ตัดต่อมทอนซิล

dailynews141207_01หลายคนต่อมทอนซิลอักเสบบ่อย จนกระทบกับชีวิตประจำวัน จึงมีคำถามว่าควรตัดทิ้งดีไหม แล้วจะมีปัญหาอะไรหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน อาจารย์ประจำภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ต่อมทอนซิลเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่งที่อยู่ในช่องคอของคนเรา มีหน้าที่สร้างเซลล์เกี่ยวข้องกับการต่อต้านและกำจัดเชื้อโรค

ต่อมทอนซิลที่เราพูดกัน คือ ต่อมทอนซิลในช่องคอมีอยู่ 2 ต่อม แต่ในทางการแพทย์ต่อมทอนซิลยังหมายถึงต่อมน้ำเหลืองซึ่งมีอยู่หลายต่อม เช่น ต่อมทอนซิลหลังโพรงจมูก ต่อมทอนซิลที่โคนลิ้น โดยร่างกายของคนเรามีต่อมน้ำเหลืองบริเวณศีรษะและคอกว่า 300 ต่อม เพราะฉะนั้นคำถามที่เราเจอ คือ ถ้าตัดต่อมทอนซิลออกไปแล้วภูมิต้านทานร่างกายจะแย่ลงหรือไม่ คำตอบคือไม่เพราะเอาออกแค่ 2 ต่อมเท่านั้นจากกว่า 300 ต่อม ไม่ได้ทำให้ภูมิต้านทานลดลง

โรคเกี่ยวกับต่อมทอนซิลที่พบบ่อย คือ ต่อมทอนซิลอักเสบการติดเชื้อ ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อรา ซึ่งเชื้อที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุทำให้ต่อมทอนซิลอักเสบ คือ เชื้อไวรัส รองลงมาคือแบคทีเรีย และเชื้อรา ส่วนโรคเกี่ยวกับทอนซิลที่พบรองลงมาคือ เนื้องอก มักพบในคนไข้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ประจำ ดื่มเหล้าประจำ มีประวัติสัมผัสกับสารเคมี ยกตัวอย่างคนที่ทำงานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี มีประวัติการฉายแสงมาก่อน

ถ้าเป็นการติดเชื้อ มักจะมาโรงพยาบาลด้วยอาการไข้ เจ็บคอ กลืนน้ำลายแล้วเจ็บ กลืนลำบาก บางคนมีอาการร้าวไปที่หู คือ เจ็บคอแต่ร้าวไปที่หู แต่ถ้าเป็นเนื้องอกของต่อมทอนซิล คนไข้จะมาด้วยอาการเหมือนมีอะไรอยู่ในคอ ต่อมทอนซิลจะมีขนาดโตขึ้น บางคนอาจจะเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งอาจเป็นอาการของมะเร็ง บางคนต่อมทอนซิลแตกเป็นแผลอาจมาด้วยอาการน้ำลายปนเลือด บางคนมีอาการเจ็บคอด้านใดด้านหนึ่ง เพราะเนื้องอกต่อมทอนซิลมักจะเป็นด้านใดด้านหนึ่ง คนไข้ก็จะมาด้วยอาการเจ็บคอด้านเดียว และอาจปวดร้าวไปที่หู

การรักษาต่อมทอนซิลอักเสบถ้าเกิดจากเชื้อไวรัสไม่แนะนำให้กินยาต้านจุลชีพ หรือยาแก้อักเสบ เพราะยาแก้อักเสบเป็นยาต้านแบคทีเรีย อย่างที่เคยบอกไว้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของต่อมทอนซิลอักเสบคือติดเชื้อไวรัส ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยาแก้อักเสบ แต่ให้รักษาตามอาการ เช่น เจ็บคออาจใช้สเปรย์ลดอาการเจ็บคอหรืออมลูกอมที่มียาชา ยาลดอาการเจ็บคอ หรืออาจกินยาพาราเซตามอล หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด รสจัด ของร้อน ของมัน ของทอด แล้วจะหายเอง

แต่ถ้าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียอาจพิจารณาให้ยาต้านจุลชีพ โดยเชื้อที่พบส่วนใหญ่คือ เชื้อสเตร็ปโตคอคคัส กรุ๊ปเอ ก็จะให้เพนนิซิลิน หรืออะมอกซิซิลลิน รับประทาน เหตุผลที่ให้คือ เชื้อสเตร็ปโตคอคคัสจะคล้ายกับเนื้อเยื่อบางอย่างที่อยู่ในไต กับหัวใจ เราพบว่าคนไข้ที่เป็นต่อมทอนซิลอักเสบที่เกิดจากเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส กรุ๊ปเอ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เชื้อพวกนี้ซึ่งโครงสร้างคล้ายกับเนื้อเยื่อของคนเรา อาจกระตุ้นทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายไปทำลายตรงไตกับลิ้นหัวใจ

ควรตัดต่อมทอนซิลทิ้งเมื่อใด รศ.นพ.ปารยะ อธิบายว่า
1. เมื่อเป็นบ่อย เป็น ๆ หาย ๆ จนรบกวนคุณภาพชีวิตประจำวัน เป็นทุกครั้งต้องขาดเรียนทุกครั้ง ทำให้ประสิทธิภาพการเรียน การทำงานลดลง ที่พูดถึงตรงนี้หมายถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ใช่ไวรัส
2. ต่อมทอนซิลโตมากจนปิดกั้นทางเดินหายใจ และ
3. เมื่อสงสัยว่าเป็นเนื้องอก

สำหรับผลแทรกซ้อนจากการตัดต่อมทอนซิลจะต้องอธิบายให้คนไข้เข้าใจ เช่น หลังผ่าตัดอาจมีเลือดออก มีอาการเจ็บคอ กินเจ็บ กลืนลำบาก แต่จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ แต่การตัดต่อมทอนซิลไม่มีผลต่อภูมิต้านทานร่างกายแต่อย่างใด.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์  7 ธันวาคม 2557

Advertisements

ดื่มเหล้าแล้วมีปัญหา ?

dailynews131012_002หลายคนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ “ดื่มเหล้า” เป็นประจำที่มีโอกาส โดยไม่เลือกเทศกาล เพราะคิดว่าดื่มแล้วไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ติดเหล้า ก็แค่สังสรรค์เล็ก ๆ น้อย ๆ กับเพื่อนฝูง หรือดื่มคนเดียวพอเป็นกระสาย ใครที่คิดอย่างนี้ถือว่า คิดผิด

พญ.พันธุ์นภา กิตติรัตนไพบูลย์ ผอ.สำนักบริหารระบบบริการสุขภาพจิต  กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข  และผู้จัดการแผนงานการพัฒนาระบบการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา (ผรส.) บอกว่า  ปัจจุบันคนมักสนใจว่า ติดเหล้าแล้วจะรักษาอย่างไรไม่ให้กลับไปติดซ้ำอีก แต่สิ่งที่หมออยากจะสื่อสารให้สังคมรับรู้มากกว่าการติดเหล้า คือ “ดื่มเหล้าแล้วมีปัญหา” ซึ่งคนจำนวนนี้มีมากกว่า “คนติดเหล้า” ด้วยซ้ำ

จริง ๆ ไม่ดื่มเหล้าดีที่สุด แต่คนส่วนใหญ่จะอ้างว่า ดื่มนิด ๆ หน่อย ๆ ตามสังคม ดื่มแล้วไม่มีปัญหา ซึ่งการดื่มที่ไม่มีปัญหา คือ ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาตามมา แต่ความจริงแล้วมีบางคนที่ดื่มเหล้าเมาแล้วมีปัญหา เช่น มีเรื่องชกต่อย ขับรถชน เกิดอุบัติเหตุ ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ร่างกาย สังคม ครอบครัว แต่คนกลุ่มนี้มักจะไม่ค่อยรับรู้ว่ามีปัญหา

ถ้ามองเป็นรูปพีระมิดคนดื่มเหล้าแล้วมีปัญหาเป็นกลุ่มใหญ่มาก ในขณะที่คนติดเหล้ามีน้อยมากอยู่บนยอดพีระมิด ถ้าเขายังดื่มไปเรื่อย ๆ สุขภาพก็แย่ลงเรื่อย ๆ ยิ่งถ้าเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง ส่งผลเสียมากมายทั้งต่อร่างกาย เศรษฐกิจ และสังคม คนกลุ่มนี้บอกให้เขาหยุดดื่มคงไม่หยุด สิ่งที่เราพยายามรณรงค์ คือ ให้เขาตระหนักรับรู้ถึงปัญหา

อีกกลุ่มที่เป็นกลุ่มเสี่ยง คือ “ดื่มเหล้าแต่ยังไม่เคยเกิดปัญหา”  กลุ่มนี้ถ้าไปเตือนไม่ให้เขาดื่ม เขาก็จะบอกว่าไม่เคยเกิดปัญหา ยกตัวอย่าง เช่น ไปดื่มเหล้ากับเพื่อนเมา แล้วขับรถกลับบ้าน วันนี้ปลอดภัยดี ไม่มีอะไร เราถือว่าคนกลุ่มนี้เสี่ยง เพราะไม่รู้ว่าถ้าคุณทำแบบนี้อีกวันต่อไปจะปลอดภัยหรือไม่ คนกลุ่มนี้ต้องให้การศึกษาแก่เขา ทำอย่างไรจะลดการดื่มลง หรือว่าไม่ดื่มเลย

ในเชิงของการป้องกันจะเน้น 2 กลุ่มนี้เป็นกลุ่มหลัก  ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา คือ กลุ่มที่ดื่มเหล้าแล้วมีปัญหา ทำอย่างไรจะให้เขาลดปริมาณการดื่มลงกลายเป็นไม่มีปัญหา และคนดื่มแล้วเสี่ยงแต่ยังไม่เคยมีปัญหา

ส่วนกลุ่มที่สาม คือ “คนติดเหล้า” ซึ่งมีตั้งแต่ติดน้อย ติดมาก คนที่ติดน้อยอาจจะไม่มีอาการรุนแรง อาจจะดื่มบ่อย ๆ ดื่มเป็นประจำ ถ้าไม่ได้ดื่มอาจจะมีอาการหงุดหงิดนอนไม่หลับ ถ้าเป็นมาก อาจมือไม้สั่น สับสน ใช้เวลาในการดื่มตลอดทั้งวัน ขาดความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน สิ่งที่จะต้องทำก็ไม่ได้ทำ มีปัญหาแล้วแต่ไม่ยอมรับปัญหา ในคนกลุ่มนี้ต้องได้รับการบำบัดรักษา เพราะเขาไม่สามารถควบคุมการดื่มได้ การลดปริมาณการดื่มอาจจะไม่ช่วยอะไร เพราะเขาติดเหล้าแล้ว

ถามว่าปัญหาสุขภาพจิตเกิดขึ้นตอนไหน คำตอบ คือ
1. บางคนอาจมีปัญหาสุขภาพจิตอยู่แล้ว มีความเครียด ซึมเศร้า แต่ไม่รู่ว่าตัวเองป่วยก็เลยไปดื่มเหล้า แอลกอฮอล์อาจจะออกฤทธิ์ช่วยผ่อนคลายในช่วงแรก คนดื่มอาจคิดว่าทำให้ดีขึ้น จากที่นอนไม่หลับ พอกินเหล้าแล้วนอนหลับ ถ้ารักษาไม่ตรงกับต้นเหตุ สุดท้ายการดื่มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนคุมไม่ได้
2. มีปัญหาสุขภาพจิตขณะหยุดดื่ม ยกตัวอย่างคนที่ดื่มเหล้าจนติด แอลกอฮอล์ออกฤทธิ์ทำลายเซลล์สมอง ทำให้เซลล์สมองซึ่งทำหน้าที่ควบ คุมอารมณ์ ควบคุมสติทั้งหลายเริ่มลดลง ก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า วิตกกังวล พอหยุดดื่ม สมองขาดแอลกอฮอล์ ถูกกระตุ้น ปลุกเร้า กระสับกระส่าย กระวนกระวาย วิตกกังวล นอนไม่หลับ กลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตตามมา
3.ดื่มจนติดและทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งแต่ละช่วงการรักษาแตกต่างกัน พูดง่าย ๆ คือ ทั้งหมดมีปัญหาต่อสุขภาพจิตและต้องให้การรักษา

มีคำถามอีกว่าดื่มเหล้าแล้วหยุดได้ไหม ถ้าเกิดตั้งใจหยุดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และมีโอกาสสำเร็จสูง สิ่งที่เราช่วยคือต้องดูว่าเขาดื่มเหล้ามากขนาดไหน คนที่ติดเหล้าส่วนหนึ่ง สามารถหยุดได้เองถ้าไม่ติดรุนแรง แต่ในคนที่ติดรุนแรง ดื่มหนักมาก เคยมีประวัติทางสมอง เคยหยุดดื่มแล้วมีอาการขาดเหล้ารุนแรง ถ้าจะหยุดดื่มต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ โดยแพทย์จะให้คนไข้ค่อย ๆ ลดปริมาณการดื่มและให้ยาทดแทน ไม่ใช่หักดิบ ในคนที่ไม่ติดรุนแรงสามารถหักดิบได้ไม่มีปัญหาอะไร

สำหรับการเข้าถึงบริการรักษาคนติดเหล้า ในบ้านเราต่ำมาก เราเคยสำรวจคนที่ดื่มสุราจนมีปัญหาสุขภาพเมื่อปี 2551 พบคนมีปัญหาจากการดื่มสุราที่เป็นปัญหาทางการแพทย์ 5 ล้านคนทั้งประเทศ ในจำนวนนี้ติดสุรา 3 ล้านคน แต่มีผู้เข้ารับบริการในโรงพยาบาลไม่ถึง 2 แสนคน คิดเป็นตัวเลขประมาณ 2% น้อยมาก

อีกประเด็นที่อยากฝากคือ ในบ้านเรามักจะรณรงค์ว่าควรจะดื่มอย่างปลอดภัย ดื่มแบบไม่มีอันตราย ซึ่งเป็นการรณรงค์ที่ค่อนข้างอันตรายมาก ประเด็นในการรณรงค์นี้มักออกมาจากประเทศทางตะวันตก ซึ่งดูจากตัวเลข ประชากรของเขาส่วนใหญ่ 80% ดื่มเป็นวีถีอยู่แล้ว แต่คนไทยประมาณ 50-60% ไม่ได้ดื่มเหล้า มีเพียง 40% เท่านั้นที่ดื่ม ดังนั้นการรณรงค์ด้วยแคมเปญเดียวกันกับประเทศตะวันตก จะกระตุ้นทำให้คนไม่ดื่มดื่มมากขึ้น ตรงนี้อันตรายมากสำหรับคนไทย ดังนั้นต้องรณรงค์ว่าไม่ควรดื่มเลย.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 12 ตุลาคม 2556

หมอเตือนภัยมะเร็งช่องปากพุ่งติด1ใน10อันดับแรกพบในคนไทย

ascannotdo121226_001นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า มะเร็งช่องปากเป็น 1 ใน 10 อันดับแรกของมะเร็งที่พบในคนไทย ข้อมูลจากโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในปี 2555 พบมะเร็งที่ลิ้นมากที่สุดจำนวน 354 ราย โดยเป็นมะเร็งที่โคนลิ้น 181 ราย และมะเร็งที่ส่วนอื่น ของลิ้น 173 ราย รองลงมาคือมะเร็งที่เพดานปาก 284 ราย มะเร็งที่พื้นของช่องปาก มะเร็งที่เหงือก และมะเร็งริมฝีปาก ส่วนที่ยังคงพบน้อยคือมะเร็งที่ต่อมน้ำลาย

โดยสัญญาณเตือนของมะเร็งช่องปากในระยะแรก จะมีแผลเรื้อรังในช่องปากที่เป็นแล้วไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ มีแผ่นฝ้าสีขาวถูไม่ออกหรือแผ่นฝ้าสีแดง มีก้อนที่ปากหรือคอ ขอบลิ้น หรือขอบริมฝีปากมีลักษณะแข็งเป็นไต เจ็บคอเรื้อรัง เสียงแหบ กลืนลำบาก หรือมีอาการแสบที่ลิ้น หากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งช่องปากคือผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กินหมาก เป็นประจำ และมีประวัติญาติป่วยเป็นมะเร็ง โดยเฉพาะเมื่อมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งในช่องปากเป็นประจำทุกปี การตรวจพบรอยโรคระยะแรกหรือรอยโรคก่อนมะเร็ง และรีบรักษาจะเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้

โดยกรมอนามัยได้เริ่มโครงการคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เพื่อให้ผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปากและได้รับการส่งต่อเพื่อรับการรักษา โดยผลการดำเนินงานล่าสุดในปี 2554 ใน 12 จังหวัด คือ สระบุรี สมุทรสาคร พิษณุโลก นครสวรรค์ สุพรรณบุรี ปัตตานี นครศรีธรรมราช ยะลา นครราชสีมา อุบลราชบุรี หนองบัวลำภู และแพร่ พบกลุ่มเสี่ยง 8,861 ราย อายุเฉลี่ย 53 ปี เป็นชายร้อยละ 46 หญิงร้อยละ 54 ในจำนวนดังกล่าวพบว่าสูบบุหรี่ร้อยละ 26 ดื่มเหล้าร้อยละ 18 กินหมาก ร้อยละ 8 ครอบครัวมีประวัติมะเร็งร้อยละ 11 และพบรอยโรคในช่องปากทั้งหมด 712 ราย พบรอยโรคก่อนมะเร็ง 67 ราย

ด้าน ทันตแพทย์สุธา เจียรมณีโชติชัย ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข กล่าวว่า สิ่งที่สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย จะดำเนินการต่อในปี 2555-2557 คือการพัฒนาศักยภาพทันตบุคลากรทั่วประเทศในการคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปากและช่วยผู้ป่วยให้เลิกบุหรี่ พัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยภายในจังหวัดและในเขต พัฒนาทันตแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในการรับส่งต่อผู้ป่วย

รวมถึงพัฒนาแนวทางการลดปัจจัยเสี่ยงของโรคใน กลุ่มเสี่ยง มีการจัดทำฐานข้อมูลผลการตรวจคัดกรองรอยโรคในช่องปาก และรณรงค์สร้างกระแสให้ประชาชน ไปรับการตรวจเนื้อเยื่อในช่องปาก และได้รับการแนะนำเรื่องการเลิกบุหรี่ที่คลินิกทันตกรรม เพื่อให้อัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งช่องปากลดลง

ที่มา : มติชน 21 ธันวาคม 2555