มะเร็งในช่องปาก

dailynews140719_01เชื่อหรือไม่ว่า..มะเร็งที่พบเจอได้มากที่สุดในคนไทยคือ มะเร็งตับ มะเร็งที่พบเจอในผู้หญิงมากที่สุดคือ มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม ส่วนมะเร็งปอดและมะเร็งตับ ก็พบมากในผู้ชาย

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้คือ สถานการณ์ของโรคมะเร็งที่พบในคนไทย ซึ่งแต่ละชนิดของมะเร็งที่พบนั้น นับวันก็จะยิ่งทวีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น และนอกจากมะเร็งดังกล่าวแล้ว ภัยเงียบที่เกิดจากก้อนมะเร็งยังมีอีกหลายชนิด ชนิดที่จะนำเสนอนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งเพชฌฆาตที่จะคร่าชีวิตไปจากคนที่คุณรักได้

นั่นคือ “มะเร็งช่องปาก”

มะเร็งช่องปาก เป็นมะเร็งที่พบได้มากในผู้ป่วยช่วงวัยกลางคน อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 60 ปี แต่ก็พบได้ในคนอายุต่ำกว่า 40 ปี

อาการและอาการแสดงของมะเร็งช่องปาก

อาการที่พบได้บ่อย เช่น เกิดก้อนเนื้อขึ้นตามตำแหน่งต่าง ๆ ภายในช่องปาก อาจลุกลามเป็นแผลหรือไม่ก็ได้ แผลอาจมีลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ หรืออาจเป็นแผลลึกเรื้อรัง แผลจะโตขึ้นเรื่อย ๆ ไม่หายด้วยการใส่ยาต่าง ๆ หรือการรักษาวิธีทั่ว ๆ ไป อาจมีเลือดออกได้ง่าย และถ้ามีการติดเชื้อด้วยก็จะมีกลิ่นเหม็น นอกจากนั้น ถ้าเป็นโรคในระยะลุกลาม จะคลำต่อมน้ำเหลืองที่คอได้ร่วมด้วย เป็นต่อมน้ำเหลืองที่โตโดยไม่เจ็บ และมักอยู่ด้านเดียวกันกับก้อนเนื้อ

สาเหตุของการเกิดมะเร็งช่องปาก

สูบบุหรี่จัด สูบกล้อง บริโภคเมี่ยง หมาก ยาฉุน ยาเส้น เป็นประจำ ดื่มสุราจัด อาจมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสชนิดเอชพีวี (HPV) มีความสัมพันธ์กับการอักเสบเรื้อรังชนิดไม่ติดเชื้อของเยื่อบุช่องปาก ซึ่งจะทำให้เยื่อบุช่องปากมีลักษณะเป็นฝ้าขาว หรือเป็นปื้นสีแดง

ความรุนแรงของโรค

ความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย ที่สำคัญได้แก่
– ระยะของโรค ระยะสูงขึ้นความรุนแรงของโรคก็สูงขึ้น
– สุขภาพทั่ว ๆ ไป ถ้าแข็งแรง การรักษาจะได้ผลดีกว่า
– โรคร่วมต่าง ๆ เช่น เบาหวาน โรคไต เป็นต้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการรักษา
– อายุ ในผู้ป่วยสูงอายุ มักทนการรักษาต่าง ๆ ไม่ค่อยได้ดี

ระยะของโรค

มะเร็งช่องปากแบ่งระยะออกเป็น 4 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 มะเร็งมีขนาดก้อนเล็ก ยังไม่ลุกลาม

ระยะที่ 2 มะเร็งลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียง

ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ขึ้น และลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียงมากขึ้น และมีการลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองที่คอ

ระยะที่ 4 มะเร็งลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียงมากขึ้น ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองมากขึ้น อ้าปากไม่ได้ ต่อมน้ำเหลืองที่คอมีขนาดโตมาก หรืออาจมีโรคแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ที่อยู่ไกลออกไป เช่น ปอด ตับ หรือกระดูก เป็นต้น

อนึ่ง ช่องปากประกอบไปด้วยอวัยวะต่าง ๆ ดังนี้ คือริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เหงือก ลิ้น เนื้อเยื่อโดยรอบลิ้นสองข้าง และด้านหน้าใต้ลิ้น มะเร็งของอวัยวะต่าง ๆ เหล่านี้ จะมีสาเหตุ อาการ อาการแสดง การดำเนินโรค วิธีวินิจฉัย ระยะโรค การรักษา และความรุนแรงของโรคเหมือนกัน

การตรวจวินิจฉัยโรค

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยเฉพาะของช่องปาก หลังจากนั้นจะทำการตัดชิ้นเนื้อเพื่อไปพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา และเมื่อวินิจฉัยได้แล้วว่าเป็นมะเร็ง แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติมในเรื่องเลือด เพื่อดูการทำงานของไขกระดูก ตับ ไต และเบาหวาน ตรวจในเรื่องปัสสาวะ เพื่อดูโรคร่วมอื่น ๆ ของโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ ทำการเอกซเรย์ปอด เพื่อดูการแพร่กระจายของโรคที่ปอด และอาจมีการตรวจเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้อื่น ๆ เช่น การตรวจอัลตราซาวด์ตับ เพื่อดูการกระจายของโรคไปที่ตับ หรือการตรวจเพิ่มเติมทางเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การตรวจเพิ่มเติม ซึ่งแพทย์จะทำตามข้อบ่งชี้ไม่เหมือนกันในผู้ป่วยแต่ละราย

วิธีการรักษา

มะเร็งช่องปากมีวิธีการรักษาโดยหลัก ดังนี้

– การผ่าตัด มักใช้รักษาโรคในระยะที่ 1 ระยะที่ 2 หรือเริ่มต้นระยะที่ 3 ที่ต่อมน้ำเหลืองยังมีขนาดเล็ก หลังผ่าตัดแพทย์จะตรวจเนื้อที่ผ่าตัดออกไปทางพยาธิ ถ้ามีข้อบ่งชี้ก็จะให้การรักษาต่อเนื่องด้วยรังสีรักษา และอาจร่วมกับเคมีบำบัดด้วย

– รังสีรักษา เป็นวิธีการรักษาที่อาจใช้ร่วมกับการผ่าตัด หรือใช้วิธีรังสีรักษาร่วมกับการทำเคมีบำบัด หรือใช้รังสีรักษาร่วมกับการผ่าตัดและทำเคมีบำบัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ในแต่ละราย ซึ่งการฉายรังสี มักจะใช้ระยะเวลาประมาณ  6-7 สัปดาห์ ฉายรังสีวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 5 วัน และอาจมีการรักษาทางรังสีโดยการใส่แร่ ซึ่งจะมีข้อบ่งชี้เฉพาะเจาะจง รักษาได้เฉพาะผู้ป่วยบางรายเท่านั้น ซึ่งแพทย์จะประเมินจากข้อบ่งชี้เช่นกัน

– เคมีบำบัด เป็นการรักษาที่มักใช้ร่วมกับการผ่าตัดและรังสีรักษา แต่ในผู้ป่วยบางรายที่ผ่าตัดและทำรังสีรักษาไม่ได้ ก็อาจใช้เคมีบำบัดเพียงวิธีการเดียว ซึ่งมักเป็นกรณีการรักษาเพื่อประคับประคอง และเช่นเดียวกับวิธีการรักษาอื่น ๆ การใช้เคมีบำบัดก็ต้องมีข้อบ่งชี้แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละรายไม่เหมือนกัน

การตรวจรักษาเพื่อติดตามผลการรักษา

ภายหลังรักษาครบแล้ว แพทย์จะนัดตรวจรักษาผู้ป่วยต่อเนื่องเป็นระยะ ๆ โดยในปีแรกหลังครบการรักษา แพทย์จะนัดทุก 1-2 เดือน ในปีที่ 2-3 อาจนัดทุก 2-3 เดือน ปีที่ 3-5 อาจนัดทุก 3-6 เดือน และภายหลัง 5 ปี ไปแล้วมักนัดทุก 6-12 เดือน

ในการมาพบแพทย์ทุกครั้ง แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจมีการตรวจอื่น ๆ ตามข้อบ่งชี้ แตกต่างในผู้ป่วยแต่ละรายไม่เหมือนกัน  ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์พร้อมญาติสายตรง หรือผู้ดูแลผู้ป่วย  เพื่อร่วมกันพูดคุยปรึกษากับแพทย์ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม.

หน่วยรังสีและมะเร็งวิทยา ภาควิชารังสีวิทยา

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์ 19 กรกฎาคม 2557

Advertisements

เข้าปีใหม่ เลิกเหล้า เลิกเมา เลิก…แอ๊บแตก!! โดย สิรวุฒิ รวีไชยวัฒน์

manager121230_001เคยสังเกตหรือไม่ว่า อาการของแต่ละคนหลังน้ำเมาเข้าปาก เขามีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างไร บางคนอาจเมาแล้วเพี้ยน เมาแล้วร้องไห้ เมาแล้วหัวเราะ เมาแล้วหลับ เมาแล้วพูดมาก เมาแล้วใช้ความรุนแรง เมาแล้วสาวแตก ฯลฯ จนเพื่อนๆ ถึงขั้นส่ายหน้าเอือมระอา เพราะแทนที่จะได้สนุกสนานไปกับช่วงเทศกาลวันดีๆ กลับต้องมาคอยดูแล หิ้วปีกเพื่อนจอมเมาที่นอกจากพฤติกรรมเปลี่ยนแล้ว ยังดูแลตัวเองไม่ได้อีก!!

ไม่แปลกที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึงได้รับฉายามาแต่โบราณว่า…น้ำเปลี่ยนนิสัย

สาเหตุที่เมื่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าปากแล้วเปลี่ยนนิสัยคนบางคนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้นั้น นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อธิบายว่า ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมี “เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol)” เป็นส่วนประกอบ ซึ่งฤทธิ์ของเมทิลแอลกอฮอล์จะไปกดการทำงานของศูนย์ควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ ทำให้พฤติกรรมที่คนเรา “แอ๊บ” เอาไว้ตลอดเวลาหลุดออกมา ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้น น่าจะเป็นนิสัยเดิมที่เก็บเอาไว้ของคนๆ นั้นเอง ทำให้แต่ละคนเมื่อเมาเหล้าแล้วมีอาการที่แตกต่างกันออกไป

สอดคล้องกับ นพ.ทวี ตั้งเสรี รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ที่ระบุว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลให้ส่วนควบคุมพฤติกรรมเสียไป หรือหยุดทำงาน เวลาเมาเราจึงเห็นคนทำอะไรบ้าๆ บอๆ ก้าวร้าว ซึ่งต่างจากเมื่อเวลามีสติเราจะสามารถควบคุมพฤติกรรมได้ ตรงนี้ต้องคอยระมัดระวัง เพราะคนที่เมาจะดูตัวเองไม่ออก เพื่อนต้องคอยสังเกตอาการเมา โดยเฉพาะคนที่เมาแล้วมีอาการก้าวร้าวรุนแรง

“เวลาคนเมาจะแสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมา ซึ่งพฤติกรรมตรงนั้นเป็นจิตทั้งก้อน เป็นนิสัยดิบของเขา ซึ่งปกติแล้วเมื่อเรามีสติเราจะควบคุมได้ บางคนพื้นนิสัยอาจเป็นคนก้าวร้าว ใช้ความรุนแรง เมื่อเมาก็อาจทำให้มีพฤติกรรมที่รุนแรง หรือบางคนเก็บงำความเศร้าเอาไว้ เมื่อเมาก็อาจจะร้องไห้ฟูมฟายเศร้าโศกเสียใจ เป็นต้น”

นพ.ทวี กล่าวว่า ขอแนะนำสำหรับผู้ที่เคยมีประวัติดื่มเหล้าจนเมาแล้วเลอะเทอะ หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่หากจำเป็นต้องดื่มควรมีเพื่อนคอยดู คอยสังเกตพฤติกรรม และคอยเตือนสติไม่ให้เมาจนแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมา

ด้าน นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) เปิดเผยว่า การแสดงพฤติกรรมเมื่อเกิดอาการเมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีปัจจัยในการขับเคลื่อน 3 อย่าง ได้แก่ ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด นิสัยเดิมของแต่ละบุคคล และความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ซึ่งระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะส่งผลต่อพฤติกรรมและร่างกายระยะสั้น โดยส่วนใหญ่เป็นผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ระบบหัวใจและระบบหายใจ ดังนี้

1.ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 30-120 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการผ่อนคลาย เพ้อฝัน เชื่อมั่น พูดคุยง่าย เป็นกันเอง สมาธิลดลง การตัดสินใจเริ่มผิดปกติ ปฏิกิริยาตอบสนองเริ่มช้าลง การประสานงาน และการควบคุมกล้ามเนื้อบางส่วนเริ่มผิดปกติ

2.ระดับ 90-250 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการง่วงนอน ซึม ความสามารถในการจำ ในการทำความเข้าใจ ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลงอย่างชัดเจน เดินไม่ตรง ประสาทการรับรู้ผิดปกติ เช่น สายตาเบลอ

3.ระดับ 180-300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการ สับสน ซึม พูดไม่รู้เรื่อง เดินเป๋มากขึ้น สายตาสับสน วิงเวียน คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง อาจควบคุมอุจาระปัสสาวะไม่ได้

4.ระดับ 250-400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการเดินไม่ได้ หมดสติเป็นช่วงๆ จำอะไรไม่ได้ ปัสสาวะราด สูญเสียการรับรู้เพิ่มขึ้น เช่น ชาทั้งแขนขา การเต้นของหัวใจลดลง มีความผิดปกติของการหายใจ อาเจียนรุนแรง อาจเกิดอาการสำลักขณะหมดสติ

5.ระดับ 350-500 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการหมดสติ โคม่า สูญเสียปฏิกิริยาตอบสนอง มีความผิดปกติของการหายใจ หายใจช้าลง จนถึงหยุดหายใจได้ หัวใจเต้นช้าลง และเสียชีวิต

“แอลกอฮอล์เป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มโอกาสของการเกิดปัญหาดังกล่าว แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ดื่มเช่นนี้ หรือระดับนี้แล้วจะเกิด เพราะนอกจากระดับแอลกอฮอล์ในเลือดแล้วยังขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจ สิ่งแวดล้อมของการดื่ม และความสามารถในการควบคุมตัวเองด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คนที่ดื่มจะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนไม่ดื่ม คนดื่มมากจะเสี่ยงกว่าคนดื่มน้อย”

นอกจากพฤติกรรม “แอ๊บแตก” และแสดงนิสัยดิบของตนออกมาแล้ว นพ.ทักษพล อธิบายอีกว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังมีผลต่อการก่อความรุนแรงด้วย เนื่องจากปัจจัยการควบคุมตนเองเสียไป เช่น สติ การประเมินสถานการณ์และความเสี่ยง การแปรผลข้อมูล และปัจจัยความเสี่ยง เช่น กล้าเผชิญหน้า กล้าเสี่ยง และจัดการกับอารมณ์ได้ไม่ดี ที่สำคัญยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการล่วงละเมิดทางเพศ เนื่องจากขาดสติยับยั้งชั่งใจ รวมไปถึงอันตรายจากการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งแต่ละปีมีผู้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากถึง 26,000 ราย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 ที่จะถึงนี้ หากไม่ต้องการเป็น 1 ใน 26,000 รายที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือเกิดอาการแอ๊บแตก แสดงพฤติกรรมที่ไม่อยากให้ใครได้เห็น ถ้าเป็นไปได้ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือหากจำเป็นต้องดื่มควรมีเพื่อนคอยสังเกตอาหารหรือเตือนสติ ที่สำคัญดื่มแล้วไม่ควรขับรถด้วยตัวเอง เพราะหากระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าผิดกฎหมายตามประกาศกฎกระทรวงมหาดไทย ผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 ธันวาคม 2555