางดึก ตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนเพลียไม่สดชื่นหรือปวดศีรษะ และต้องการนอนต่ออีกทั้งที่ใช้เวลานาน 7-8 ชม.แล้ว กลางวันบางคนอาจมีอาการง่วงนอน, หลงลืม, ไม่มีสมาธิ, หงุดหงิดง่าย, ขี้โมโห รวมทั้งมีความรู้สึกทางเพศลดลง การเฝ้าสังเกตการณ์ผู้ป่วยด้วยตนเองไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าผู้ป่วยมีการนอนกรนชนิดใด

สาเหตุของการนอนกรน

1. อายุ ที่มากขึ้น กล้ามเนื้อต่าง ๆ จะหย่อนยานลงรวมทั้งกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจบริเวณลำคอทำให้ลิ้นไก่และลิ้นตกไปปิดทางเดินหายใจได้ง่าย

2. เพศ เพศชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิงเนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมน

3. โรคอ้วน มีไขมันส่วนเกินไปสะสมในช่วงคอเบียดช่องหายใจให้แคบลง

4. ดื่มสุราหรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับซึ่งมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางส่งผลให้ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ขยายช่องหายใจ

5. การสูบบุหรี่ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจแย่ลง ทำให้ช่องคอระคายเคือง มีการหนาบวมของเนื้อเยื่อทางเดินหายใจจึงตีบแคบลงเกิดการอุดตันได้ง่าย

6. อาการคัดจมูกเรื้อรัง เช่น มีผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกอักเสบเรื้อรังจากโรคภูมิแพ้ หรือเนื้องอกในจมูก

7. กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าคนปกติ

8. ลักษณะโครงสร้างของกระดูกใบหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็ก คางร่นไปด้านหลัง ลักษณะคอยาว กระดูกโหนกแก้มแบน โรคที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ เช่น Down’s syndrome เป็นต้น

9. โรคที่มีความผิดปกติด้านฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมน ไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroid) พบว่าทำให้เกิดทางเดินหายใจอุดตันได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

การตรวจวินิจฉัยโรคหยุดหายใจขณะหลับ

.การซักประวัติ ตรวจร่างกาย

.การตรวจประเมินทางเดินหายใจ

.การตรวจสุขภาพการนอนหลับ (Sleep test)

โดยการอ่านและแปลผลโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญโรคจากการหลับ (Sleep specialist physician)

 

การรักษาการนอนกรน

1. การรักษาการนอนกรนแบบไม่ผ่าตัด

  • .เปลี่ยนท่านอน ในบางรายเปลี่ยนท่านอนเป็นตะแคงก็ทำให้ความรุนแรงโรคนี้ลดลงอย่างมาก
  • .การลดน้ำหนัก

ในรายที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานซึ่งดูจากค่าดัชนีมวลกาย โดยมีวิธีคำนวณดังนี้

ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) ของท่าน = น้ำหนัก (กิโลกรัม)/ส่วนสูง (เมตร2)

     BMI

<18.5 = น้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ

18.5 – 22.9 = น้ำหนักตัวปกติ

23 – 24.9 = น้ำหนักตัวมากกว่าปกติ

>25 = น้ำหนักตัวมากกว่าปกติมาก เป็นโรคอ้วน

  • .การใช้เครื่องวัดความดันต่อเนื่องปล่อยลมเข้าไปในทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจเปิดกว้างขึ้น ไม่อุดกั้นขณะนอนหลับ (Continuous positive airway pressure: CPAP)
  • .การใช้ทันตอุปกรณ์ (Oral appliance) เพื่อเลื่อนขากรรไกรล่าง พร้อมกับโคนลิ้นมาทางด้านหน้า ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้นขณะนอนหลับ
  • .การใช้คลื่นความถี่วิทยุจี้บริเวณเพดานอ่อนและโคนลิ้น (RF)
  • .การใช้คลื่นความถี่วิทยุในการรักษาเยื่อบุจมูกบวม (RF)
  • .การฝังพิลลาร์ (Pillar)

2. การรักษาการนอนกรนแบบผ่าตัด

.การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อน และลิ้นไก่ UPPP (Uvulopalatonpharyngoplasty) / UPF (Uvulopalatal Flap)

.การผ่าตัดทอนซิล (Tonsillectomy)

.การผ่าตัดแก้ไข ผนังกั้นช่องจมูกคด (Septoplasty)

.การผ่าตัดเลื่อนกระดูกขากรรไกรบนและล่าง (Maxillomandibular advancement, MMA)

 

ข้อมูลจาก คลินิก หู คอ จมูก โรงพยาบาลพญาไท 1/ http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 25 มกราคม 2558

Advertisements

อ้วนลงพุง

dailynew140614_1การรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงเกินความต้องการของร่างกาย และการไม่ออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรงน้อย อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน ซึ่งไม่เฉพาะการมีน้ำหนักตัวมากเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาวะที่มีไขมันสะสมในร่างกายเพิ่มมากขึ้น อันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

โรคอ้วนลงพุง เป็นภาวะที่มีการสะสมของไขมันในช่องท้องมากเกินไป เกิดจากการเผาผลาญอาหารผิดปกติ ไขมันหน้าท้องแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระ ซึ่งจะยับยั้งกระบวนการเผาผลาญกลูโคสที่กล้ามเนื้อ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ตีบ หรืออุดตัน แต่ถึงแม้ว่าไขมันจะเป็นสาเหตุของโรคอ้วนและโรคเรื้อรังต่าง ๆ ไขมันก็ยังคงเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ เพื่อให้ความอบอุ่นและเปรียบเสมือนตัวกันกระแทกให้กับร่างกาย แต่หากมีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไป กล่าวคือ ในผู้หญิงพบมากกว่า 30% และในผู้ชายพบมากกว่า 25% ถือว่าเป็นโรคอ้วน และถ้ารอบเอวเพิ่มขึ้นทุก ๆ 5 เซนติเมตร จะยังเพิ่มโอกาสการเป็นโรคเบาหวานได้มากถึง 3-5 เท่า

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอ้วน วิธีการทำได้ง่าย ๆ โดยการวัดส่วนสูง น้ำหนักตัว และเส้นรอบเอวแล้วนำมาพิจารณาดังนี้

1) น้ำหนักตัวที่เหมาะสมเทียบกับส่วนสูง

น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิงเท่ากับ ส่วนสูง (เซนติเมตร) ลบ 110

น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ที่เหมาะสมสำหรับผู้ชายเท่ากับ ส่วนสูง (เซนติเมตร) ลบ 100

ตัวอย่างเช่น เปิ้ลสูง 155 เซนติเมตร น้ำหนักที่เหมาะสมคือ 155-110 = 45 กิโลกรัม ดังนั้น ถ้าน้ำหนักปัจจุบันของเปิ้ล มากกว่า 45 กิโลกรัม แสดงว่าน้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็น

2) ดัชนีมวลกาย

ดัชนีมวลกาย (กิโลกรัมต่อเมตร) เท่ากับ น้ำหนัก (กิโลกรัม) ต่อ ส่วนสูง (เมตร)

ดัชนีมวลกายที่เหมาะสมทั้งผู้หญิงและชาย คือ 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อเมตร

หากน้อยกว่า 18.5 หมายถึงผอม หากมากกว่า 22.9 ขึ้นไปถึง 24.9 หมายถึงน้ำหนักเกิน และหากมากกว่า 25 ขึ้นไป ถือว่าอ้วน

3) เส้นรอบเอว

ค่าปกติของเส้นรอบเอวสำหรับผู้หญิง ไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร หรือ 32 นิ้ว

ค่าปกติของเส้นรอบเอวสำหรับผู้ชาย ไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร หรือ 36 นิ้ว

การวินิจฉัยว่าอ้วนลงพุง จะวัดจากเส้นรอบเอวร่วมกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพิ่มเติมดังนี้ ความดันโลหิต 130 ต่อ 85 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป, น้ำตาลในเลือดหลังงดอาหาร 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป, คอ เลสเตอรอลชนิดดี (เอชดีแอล) ต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิงหรือต่ำกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย และไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป

คำถามต่อมาก็คือ เราจะมีวิธีในการควบคุมน้ำหนัก เส้นรอบเอว ปริมาณไขมันได้อย่างไร

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ความไม่สมดุลของพลังงานที่ได้รับจากการทานอาหารและพลังงานที่ร่างกายใช้ไปในกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทานอาหารที่มากเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับตัวเองดังคำกล่าวที่ว่า “สุขภาพของท่านเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ท่านกิน”

อีกทั้ง ในแต่ละวันร่างกายมีความต้องการพลังงานของแต่ละคนแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ภาวะโภชนาการ และระดับกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง หรือการออกกำลังกาย วิธีการประมาณความต้องการพลังงานสามารถคิดได้ดังนี้

ความต้องการพลังงาน (แคลอรี่ ต่อ วัน) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) อ 30

ถ้ามีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ความต้องการพลังงานคือ 50 อ 30 =  1500 แคลอรี่ต่อวัน

นั่นคือต้องได้รับพลังงาน 1500 แคลอรี่ต่อวัน เพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ในกรณีที่มีดัชนีมวลกายปกติ โดยทั่วไป การทานอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 500 แคลอรี่ อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง อาจทานอาหารที่มีพลังงานค่อนข้างมากในมื้อใดมื้อหนึ่ง เช่น มื้อเช้า หรือมื้อเที่ยง และพลังงานน้อยลงในมื้อที่เหลือ

หลักสำคัญในการควบคุมสมดุลพลังงานหรือควบคุมปริมาณพลังงานทั้งวันให้เป็นไปตามที่ควรได้รับ หากได้รับพลังงานมากเกินไป จะต้องมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง หรือการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีการเผาผลาญพลังงานสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เกิดสมดุลพลังงานได้ในที่สุด

โดยทั่วไป การออกกำลังกายควรทำให้ได้ 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยอาจเป็นวันละประมาณ 1 ชั่วโมง วันเว้นวันการออกกำลังกายมีหลายรูปแบบให้ผลแตกต่างกัน เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือวิ่ง ช่วยฝึกความทนของปอดและหัวใจสำหรับการออกกำลังกายใช้แรงต้าน เช่นการยกน้ำหนัก หรือซิทอัพ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ส่วนการเดินการทำงาน ทำอาชีพหรืองานอดิเรกที่ต้องออกแรง จัดเป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง ซึ่งควรทำให้ได้ทุกวัน หรือเกือบทุกวัน หลักในการออกกำลังกายคือทำช้า ๆ มีช่วงพักและเมื่อเริ่มล้าให้หยุด.

รศ.ดร.นพวรรณ เปียซื่อ
โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ชี้รักวันละนิด “ส่งผล” น้ำหนักเพิ่มวันละหน่อย

Credit: askmen.com

Credit: askmen.com

โอ้ละหนอ ชีวิตสมรสที่เปี่ยมสุขก็มีผลเสียได้ใครจะเชื่อ…
นักวิจัยเมืองอเมริกันทำการรวบรวมสถิติจากการสำรวจคู่รักเป็นช่วงเวลาหนึ่ง และพบว่ายิ่งคู่แต่งงานมีความสุขมากขึ้นเท่าไหร่ ขนาดรอบเอวของคุณสามีหรือภรรยาก็จะเพิ่มขึ้นแปรผันตามกันไปด้วย

การวิจัยชิ้นนี้เป็นผลงานของคณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นเมโธดิสต์ ในเมืองดัลลัส มีผู้นำทีมของแอนเดรีย เมลต์เซอร์ ได้ทำการวิจัยกับคู่รักข้าวใหม่ปลามัน 169 คู่ เป็นเวลา 4 ปี โดยขณะทำการเฝ้าติดตามตั้งคำถามเกี่ยวกับสัมพันธภาพของคู่สามีภรรยา ก็จะบันทึกน้ำหนักควบคู่ไปด้วย

พวกเขาพบว่า ภายหลังการตั้งคำถามถึงความพึงพอใจต่อชีวิตคู่ผ่านมาครบ 8 ครั้ง คู่รักที่ตอบว่าพวกตนมีความสุขดีกับชีวิตแต่งงานจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ส่วนคู่ที่บอกว่าไม่ค่อยมีความสุขกลับมีน้ำหนักลดลง

เมลต์เซอร์กล่าวว่า หน่วยความสุขที่เพิ่มขึ้นแต่ละหน่วย ไม่ว่ากับตัวสามีภรรยาคนใดคนหนึ่งหรือทั้งคู่ ก็จะเพิ่มดัชนีมวลกาย 0.12 โดยเฉลี่ยทุกๆ 6 เดือน นั่นเท่ากับว่า หากฝ่ายภรรยาสูง 5 ฟุต 4 นิ้ว น้ำหนักของเธอจะเพิ่มขึ้นครึ่งปอนด์ทุกๆ 6 เดือน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้สืบไปในระยะยาวก็ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ กระนั้นเมลต์เซอร์บอกว่าการวิจัยใช้เวลาศึกษาในระยะเวลาเพียง 4 ปี แนวโน้มที่ยาวนานกว่านั้นจึงยังไม่ชัดเจน

ส่วนเหตุผลที่ทำให้คู่รักที่ไม่มีความสุขน้ำหนักตัวลดลงนั้น เป็นไปได้ว่าเกิดจากคู่นั้นอาจอยู่ระหว่างการหย่าและต้องการรักษารูปร่างเพื่อให้ต้องตาคนใหม่ ซึ่งเมลต์เซอร์เรียกรูปแบบนี้ว่าเป็นโมเดล “ตลาดหาคู่”

ผลวิจัยชิ้นนี้นำเสนอต่อสมาคมเพื่อบุคลิกภาพและจิตวิทยาสังคมที่เมือนิวออร์ลีนส์ แต่ทีมวิจัยออกตัวว่า ผลที่ได้ไม่ใช่การพิสูจน์ความเกี่ยวโยงกันระหว่างเหตุกับผล
ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยโอไฮโอของสหรัฐอเมริกาในลักษณะคล้ายกัน แต่ข้อสรุปจากการศึกษาสามีภรรยามากกว่า 10,000 ราย ได้เป็นว่าฝ่ายหญิงมีแนวโน้มจะอ้วนขึ้นหลังการแต่งงาน แต่ฝ่ายชายยังค่อนข้างรักษารูปร่างไว้ได้ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า สาเหตุเพราะฝ่ายภรรยามักไม่ค่อยใส่ใจตัวเองแต่ทุ่มเทเวลาดูแลสามี เหตุผลนี้ยังอธิบายได้ด้วยว่าเหตุใดหลังการหย่าฝ่ายสามีกลับมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เมื่อไม่มีคนคอยดูแล

ดมิทรี ทูมิน นักวิจัยของมหาวิทยาลัยโอไฮไอ กล่าวว่า ผลกระทบของการแต่งงานต่อการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวนั้นแตกต่างกันสำหรับเพศชายและเพศหญิง
“ผู้ชายที่หย่าร้าง หรือผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจนอาจมากถึงกับเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้” นักวิจัยผู้นี้ปิดท้าย.

ที่มา : ไทยโพสต์ 14 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article :

.

Food for thought: The happier your marriage the heavier you're likely to be

Food for thought: The happier your marriage the heavier you’re likely to be

Beware the happy fat: Scientists prove that wedded bliss wreaks havoc with your waistline

  • Study found the happier you are in your marriage, the more likely you are to pile on the pounds
  • Scientists think those unhappy in marriage may keep weight down as they want to attract a new partner

 

PUBLISHED: 13:27 GMT, 30 January 2013

All wedded couples hope for marital bliss – but it does come at a heavy price, researchers say.

For the happier you are in your marriage, the more likely you are to pile on the pounds.

A team from the Southern Methodist University in Dallas studied 169 newly married couples over four years. During this period they measured their weight and asked them how satisfied they were in their relationship eight times.

They found that spouses who were happy in their union tended to gain more weight while those who weren’t so satisfied tended to gain less weight.

The findings held even after compensating for factors such as pregnancy.

Lead researcher Andrea Meltzer, said: ‘For each unit of increase in satisfaction found, either by the person or the partner, a 0.12 increase in BMI occurred every six months, on average.’

This increase would be equivalent to a 5ft 4 woman weighing 8.5st gaining half a pound every six months.

Although the weight gain period wasn’t great it could add up over a longer period of time.

‘We don’t know what happens after the four years yet,’ she told Health Day.

 

Dr Meltzer speculated that those in unhappy marriages may manage their weight better because they are contemplating divorce and want to attract a new partner. She called this the ‘mating market’ model.

However, she cautioned that her results, which she presented at the Society for Personality and Social Psychology in New Orleans, doesn’t prove a cause and effect link.

There has been much research into the effects of marriage on health. A recent study from Ohio University found wives tend to put on weight after tying the knot while men stay relatively trim.

The scientists, who tracked the lives and figures of more than 10,000 husbands and wives suggested this was because women stop taking care of themselves to look after their husbands when they get married.This could explain why men in the study generally gained weight if they split with their partner.

Ohio State University researcher Dmitry Tumin said: ‘Clearly, the effect of marital transitions on weight changes differs  by gender.

‘Divorces for men, and to some extent, marriages for women, promote weight gains that may be large enough to pose a health risk.’

SOURCE: dailymail.co.uk

‘อ้วน’ แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์

dailynews130319_001อ้วน คำล้อเลียนสั้น ๆ ที่ทำให้คนถูกทักเสียความมั่นใจไปได้ง่าย ๆ นั่นเพราะคำนี้มีความหมายโดยตรงต่อความรู้สึกกับรูปลักษณ์ภายนอกที่มองเห็นในชั่วพริบตา

แล้วทำไมถึง อ้วน? คำตอบก็คือ กิน กิน กิน จนเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการและขาดการออกกำลังกาย กรณีนี้เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป แต่พฤติกรรมอีกอย่างที่ทำให้คนเราอ้วนโดยไม่รู้ตัวหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นั่นคือ การกินอาหารที่มีรสชาติถูกปาก

ดร.นพ.เวสารัช เวสสโกวิท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคณะกรรมการอำนวยการสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน เมื่อความอ้วนมาป่วนผิว จัดโดยสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ว่า การรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นการกินขนมหรือเครื่องดื่มต่าง ๆ ล้วนให้แคลอรี่ทั้งสิ้น โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง และเป็น น้ำตาลที่มาจากข้าวโพด หรือเรียกกว่า น้ำตาลฟรักโตส เพราะน้ำตาลชนิดนี้มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าน้ำตาลอ้อย แต่ให้ความหวานมากกว่า ทำให้รู้สึกหิวตลอด

“สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล เมื่อกินไปนาน ๆ จะทำให้อ้วนมากขึ้นและมีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวานมากกว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจริง ๆ เสียอีก ซึ่งอาหารที่ไร้ไขมันหรือไขมันต่ำจะใส่น้ำตาลปริมาณมาก เพื่อชดเชยกับรสชาติที่สูญเสียไป ทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะผู้บริโภคคิดว่าอาหารดังกล่าวกินแล้วจะดีต่อสุขภาพ” ดร.นพ.เวสารัช กล่าว

สำหรับวิธีสำรวจว่าตัวเราอ้วนหรือไม่ นอกจากส่องกระจกแบบยอมรับความจริงแล้ว ดร.นพ.เวสารัช ยังแนะนำให้วัดจากดัชนีมวลกาย โดยคำนวณจาก น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง ค่าที่ออกมาแสดงระดับดังนี้

ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 18.5 แสดงว่า ผอม, 18.5-24.9 แสดงว่า ปกติ, 25.0-29.9 แสดงว่าท้วม, 30.0-34.9 แสดงว่า อ้วนระดับ 1, 35.0-39.9 แสดงว่า อ้วนระดับ 2 และมากกว่าหรือเท่ากับ 40.0 แสดงว่า อ้วนระดับ 3

สิ่งที่ตามมากับความอ้วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ ความไวต่อโรคภัยไข้เจ็บ แบ่งเป็นการแสดงผลภายในและภายนอก

โรคภายในของความอ้วนจะสัมพันธ์กับกลุ่มอาการเมตะบอลิก ประกอบด้วย ไขมันสูง เบาหวาน และความดันโลหิตสูง สังเกตความเสี่ยงได้จากผู้ชายที่รอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว และผู้หญิงรอบเอวมากกว่า 32 นิ้ว ค่าข้างต้นพบว่าคนอ้วนเกือบร้อยละ 70 มีกลุ่มอาการดังกล่าว

ส่วนโรคภายนอกสังเกตได้ด้วยตาเปล่า จากผิวหนังที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ผศ.พญ.ภาวิณี ฤกษ์นิมิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคณะอนุกรรมการวิชาการ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยว่า ผิวหนังของผู้ป่วยโรคอ้วนมักมีการสูญเสียน้ำมากกว่าคนปกติ ทำให้เกิดอาการผิวแห้งแดงอักเสบได้ง่าย หรือบางครั้งเมื่ออยู่ในที่อบอ้าว จะมีเหงื่อไหลออกมาก เนื่องจากมีชั้นไขมันที่หนา ส่งผลให้เกิดความอับชื้นบริเวณซอกพับได้มาก ทำให้การระบายของเสียกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตทางหลอดเลือดน้ำเหลืองไม่สะดวก เกิดมีเส้นใยคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ไม่แข็งแรง หากเป็นแผลจะทำให้แผลหายช้ากว่าคนปกติ และยังพบว่ามีอัตราการไหลเวียนเลือดที่มาเลี้ยงผิวหนังเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีปริมาณไขมันมาก เส้นเลือดฝอยที่ผิวหนังหดและมีการขยายตัวที่ผิดปกติ

โรคผิวหนังที่พบบ่อยของผู้ป่วยโรคอ้วน ได้แก่ ผิวหนังเป็นปื้นดำหนาขรุขระดูคล้ายผ้ากำมะหยี่ พบได้ตามซอกพับ บางครั้งพบคู่กับติ่งเนื้อจำนวนมาก, โรคขนคุด, โรคที่เกี่ยวกับเซลลูไลท์หรือผิวเปลือกส้ม, โรคติดเชื้อบริเวณซอกพับ, โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง, โรคสะเก็ดเงิน และโรคเก๊าท์ อย่างไรก็ตาม เมื่อลดน้ำหนักแล้ว จะพบว่าโรคผิวหนังดังกล่าวจะมีอาการดีขึ้น ปื้นดำจะเบาบางลง ขนคุดราบลงได้ หรือแม้กระทั่งโอกาสการติดเชื้อและผื่นผิวหนังอักเสบจากการเสียดสีจะลดลงได้มาก

อยากลดความอ้วนต้องทำอย่างไร? ดร.นพ.เวสารัช บอกว่า หลักการลดความอ้วนที่ประสบความสำเร็จคือ ต้องตั้งใจมั่น มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาหารและการออกกำลังกาย ตลอดจนแรงจูงใจ หลีกเลี่ยงอาหารที่แคลอรี่สูง เช่น ของทอด ฟาสต์ฟู้ด งดเครื่องดื่มที่มีความหวาน และอาหารเสริม โดยเฉพาะอาหารเสริมไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าสามารถทำให้น้ำหนักลดได้จริง เนื่องจากไม่มีการวิจัยทางการแพทย์ที่เผยแพร่ชัดเจน

จะเห็นได้ว่า ความอ้วน นำมาซึ่งความเสี่ยงของการเกิดโรค ดังนั้น การลดความอ้วนอย่างถูกวิธี ทำให้มีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม สามารถช่วยรักษาสุขภาพได้จากภายในสู่ภายนอกร่างกาย ส่งผลต่อเนื่องให้มีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์

ที่มา : เดลินิวส์ 19 มีนาคม 2556

คนอ้วนจะเปราะบางกว่าน้ำหนักปกติ เวลาเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันขึ้น

Credit : huffingtonpost.com

Credit : huffingtonpost.com

วารสารการแพทย์ “เวชศาสตร์ฉุกเฉิน”ของสหรัฐฯ รายงานว่า ได้มีการศึกษาพบว่า คนอ้วนที่มีดัชนีมวลกายเกิน 30—35 จะมีโอกาสที่จะเสียชีวิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์สูงกว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติถึงร้อยละ 20 ยิ่งถ้าหากผู้เป็นโรคอ้วนมีดัชนีมวลกายสูงเกิน 40 ขึ้นไป จะยิ่งมีหวังลงเอยด้วยการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 80

ดัชนีมวลกาย เป็นสูตรคำนวณความอ้วนตามหลักสากลนิยม ใช้น้ำหนักตัวคิดเป็น กก.หารด้วยความสูงเป็นเมตร ยกกำลังสอง ผลลัพธ์ (เกิน 30)  ถือว่าอ้วน น้อยกว่านั้น (18.5-23) ถือว่าปกติ (ต่ำกว่า 20) ถือว่าผอม

การศึกษาหลังสุดนี้ ได้วิเคราะห์จากข้อมูล ที่ได้จากคนขับรถ ที่มีส่วนในการเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ในอเมริกา เมื่อระหว่าง พ.ศ.2539- 2551

นักวิจัยกล่าวว่า สาเหตุอันหนึ่งที่ผู้ที่อ้วนเกิน มีโอกาสที่จะเสียชีวิตสูงกว่าคนน้ำหนักปกติ ก็เพราะว่าคนอ้วนมักจะมีโรคอื่นร่วมอยู่ด้วย นอกจากนั้น คนผอมก็เสี่ยงกับการเสียชีวิตสูงด้วยเหมือนกัน หากจะเป็นแต่เฉพาะผู้ชายเท่านั้น.

ที่มา : ไทยรัฐ 31 มกราคม 2556

.

Related Article:

.

Obese Drivers May Be More Likely to Die in Car Crashes

Seat belt positioning could be one reason, study authors say

Tuesday, January 22, 2013

TUESDAY, Jan. 22 (HealthDay News) — Obese drivers are up to 80 percent more likely to die in a car crash than normal-weight drivers, a new study finds.

Car designers may need to take heavier drivers into consideration to keep them safer, the researchers said.

“This study highlights yet another negative consequence of obesity,” said study co-author Thomas Rice, a research epidemiologist with the University of California, Berkeley’s Safe Transportation Research & Education Center.

“Our findings suggest two things: first, that there is something about obese vehicle occupants that causes poorer outcomes. That thing is probably a higher prevalence of comorbidities — other health conditions — related to obesity that inhibit survival and recovery from severe injury,” he said.

Second, earlier research has shown that the proper interaction between seat belts and the human body is inhibited in the obese, Rice said.

“Specifically, the lap belt is prevented from engaging the pelvis due to excess body fat. It is this engagement between lap belt and pelvis that impedes the forward motion of occupants during frontal collisions,” he said.

Rice stressed the importance of proper seat belt use, especially among the obese. “It is critical that the lap belt be positioned as low as possible on the lap and as close to one’s pelvis as possible,” he said.

The report was published in the Jan. 21 online edition of the Emergency Medicine Journal.

For the study, Rice and Dr. Motao Zhu, from the department of epidemiology and Injury Control Research Center at the University of West Virginia, used fatality data from the U.S. National Highway Traffic Safety Administration for 1996 to 2008.

During that time, details of more than 57,000 car accidents were documented. Rice and Zhu looked specifically for accidents involving two cars resulting in a death. They refined their search further and included only accidents involving cars of similar size and type. In all, their final pool included more than 3,400 pairs of drivers.

Obesity was determined by body mass index (BMI), a measurement that takes both height and weight into account.

As the level of obesity increased, so did the odds of dying in the crash. Compared to normal-weight drivers, those at the lowest level of obesity were 21 percent more likely to die, those at the next level were 51 percent more likely to die and those who were most obese were 80 percent more likely to die, Rice and Zhu found.

Obese women had a greater risk of dying than obese men, the researchers noted.

In addition, underweight men were slightly more likely to die in a crash than normal-weight drivers, the study found.

These risks remained even for drivers wearing seat belts and even when the airbag deployed, the authors noted.

Car design may have to be adapted to reduce the risk to these drivers, Rice and Zhu add, especially in light of the U.S. obesity epidemic.

“It may be the case that passenger vehicles are well designed to protect normal-weight vehicle occupants but are deficient in protecting overweight or obese occupants,” they wrote in their study.

Commenting on the findings, Dr. David Katz, director of the Yale University Prevention Research Center, said: “We have a serious and pernicious problem of anti-obesity bias in the United States. Efforts to address that may at times invite us to pretend that size doesn’t matter, but, in fact, it does.”

The world around us has been built to accommodate prevailing norms of height, weight, he noted. “It just stands to reason that safety systems such as those in cars, designed for people of a certain average size, may serve a population of a larger average size less well,” Katz said.

That may be what’s behind the new findings, he said, but it also could be that obesity-related illnesses affect recovery from trauma.

“But minimally, [the findings] appear to mean that in car crashes, size does matter, because it affects outcome. How, why and what we can do about it now become the important questions,” Katz said.

Although the study found an association between obesity and death rates in car crashes, it did not establish a cause-and-effect relationship.

SOURCES: Thomas Rice, Ph.D., research epidemiologist, Safe Transportation Research & Education Center, University of California, Berkeley; David Katz, M.D., M.P.H., director, Yale University Prevention Research Center, New Haven, Conn.; Jan. 21, 2013, Emergency Medicine Journal, online

HealthDay
SOURCE: nlm.nih.gov

ตั้งมาตราตรวจวัดความอ้วนใหม่ จะได้รู้ถึงความเสี่ยงกับความตาย

นักวิทยาศาสตร์ได้คิดมาตราวัดความอ้วนอันใหม่ ชื่อว่า “ดัชนีรูปทรงร่างกาย” โดยนำเอาขนาดรอบเอวมาร่วมกับมาตรา “ดัชนีมวลกาย” ด้วย เพื่อแสดงให้เห็นความเกี่ยวกับอัตราความตาย มากยิ่งขึ้น ยิ่งกว่าใช้ดัชนีมวลกาย หรือขนาดเอว พิจารณาแต่เพียงอย่างเดียว

นักวิจัยเนอร์ คราคอเออร์ แห่งซิตี้ คอลเลจ นครนิวยอร์ก ได้หลักการมาจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลของชาวสหรัฐฯที่เป็นผู้ใหญ่ไม่น้อยกว่า 14,000 คน ให้ความเห็นว่า มาตราใหม่จะถือความสำคัญของน้ำหนักตัว ส่วนสูง หรือดัชนีมวลกายน้อยลง แต่จะแสดงให้เห็นปัจจัยเสี่ยงกับการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรชัดเจนขึ้น

“การวัดปริมาตรร่างกาย ทำให้เข้าใจได้ง่าย เช่นเดียวกับการตรวจทางการแพทย์ส่วนใหญ่ แต่มักโดนท้วงถึงความเกี่ยวโยงกับสุขภาพ หลักฐานที่ได้จากการศึกษา บอกให้รู้ว่า สามารถจะเอาขนาดรอบเอว น้ำหนักและการวัดร่างกายอื่น ๆ มาใช้ทำดัชนีรูปทรง ซึ่งชี้ให้เห็นอันตรายที่เพิ่มขึ้นได้.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 31 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

(Left) Death rate rises as ABSI score goes up. People with very high ABSI (in the 98th percentile) have more than twice the average risk of dying early. (Right) Death rate from obesity plotted again BMI score and percentile.

 

New ABSI Obesity Measure Predicts Early Death Better than BMI

August 3, 2012

Analyzing medical exam and mortality data from more than 14,000 adults has helped a team of scientists develop a new measure of obesity that incorporates body shape into the calculation called ABSI, “A Body Shape Index.”

A new measure of obesity developed by a City College of New York researcher and a physician predicts early death better than BMI.

BMI, or Body Mass Index, has long been the most common and convenient way to estimate a person’s percentage of body fat. Obesity is a leading cause of death worldwide. However, BMI is a poor predictor of when someone has entered the danger zone and is at risk of dying early.

“One criticism leveled at BMI is that it doesn’t distinguish muscle and fat mass, so that it doesn’t tell you if you have too much fat,” said Dr. Nir Krakauer, assistant professor of civil engineering in CCNY’s Grove School of Engineering, and study coauthor.

Professor Krakauer and his co-author, Jesse Krakauer – a physician who happens to be his father – set out to correct this weakness. They improved on BMI’s predictive power by creating a new index that incorporates body shape into the calculation called ABSI for “A Body Shape Index.” Their report appeared July 18 in the journal PLoS ONE

As ABSI increases, the mortality risk from obesity climbs. “We were able to demonstrate that those that have a high ABSI showed high rate of death over a five-year period,” said Professor Krakauer.

Formula to calculate ABSI. (WC = waist circumference, BMI = Body Mass Index.)

Unlike BMI, the calculation of ABSI includes waist circumference; another measurement used to estimate body fat. The additional variable helps account for the increased hazard faced by people who carry most of their fat around the middle – those with the so-called “apple” body shape.

As a civil engineer, Professor Krakauer focuses mainly on how climate change and human activities affect the Earth’s water and carbon cycles. He turned his hand to medical data, in part, because analysis in both fields involves extracting patterns from huge data sets. These patterns help test hypotheses about what is going on in a system.

Through his endocrinologist father he learned about the similarities between the fields. “My dad had been doing body composition work for a long time, but there was always the problem of a lack of evidence for how useful (body composition) was for quantifying risk,” he explained. “My experience with looking at large data sets helped in evaluating hypotheses.”

The father-son team analyzed medical exam and mortality data for more than 14,000 adults who participated in the National Health and Nutrition Examination Survey. Professor Krakauer wrote programs to pull patterns out of the data. They found that death rates in the group increased with ABSI, growing nearly exponentially as the ABSI score rose above average.

Individuals with very high ABSI (in the 98th percentile) had more than double the average risk of dying early. Those with a low ABSI showed a less than average risk.

An equally high BMI, on the other hand, predicts an elevated risk of death only one and a half times the average. A very low BMI also shows a mortality rate twice the average, making it a confusing indicator.

ABSI predicted risk of death across age, sex and weight. It also correctly forecast mortality for Americans of European and African origin, but was less effective for those of Mexican ancestry, something the Krakauers do not have data to explain.

Although the researchers cannot yet address the effect of dropping one’s ABSI, the authors speculate that building muscle in a way that reduces belt size could make a person healthier, even without losing weight.

For those with the highest scores, “you could treat them more aggressively,” said Professor Krakauer. “You could reduce waist circumference and ABSI and you might be able to reduce their risk.”

Going forward, the team may look at how body composition x-rays, which directly measure fat and muscle mass, could act as a health-screening tool to give an even more detailed picture of risk.

Source: City College of New York

Images: City College of New York

Data from: scitechdaily.com

.

 

พิชิตความอ้วน ให้อยู่หมัดเพื่อชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

กินเพื่ออยู่ หรืออยู่เพื่อกิน เป็นคำถามที่ตอบได้ยาก เพราะการรับประทานถือเป็นความสุขสุดยอดของชีวิต ก็เพราะอย่างนี้ คนจำนวนมากจึงตามใจปากก่อนจะนึกถึงปัญหาสุขภาพ ส่งผลให้เกิดโรคอ้วน และไขมันส่วนเกินพอกพูนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะไม่อันตรายร้ายแรงเท่ากับมะเร็ง แต่โรคอ้วนก็เป็นบ่อเกิดของโรคสารพัด

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคอ้วนคนแรกและเพียงหนึ่งเดียวในไทย “หมอแอม–นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ” ผู้อำนวยการศูนย์แบงค็อกรอยัลไลฟ์ แอนไทน์-เอจจิ้ง โรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดประเด็นว่า แนวทางการลดน้ำหนักที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ยังไม่ใช่คำตอบของการมีสุขภาพดี เพราะส่วนใหญ่วัดจากปริมาณน้ำหนักที่ลดลงว่ามากน้อยเท่าใด แต่ใครจะคิดว่าตัวเลขบนตาชั่งที่ลดลงนั้น ต้องแลกมาด้วยสภาพร่างกายทรุดโทรมไม่ต่างจากคนป่วยเรื้อรัง   เพราะต้องอดอาหาร   ควบคุมน้ำหนัก   ทำให้สมองสั่งงานช้าลง ดูแก่ก่อนวัย และบั่นทอนชีวิตให้สั้นลง

ปัญหาเรื่องน้ำหนักที่แก้ไม่ตก ทำให้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แพทย์ในอเมริการิเริ่มก่อตั้งสมาคม American Society of Obesity Medicine หรือ ASOM ค้นหาคำตอบของวิทยาการลดไขมันส่วนเกินอย่างถูกต้อง เพื่อยับยั้งกลไกไขมันที่กำลังพอกพูน ก่อนจะเกิดโรค “ทำอย่างไรให้น้ำหนักคงที่ตลอด โดยไม่บั่นทอนสุขภาพ” คือประเด็นที่จุดประกายให้เกิด แนวทางรักษาแบบอายุรศาสตร์โรคอ้วน (obesity medicine) ซึ่งไม่สนใจน้ำหนักบนตาชั่ง (เนื่องจากน้ำหนักที่หายไป 1 กิโลกรัม อาจไม่ใช่แค่ไขมัน แต่ดึงมวลกระดูก, กล้ามเนื้อ และวิตามิน ที่ร่างกายต้องการออกมาด้วย) ทว่า มุ่งเน้นการเติมเต็มระบบเผาผลาญของร่างกายจากปริมาณไขมันที่มีอยู่จริง ตามความเหมาะสมของร่างกายแต่ละคน โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ความผิดปกติของร่างกายจากผลตรวจเลือด

คุณหมออธิบายว่า แนวทางการรักษาดังกล่าวจะเริ่มต้นจากการตรวจปริมาณไขมันในร่างกายด้วยการสแกนบอดี้ แฟ็ต ผ่านเครื่อง Dexa scan whole body เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นเปอร์เซ็นต์ของไขมันและกล้ามเนื้อซึ่งละเอียดกว่าการคำนวณดัชนีมวลกาย โดยค่าบอดี้ แฟ็ต ที่เพิ่มขึ้นจากค่ามาตรฐาน 1% เพิ่มอัตราเสี่ยงถึง 10% ที่จะเสียชีวิตด้วยโรคเบาหวาน, กระดูกพรุน และโรคต่างๆเกี่ยวกับไขมัน, ความดัน, หัวใจ และเส้นเลือด ด้วยเหตุนี้ การจัดการกับไขมันส่วนเกินอย่างถูกต้อง และเพิ่มกล้ามเนื้อให้แข็งแรง คือหลักการชะลอวัยอย่างยั่งยืนที่มีประสิทธิผลที่สุด

นอกจากนี้ ยังสามารถรักษาด้วยการเจาะเลือด และใช้เครื่องมือทางห้องปฏิบัติการเชิงลึกระดับโมเลกุล เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพระบบการเผาผลาญของร่างกาย ตลอดจนการทำงานของต่อมไร้ท่อ และฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต เพื่อหาแนวทางป้องกัน เมื่อรู้ว่าร่างกายขาดอะไร ก็จะเติมเต็มเข้าไปตามรูปแบบเฉพาะของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็น อะมิโนแอซิท หรือโปรตีนที่ช่วยเผาผลาญไขมัน วิตามินหรือพืชบางชนิด ที่ร่างกายต้องการ แต่ไม่มีผลอันตรายต่อตับและไต ขณะเดียวกัน การสร้างวินัยที่ดีในการทานอาหารก็สำคัญ ไม่ควรตามใจปาก เช่นเดียวกับไม่แนะนำให้อดอาหาร   แต่ควรเลือกทานอาหารในปริมาณพออิ่ม งดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลในมื้อเย็น นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มีประสิทธิภาพ.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 23 มิถุนายน 2555

พุงโตเป็นเครื่องแสดงใกล้โรคเบาหวาน เป็นปัจจัยเสี่ยงใหญ่ที่สุดกับผู้หญิง

การศึกษาค้นคว้าทางแพทย์ครั้งใหม่พบว่า ยิ่งพุงของเราโตขึ้นมากเท่าไหร่ เป็นเครื่องแสดงให้รู้ว่ายิ่งอยู่ใกล้โรคเบาหวานแบบที่ 2 มากเข้าไปแค่นั้น

การศึกษาทำเพื่อหาความสัมพันธ์ของขนาดรอบพุง ดัชนีมวลกาย และโรคเบาหวาน

ดัชนีมวลกาย เป็นสูตรคำนวณความอ้วนตามหลักสากลนิยม ใช้น้ำหนักตัว คิดเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงคิดเป็นเมตร ยกกำลังสอง ผลลัพธ์ (เกิน 30 ถือว่า อ้วน) น้อยกว่านั้น (18.5-23 ถือว่า ปกติ) (ต่ำกว่า 20 ถือว่า ผอม)

นักวิจัยคลอเดีย แลงเกนเบิร์ก แห่งสถาบันเมทาโบลิกวิทยา โรงพยาบาลแอดเดนบรู๊ค ที่แคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษกล่าวแจ้งว่า ผลการศึกษา

ทำให้รู้ว่า ดัชนีมวลกายสัมพันธ์กับความเสี่ยงกับโรคอย่างเป็นเอกเทศ ขนาดของพุงจะเป็นปัจจัยเสี่ยงกับโรคใหญ่ที่สุดของผู้หญิง ยิ่งกว่าผู้ชาย

ดังนั้น ผู้ที่รู้ตัวว่าน้ำหนักเกิน ควรจะหมั่นตรวจวัดขนาดรอบพุง เพื่อป้องกันโรคเบาหวานเอาไว้เสมอ จะได้ระวังตัวไว้ว่าควรจะเริ่มปรับเปลี่ยนนิสัยการกินการอยู่เสียใหม่เมื่อใด.

ที่มา: ไทยรัฐ 12 มิถุนายน 2555

.

Related Link:

.

Waist Size Alone May Predict Diabetes Risk

Study Finds Waist Size Strongly Linked to Diabetes Risk, Especially in Women
By Kathleen Doheny
WebMD Health News

June 5, 2012 — Waist size can predict your diabetes risk, even if you are not obese, according to a new study.

Diabetes experts have long used both body mass index (BMI), a measure of weight related to height, and waist size to predict risk.

Obese people, with a BMI of 30 or more, and non-obese individuals with large waists are considered at higher risk.

Now, the new research finds that waist size alone predicts risk of diabetes, especially in women.

Some overweight men and women with very large waists have the same risk of diabetes as obese people, says researcher Claudia Langenberg, MD, PhD, of the Institute of Metabolic Science, Addenbrooke’s Hospital, in Cambridge, England. In BMI terminology, “overweight” is a step below “obese.”

More doctors might consider using their tape measures, she tells WebMD.

“Our results now provide clear evidence that a simple measurement of waist circumference can identify overweight individuals (BMI 25-[29.9]) with a large waist, whose risk of future diabetes is equivalent to that of obese people,” Langenberg tells WebMD.

A large waist is 35 inches or more in a woman and 40 inches or more in a man.

The findings are published in PLoS Medicine.

Waist Size, BMI, and Diabetes Risk

About 19 million Americans have diagnosed diabetes, according to the American Diabetes Association.

Most have type 2. The body does not make enough of the hormone insulin or the cells don’t use it effectively.

Langenberg’s team, the InterAct Consortium, re-evaluated data on more than 28,500 people.

They lived in eight European countries. They were in the EPIC (European Prospective Investigation into Cancer and Nutrition) study. It looked at lifestyle and other factors, and chronic disease.

Langenberg compared about 12,400 people with type 2 diabetes with about 16,100 people without.

They looked at their waist and BMI data.

Among the findings:

  • Overweight women with a large waist (35-plus) and overweight men with a large waist (40-plus) had a 10-year incidence of diabetes similar to that of obese people.
  • Higher waist size and higher BMI were each linked with higher diabetes risk.
  • High waist size was a stronger risk factor for women than for men.
  • Obese men with a large waist (40-plus) were 22 times more likely to develop diabetes than men with a low-normal BMI (18.5-22.4) and a smaller waist (less than 37 inches).
  • Obese women with a large waist (35-plus) were nearly 32 times as likely to get diabetes than women of low-normal weight and a smaller waist (less than 31 inches).

“BMI measures overall adiposity and gives no information about fat distribution,” Langenberg says.

Adiposity is a term used to represent fatness. Waist size reflects belly fat and fat around the internal organs, she says. That fat is strongly linked with type 2 diabetes.

Data from: diabetes.webmd.com