ประโยชน์ของ ‘น้ำมันตับปลา’

dailynews140329_001หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินชื่อ “น้ำมันตับปลา”

แล้วทราบหรือไม่ว่า การรับประทาน “น้ำมันตับปลา” ให้ประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย

“น้ำมันตับปลา” คือน้ำมันที่สกัดมาจากตับปลา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปลาทะเล อันได้แก่ “ปลาค็อด” จึงมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “cod liver oil”

ตับปลาเป็นแหล่งสะสมของวิตามิน เอ และวิตามิน ดี ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ดังนั้น น้ำมันตับปลาจึงมีปริมาณวิตามิน เอ และวิตามินดี สูง

แต่ทั้งนี้ ก็มีคำถามที่พบบ่อยก็คือ แล้วน้ำมันตับปลาต่างจากน้ำมันปลาทะเลอย่างไร

น้ำมันตับปลาเป็นน้ำมันที่สกัดจากตับปลา โดยตับเป็นแหล่งสะสมของวิตามิน เอ และวิตามิน ดี ส่วน “น้ำมันปลาทะเล” หรือบางคนเรียกสั้น ๆ ว่า “น้ำมันปลา” หรือ “fish oil” นั้น สกัดมาจากปลาทะเล (ซึ่งได้จากส่วนหนัง เนื้อ หัว และหางปลาทะเล) ปลาที่ใช้สกัดมักเป็นปลาทะเลน้ำลึก

น้ำมันปลาทะเลมีกรดไขมันหลายชนิด แต่กรดไขมันที่มีมากในน้ำมันปลาทะเลคือ กรดไขมันโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (Docosahexaenoic acid หรือที่เรารู้จักกันว่า..DHA..นั่นเอง) ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวสายยาว (polyunsaturated fatty acids) ในกลุ่มโอเมก้า 3

คุณประโยชน์ของ “น้ำมันตับปลา” ต่อสุขภาพของคนเรานั้น ต้องบอกว่า น้ำมันตับปลามีปริมาณวิตามิน เอ และวิตามิน ดี สูง ซึ่งวิตามิน เอ มีบทบาทสำคัญในการสร้างเยื่อบุผิวปกติและกระดูก รวมถึงการสร้างภูมิต้านทาน บทบาทที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของวิตามิน เอ คือ การช่วยให้มองเห็นในที่มืดหรือที่มีแสงสลัว

ในภาวะที่ขาดวิตามิน เอ ผู้ป่วยจะมีอาการแสดงทางผิวหนังและเยื่อบุตา โดยอาการจะเริ่มต้นที่ตา ได้แก่ อาการตาบอดกลางคืน หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาในเวลาที่เหมาะสม ผู้ป่วยอาจตาบอดได้

ส่วนวิตามิน ดี นั้นมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากอาหารผ่านเยื่อบุลำไส้เข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ วิตามิน ดี ยังมีบทบาทสำคัญที่อวัยวะอื่น ๆ ด้วย เช่น ไต โดยเพิ่มการดูดซึมกลับของแคลเซียมและฟอสฟอรัส เป็นต้น วิตามิน ดี จึงมีความสำคัญต่อการสร้างกระดูกให้เป็นไปอย่างปกติ

ในเด็กที่ขาดวิตามิน ดี จะเกิดภาวะกระดูกอ่อน ซึ่งในเด็กเรียกว่า โรคกระดูกอ่อน และในผู้ใหญ่เรียกว่าภาวะออสธีโอมาลาเซีย (osteomalacia)

สรุปแล้วน้ำมันตับปลามีประโยชน์ต่อสุขภาพในแง่ที่ให้วิตามิน เอ และวิตามิน ดี

อย่างไรก็ตาม ร่างกายจะได้รับวิตามิน เอ จากอาหารประเภทเนื้อสัตว์และผักต่าง ๆ เช่น ผักบุ้ง ตำลึง รวมทั้งแครอท ส่วนวิตามิน ดี นั้นก็มีมากในตับและไข่แดง เช่นเดียวกัน

โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายสามารถสร้างวิตามิน ดี ได้ที่ผิวหนัง โดยผิวหนังที่ได้รับแสงแดด จะสร้างวิตามิน ดี ซึ่งจะถูกเปลี่ยนที่ไตและตับให้เป็นรูปแบบที่ทำงานได้

นอกจากนี้ วิตามิน เอ และวิตามิน ดี เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน การได้รับวิตามิน 2 ชนิดนี้มากเกินไป จะทำให้มีการสะสมและเพิ่มระดับวิตามินในเลือด จนอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากระดับวิตามินที่สูงมากได้ จึงควรระมัดระวัง

 

ส่วนคำถามที่ว่า การบริโภคน้ำมันตับปลา ส่งผลให้คอเลสเตอรอลสูงจริงหรือไม่นั้น

คำตอบคือ ตับเป็นแหล่งที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง ดังนั้น การบริโภคน้ำมันตับปลาในปริมาณมาก ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้ ส่วนดีเอชเอก็มีบทบาทเกี่ยวกับการพัฒนาระบบประสาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองเห็นในช่วงอายุ 6 เดือนแรก และมีความสำคัญต่อการสร้างสารที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณระหว่างเส้นประสาท ซึ่งมีผลต่อการทำงานหรือการสั่งงานของสมอง

ดีเอชเอนั้นมีมากในน้ำมันปลาทะเล (ซึ่งไม่ใช่น้ำมันตับปลา) ซึ่งทารกที่เกิดครบกำหนด เด็ก และผู้ใหญ่ สามารถสร้างดีเอชเอได้ในร่างกาย โดยสร้างจากกรดแอลฟ่าลิโนเลนิก (alpha-linolenic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็น อย่างไรก็ตามปริมาณที่ร่างกายสร้างได้มีไม่มาก จึงมีการแนะนำให้บริโภคปลาทะเลน้ำลึกเพื่อเพิ่มระดับดีเอชเอในร่างกาย

 

ในทางการแพทย์ น้ำมันตับปลาสามารถรักษาโรคหรือทำให้อาการของโรคทุเลาลงได้หรือไม่

คำตอบคือ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะขาดวิตามิน เอ ร่วมกับภาวะขาดวิตามิน ดี อาจจะมีการแนะนำให้บริโภคน้ำมันตับปลา โดยแพทย์ต้องพิจารณาปริมาณวิตามิน เอ และวิตามิน ดี ที่ผู้ป่วยจะได้รับจากน้ำมันตับปลา และจากอาหารอื่นที่ให้วิตามิน เอ และวิตามิน ดี รวมไปถึงความร่วมมือของผู้ป่วยเองในการบริโภคน้ำมันตับปลาด้วย

คำแนะนำในการบริโภคน้ำมันตับปลา ตามที่ทราบแล้วว่า น้ำมันตับปลามีปริมาณวิตามิน เอ และวิตามิน ดี สูง  วิตามินทั้งสองตัวนี้เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน จึงมีโอกาสที่จะถูกสะสมจนถึงระดับที่เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะเมื่อบริโภคพร้อมกับยาอื่นที่มีวิตามิน เอ และหรือวิตามิน ดี ร่วมอยู่ด้วย ดังนั้น การบริโภคน้ำมันตับปลาในรูปยาหรือวิตามินเสริม จึงควรทำด้วยความระมัดระวัง ต้องพิจารณาทั้งปริมาณและระยะเวลาที่บริโภค อีกอย่างน้ำมันตับปลาไม่เหมือนน้ำมันปลาทะเล สารอาหารที่ได้รับก็มีความแตกต่างกัน.

 

รศ.ดร.พญ.นลินี จงวิริยะพันธุ์
สาขาวิชาโภชนวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 29 มีนาคม 2557

Advertisements

ไขความลับทางสมองของสารในขวดนม – หมอรามาฯไขปัญหาสุขภาพ

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีคุณแม่มือใหม่หลายท่านแวะเวียนมาสอบถามถึงนมผงที่นอกจากอ้างว่าช่วยในเรื่องการพัฒนาศักยภาพทางสมองและดวงตาของทารกแล้ว ยังส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการทางสติปัญญาดีขึ้นอีกด้วยจริงหรือไม่?

หมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพสัปดาห์นี้จะขอไขความลับของสารในนมผงและอาหารเสริมที่คุณแม่หลายท่านมีคำถามว่า ดีเอชเอ และ เออาร์เอคืออะไรกันแน่ จำเป็นหรือไม่และต้องรับประทานมากแค่ไหนถึงจะดีและเพียงพอสำหรับลูกน้อย

ในหมู่สารอาหารและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย องค์การอาหารและยาของสหรัฐเล็งเห็นว่า ดีเอชเอ นี้เป็นหนึ่งในหมู่สารอาหารทั้งหมดที่มีความสำคัญ และแม้องค์การอาหารและยาเองจะไม่กำหนดค่ามาตรฐานของความจำเป็น ดีเอชเอต่อร่างกาย แต่ก็ยอมรับว่าคนทุกคนควรจะได้รับสารดีเอชเออย่างน้อยวันละ 160 มิลลิกรัม และเนื่องจากสารนี้มีความสำคัญ จึงเห็นด้วยในส่วนของการโฆษณาเกี่ยวกับการบรรจุดีเอชเอ ในอาหารต่าง ๆ ซึ่งกำหนดไว้ว่า อาหารเหล่านั้นจะต้องมีสารดีเอชเอ ประมาณ 32 มิลลิลิตร ต่อ 1 หน่วยการรับประทาน

ขณะเดียวกันสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐได้ประกาศว่า คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร ควรจะได้รับสารดีเอชเอ ประมาณ 300 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนเด็กที่แข็งแรงควรได้รับประมาณ 220 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งสารดีเอชเอ นี้ส่วนใหญ่ได้มาจากสาหร่ายและปลาทะเล เช่น ปลากะตัก ปลาแซลมอน ปลาเฮริ่ง ปลาแม็กเคอเรล ปลาทูน่า รวมถึงเครื่องในสัตว์ เช่น ตับ และยังรวมถึงไข่แดงเท่านั้นด้วย ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า คนปกติได้รับสารดีเอชเอ ต่อวันไม่เพียงพอ จึงเกิดการคิดสารดีเอชเอสังเคราะห์ขึ้น

จริง ๆ แล้วเรื่องการสังเคราะห์สารดีเอชเอนี้เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน เริ่มจากการที่องค์การอนามัยโลกพบว่าคุณแม่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีน้ำนมอันเนื่องจากหลายสาเหตุ ทำให้ต้องหานมผงมาทดแทน ซึ่งนมผงส่วนใหญ่ก็มักขาดกรดไขมัน โอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 ที่เรียกรวม ๆ ว่า ดีเอชเอ และ เออาร์เอซึ่งกรดไขมันนี้ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว เมื่ออยู่ในน้ำนมแม่จะช่วยในเรื่องพัฒนาการของสมองและดวงตาของลูกน้อย เมื่อนมแม่มีไม่เพียงพอ องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้นักวิทยาศาสตร์ทำการวิจัยและสังเคราะห์สารนี้จากการหมักสาหร่าย เห็ด โดยใช้สารเฮกเซนซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้เป็นตัวทำละลายในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา (สารเฮกเซนนี้เป็นสารจำพวกไฮโดรคาร์บอนและอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับสารพิษตัวอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งและปัญหาสุขภาพรุนแรงได้เช่นกัน) จนในท้ายที่สุดสูตรอนุพันธ์สังเคราะห์ของ ดีเอชเอ และ เออาร์เอ ได้ถูกจัดทำขึ้น เพื่อให้ใกล้เคียงและสามารถนำมาทดแทนนมแม่เพื่อตอบสนองต่อภาวะที่ทารกคลอดก่อนกำหนดใน 60 ประเทศทั่วโลก ซึ่งอีก 8 ประเทศยินดีที่จะให้ใส่เพิ่มลงในนมผงและอาหารอื่นๆ สำหรับเด็กที่แข็งแรง ซึ่งเรื่องนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในสหรัฐ
หลายงานวิจัยได้สนับสนุนความคิดที่ว่า ดีเอชเอ และ เออาร์เอ มีประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทารก ในปี ค.ศ. 1998 นักวิจัยจากสกอตแลนด์ได้ทำการวิจัยกับเด็กที่อายุ 10 เดือน โดยให้รับประทานนมที่เสริมดีเอชเอ ในระยะ 4 เดือนแรก โดยเด็กคนดังกล่าวสามารถทำคะแนนในส่วนของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า (ในที่นี้คือการหาของที่ถูกซ่อนไว้) ได้ถูกต้อง และดีกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอเรกอน ซึ่งได้ทำการวิจัยเด็กจำนวน 470 คนแล้วพบว่า เด็กที่ได้รับสารดีเอชเอ ในนมผงสามารถทำข้อสอบที่เกี่ยวกับสายตาในช่วง 6 เดือนแรก และภาษาในช่วง 14 เดือนต่อมาได้ดีกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน

เมื่อได้ผลดังนี้ องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวอ้างว่า สาร ดีเอชเอ และ เออาร์เอ นั้น มีส่วนช่วยในพัฒนาการสมองและตาของเด็กทารกและเด็กวัยแรกเกิด ซึ่งในปีเดียวกันนั้น ทางองค์การอาหารและยาของสหรัฐได้ปฏิเสธในการใส่สารสังเคราะห์ดีเอชเอ ลงไปในนมสำหรับเด็กอ่อนเนื่องจากเห็นว่า นมผงสูตรปกติมีกรดไขมันที่สามารถเปลี่ยนเป็น ดีเอชเอ และ เออาร์เอ ได้มากเพียงพอ

ในปี ค.ศ. 2007 องค์การอาหารและยาของสหรัฐได้ประกาศว่า สารที่ถูกผสมเพิ่มเติมเข้าไปนั้น สามารถส่งผลให้เด็กที่รับประทานเกิดอาการแพ้และไม่สบายได้ ซึ่งรวมถึง ท้องเสีย ท้องอืด ดีซ่าน รวมถึงการหยุดหายใจชั่วคราว และเมื่อปี ค.ศ. 2009 ทางองค์การได้ออกมากล่าวด้วยว่า งานวิจัยที่สนับสนุนความปลอดภัยของสารสังเคราะห์ดีเอชเอ ในเด็กที่รับประทานเข้าไปนั้น ยังไม่มีข้อมูลมากเพียงพอ

ส่วนคำถามที่ว่า เด็กที่รับประทานนมหรืออาหารเสริมที่เพิ่มสารดีเอชเอจะได้รับประโยชน์จริงหรือไม่นั้น ทางนักวิจัยจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานที่เป็นงานวิจัยด้านสุขภาพที่จะสนับสนุนแนวความคิดที่ว่า ถ้าทานนมหรืออาหารเสริมที่มีดีเอชเอ มาก ๆ แล้วจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของสมองและตาอย่างแท้จริง และในหัวข้อเดียวกันนี้ จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารโภชนาการของสหรัฐนั้น นักวิจัยพบว่าไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างกรดไขมันกับพัฒนาการทางสติปัญญาหรือพฤติกรรมที่สามารถวัดได้ ขณะเดียวกัน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารกุมารแพทย์สหรัฐยังพบด้วยว่า การรับประทานสารอาหารสังเคราะห์ดีเอชเอ และ เออาร์เอ ไม่ได้ส่งผลต่อพัฒนาการของทารก ดังนั้นการเพิ่มดีเอชเอ จึงไม่มีความจำเป็น

และเมื่อปี ค.ศ. 2010 ในวารสารด้านสูตินรีแพทย์ของสหรัฐ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า จากงานวิจัยที่ทำการเก็บข้อมูลและบันทึกอย่างเข้มงวดพบว่า ไม่มีความเกี่ยวเนื่องของสารสังเคราะห์ ดีเอชเอ และ เออาร์เอ ที่เพิ่มเข้าไปในนมผงและอาหารเสริมต่าง ๆ ในการที่จะช่วยพัฒนาร่างกาย สายตา หรือแม้กระทั่งการทำงานของระบบประสาทในทารกแต่อย่างใด

ศาสตราจารย์ด้านกุมารแพทย์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ได้กล่าวโดยสรุปในงานวิจัยตอนหนึ่งถึงความจำเป็นในการรับประทานนมหรืออาหารเสริมที่เพิ่มสารสังเคราะห์ดีเอชเอ ไว้ว่า ไม่มีความจำเป็น เพราะมนุษย์สามารถสังเคราะห์กรดไขมันชนิดนี้ได้เอง และจริง ๆ แล้ว ถ้าพิจารณาอย่างรอบคอบ คำถามก็คือคนเราจะฉลาดและสายตาดีจากการรับประทานสารสังเคราะห์ดีเอชเอ และ เออาร์เอ ได้จริงหรือไม่ หรือจริง ๆ แล้ว เป็นแค่เพียงการตลาดเท่านั้น ซึ่งคำตอบก็น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
ภาควิชาวิทยาศาสตร์สื่อความหมาย

ที่มา: เดลินิวส์ 17 ธันวาคม 2554