ห่วงคนไทยเสพโซเซียลยามดึก เสี่ยง ‘โรคต้อหิน’ ทำตาบอดได้

thairath140405_002กระทรวงสาธารณสุขเตือนคนปิดไฟดูทีวี สมาร์ทโฟนในความมืด เสี่ยงเกิดโรค “เทคโนโลยีซินโดรม” สร้างความเครียดผู้ใช้ ทำให้ความดันในลูกตาสูง เสี่ยงเกิดโรคต้อหินถึงขั้นตาบอดได้ แนะอายุ 40 ปี พบจักษุแพทย์ปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจค้นหาโรคต้อหิน โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน เสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป 5-7 เท่าตัว…

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 57 นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า วันที่ 6 มีนาคมของทุกปี เป็น “วันต้อหินโลก” ซึ่งโรคต้อหิน (Glaucoma) เป็นสาเหตุตาบอดอันดับ 2 ของโลก รองจากตาต้อกระจก ประมาณการว่า มีคนตาบอดทั่วโลก 4.5 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นถึง 11.2 ล้านคน ในปี พ.ศ.2563 ผู้ป่วยโรคต้อหินส่วนใหญ่ร้อยละ 90 มักจะไม่ค่อยรู้ตัวมาก่อน เนื่องจากโรคต้อหินมีอาการค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น องค์กรต้อหินโลก (World Glaucoma Association) ซึ่งมีสมาชิกที่เป็นชมรม หรือสมาคมแพทย์ต้อหินจากกว่า 75 ประเทศทั่วโลก จึงได้รณรงค์ให้ทราบถึงอันตรายของโรคต้อหิน เพื่อป้องกันตาบอดและสูญเสียการมองเห็น นอกจากนี้ ยังให้ตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจตา และการดูแลถนอมดวงตาให้เป็นปกติให้ได้นานมากที่สุด

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสถิติสาธารณสุข ปี 2555 พบผู้ป่วยโรคต้อหิน ทั่วประเทศ 17,687 ราย ชายหญิงพอๆ กัน พบมากสุดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4,831 ราย ภาคกลาง 4,352 ราย กรุงเทพมหานคร 3,486 ราย ภาคเหนือ 3,084 ราย และภาคใต้ 1,934 ราย โดยในคนปกติทั่วไปที่อายุ 40 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคต้อหินประมาณร้อยละ 1 ส่วนผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นต้อหินมากถึงร้อยละ 5-7 หรือมากกว่าคนปกติ 5-7 เท่าตัว แนวโน้มผู้ป่วยโรคนี้ จะมากขึ้นตามจำนวนผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งขณะนี้ไทยมีประมาณ 3.5 ล้านคน ได้กำชับให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ รณรงค์ให้ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป พบจักษุแพทย์เพื่อตรวจตาปีละ 1 ครั้ง และผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป พบจักษุแพทย์ปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจหาโรคแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดปัญหาการสูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อหินได้ จัดบริการตรวจตาให้ผู้ป่วยเบาหวานทุกราย เพื่อค้นหาโรคและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ

ทางด้าน นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญโรคตาประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี กล่าวว่า โรคต้อหิน เป็นกลุ่มโรคของดวงตา โรคนี้จะมีการทำลายของเส้นประสาทตาจากหลายสาเหตุ ที่สำคัญคือ เกิดจากความดันในลูกตาสูง ทั้งจากการสร้างน้ำในลูกตามากเกินไป หรือระบายออกน้อยเกินไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรือค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ คนเป็นจะไม่รู้ตัว ขึ้นกับชนิดของต้อหิน แล้วมีผลให้ลานสายตาแคบลงเรื่อยๆ จนสูญเสียการมองเห็นไปในที่สุด ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการรักษาโรคนี้และได้ผลดี ทั้งการใช้ยาหยอดตา เลเซอร์ ผ่าตัด มีเครื่องมือที่สอดไปเพื่อระบายน้ำในลูกตา อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับการตรวจและให้การรักษาอย่างทันท่วงทีเป็นเรื่องสำคัญมาก หากปล่อยทิ้งไว้จนสูญเสียการมองเห็น แม้จะรักษาความดันได้เป็นปกติ แต่สายตาจะไม่กลับคืนเป็นปกติ หรือเรียกว่า สูญเสียอย่างถาวร หากบอดแล้วบอดเลย หรือตาพร่ามัวตลอดชีวิต

“ที่น่าห่วงเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้ พบว่า สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคต้อหิน อีกอย่างหนึ่งคือความเครียด ทำให้เกิดความดันลูกตาขึ้นได้ ซึ่งขณะนี้ประชาชนมีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้นทั้งคอมพิวเตอร์ มือถือ โทรทัศน์ จนทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า เทคโนโลยีซินโดรม ซึ่งเทคโนโลยีซินโดรม ไม่ได้ทำให้เกิดจุดรับภาพจอตาเสื่อม หรือตาบอด แต่จะทำให้เกิดความล้าของสายตา ตาแห้ง เนื่องจากต้องใช้สายตาเพ่งที่ภาพ หรือตัวอักษรที่มีขนาดเล็กและอยู่ในจอ การเพ่งจะทำให้ม่านตาขยายใหญ่ขึ้นกว่าปกติ โดยเฉพาะผู้ที่นิยมปิดไฟดูทีวี เล่นสมาร์ทโฟน ไอแพด มีแอพพลิเคชั่นมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟชบุ๊ก หรือไลน์ต่างๆ การส่องไฟฉายอ่านหนังสือ จะมีความเสี่ยงเกิดเทคโนโลยีซินโดรมได้ง่าย เพราะต้องใช้สายตากำกับตลอดเวลา จะทำให้กล้ามเนื้อตาล้า ตาแห้ง เครียดตลอดเวลา ยิ่งรายละเอียดเยอะ ตายิ่งทำงานหนัก” นพ.ฐาปนวงศ์ กล่าว

นพ.ฐาปนวงศ์ กล่าวอีกว่า การใช้เทคโนโลยีมาก ไม่ว่าจะดูเพื่อความบันเทิง ดูข่าวสารทั่วโลกนาน คุยกัน ความระทึกต่างๆ จะทำให้ผู้ใช้เกิดความเครียด โดยอาการเตือนของความเครียด จะเริ่มรู้สึกแสบตา ตาแห้ง น้ำตาไหล กะพริบตาบ่อย ปวดเมื่อยล้าที่กระบอกตา สายตาพร่า มองเห็นไม่ชัด บางคนมีอาการปวดศีรษะไมเกรนร่วมด้วย วิธีรักษาด้วยตนเอง สามารถทำได้ง่ายๆ คือให้นอนหลับเป็นเวลา 7 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ซึ่งจะเป็นการรักษาที่ให้ผลดีที่สุด และดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อเพิ่มน้ำให้ตาให้ชุ่มชื้นขึ้น หรือทำประคบเย็น โดยให้ใช้ผ้าขนหนูหนา หรือผ้าเช็ดหน้าพับ 3 ส่วน นำไปแช่น้ำที่มีน้ำแข็งจนเย็น บิดหมาดๆ วางปิดตั้งแต่ขมับให้ทับพาดผ่านดวงตา เว้นสันจมูก ไปถึงขมับอีกข้าง ถ้าเย็นเกินไปให้เอาออก หากหายเย็นให้นำไปแช่น้ำเย็นใหม่อีกครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 20 นาที พัก 1 นาที วันละ 2 หน จะช่วยลดความเครียด เพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา นอกจากนี้ ควรเปิดไฟดูทีวี การอ่านหนังสือในที่แสงสว่างเพียงพอ ดีที่สุดควรใช้เทคโนโลยีเท่าที่จำเป็น ใช้ให้ปลอดภัย เหมาะสม คือใช้นานประมาณ 25 นาที และให้พัก 5 นาที หรือใช้นาน 30 นาที และพัก 10 นาที เปลี่ยนอิริยาบถสลับกันไป จะช่วยได้ให้เหมาะสม ถ้าไม่จำเป็นอย่ายุ่งกับเทคโนโลยี ให้ควบคุมใจตัวเอง

ทั้งนี้ ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2551 พบคนไทย อายุ 6 ปีขึ้นไป ดูทีวี 57 ล้านคน และล่าสุด ปี 2555 คนไทยใช้คอมพิวเตอร์  21 ล้านกว่าคน ใช้โทรศัพท์มือถือ 44 ล้านกว่าคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในกรุงเทพมหานครมากที่สุดร้อยละ 84 ภาคกลางร้อยละ 75  ภาคเหนือร้อยละ 68 ภาคใต้ร้อยละ 67 ต่ำสุดภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 64

 

ที่มา : ไทยรัฐ 5 มีนาคม 2557

Advertisements

ทีวีดัดนิสัยให้เป็นคนต่อต้านสังคม

thairath130226_001มหาวิทยาลัยโอทาโก ของนิวซีแลนด์ พบในการศึกษาว่า ไม่ว่าเด็กเล็กหรือวัยแรกรุ่น หากดูทีวีมากๆ เมื่อเป็นผู้ใหญ่ต่อไป อาจ จะมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม และเป็นคนเกะกะเกเรไปก็ได้

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยได้ศึกษาจากเด็กที่เกิดในเมืองแห่งหนึ่ง จำนวน 1,000 คน โดยติดตามสัมภาษณ์เด็กเหล่านั้น ระหว่างช่วงอายุ 5-15 ปี ทุกระยะๆ 2 ปี ว่าดูโทรทัศน์มากเท่าใด และคอยติดตามพฤติกรรมการดูด้วย ได้พบว่า ไม่แต่เพียงเด็กที่มีพฤติกรรมต่อต้านสังคมเท่านั้น ที่ดูทีวีมาก หากแต่เด็กคนที่ ดูโทรทัศน์มากก็มักจะแสดงอาการและลักษณะนิสัยต่อต้านสังคมออกมาด้วย

นักวิจัยยังคำนวณออกมาได้ว่า การดูทีวีแต่ละชั่วโมง เมื่อตอนวัยเด็กจะเพิ่มความเสี่ยงให้ไปมีพฤติกรรมโน้มเอียงทางอาชญากรรม เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นอีกร้อยละ 7 เด็กที่ชมโทรทัศน์มากๆ จะส่ง เสริมให้มีลักษณะนิสัยดุร้าย มีอารมณ์ร้อนแรง เสี่ยงกับการมีบุคลิกภาพทางต่อต้านสังคม และเสี่ยงกับโรคจิตที่มีลักษณะในรูปของความก้าวร้าวและเป็นปฏิปักษ์กับสังคม.

ที่มา :  ไทยรัฐ 26 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article :

.

Children and adolescents who watch a lot of television are more likely to manifest antisocial and criminal behaviour when they become adults, according to a new study. (Credit: © Monkey Business / Fotolia)

Children and adolescents who watch a lot of television are more likely to manifest antisocial and criminal behaviour when they become adults, according to a new study. (Credit: © Monkey Business / Fotolia)

Excessive TV in Childhood Linked to Long-Term Antisocial Behavior, New Zealand Study Shows

Feb. 18, 2013 — Children and adolescents who watch a lot of television are more likely to manifest antisocial and criminal behaviour when they become adults, according to a new University of Otago, New Zealand, study published online in the journalPediatrics.

The study followed a group of around 1,000 children born in the New Zealand city of Dunedin in 1972-73. Every two years between the ages of 5 and 15, they were asked how much television they watched. Those who watched more television were more likely to have a criminal conviction and were also more likely to have antisocial personality traits in adulthood.

Study co-author Associate Professor Bob Hancox of the University’s Department of Preventive and Social Medicine says he and colleagues found that the risk of having a criminal conviction by early adulthood increased by about 30% with every hour that children spent watching TV on an average weeknight.

The study also found that watching more television in childhood was associated, in adulthood, with aggressive personality traits, an increased tendency to experience negative emotions, and an increased risk of antisocial personality disorder — a psychiatric disorder characterised by persistent patterns of aggressive and antisocial behaviour.

The researchers found that the relationship between TV viewing and antisocial behaviour was not explained by socio-economic status, aggressive or antisocial behaviour in early childhood, or parenting factors.

A study co-author, Lindsay Robertson, says it is not that children who were already antisocial watched more television. “Rather, children who watched a lot of television were likely to go on to manifest antisocial behaviour and personality traits.”

Other studies have suggested a link between television viewing and antisocial behaviour, though very few have been able to demonstrate a cause-and-effect sequence. This is the first ‘real-life’ study that has asked about TV viewing throughout the whole childhood period, and has looked at a range of antisocial outcomes in adulthood. As an observational study, it cannot prove that watching too much television caused the antisocial outcomes, but the findings are consistent with most of the research and provides further evidence that excessive television can have long-term consequences for behaviour.

“Antisocial behaviour is a major problem for society. While we’re not saying that television causes all antisocial behaviour, our findings do suggest that reducing TV viewing could go some way towards reducing rates of antisocial behaviour in society,” says Associate Professor Hancox.

The American Academy of Pediatrics recommends that children should watch no more than 1 to 2 hours of quality television programming each day. The researchers say their findings support the idea that parents should try to limit their children’s television use.

This research emerges from the Dunedin Multidisciplinary Health and Development Study. The Study is run by the Dunedin Multidisciplinary Health and Development Research Unit, which is supported by the Health Research Council of New Zealand.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byUniversity of Otago, via EurekAlert!, a service of AAAS.

Journal Reference:

  1. Lindsay A. Robertson, Helena M. McAnally, and Robert J. Hancox. Childhood and Adolescent Television Viewing and Antisocial Behavior in Early AdulthoodPediatrics, February 18, 2013 DOI: 10.1542/peds.2012-1582

นั่ง-นอนนาน สเปิร์มหด

dailynews130213_003เซ็กซ์ที่สุขสม นอกจากต้องมีลีลาดีถูกใจกันและกันแล้ว เซ็กซ์ยังต้องมีคุณภาพ ในที่นี้หมายความถึง คุณภาพของน้ำเชื้ออสุจิ หรือสเปิร์ม ที่จะว่ายไปเจาะไข่ของฝ่ายหญิง หวังผลเรื่องการปฏิสนธิ เกิดเป็นทารกน้อยในครรภ์นั่นเอง ดังนั้น ฝ่ายชายที่วางแผนอยากปั๊มเบบี๋ ไม่ควรมองข้ามเรื่องคุณภาพสเปิร์ม

ทว่าอย่างหนึ่งที่ชายหนุ่มหลายคนไม่คาดคิด คือ พฤติกรรมบางอย่างส่งผลเสียต่อคุณภาพสเปิร์ม เรื่องนี้ทางมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคยทำการศึกษาไว้ โดย ดร.ออเดรย์ แกสกินส์ หัวหน้าทีมวิจัยพบว่า พฤติกรรมเกียจคร้าน เคลื่อนไหวร่างกายน้อย ทำให้คุณภาพและจำนวนของสเปิร์มอ่อนด้อย ลดน้อยลงไป จึงถือเป็นปัจจัยบั่นทอนโอกาสการมีบุตร โดยเฉพาะพฤติกรรมนั่งๆ นอนๆ ดูทีวีเป็นเวลานานๆ ส่งผลให้ร่างกายขาดโอกาสเคลื่อนไหวและใช้พลังงาน แถมยังทำให้อุณหภูมิบริเวณอัณฑะสูงขึ้น ส่งผลเสียต่อสเปิร์ม 

ที่เล่ามานี้ ดร.ออเดรย์ ทราบมาจากผลการศึกษาชายหนุ่ม 189 คน อายุระหว่าง 18-22 ปี ที่สุขภาพแข็งแรงดี แต่มีพฤติกรรมดูทีวีเฉลี่ยกว่า 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จึงทำให้จำนวนสเปิร์มของพวกเขาลดลงร้อยละ 40 ซึ่งถือว่าลดลงไปมากเมื่อเทียบกับชายหนุ่มที่ไม่ค่อยใช้เวลาดูทีวี ส่วนชายหนุ่มที่ออกกำลังกายเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พบว่า มีสเปิร์มที่แข็งแรงกว่าร้อยละ 73 แถมยังมีจำนวนมากกว่า เมื่อเทียบกับคนที่ออกกำลังกายโดยเฉลี่ยน้อยกว่า 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่เรื่องขาดออกกำลังกายเท่านั้น การสวมกางเกงฟิตแน่นรัดน้องชายจนหายใจแถบไม่ออก รวมถึงการขับรถหรือการขี่จักรยานยนต์นานเกินไป ยังถือเป็นปัจจัยก่อกวนคุณภาพและจำนวนสเปิร์มด้วย

เมื่อคุณผู้ชายที่อยากมีทายาทได้รู้เช่นนี้แล้ว คงจะขยันแค่เมคเลิฟอย่างเดียวไม่ได้ ต้องหมั่นออกกำลังกาย และอย่ามัวนั่ง ๆ นอน ๆ กันล่ะ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา : เดลินิวส์  13 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article :

.

Couch potato: Men who spend their time slumped in front of a TV may suffer from low sperm quality

Couch potato: Men who spend their time slumped in front of a TV may suffer from low sperm quality

Watching TV for too long ‘cuts male fertility by half’. Study shows laziness leads to a drop in sperm quality

  • Long periods on the sofa may lead to fertility issues for men
  • Study found higher sperm count among active young men

By JENNY HOPE

PUBLISHED: 00:18 GMT, 5 February 2013

 

Young men who watch TV for just three hours a day have half the sperm count of men rarely found in front of the box, warn researchers.

For the first time, a study shows falling sperm quality is linked to lower levels of physical activity.

Men who are mostly sedentary lose out to those who are moderately active, says the Harvard University study in the British Journal of Sports Medicine.

Experts say the effect could be due to lack of exercise, or to overheating of the testicles caused by prolonged sitting.

Men wanting to father a child are currently urged against wearing tight underpants to improve sperm quality, while drivers and cyclists may also be at risk.

In the latest study from the Harvard School of Public Health (HSPH), healthy young men who watched more than 20 hours of TV each week had a 44 per cent lower sperm count than those who watched almost no TV.

Men who exercised for 15 or more hours weekly at a moderate to vigorous rate had a 73 per cent higher sperm count than those who exercised less than five hours per week. Mild exercise did not affect sperm quality.

Study leader Dr Audrey Gaskins said ‘We know very little about how lifestyle may impact semen quality and male fertility in general so identifying two potentially modifiable factors that appear to have such a big impact on sperm counts is truly exciting,’

The researchers analysed the semen quality of 189 men between the ages of 18 to 22 participating in the Rochester Young Men’s Study during 2009-2010 at the University of Rochester.

The men were asked about their physical activity and how much time they spent watching TV, DVDs or videos over the previous three months, in addition to health issues that may affect their sperm quality, such as diet, stress levels, and smoking.

Over half the men were of normal weight, and levels of diagnosed infertility were low.

The amount of moderate to vigorous physical activity taken each week ranged from five to 14 hours, while weekly TV screen time varied from four to 20 hours.

Those who watched most TV, 20 hours or more, had a sperm count almost half that of men watching the least, and TV viewing seemed to cancel out the benefits of exercise.

Fertile: Three hours of TV a day may have a sperm count of just half that of their more active counterparts

Fertile: Three hours of TV a day may have a sperm count of just half that of their more active counterparts

Jorge Chavarro, senior author of the study and assistant professor of nutrition and epidemiology at HSPH, said: ‘The majority of the previous studies on physical activity and semen quality had focused on professional marathon runners and cyclists, who reach physical activity levels that most people in the world cannot match.

‘We were able to examine a range of physical activity that is more relevant to men in the general population.’

However, he added, while a reduced sperm count has been linked to lower fertility, it does not necessarily ruin a man’s chances of fathering a child.

Dr Allan Pacey, Senior Lecturer in Andrology, University of Sheffield, said ‘The results are intriguing and suggest that men who do regular exercise have higher sperm counts than men who watch a lot of television.

‘On the face of it, this seems like a well conducted study albeit with a relatively small number of participants.

‘Having said that, the authors appear to have used good methodology and have attempted to control for all of the obvious variables that might differ between the two groups of men (e.g. diet, smoking, Body Mass Index).

‘Their conclusions are plausible, and I would agree that there is evidence to suggest that moderate exercise could change men’s physiology sufficiently to improve testicular health.

‘Similarly, we already know that testicular heating through sedentary jobs or tight underwear can decrease sperm counts and so arguably the same effect might be seen in men who spend too many hours on the sofa watching television.

‘However, it remains to be seen if coaxing a TV watching couch potato into doing some regular exercise could actually improve his sperm count.

‘Or whether there exists an unknown fundamental difference between men who like exercise and those who do not which might account for the findings.

‘This should be a relatively easy study to perform, but before all worried men hunt for their sports bag it’s important to note that other research suggests that doing too much exercise can be harmful to sperm production and this study did not examine the type and intensity of exercise their participants were undertaking.

‘My advice would be everything in moderation – and that includes time in the gym as well as watching TV, or perhaps both at the same time!’

SOURCE: dailymail.co.uk