รู้จักตับ – รักษ์ตับ

dailynews141005_03ตับเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหน

รู้หรือไม่ ตับของเราเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรองจากปอด แต่หนักที่สุด คือ ประมาณกิโลกว่า ๆ ตามแต่ขนาดของร่างกายคนนั้น ๆ รูปร่างเป็นสามเหลี่ยมถ้ามองจากด้านหน้า ท่านลองก้มหน้ามองที่หน้าท้องของตัวเอง เอาฝ่ามือขวาวางคร่อมตรงชายโครงและหน้าท้องซีกขวาทางด้านหน้า เอาปลายนิ้วกลางไว้ตรงลิ้นปี่ ตรงแถวนั้นเอง ลึกลงไปในช่องท้องใต้ฝ่ามือ เป็นที่ที่ตับซ่อนอยู่ รู้หรือไม่ถ้ามีความจำเป็นต้องตรวจเนื้อตับ หมอจะเจาะตับผ่านผิวหนัง เข้าทางช่องระหว่างชายโครงขวา ทางด้านข้างลำตัว เมื่อตับเราใหญ่ขนาดนี้ หมอเลยเจาะกันไม่ค่อยพลาด

ในตับมีอะไรอยู่

จริง ๆ แล้วท่านหาตับหมูมาดูก็ได้ เพียงแต่รูปร่างไม่เหมือนกัน ถ้าดูด้วยตาเปล่าจะเห็นตับมีสีแดง ผิวเรียบ มีเส้นเลือดดำใหญ่วิ่งตรงมาจากทางเดินอาหารที่เรียกว่า พอร์ตอล นั่นหมายถึง สารอาหารต่าง ๆ ที่เราทานเข้าไปก็มีทางออกรวมกันทางส่วนบนของตับวิ่งเข้าสู่หัวใจ ใกล้ ๆ เส้นเลือดทุกเส้นก็จะมีท่อน้ำดีขนาดเล็ก รวมตัวกันเป็นท่อขนาดใหญ่ขึ้นวิ่งออกไปทางด้านล่างของตับ ข้าง ๆ ท่อน้ำดีก็ยังมีถุงน้ำดีอยู่แถว ๆ ใต้ตับเช่นกัน ซึ่งจะมีท่อเล็ก ๆ ยื่นออกมาต่อกับท่อน้ำดี จากนั้นท่อน้ำดีรวมก็จะไปเปิดก๊อกให้น้ำดีออกแถว ๆ ลำไส้เล็กส่วนต้น น้ำดีที่กล่าวถึงเป็นที่รวมของดีและของเสียที่ร่างกายขับทิ้งออกทางตับ น้ำดีมีสีออกเหลือง ๆ เขียว ๆ น้ำดีที่ไหลออกมาส่วนหนึ่งจะไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี ซึ่งจะถูกบีบตัวเอาออกมาใช้ช่วยย่อยอาหารพวกไขมันในช่วงหลังอาหาร

ข้างในตับก็จะมีเนื้อตับ ถ้าหากเอากล้องจุลทรรศน์ส่องดูจะเห็นส่วนประกอบเล็ก ๆ ที่เรียกว่า เซลล์ ที่จริงแล้วที่ตรงไหนของร่างกายก็ประกอบด้วยเซลล์ แต่เซลล์ของตับจะมีรูปร่างเฉพาะ เรียงตัวกันเป็นแถวเป็นกลุ่มอย่างสวยงาม เซลล์ตับก็ทำหน้าที่ของตับไปเรื่อย ๆ นอกจากเซลล์ตับแล้ว ยังมีเซลล์อื่น ๆ อีกหลายชนิดแทรกอยู่ในเนื้อตับ เช่น เม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ เป็นต้น มีเซลล์อยู่ชนิดหนึ่ง อยากให้ทำความรู้จักกันไว้สักนิดจะได้ไม่ตกข่าว เป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างพังผืดหรือเนื้อเยื่อระหว่างเซลล์ของตับ ที่เรียกกันว่า สเตลเลตเซลล์ (Stellate cell) เนื่องจากมันมีรูปร่างเหมือนดาว มีแขนขายื่นออกมารอบ ๆ (Stellate cell) นี้เป็นเซลล์ต้นกำเนิดของเนื้อเยื่อพังผืด ซึ่งมิได้ทำงานใด ๆ แต่จะหดรัดให้เนื้อตับเสียหาย หดเหี่ยวลงจนกลายเป็น “ตับแข็ง”

ตับทำหน้าที่อะไร

ประการแรก ตับทำหน้าที่นำเอาสารอาหารที่ย่อยมาแล้วจากทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต (พวกแป้ง น้ำตาล) ไขมัน โปรตีน (พวกเนื้อต่าง ๆ) วิตามิน ยา หรืออะไรก็ตามที่เราทานเข้าไปมาปรับเปลี่ยนให้เป็นสารอาหารที่เหมาะกับการใช้ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น สร้างโปรตีนอัลบูมิน (โปรตีนไข่ขาว) โปรตีนที่ช่วยการแข็งตัวของเลือด ไขมันในเลือดชนิดต่าง ๆ เป็นต้น ที่น่าสนใจก็คือ ยาต่าง ๆ สมุนไพร วิตามิน อาหารเสริม หรืออะไรก็ตามที่เราทานเข้าไป บางครั้งตับก็เลือกไม่ถูกว่าที่ทานเข้าไปมีประโยชน์อะไร ตับก็ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ปรับเปลี่ยนเป็นสารที่เป็นพิษต่อร่างกาย ต่อตับเองจนเกิดตับอักเสบ เป็นอันตราย ที่ถูกที่ควรคืออย่าไปหาอะไรทานสุ่มสี่สุ่มห้า อะไรที่ไม่ใช่อาหารปกติก็อย่าเที่ยวไปหาทาน เช่น มะรุมที่ไปทานเป็นเม็ด เป็นแคปซูล เป็นยาต้ม เป็นสาเหตุของโรคตับที่รุนแรงได้เช่นกัน

ประการที่สอง ตับทำหน้าที่สะสมอาหารต่าง ๆ เอาไว้ใช้เมื่อร่างกายต้องการ เช่น เก็บน้ำตาลกลูโคสในรูปของไกลโคเจนสะสมไว้ในตับ เมื่อร่างกายต้องการพลังงานก็จะเปลี่ยนไกลโคเจนกลับมาเป็นกลูโคส ส่งไปที่ต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อเอาไปใช้เป็นพลังงานต่อไป ผู้ป่วยที่ตับอักเสบขั้นรุนแรงจะมีน้ำตาลในเลือดต่ำเลยเป็นที่มาของคำพูดที่ว่า เป็นโรคตับให้ทานน้ำหวาน ซึ่งที่จริงแล้วจะต้องทานต่อเมื่อตับเสียไปมาก ๆ ตอนระยะท้าย ๆ ของโรคตับ ฉะนั้นอย่าไปทานน้ำหวานกันโดยไม่จำเป็น

ประการที่สาม ตับทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียในรูปของน้ำดี ออกมาทางท่อน้ำดี แล้วลงไปออกที่ลำไส้เล็กส่วนต้น น้ำดีนอกจากจะเป็นของเสียที่ร่างกายขับออกมาแล้ว ยังมีน้ำที่เป็นของดีปนอยู่ด้วย (ด้วยเหตุฉะนี้กระมัง เลยเรียกน้ำเขียว ๆ เหลือง ๆ ที่ออกมาจากตับว่า “น้ำดี”) ที่ว่ามีของดีปนออกมาก็เพราะว่าน้ำดีนั้นใช้ช่วยในการย่อยอาหารประเภทไขมัน ช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ต้องใช้ไขมันร่วมด้วย คือ วิตามิน เอ ดี อี และ เค คนที่ท่อน้ำดีอุดตันก็จะมีตาเหลือง ตัวเหลือง คันผิวหนังเพราะของเสียสารสีเหลืองคั่งใต้ผิวหนัง ขับออกมาไม่ได้ นาน ๆ เข้าอุจจาระจะสีซีด ท้องเสียเวลาทานของมัน ขาดวิตามินที่เห็นชัดเห็นผลเร็วก็คือ การขาดวิตามินเค (K) เลือดจะแข็งตัวไม่ดี เลือดออกแล้วไหลไม่หยุด

ถึงเวลานี้คงจะจินตนาการภาพของตับออกได้บ้าง และพอจะทราบว่าตับสำคัญต่อร่างกายอย่างไรพอเป็นสังเขป แต่ก็เพียงพอที่จะรัก รักษ์ตับ ถนอมตับ ให้ปลอดจากสารพิษ อาหารพิษ สารพิษเจือปนในอาหาร ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบทุกตัวที่มี เพื่อถนอมตับให้อยู่ดี มีคุณภาพ ตลอดชั่วอายุขัย

’ทานอาหารดีมีประโยชน์เสมือนหนึ่งยาบำรุง

หรือจะต้องมุ่งทานยาเพื่อบำรุงและรักษาโรค?“

ข้อมูลจาก นายแพทย์ ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ ศูนย์โรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 5 ตุลาคม 2557

งดเหล้าเข้าพรรษา ตับจะมีปัญหาแค่ช่วงนี้หรือ ?

dailynews140723_02หลายท่านอาจไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงมีการรณรงค์ให้งดเหล้าเฉพาะช่วงเข้าพรรษา เพราะถ้าถามหาคำตอบจากคนส่วนใหญ่คงได้รับคำอธิบายว่า จริงๆ แล้วก็อยากให้งดเหล้าตลอดไป แต่ที่ให้งดเหล้าช่วงเข้าพรรษาเพราะเป็นกุศโลบายที่เข้าใจได้ง่ายว่า ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นงดเหล้าเมื่อไหร่ดีก็เริ่มช่วงเข้าพรรษานี้สิดีเพราะมีความเชื่อมโยงกับศาสนาและการทำความดีละเว้นความชั่ว ซึ่งเหตุผลของผู้ที่ดื่มเหล้าอาจมีมากมาย เช่น ดื่มแก้เครียด ดื่มเพื่อฉลองความสุข ดื่มแก้เหงา และดื่มเพื่อเข้าสังคม ฯลฯ และเชื่อว่าผู้ที่ดื่มเหล้าหลายคนอาจไม่เคยคิด ไม่เคยตระหนักมาก่อนว่าหลังจากที่ดื่มจนติดเป็นนิสัยแล้วผลที่ตามมานั้นร้ายแรงอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ผลต่อสมอง ซึ่งแอลกอฮอล์จะออกฤทธิ์กดประสาท ทำให้สมองทำงานช้าลง ตัดสินใจช้า ความคิดสับสน ความจำเสื่อม การทรงตัวไม่ดี ปลายประสาทพิการ ทำให้ชาตามมือตามเท้า ถ้าดื่มอย่างรวดเร็วใน ปริมาณมากๆ จะทำให้หมดสติ และหยุดหายใจ เป็นเหตุให้เสียชีวิตได้

นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสมองแล้ว ปัญหาตับอักเสบหรือตับแข็ง ก็มีสาเหตุจากการดื่มเหล้าจัดเช่นกัน หรืออาจมีโรคอื่นร่วมด้วย เช่น ตับอักเสบจากไวรัสเรื้อรังไม่รักษา ซึ่งอาการเบื้องต้นของผู้ที่มีปัญหาตับอักเสบหรือตับแข็งจะค่อยๆ เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เริ่มแรกจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้ และอาจมีอาการอาเจียนเป็นบางครั้ง รู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงขวาเล็กน้อย มักจะถ่ายเหลว ความรู้สึกทางเพศลดลง ตาอาจเหลืองเล็กน้อย ด้วยเหตุที่อาการเหล่านั้นมาอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ไม่ทันระวังป้องกัน เมื่อตับแข็งเรื้อรังก็จะเข้าสู่ระยะสุดท้ายของโรค ผู้ป่วยจะแสดงอาการท้องมาน เท้าบวม มีเส้นเลือดขอดที่ขา เส้นเลือดพองที่หน้าท้อง อาจอาเจียนเป็นเลือดสดๆ เนื่องจากเส้นเลือดที่หลอดอาหารขอดแล้วแตกซึ่งอาจถึงช็อกและตายได้

ดังนั้น หากท่านใดรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับตับ เช่น ไปสังสรรค์กับเพื่อน ดื่มเหล้าเป็นประจำ ก็ควรหาทางป้องกันก่อนที่จะสายเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งจากแอลกอฮอล์ ควรได้รับวิตามินและเกลือแร่อย่างพอเพียงควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารอย่างถูกหลักโภชนาการ ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งมีโอกาสเสียชีวิตได้ง่ายจากการติดเชื้อในทางเดินอาหาร ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยโรคตับแข็งต้องรับประทานอาหารที่ปรุงสุกและสะอาด โดยเฉพาะปลาหรืออาหารทะเล การรับประทานอาหารในคนไข้ที่เป็นตับแข็งนั้น สมควรที่จะแบ่งอาหารออกเป็นหลายมื้อ เนื่องจากบางครั้งผู้ป่วยอาจมีปัญหาในการย่อยอาหาร ไม่สามารถรับประทานอาหารในปริมาณมากได้ การรับประทานอาหารอย่างพอเพียงโดยแบ่งเป็นหลายๆ มื้อ ทำให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ โดยสารอาหารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดสารพิษและการเผาผลาญอาหารของตับ เช่น เซเลเนียม (Selenium) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเอ็นไซม์ ขจัดสารพิษของตับ ลดความรุนแรงของปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดพิษต่อตับ หรือน้ำแอปเปิ้ลสกัดเข้มข้น (Apple Venegar) ซึ่งประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นหลายชนิดในการเผาผลาญอาหาร หรือลองรับประทานยีสต์สกัดเข้มข้น (Brewer’s Yeast Extract) ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มวิตามินบี โครเมียม และเซเลเนียมที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการเผาผลาญที่ตับ หรือน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) ที่ช่วยฟื้นฟูเซลล์ตับ เป็นสารต้านการอักเสบ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังช่วยจับกับแอลกอฮอล์ ช่วยลดความเสียหายของตับได้

ข้อมูลโดย เมก้า วีแคร์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 23 กรกฎาคม 2557

มะเร็งตับรู้ได้เร็วช่วยยืดอายุได้

dailynews121223_004cมะเร็งตับเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอยู่ในอันดับต้น ๆ ในกลุ่มมะเร็งด้วยกันทั้งชายและหญิง ผู้คนจะรู้สึกกลัวเมื่อเอ่ยถึงโรคนี้ เพราะรู้ว่าอาการมักจะรุนแรง รักษาหายขาดได้ยาก และพบว่าอายุจะไม่ค่อยยืนยาวด้วย และมีให้เห็นบ่อยอยู่เสมอ ด้วยเราไม่ได้เข้มงวดกวดขันเรื่องการป้องกันให้เต็มที่พอ ใช้ชีวิตกันสบาย ๆ ตามความเคยชิน

ตับ เป็นอวัยวะค่อนข้างใหญ่ อยู่ในช่องท้องส่วนบนทั้งซ้ายและขวา เวลาเกิดเป็นโรคที่ตับจุดใดจุดหนึ่ง ส่วนที่เหลือจะทำงานทดแทนได้ให้ร่างกายเป็นปกติ เมื่อโรคค่อย ๆ ลุกลามมากขึ้นจนตับส่วนดีทำแทนไม่ไหว อาการจะเริ่มปรากฏขึ้น อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ตัวเหลือง ตาเหลือง ถึงระยะนี้โรคก็จะลุกลามไปมากแล้ว

กลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งตับ ที่พบกันอยู่บ่อย ได้แก่ ผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบทั้งบีและซี เมื่อเป็นไปนาน ๆ อาการหายไป แต่เชื้อไวรัสยังมีอยู่เรียกว่าเป็นพาหะ พวกที่เป็นตับอักเสบนานเข้าหน้าที่ของตับจะเสียเป็นตับแข็ง เป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญหากไม่ดูแลให้ดีมีโอกาสจะเป็นมะเร็งตับได้

มะเร็งตับ มี 2 แบบ อาจเกิดที่ตัวตับเองหรือท่อน้ำดีแล้วลุกลามเข้าตับ หรือเกิดที่อวัยวะอื่น เช่น เต้านม ปอด ลำไส้ใหญ่ กระดูก แล้วลุกลามมาที่ตับ ทั้ง 2 แบบถ้ามีโอกาสรู้แต่เริ่มแรก ให้การรักษาทันที ผลจะค่อนข้างดีอยู่ได้นานปี

จากสถิติพบว่าประชาชนภาคอีสาน ป่วยเป็นมะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี คล้ายจะสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะขอนแก่น ผู้ที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป ผลสำรวจพบชายเป็นมะเร็งตับและท่อน้ำดีถึง 280 คนต่อประชากรแสนคน ผู้หญิง 140 คน แต่ละปีคนอีสานจะเสียชีวิตจากโรคนี้ร่วม 3 หมื่นคน

อาหารพื้นบ้าน : ปลาร้าดิบ เป็นปัจจัยสำคัญเพราะจะมีสารก่อมะเร็งซ่อนอยู่ ปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด เอามากินแบบสุก ๆดิบ ๆ จะมีพยาธิใบไม้ตับ ถ้าต้มให้สุกทั้งปลาร้าและปลาดิบ เชื้อพยาธิจะตาย แต่รสชาติจะเสียไป แต่ก็ไม่เสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับ

การรักษา มีหลายรูปแบบ แล้วแต่ขนาดของก้อนมะเร็ง และระยะของโรคว่าดำเนินไปถึงไหน สภาพของคนไข้เป็นอย่างไร รายใดที่สามารถผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกได้ก็มีโอกาสที่จะอยู่ได้ยืนยาวกว่าแบบอื่น

ผมมาคุยเรื่องตับในวันนี้เนื่องด้วย คุณวิทยา ตัณฑสุทธิ์ นักข่าวอาวุโสที่ผมรักนับถือมาก เดินทางไปทำข่าวต่างจังหวัดด้วยกันมาร่วม 20 ปี ได้จากไปด้วยมะเร็งตับเมื่อเร็ว ๆ นี้ ราว 1 เดือนที่แล้วได้ติดต่อมาเห็นว่าอ่อนเพลีย น้ำหนักลดไปบ้าง อยากมาตรวจสุขภาพดู และได้มาตรวจที่ รพ.ราชวิถี

ครั้งสุดท้ายมากับภรรยามาพบผมที่ รพ.ราชวิถี เล่าให้ฟังว่า นพ.กวิญ ลีละวัฒน์ บอกว่าเป็นเนื้องอกที่ตับ นัดจะผ่าเอาก้อนออกให้อีก 2 อาทิตย์ ดูจากรายงานที่ตรวจ พบก้อนที่บริเวณตับและถุงน้ำดีขนาด 3 ซม. ยังไม่มีอาการเหลือง เดินได้คล่องดี คุยกันอย่างดี มีกำลังใจดีมาก รู้ว่าเป็นมะเร็งตับยังยิ้มอยู่เสมอ บอกไม่กลัว ผ่าออกเสียก็คงจะสบายขึ้น

รุ่งขึ้นภรรยาโทรฯมาบอกว่าตอนเช้าไปประชุมที่สมาคมนักข่าวหน้า รพ.วชิระ อยู่ ๆ ก็ใจสั่น เวียนศีรษะ เดินไม่ไหว เพื่อน ๆได้นำส่ง รพ.วชิระ พอรู้สึกตัวดีบอกว่าอยากย้ายมา รพ.ราชวิถี ภรรยาก็ทำตามต้องการ

วันที่ 17 ม.ค. ผมได้ไปเยี่ยมตอนบ่ายเพราะรุ่งขึ้น 18 ม.ค. จะต้องเดินทางไป จ.น่าน เพื่อร่วมงานแจกทุนการศึกษากับเด็กนักเรียนยากจนของมูลนิธิสมเพิ่ม กิตตินันท์ กรมป่าไม้เก่า ไปถึงพบว่าคุณวิทยาได้อยู่ในห้องไอซียูแล้ว ด้วยระบบไหลเวียนไม่สะดวก ครอบครัวและน้องชายอยู่กันพร้อม รุ่งขึ้นเมื่อผมถึงน่านตอนเช้าก็ได้รับโทรศัพท์จากภรรยาคุณวิทยาว่าจากไปแล้ว รู้สึกสะดุดทันที เป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงผ่านไปเร็วมาก เข้าใจว่าคงเป็นผลจากโรคหัวใจร่วมด้วย ต้องขอแสดงความเสียใจอย่างมากด้วย

คุณวิทยา ตัณฑสุทธิ์ ได้ให้ความรู้แก่ผมมาตลอดด้านการทำข่าว ให้มองถึงผลประโยชน์ที่ถูกต้องด้วยจริยธรรมและคุณธรรมกับคนกลุ่มใหญ่ไว้เสมอ เป็นผู้มีประสบการณ์ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มามาก ด้วยความรักใคร่ผูกพันจึงขอย้ายโรงพยาบาลมาอยู่ใกล้กัน ทุกข์สุขหรือปัญหาอะไรจะได้คุยปรึกษากันด้วยความอบอุ่นสบายใจ ชีวิตคนเรายามป่วยก็ต้องการแค่นี้ ขอวิญญาณจงไปสู่สุคติในสัมปรายภพด้วยเถิด.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 10 กุมภาพันธ์ 2556

“เมื่อตับมีก้อน…อย่านอนใจ”

dailynews121230_001ถ้าถามว่าอวัยวะใดในร่างกายที่มีน้ำหนักมากที่สุด ผมเชื่อว่าหลายคนคงตอบไม่ถูกเป็นแน่…คำตอบก็คือ “ตับ” ครับ   เมื่อเรารับประทานอาหารไป อาหารต่าง ๆ ก็จะไปสู่ระบบทางเดินอาหารรวมถึงตับของเราด้วย ซึ่งตับจะทำหน้าที่คล้ายโรงงานของร่างกายคือ ปรับเปลี่ยนสารอาหารต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อการนำไปใช้งานแล้วส่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงทำหน้าที่ขับของเสียในร่างกายอีกด้วย…

แต่วันดีคืนดี ตับของเราเกิดมีก้อนแปลกประหลาดโผล่ขึ้นมาล่ะจะทำอย่างไร? อย่าเพิ่งตกใจครับ เพราะไม่ได้มีเพียงก้อนเนื้อร้ายเท่านั้น ก้อนเนื้อดี ๆ ก็มีเยอะครับ และปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่ทำให้เราสามารถกำจัดก้อนเนื้อร้ายเหล่านั้นออกไปได้ครับ แต่ความสำคัญอยู่ตรงที่ว่าเราจะป้องกันไม่ให้เกิดก้อนเนื้อเหล่านั้นได้อย่างไร? วันนี้ผมมีคำตอบมาให้ทุกท่านครับ

ผศ.นพ.ดร.ปิยะวัฒน์  โกมลมิศร์ หัวหน้าสาขาทางเดินอาหารและตับ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับตับว่า “ตับ เป็นอวัยวะที่มีน้ำหนักมากที่สุดในร่างกายของคนเรา ทำหน้าที่คล้ายโรงงานของร่างกาย ไม่ว่าเราจะทานอาหารอะไรเข้าไป พอย่อยเสร็จก็ผ่านเข้าไปในตับ ตับก็มีหน้าที่ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมแล้วส่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าไม่มีตับอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายก็ไม่สามารถนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้ คำว่าปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม เช่น ย่อยเนื้อสัตว์ที่กินเข้าไปให้กลายเป็นกรดอะมิโน แล้วสร้างเป็นโปรตีนชนิดใหม่ขึ้นมา นอกจากนั้นเมื่อเกิดของเสียขึ้นในร่างกาย ของเสียเหล่านั้นก็วนกลับมาที่ตับ ตับก็จะมีหน้าที่ขับของเสียทิ้งออกไปทางท่อน้ำดี  ซึ่งในหน้าที่อันมากมายของตับนี้ก็มีโรคร้ายต่าง ๆ เกิดขึ้นกับตับได้มากมายเช่นเดียวกัน”

โรคที่เกิดขึ้นกับตับ เช่น ตับอักเสบ, เกิดก้อนในตับ, ท่อน้ำดีในตับเกิดการอุดตัน และไขมันเกาะที่ตับ ซึ่งเมื่อก่อนคิดกันว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คงเหมือนกับไขมันที่เกาะอยู่ตามอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย แต่เมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมาเราพบว่า การที่มีไขมันเกาะอยู่ที่ตับมากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดตับอักเสบหรือตับแข็งได้ และยังสามารถเกิดเป็นมะเร็งตับได้อีกด้วย

อีกหนึ่งอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับตับก็คือ “ตับวาย” ถามว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร? เรื่องนี้คุณหมอปิยะวัฒน์ให้คำตอบว่า อาการตับวายส่วนใหญ่เกิดเนื่องจากการอักเสบของตับ การรับประทานยาที่ผิดปกติซึ่งจะไปทำลายตับ หรือการติดเชื้อไวรัสทำให้ตับอักเสบรุนแรง ตับหยุดทำงานทันที อาการเช่นนี้เรียกว่า ตับวาย ซึ่งถ้าแพทย์สามารถวินิจฉัยได้ว่ามีอาการตับวายตั้งแต่เริ่มต้น สามารถหาสาเหตุได้ว่าตับวายเกิดจากอะไร ก็มียาที่สามารถช่วยประวิงเวลาให้ตับฟื้นกลับมาได้

นอกจากนี้ยังมี โรคตับที่เกี่ยวเนื่องกับพันธุกรรม ซึ่งคุณหมอปิยะวัฒน์บอกว่าพบได้ไม่บ่อยนักในเมืองไทย เช่น บางคนเกิดมาด้วยภาวะที่ร่างกายไม่สามารถขับธาตุทองแดงทิ้งไปจากร่างกายได้ ธาตุทองแดงก็สะสมอยู่ในตับ วันดีคืนดีตับก็เกิดอักเสบเรื้อรังขึ้นมาได้ เกิดตับแข็งและเสียชีวิตในที่สุด หรือบางคนรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเยอะ พอดูดซึมเข้าไปในตับแล้วขับไม่ออก ก็เกิดตับแข็งได้เช่นเดียวกัน…ส่วนโรคตับที่พบได้บ่อย แต่จริง ๆ แล้วในคนไทยมักจะไม่เรียกว่าเป็นโรคทางพันธุกรรม คือโรคไวรัสตับอักเสบบี เพราะมักจะพบว่าแม่หรือญาติทางฝ่ายแม่เป็นพาหะของ ไวรัสตับอักเสบบี ลูกก็จะได้รับเชื้อดังกล่าวผ่านทางเลือดมาตั้งแต่เกิด และมาแสดงอาการเมื่ออายุ 30-40 ปีก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นคุณสุภาพสตรีทั้งหลายที่กำลังคิดจะมีบุตร ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดครับ เพื่อเราจะได้ทราบว่าตนเองเป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่อย่างไร ร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงอย่างไร? อย่าวิตกไปเองครับ ให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยจะดีกว่า

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าปัจจุบันมีวิธีการ “ล้างตับ” เกิดขึ้น ซึ่งก็อาศัยหลักการเดียวกับการล้างไต แต่จะใช้กับคนไข้เฉพาะบางกรณีเท่านั้น อีกทั้งประสิทธิภาพไม่ดีเทียบเท่ากับเครื่องมือล้างไต ทำได้เพียงแค่ล้างสารพิษและคราบน้ำดีเหลือง ๆ ที่คั่งค้างออกไปได้ แต่เราไม่สามารถทำให้ตับกลับมาทำงานได้ดีเท่าที่ควร ถึงจุดหนึ่งแพทย์ก็ยังคงต้องผ่าตัดเอาตับที่เสียออกไปแล้วใส่ตับใหม่เข้าไปทำหน้าที่แทน ซึ่งเป็นตับที่ได้จากการบริจาคของผู้ใจบุญ…ฉะนั้นก่อนที่จะต้องถูกผ่าตัดตับทิ้งไปทั้งก้อน ทุกคนควรจะทราบว่า “ตับเป็นอวัยวะเพียงอย่างเดียวในร่างกายที่สามารถงอกได้คล้ายกับหางจิ้งจก” คือเมื่อตับถูกตัดทิ้งไปบางส่วนแล้วมันสามารถจะงอกกลับมาดังเดิมได้ แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยระยะเวลาและการดูแลตับที่ถูกต้องเหมาะสมเพราะถ้าสาเหตุที่ไปทำลายตับยังคงอยู่ ก็เป็นเรื่องยากที่ตับจะงอกใหม่ได้ ทุกคนคงเคยได้ยินคำว่าตับแข็ง เมื่อก่อนเข้าใจว่าเป็นตับแข็งแล้วไม่มีทางหาย ไม่มีทางฟื้นกลับมาได้ แต่ปัจจุบันต้องบอกว่า “ตับแข็งหายได้…ฟื้นกลับมาได้เพราะตับงอกได้” แต่เราต้องกำจัดสาเหตุของตับอักเสบหรือตับแข็งอันนั้นก่อน หาสาเหตุของโรคเสร็จก็ให้การรักษา เมื่อโรคหยุด ตับก็หยุดอักเสบ เนื้อตับดี ตับก็สามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ครับ

กลับมาที่เรื่องก้อนในตับที่ผมได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า ก้อนในตับมีทั้งก้อนที่ดีและก้อนที่ไม่ดี ซึ่งเรื่องนี้คุณหมอปิยะวัฒน์อธิบายว่า แรกเริ่มที่ก้อนในตับมีขนาดประมาณ 1-3 ซม. เรามักจะไม่ทราบ เนื่องจากไม่มีอาการแสดงใด ๆ แต่เมื่อก้อนดังกล่าวมีขนาด 10–15 ซม. ขึ้นไป คนไข้จะมีอาการจุก ๆ แน่น ๆ เป็นเหตุให้ไปพบแพทย์ จึงตรวจพบว่ามีก้อนเกิดขึ้นในตับ ซึ่งถ้าเป็นก้อนเนื้อร้าย การค้นพบในขั้นนี้นับว่ายากต่อการเยียวยารักษาแล้ว ทั้งนี้การตรวจสุขภาพประจำปีไม่สามารถบอกได้ว่าเรามีก้อนในตับหรือไม่  ต้องเพิ่มการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องด้วย จึงจะค้นพบก้อนในตับ

คุณหมอปิยะวัฒน์ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับก้อนในตับไว้ว่า

“ก้อนในตับชนิดดีหรือชนิดที่ไม่เป็นอันตราย อย่างแรกเลยก็คือ “ถุงน้ำในตับ” ซึ่งพบได้บ่อยมาก และบ่อยครั้งที่คนไข้จะวิตกกังวลว่าตนเองจะเป็นมะเร็ง หลังได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่า มีถุงน้ำในตับ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมอยากให้สบายใจได้ว่าถุงน้ำนั้นจะไม่เจริญไปเป็นมะเร็ง แม้มันจะมีขนาดโตขึ้นได้แต่จะโตขึ้นอย่างช้า ๆ และไม่ก่อปัญหา เพียงแต่ทุกครั้งที่ไปพบแพทย์ ก็ให้แพทย์ตรวจเช็กดูว่าถุงน้ำดังกล่าวนั้นยังอยู่ดีและไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นก้อนอย่างอื่นดังที่เรากังวล เท่านี้เราก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเจ้าถุงน้ำในตับได้อย่างสบายใจแล้วล่ะครับ”

การอัลตราซาวด์ตับ นอกจากจะเห็นถุงน้ำในตับแล้ว สิ่งที่เราพบเห็นได้บ่อยอีกอย่างหนึ่งคือ กลุ่มก้อนขาว ๆ ในตับ ซึ่งนั่นคือ ก้อนกลุ่มเลือดในตับ เนื่องจากเส้นเลือดไปพันกันอยู่ตรงนั้น เรียกว่า ฮีแมงจิโอมา (hemangioma) แบบนี้ก็ปลอดภัยเช่นเดียวกัน และอีกหนึ่งก้อนในตับที่พบบ่อยในคุณสุภาพสตรี เรียกว่า “FNH (Focal Nodular Hyperplasia)” ก้อนเหล่านี้โตได้แต่โตช้าและปลอดภัย แต่ส่วนใหญ่นอกจากการอัลตราซาวด์แล้วแพทย์ต้องตรวจพิสูจน์ด้วยการเอ็มอาร์ไอ เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่าก้อนดังกล่าวไม่ใช่ก้อนมะเร็งจริง ๆ

ข้อมูลจากรายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 เรื่อง “เมื่อตับมีก้อน” เวลา 15.00-16.00 น. ทางเดลินิวส์ทีวี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 30 ธันวาคม 2555

.

Related Link:

.

dailynews130106_002

“เมื่อตับมีก้อน…อย่านอนใจ” ตอนที่ 2 – ชีวิตและสุขภาพ

ก้อนในตับอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า อะดรีโนม่า (hepatocellular adenoma) พวกนี้มีสิทธิโตและเป็นอันตรายได้ เพราะฉะนั้นเมื่อแพทย์ตรวจพบแล้วว่าเป็นก้อนชนิดดังกล่าว ต้องมีการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิดครับ และเมื่อสงสัยว่าก้อนที่ตรวจพบเป็นมิตรหรือไม่ แพทย์จะใช้เข็มเล็ก ๆ เจาะเข้าไปที่ก้อนนั้นและดูดมาตรวจดูว่าคืออะไร หรือบางครั้งการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ MRI ก็สามารถบอกได้ครับ

“ในคนไข้บางคนแม้จะไม่ได้ทำการเจาะก้อนมาตรวจก็สามารถบอกได้ว่าก้อนที่เกิดขึ้นในตับนั้นเป็นก้อนที่ดีหรือไม่ดี ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ หรือตัวคนไข้เองมีโรคตับซ่อนอยู่ ทั้งไขมันในตับเรื้อรัง ดื่มสุรามาก เป็นไวรัสตับอักเสบบี หรือซี หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดตับแข็ง คนเหล่านี้มีสิทธิที่จะพบก้อนเนื้อร้ายในตับได้ เมื่อแพทย์เจอคนไข้กรณีแบบนั้น แพทย์จะมีวิธีการตรวจต่อในเบื้องต้น โดยไม่ต้องไปเจาะก้อนเนื้อมาตรวจ นั่นคือ ตรวจผลเลือด เพื่อดูว่ามีไวรัสบี, ซีหรือไม่ จากนั้นจะตรวจค่ามะเร็งในเลือด 3-4 อย่าง และเมื่อตรวจเสร็จแล้วมักจะพบว่าก้อนดังกล่าวแปรผลตรงกับมะเร็งได้ 2-3 ชนิด เช่น ในคนที่เป็นโรคตับแข็งมักจะเกิดก้อนขึ้นมา เมื่อมีขนาดเล็ก ๆ คนไข้จะไม่ทราบว่าตนเองมีก้อนในตับ จะทราบเมื่อตนเองมีอาการน้ำหนักลดจึงไปพบแพทย์ ก้อนชนิดนี้เรียกว่า “เฮ็ปปะโตม่า

การรักษามะเร็งในตับ ปัจจุบันมีหลายวิธีด้วยกัน แต่การจะเลือกใช้การรักษาด้วยวิธีใดนั้น ขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนมะเร็งที่พบเป็นหลัก เช่น ก้อนมะเร็งที่มีขนาดเล็กมาก ๆ สามารถรักษาได้โดยการใช้คลื่นความร้อนเข้าไปเผาก้อนเนื้อร้ายนั้น ก้อนเนื้อนั้นก็จะไหม้ไป ซึ่งวิธีนี้เทียบเท่ากับการผ่าตัด สามารถหายขาดได้

วิธีต่อมาคือการรักษาที่เรียกว่าการ “ใส่สายสวนตับ” ซึ่งคล้าย ๆ กับการใส่สายสวนหัวใจ โดยสายที่ใส่เข้าไปจะ ปล่อยยาเคมีเข้าไปที่ก้อนเนื้อร้ายในตับ ยาเคมีก็จะเข้าไปอุดที่ก้อนเนื้อและไปอุดไม่ให้เลือดเข้าไปเลี้ยงก้อนเนื้อนั้น ก้อนเนื้อก็จะฝ่อลงไป บางครั้งเมื่อก้อนเนื้อฝ่อลงไปแล้วเราก็ สามารถเข้าไปตัดทิ้งได้ด้วย ซึ่งวิธีการนี้ก็เหมาะกับก้อนเนื้อที่มีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน

และ อีกหนึ่งวิธีก็คือการตัดตับทิ้งเฉพาะส่วนที่เป็นมะเร็ง คือถ้าก้อนมะเร็งนั้นอยู่ในตำแหน่งที่สามารถตัดได้ เช่น อยู่บนกลีบขวาหรือกลีบซ้ายของตับ ซึ่งเมื่อเราตัดทิ้งไปแล้วตับก็สามารถงอกกลับมาใหม่ได้ครับ แต่ถ้าถามว่างอกได้เร็วแค่ไหนอย่างไร อันนี้ก็ต้องดูว่าถ้าเราไม่มีโรคที่ตับเลยจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนเนื้อตับก็จะงอกมาแทน อาจจะไม่ถึง 100% แต่ก็เรียกว่า 80%…แต่ท้ายที่สุด โรคมะเร็งตับนี้มักจะไปเกิดกับคนที่เป็นโรคตับแข็ง แม้จะรักษาด้วยวิธีการที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้ แต่เราก็ยังสามารถผ่าตัดเปลี่ยนตับได้ คือยกตับทิ้งทั้งตับแล้วใส่ตับใหม่เข้าไปแทน นอกจากนี้ปัจจุบันยังมียาชนิดรับประทาน ที่เข้าไปช่วยยับยั้งไม่ให้ก้อนมะเร็งนั้นแบ่งตัวและยุบตัวลงได้ด้วย

ที่กล่าวไปข้างต้นจะเป็นเรื่องของมะเร็งในเนื้อตับ แต่ยังมีมะเร็งที่ยังไม่ได้กล่าวถึงคือ “มะเร็งท่อน้ำดี” ซึ่ง มักพบในคนที่ชอบรับประทานปลาดิบหรือปลาร้า แล้วเกิดพยาธิใบไม้ในตับ ในที่สุดก็มีเนื้องอกเกิดขึ้นมาในท่อน้ำดี วิธีการรักษามะเร็งท่อน้ำดีก็คือ ถ้ามาในระยะต้นเราสามารถตัดทิ้งได้ หรือถ้ามีการอุดตันในท่อน้ำดีมาก ๆ เราสามารถใส่ท่อช่วยระบายได้ ซึ่งช่วยยืดอายุได้แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

มะเร็งตับอีกชนิดหนึ่งคือ เป็นมะเร็งที่กระจายมาจากอวัยวะอื่น เช่น เป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ ในที่สุดกระจายมาที่ตับ วิธีการรักษาขึ้นกับว่ากระจายมาจากอวัยวะไหนรักษาได้หรือไม่ อาจจะต้องไปรักษาที่ต้นตอเสียก่อน

อย่างที่ผมย้ำอยู่เสมอว่า ไม่ว่าจะโรคอะไรก็ตาม ถ้าเราตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ย่อมส่งผลให้การรักษามีประสิทธิผลดี ซึ่งการรักษาก้อนเนื้อนี้ก็เช่นเดียวกัน คือถ้าตรวจพบในระยะเริ่มแรกตั้งแต่ก้อนเนื้อมีขนาดไม่เกิน 5 ซม. ย่อมจะง่ายต่อการเยียวยารักษา  และบางครั้งสามารถหายขาดได้ด้วยครับ…ดังนั้นอย่าลืมนะครับ ทุกครั้งที่ท่านไปตรวจสุขภาพประจำปี เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มสักเล็กน้อยให้กับการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง ผมว่ามันคุ้มค่าหากตรวจเจอมะเร็งเร็ว ก็ย่อมจะได้รับการรักษาที่ทันท่วงที โอกาสที่จะหายขาดก็มีครับ…อย่ารอให้โรคตับมาถามหาเรา แต่เราควรจะไปตรวจหามันให้พบเสียก่อนครับ

ข้อมูลจาก รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 เรื่อง “เมื่อตับมีก้อน” เวลา 15.00-16.00 น. ทางเดลินิวส์ทีวี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา :  เดลินิวส์ 6 มกราคม 2556

โรคไขมันพอกตับและตับแข็ง ภัยเงียบของเด็กอ้วน

ในปัจจุบันพบเด็กอ้วนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเด็กๆ มักชอบทานอาหารประเภทไก่ทอด มันฝรั่งทอด แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า ขนมขบเคี้ยว ลูกอม ช็อกโกแลต เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ชาเขียว น้ำผลไม้ และนมเปรี้ยวบรรจุกล่อง รวมทั้งเด็กๆ มีการออกกำลังกาย วิ่งเล่นหรือเล่นกีฬาน้อยลง แต่เล่นเกมคอมพิวเตอร์หรือดูโทรทัศน์เป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมงในแต่ละวัน

ผู้ปกครองของเด็กอ้วนมักเห็นว่าเด็กอ้วนเป็นเด็กน่ารักสุขภาพดี แต่ความจริงแล้ว ความอ้วนมีผลเสียต่อสุขภาพของเด็กทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะเด็กอ้วนที่มีรอยสีดำๆ ที่คอ ข้อพับ รักแร้ และบริเวณที่เนื้อเสียดสีกัน คล้ายขี้ไคลแต่ขัดล้างไม่ออก ดังภาพ

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงวรนุช จงศรีสวัสดิ์ กุมารเวชศาสตร์โรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงอันตรายของเด็กอ้วนเหล่านี้ว่า มีโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หยุดหายใจขณะนอนหลับ ในอดีตโรคเหล่านี้มักพบในวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุบันพบเด็กอ้วนเป็นโรคของผู้สูงอายุเหล่านี้เพิ่มขึ้น

โรคไขมันพอกตับ เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบบ่อยในเด็กอ้วน และเป็นโรคที่ถูกมองข้าม ประชาชนมักไม่ทราบว่าเด็กอ้วนมีโอกาสเกิดโรคนี้ ซึ่งถ้าเป็นเรื้อรังก็มีโอกาสเกิดตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งเหมือนผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซี หรือผู้ป่วยที่ดื่มเหล้าจัด ในปัจจุบันและอนาคตโรคไขมันพอกตับจะเป็นสาเหตุของโรคตับเรื้อรังและตับแข็งในเด็กทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย มีการศึกษาในต่างประเทศ พบว่าเด็กวัยรุ่นที่อ้วนมีโรคไขมันพอกตับสูงกว่าวัยรุ่นที่ไม่อ้วนสูงถึง 15-20 เท่า และพบเด็กอ้วนเป็นตับแข็งตั้งแต่อายุ 8 ขวบ

การศึกษาของผู้เขียนที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในเด็กอ้วนที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (ดัชนีมวลกายคือน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง) จำนวน 96 คน พบว่ามีโรคไขมันเกาะตับสูงถึงร้อยละ 80 และมีตับอักเสบสูงถึงร้อยละ 40 นอกจากนี้เมื่อตรวจเด็กอ้วนกลุ่มนี้ด้วยเครื่องไฟโบรสแกน (เครื่องมือวัดความแข็งของตับ ช่วยวินิจฉัยภาวะตับแข็ง) พบว่าประมาณร้อยละ 30 มีภาวะตับแข็ง

อาการของโรคไขมันพอกตับเป็นอย่างไร

เด็กที่มีไขมันพอกตับ หรือตับอักเสบร่วมกับไขมันพอกตับ มักไม่มีอาการหรืออาจมีอาการที่ไม่จำเพาะ เช่น ปวดท้อง อ่อนเพลีย ดังนั้นในเด็กอ้วนจึงควรรับการตรวจเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบว่ามีไขมันพอกตับ และ/หรือตับอักเสบหรือไม่ เด็กที่มีตับแข็งอาจมีอาการอาเจียนเป็นเลือดเนื่องจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตก

จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กมีโรคไขมันพอกตับ

วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การตรวจอัลตร้าซาวนด์ตับ ส่วนการวินิจฉัยตับอักเสบอาศัยการตรวจเลือดดูค่าการทำงานของตับ (เอสจีพีที และเอสจีโอที) แต่เด็กที่มีไขมันพอกตับร่วมกับตับอักเสบบางคนอาจมีค่าการทำงานของตับอยู่ในระดับปกติได้ การตรวจที่ดีที่สุดที่ช่วยบอกว่าเด็กมีตับอักเสบหรือตับแข็งหรือไม่ คือการเจาะตรวจเนื้อตับ

การรักษาโรคไขมันพอกตับ

การรักษาที่ดีที่สุดในเด็กคือ การลดน้ำหนัก ซึ่งต้องอาศัยทั้งการทานอาหารที่เหมาะสมร่วมกับการออกกำลังกาย เด็กที่มีเบาหวานต้องทานยารักษาเบาหวานด้วย ในปัจจุบันยาที่ใช้รักษาไขมันพอกตับในเด็กยังมีจำกัดและยังต้องรอดูผลในระยะยาว

ดังนั้นจึงควรป้องกันโดยให้การวินิจฉัยไขมันพอกตับแต่แรกเริ่มในเด็กอ้วน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม ดังนี้

1. รับประทานอาหารทุกมื้อ ไม่หลีกเลี่ยงมื้อใดมื้อหนึ่ง แต่มื้อเย็นทานให้น้อยลง ทานข้าวและแป้งน้อยๆ
2. งดอาหารที่มีรสหวาน ของทอด ของมัน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล
3. งดขนมถุงระหว่างมื้ออาหาร อาจให้ทานผลไม้จืดๆ แทน
4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ วันละ 30-60 นาที
5. จำกัดชั่วโมงการดูโทรทัศน์ หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ รวมกันไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน
6. พ่อ แม่ ผู้ปกครองต้องเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตัวดังกล่าวข้างต้น

ภัยของเด็กอ้วนมีมากมายหากผู้ปกครองไม่ระมัดระวัง มองว่าเด็กอ้วนดูจ้ำม่ำน่าเอ็นดู ไม่รีบปรับพฤติกรรมการรับประทานและการเล่นของเด็ก อาจส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ที่มีความรุนแรงเทียบเท่ากับโรคที่เกิดกับผู้ใหญ่ในอนาคตได้

Vejthani Super Kid’s Center

 

ที่มา: ไทยรัฐ 17 ตุลาคม 2555

แกงขี้เหล็ก อาหารที่ถูกลืม

แกงขี้เหล็ก อาหารที่ถูกลืม

รองศาสตราจารย์ รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล
ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 

แกงขี้เหล็กเป็นอาหารที่จัดได้ว่าเข้าข่ายอาหารโบราณที่อีกไม่นาน คงมีเพียงภาพและคำบรรยายเก็บเป็นข้อมูลเท่านั้น คนที่รู้จักกินแกงขี้เหล็กในปัจจุบันนี้มักจะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ชีวิตไม่น้อยกว่า 40 ปี และส่วนใหญ่จะเป็นจังหวัดอื่น นอกกรุงเทพมหานคร เหตุที่ว่าการปรุงแกงขี้เหล็กมีกรรมวิธีที่ค่อนข้างยาก ต้องพิถีพิถัน จำได้ว่าเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ถ้าจะกินแกงขี้เหล็ก เราจะรอให้ขี้เหล็กแตกใบอ่อน และดอก ซึ่งต้องเก็บใบมารูด (หน้าที่ของลูก) เอาเฉพาะส่วนใบ หรือ ดอก หรือทั้งใบและดอก จากนั้นเอาไปต้ม เทน้ำทิ้ง บีบกากให้แห้ง แล้วต้มซ้ำ 2-3 ครั้ง จนจืด จึงเอาไปแกงได้ รสชาติของแกงขี้เหล็กนั้น เป็นที่ชื่นชอบเฉพาะหมู่ผู้สูงอายุเท่านั้น เด็ก ๆ ที่ทำหน้าที่รูดใบจึงค่อนข้างเบื่อหน่ายที่ต้องช่วยเตรียมแทบตาย แต่ไม่ชอบกิน แต่ก็แปลกนะ เมื่อเด็กๆเหล่านั้นรวมทั้งตัวผู้เขียนโตขึ้นเป็นผู้สูงอายุ กลับหันมาชอบกินแกงขี้เหล็กเหมือนคนรุ่นก่อน ๆ มา ยุคถัดมา ไม่ต้องเตรียมใบขี้เหล็กเองแล้ว เราจะเห็นใบขี้เหล็กต้ม วางขายในตลาดทั่วไป แต่ปี 2555 กลับไม่ค่อยพบเห็นใบขี้เหล็กต้ม หรือ แกงขี้เหล็ก จนน่าสงสัยว่าคนไทยเลิกกินแกงขี้เหล็กแล้วหรือ

แกงขี้เหล็กคือหนึ่งในแกงกะทิที่สำคัญในครัวไทย มีรสชาติหวาน มัน เผ็ดเล็กน้อย เนื้อสัตว์ ที่ใส่ในแกง อาจเป็นปลาย่าง หรือ เนื้อหมูย่าง ใบขี้เหล็กที่ต้มเสร็จแล้วนั้น ก่อนใส่ลงในแกง แม่บ้านจะตำให้เป็นชิ้นหยาบ หรือละเอียด ขึ้นอยู่กับความชอบของครอบครัว อย่างไรก็ดีไม่ว่าชิ้นหยาบหรือละเอียด เราจะสังเกตุได้ว่าวันรุ่งขึ้นเราก็จะถ่ายออกมาเป็นชิ้น ๆ ทั้งนี้เป็นเพราะใบขี้เหล็กย่อยยาก จึงทำให้มีกากเยอะ ถ่ายได้ง่ายขึ้น ที่จริงอันนี้เป็นภูมิปัญญาอันหนึ่งที่ทำให้ได้กินผักปริมาณมาก นอกเหนือจากการกินผักสด

ประมาณปีพ.ศ. 2540 มีการใช้ใบขี้เหล็กอ่อน บดเป็นผง ใส่แคปซูล กินเป็นยานอนหลับ พบว่าได้รับความสนใจและใช้กันมากพอสมควร ต่อมาปี 2542 พบว่าแคปซูลใบขี้เหล็กทำให้เกิดตับอักเสบ เนื่องจากสารบาราคอลที่มีในใบ จนทำให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศยกเลิกการใช้เป็นยาเดี่ยว อนุญาตให้ใช้เป็นยาตำรับเท่านั้น จึงทำให้มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนสงสัยว่า แล้วทำไมแกงขี้เหล็กที่เรากินกันจะเป็นพิษต่อตับด้วยหรือไม่ หลังจากการทดลองหาปริมาณของบาราคอลในใบขี้เหล็กที่ต้มน้ำทิ้ง 2 ครั้ง พบว่า สารบาราคอลเหลืออยู่เพียง 10% เท่านั้น ไม่ทำให้เกิดพิษต่อตับแต่ประการใด อีกทั้งด้วยพฤติกรรมการกินแกงขี้เหล็ก ไม่ได้กินติดต่อกันทุกวันเหมือนกับการกินเป็นยา นั่นเป็นคำตอบว่า ทำไมคนกินแกงขี้เหล็กแล้วไม่เป็นอะไร

กินแกงขี้เหล็กอาจไม่ได้ทำให้นอนหลับสบายอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะในกระบวนการทำแกงขี้เหล็กให้ปลอดภัยต้องต้มน้ำทิ้งเสียก่อน เพื่อให้ความขม เฝื่อนลดลง ฤทธิ์และความเป็นพิษก็ลดลงด้วย แต่ถึงอย่างไรแกงขี้เหล็ก ทำให้ถ่ายง่าย สะดวก ยอดอ่อนและใบขี้เหล็ก 100 กรัม มีเบตาคาโรทีน 1.4 มิลลิกรัม ใยอาหาร 5.6 กรัม แคลเซียม 156 มิลลิกรัม. ฟอสฟอรัส 190 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 5.8 มิลลิกรัม โปรตีน 7.7 กรัม คาร์โบไฮเดรต 10.9 กรัม .ให้พลังงาน 87 กิโลคาลอรี ในขณะที่ดอกขี้เหล็ก 100 กรัม มีสารอาหารน้อยกว่า เช่น มีเบตาคาโรทีน 0.2 มิลลิกรัม ใยอาหาร 9.8 กรัม แคลเซียม 13 มิลลิกรัม. ฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 1.6 มิลลิกรัม โปรตีน 4.9 กรัม คาร์โบไฮเดรต 18.7 กรัม .ให้พลังงาน 98 กิโลคาลอรี จึงอยากชักชวนให้ผู้ใหญ่รุ่นปัจจุบัน หันกลับมากินแกงขี้เหล็ก แกงแห่งภูมิปัญญา ทำให้มีทางเลือกในการบริโภคที่มากขึ้น อร่อยปาก สบายท้อง สุขภาพดี แต่อย่าลืมถามผู้ปรุงก่อนว่า ใบขี้เหล็กที่ใช้ต้มน้ำทิ้งแล้วหรือยัง จะได้ประโยชน์ในการกินโดยไม่มีพิษแอบแฝงให้กังวลใจต่อไป 

ที่มา:    http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=101

.

Related Link:

.

http://www.medplant.mahidol.ac.th/pubhealth/cassiasi.html

ขี้เหล็ก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia siamea (Lamk.) Irwin et Barneby

ชื่อวงศ์ : Fabaceae (Leguminosae)

ชื่อพ้อง : Cassia florida Vahl
Cassia siamea Lam.

ชื่ออังกฤษ : Cassod tree, Siamese senna, Thai copperpod, Siamese cassia

ชื่อท้องถิ่น : ขี้เหล็กแก่น, ขี้เหล็กบ้าน, ขี้เหล็กหลวง, ขี้เหล็กใหญ่, ผักจี้ลี้, แมะขี้เหละพะโดะ, ยะหา

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์

1. ฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้

สารสกัดใบด้วย 25% แอลกอฮอล์ เพิ่มการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้กบ และสุนัข (1)

2. ฤทธิ์เป็นยาถ่าย

ขี้เหล็กมีสาร anthraquinone (2-5) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาถ่าย (6) จากการศึกษาพบว่าสารสกัดจากใบด้วยน้ำร้อน มีฤทธิ์เป็นยาถ่ายในหนู (7)

3. หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ

3.1 การทดสอบความเป็นพิษ
มีการศึกษาพิษเฉียบพลันของสารสกัดจากใบขี้เหล็ก โดยป้อนและฉีดสารสกัดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักรในขนาดต่างๆ กัน พบว่าสารสกัดจากใบขี้เหล็ก ขนาด 10 ก./กก. ไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง ไม่ว่าจะให้โดยวิธีการป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (8) เมื่อฉีดสารสกัดใบขี้เหล็กด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ (1:1) แก่หนูตัวเมีย พบว่าขนาดที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่งคือ 1 ก./กก. (9) ส่วนอีกการทดลองหนึ่งกล่าวว่า ใบขี้เหล็กมีผลทำให้สัตว์ทดลองตาย ในการทดสอบพิษแบบเฉียบพลัน (10) เมื่อนำส่วนสกัดอัลคาลอยด์จากใบขี้เหล็กมาป้อนหนูตะเภาหรือหนูขาว ในขนาดเทียบเท่าผงใบแห้ง 70 ก./กก. ไม่พบพิษ (1) และสารสกัดจากใบขี้เหล็กด้วยแอลกอฮล์ 25% ในสัตว์ทดลอง พบว่าเมื่อใช้สารสกัดป้ายที่ตาหนูขาว มีผลทำให้เยื่อบุตาของหนูอักเสบ ผสมสารสกัดลงในอาหารให้หนูตะเภากิน พบว่ามีผลเพิ่มการขับถ่ายอุจจาระ หรือผสมสารสกัดลงในอาหารให้สุนัขกิน พบว่าเกิดอาเจียน และเมื่อทดลองในอาสาสมัคร 21 คน พบว่ามีอาการท้องเสีย 1 คน การทดลองทางคลินิก พบว่าขนาดที่ปลอดภัยคือ 4-8 กรัม หรือประมาณ 0.8-0.1 กรัม/กิโลกรัม ในอาสาสมัครที่ให้สารในขนาด 6 กรัม ไม่พบว่าเป็นอันตราย และในหญิงที่กินในขนาดที่เกินไปถึง 15 กรัมก็ไม่พบอันตราย (1) มีผู้พบ Toxic alkaloid (C14H19O3N) ซึ่งทำให้หมูตาย และสารนี้พบในฝักและใบ (11)

3.2 พิษต่อตับ
มีรายงานผู้รับประทานใบขี้เหล็กเพื่อช่วยให้นอนหลับ มีรายงานว่ามีอาการตับอักเสบเฉียบพลัน แต่เมื่อหยุดยาอาการตับอักเสบลดลงเป็นปกติ นอกจากนี้ยังมีการทดลองพิษเฉียบพลันในหนูขาว โดยให้บาราคอล ซึ่งเป็นสารจากขี้เหล็ก ขนาด 60, 100 และ 120 มก./กก. หลังจากนั้น 24 ชั่งโมง ไม่พบความผิดปกติของตับ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาพาราเซทามอล และการศึกษาพิษแบบกึ่งเฉียบพลัน โดยให้บาราคอลขนาด 60, 120 และ 240 เป็นเวลา 4 สัปดาห์ แต่แบ่งกลุ่มที่ได้รับขนาด 240 มก./กก. เป็น 2 กลุ่ม คือให้งดบาราคอลในสัปดาห์สุดท้าย พบว่าน้ำหนักของหนูที่ได้รับบาราคอลจะลดลง ไม่พบการตาย (necrosis) ของเซลล์ตับ แต่มี bilirubin เพิ่มขึ้น และพบการเปลี่ยนแปลงของการย่อยไขมัน โดยจะขึ้นกับขนาดของบาราคอลที่ได้รับ ซึ่งผลดังกล่าวสามารถกลับสู่ปกติได้เมื่อหยุดใช้ (12)

นอกจากนี้ยังมีรายงานภาวะตับอักเสบที่เกิดจากยาขี้เหล็ก พบว่ามีผู้ป่วยอย่างน้อย 9 รายในปี พ.ศ. 2542 มีภาวะตับอักเสบ โดยความสัมพันธ์ของภาวะตับอักเสบจากยากับยาขี้เหล็กจัดอยู่ในระดับความสัมพันธ์ตั้งแต่ขั้นเป็นไปได้ (probable) จนถึงขั้นแน่นอน (definite) ตามเกณฑ์มาตรฐานการวินิจฉัย หรือ DILI scale (drug induced liver injury scale) และยังมีผู้ป่วยอย่างน้อย 2 ราย ได้ทดลองกินยาขี้เหล็กซ้ำใหม่หลังภาวะตับอักเสบเฉียบพลันดีขึ้นแล้ว พบว่าเกิดอาการของตับอักเสบซ้ำอีก (13) และเมื่อต้นปี พ.ศ. 2543 แพทย์ทางอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ ได้รายงานถึงภาวะตับอักเสบที่อาจสัมพันธ์โดยตรงต่อการใช้สมุนไพรขี้เหล็ก หรืออาจจะเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างกันของยา (Drug interaction) ทั้งนี้เนื่องจากผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่มีอาการตับอักเสบ จากการซักประวัติ พบว่ามีพฤติกรรมบริโภคอาหารเสริมหรือยา รวมทั้งขี้เหล็กด้วย (14) นอกจากนี้ยังมีการทดสอบพิษต่อตับของบาราคอลซึ่งเป็นสารสำคัญที่สกัดจากใบอ่อนของต้นขี้เหล็กในเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยงของตับคน ชนิดเฮพจี 2 โดยใช้บาราคอลความเข้มข้น 0.25, 0.50, 0.75 และ 1 มิลลิโมลาร์ ทำการทดสอบเทียบกับอะเซตามิโนเฟนซึ่งเป็นสารพิษต่อตับ วัดผลการทดสอบที่เวลา 24, 48, 72 และ 96 ชม. พบว่าบาราคอลและอะเซตามิโนเฟน มีผลเป็นพิษต่อตับ โดยขึ้นกับขนาดและเวลาที่ได้รับสาร บาราคอลมีพิษต่อตับอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ที่ความเข้มข้นมากกว่าหรือเท่ากับ 0.75 มิลลิโมลาร์ ที่เวลา 24 ชม.ของการสัมผัส ส่วนที่เวลา 48, 72 และ 96 ชม.ของการสัมผัส จะพบพิษของบาราคอลที่ ความเข้มข้นมากกว่าหรือเท่ากับ 0.50 มิลลิโมลาร์ ค่า IC50 ของบาราคอลต่อเซลล์ที่เวลา 24, 48, 72 และ 96 ชม.ของการสัมผัส มีค่าเท่ากับ 5.70, 0.96, 0.77 และ 0.68 มิลลิโมลาร์ ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบพิษต่อเซลล์ระหว่างบาราคอลและอะเซตามิโนเฟน ที่ความเข้มข้น 1 มิลลิโมลาร์ พบว่าบาราคอลมีพิษต่อเซลล์มากกว่าอะเซตามิโนเฟน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ที่เวลาต่างๆ กันของการสัมผัส (15)

การศึกษาพิษเรื้อรังของใบขี้เหล็กซึ่งมีบาราคอลเป็นสารสำคัญในหนูขาวพันธุ์วิสตาร์ เป็นเวลา 6 เดือน โดยป้อนผงใบขี้เหล็กแขวนตะกอนในน้ำทางปากให้กับหนูขาว โดยใช้ใบขี้เหล็ก ขนาด 20, 200 และ 2,000 มก./นน.ตัว 1 กก./วัน ดูผลการทดสอบหลังจากหยุดให้ยา 2 สัปดาห์ ผลการศึกษาพิษแสดงให้เห็นว่า หนูที่ได้รับใบขี้เหล็กทุกขนาด มีการเจริญเติบโตและการกินอาหารไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม หนูเพศเมียที่ได้รับใบขี้เหล็กขนาด 2,000 มก./กก มีน้ำหนักไตสูงกว่ากลุ่มควบคุม และหนูเพศเมียที่ได้รับใบขี้เหล็กขนาด 200 และ 2,000 มก./กก. มีค่า creatinine ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนหนูเพศผู้ที่ได้รับใบขี้เหล็กขนาด 200 และ 2,000 มก./กก. มีจำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และหนูเพศผู้ที่ได้รับใบขี้เหล็กขนาด 2,000 มก./กก. ทำให้ค่าฮีโมโกลบินต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ระดับคลอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ของหนูเพศผู้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การเปลี่ยนแปลงของค่าโลหิตวิทยานี้กลับสู่ปรกติได้ภายหลังหยุดยาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ผลของใบขี้เหล็กต่อค่าทางเคมีของซีรั่มนั้น พบว่าขี้เหล็กขนาด 200 และ 2,000 มก./กก. ทำให้ค่าบิลิรูบินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การเปลี่ยนแปลงของค่าทางชีวเคมีนี้กลับสู่ปรกติภายหลังหยุดยาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ สำหรับหนูเพศผู้ ส่วนหนูเพศเมียไม่กลับสู่สภาพปรกติ เมื่อผ่าซากชันสูตรตรวจอวัยวะภายในต่างๆ พบว่าหนูที่ได้รับใบขี้เหล็กขนาด 2,000 มก./กก มีน้ำหนักไตและน้ำหนักสัมพัทธ์ของไตและตับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าของอวัยวะภายในต่างๆ ยกเว้นตับของหนูบางตัวที่ได้รับใบขี้เหล็กขนาด 2,000 มก./กก. มีขนาดโตขึ้นและมีสีเหลือง (Fatty liver) การศึกษาเนื้อเยื่อทางจุลพยาธิวิทยาของตับ แสดงให้เห็นว่า ใบขี้เหล็กมีพิษต่อตับอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่มที่ได้รับใบขี้เหล็กขนาด 2,000 มก./กก. โดยทำให้เซลล์ตับของหนูขาวเสื่อมและมีการตาย (degeneration and necrosis) และความรุนแรงของพยาธิสภาพนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามขนาดของใบขี้เหล็กที่ได้รับ (16) การทดลองในหนู wistar เพศผู้ที่ได้รับบาราคอลซึ่งสกัดมาจากขี้เหล็ก ขนาด 10-100 มก./กก. เป็นเวลา 30 วัน ไม่พบความผิดปกติในตับและไต (17)

3.3 พิษต่อเซลล์
เมื่อทดสอบสารสกัดเมทานอลจากใบสด ความเข้มข้น 20 มคก./มล. กับ Raji cells พบว่าไม่มีพิษ (18) แต่พบว่าสารบาราคอลจากใบอ่อนของขี้เหล็กเป็นพิษต่อเซลล์ P19 embryonal carcinoma cells โดยมีค่า IC50 ที่ 0.57, 0.62, 0.53 และ 0.43 มิลลิโมล่าร์ ที่เวลา 36, 48, 60 และ 72 ชั่วโมงตามลำดับ หลังจากได้รับสารดังกล่าว (19)

การใช้ขี้เหล็กรักษาอาการท้องผูก

ใช้ใบขี้เหล็ก 4-5 มือ ต้มเอาแต่น้ำดื่มก่อนอาหาร (20, 21)

เอกสารอ้างอิง

1. Arunluksana U. Pharmacological study of Cassia siamea leaves. Siriraj Hosp Gaz, Thailand 1949; 1(9), 435-44.

2. Rai PP. Anthraquinones in Cassia siamea. Curr Sci 1977; 46: 814-5.

3. Ahn BZ, Degen U, Lienjayetz C, Panchaly P, Zymalkowski F. Constituents of Cassia siamea. Arch Pharm (Weinheim, Ger.) 1978; 311(7): 569-78.

4. Wagner H, El-sayyad SM, Seligmann O, Chari VM. Chemical constituents of Cassia siamea. I. 2- methyl- 5- acetonyl- 7- hydroxychromone (cassiachromone). Planta Med 1978; 33: 259.

5. Plengvidhya P, Suvagondha C. A study of diagnostic constants of leaves of some members in genus Cassia. J Pharm Assoc Siam, third series 1957; 10(1): 10-2.

6. Mukerji B. The Indian pharmaceutical codex, Vol 1, Newdelhi, India 1985.

7. Owusu PD, Ampofo O. Evaluation of two ghanaian laxative drugs. Abstr Joint Meeting American Society of Pharmacognosy and Society of Economic Botany, July 13-17, 1981.

8. Mokkhasmit M, Sawasdimongkol K, Sartravaha P. Toxicity study of some Thai medicinal plants. Bull Dep Med Sci, Thailand 1971; 12(2): 36-65.

9. Ketsingh A. Clinical trial on the antimalarial activity of some medicinal plants. Proceeding of Siriraj Symposium, Thailand, 1950: 275-281.

10. Suphakarn V, Ngunboonsri P, Glinsukon T. Biological value of plant proteins: protein quality and safety of khi-lek Cassia siamea. Annual Research Abstracts, Mahidol University, 1987:95.

11. Council of Scientific & Industrial Research. The wealth of India: a dictionary of raw materials and industrial products Vol. II. New Delhi:Insdoc 1950:427 pp.

12. Pumpaisalchai W, Siriaunkgul S, Taesothikul T, et al. Toxicity of barakol : hepatotoxicity and subacute toxicity. The 3rd World Congress on Medicinal Plant and Aromatic Plants for Human Welfare, Chiang Mai, Thailand, 3-7 Feb 2003.

13. สมบัติ ตรีประเสริฐสุข มงคล หงษ์ศิรินิรชร อนุชิต จูฑะพุทธิ. ภาวะตับอักเสบจากสมุนไพร “ขี้เหล็ก” บทเรียนเพื่อการพัฒนาสมุนไพรไทย. คลินิกนานาสาระ 2000;186(16):385-90.

14. ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง. ติดฉลากเตือนใช้ขี้เหล็กระวังโรคตับ. The Medicine Journal 2000;1(2):14.

15. สมทรง ลาวัณย์ประเสริฐ ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ สุรชัย อัญเชิญ ยุพิน ลาวัณย์ประเสริฐ.ดาเรสเซนต์. การศึกษาความเป็นพิษของบาราคอลต่อตับโดยการทดสอบด้วยเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยงของตับคน ชนิดเฮพจี2. ไทยเภสัชสาร 2544;25(3-4):149-59.

16. ปราณี ชวลิตธำรง ทรงพล ชีวะพัฒน์ เอมมนัส อัตตวิชญ์ สดุดี รัตนจรัสโรจน์ สมเกียรติ ปัญญามัง บุญมี สัญญสุจจารี. การศึกษาพิษเรื้อรังของใบขี้เหล็กในหนูขาว. การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ “พันธมิตรร่วมใจ กระบวนทรรศน์ใหม่เพื่อการวิจัยและพัฒนา”. กรุงเทพฯ, 15-16 พฤษภาคม 2544:41.

17. Thongsaard W, Dedachapunya C, Showpittapornchai U. Effects of subacute administration of barakol on liver and kidney function in rats. The 3rd World Congress on Medicinal Plant and Aromatic Plants for Human Welfare, Chiang Mai, Thailand, 3-7 Feb 2003.

18. Murakami A, Kondo A, Nakamura Y, Ohigashi H, Koshimizu K. Possible anti-tumor promoting properties of edible plants from Thailand, and identification of an active constituent, cardamonin, of Boesenbergia pandurata. Biosci Biotech Biochem 1993; 57(11):1971-3.

19. Permtermsin C, Chaichanthipyuth C, Lipipun V, et al. Evaluation of cytotoxic effect of barakol on P19 embryonal carcinoma cell. Thai J Pharm Sci 2002;Vol 26(suppl.):29.

20. กองวิจัยทางการแพทย์. สมุนไพรพื้นบ้าน ตอนที่ 1. กรุงเทพฯ: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. กระทรวงสาธารณสุข, 2526, หน้า 27.

21. วีณา ศิลปอาชา. ตำรายากลางบ้าน. กรุงเทพฯ: โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง, 2529.

หญิง-ชาย เสี่ยงไวรัสตับอักเสบพอกัน เหตุถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก

แพทย์เผยคนส่วนมากยังเข้าใจผิด คิดว่าผู้ชายมีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบสูงกว่าผู้หญิง แต่ความจริงแล้วถึงแม้ผู้หญิงที่ไม่มีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ ไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ก็มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อเทียบเท่าผู้ชายรักสนุก เหตุเพราะช่องทางการติดเชื้อส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังคงมาจากแม่สู่ลูก ทั้งๆ ที่สามารถป้องกันได้ แต่อัตราการติดเชื้อผ่านช่องทางนี้ก็ยังสูงอยู่

นพ.บุญเลิศ อิมราพร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงเชื้อไวรัสตับอักเสบว่า ไวรัสตับอักเสบที่พบบ่อยในปัจจุบัน คือชนิดเอ บีและซี สำหรับไวรัสตับอักเสบชนิดดีและอีพบน้อย โดยผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบจะแบ่งอาการเป็น 2 ลักษณะคือ ติดเชื้อแบบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อาจมีผื่น ปวดข้อ ร่วมด้วย ต่อมาไข้จะลดลง ผู้ป่วยจึงเริ่มมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ส่วนอีกกลุ่มคือ ติดเชื้อแบบเรื้อรัง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติ หรืออาจมีอาการที่ไม่จำเพาะ เช่น อ่อนเพลียเล็กน้อย กลุ่มนี้หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมอาจนำไปสู่การเป็นตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด โดยเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบชนิดบี ซีและดีเท่านั้น ปัจจุบันพบจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีทั่วโลกประมาณ 350-400 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจากผู้บริจาคเลือดประมาณร้อยละ 5 และผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีส่วนใหญ่จะไม่มีอาการผิดปกติ โดยเฉพาะในเด็กจะไม่แสดงอาการป่วยใดๆ แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่คนกลุ่มนี้มีโอกาสเสี่ยงของมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 200 เท่า หญิงเสี่ยงเป็นตับแข็งเช่นเดียวกับผู้ชาย

นพ.บุญเลิศกล่าวว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า ผู้ชายมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ชายรักสนุกที่มีพฤติกรรมชอบดื่มสุรา สูบบุหรี่ มีคู่นอนหลายคน โดยลืมตระหนักไปว่า ผู้หญิงก็มีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเท่ากันกับผู้ชาย เพราะในประเทศแถบเอเชียรวมถึงประเทศไทยช่องทางการติดเชื้อที่สำคัญยังคงมาจากแม่สู่ลูก ส่วนโอกาสที่จะกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับก็มีได้เช่นเดียวกับผู้ชาย โดยเฉพาะสาวๆ ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่แล้ว และมีพฤติกรรมชอบบริโภคอาหารที่มีไขมันมาก อาหารหมักดอง ถั่วหรือธัญพืชบางชนิดที่อาจมีสาร Aflatoxin ซึ่งเกิดจากเชื้อรา รวมถึงสาวๆ ที่ชอบซื้อยาหรือวิตามินที่อาจมีผลต่อตับมารับประทานเองโดยขาดการศึกษาข้อมูลที่เพียงพอ หรือไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ล้วนเป็นพฤติกรรมที่เอื้อให้เกิดภาวะตับอักเสบ ตับแข็งและมะเร็งตับ ได้เช่นเดียวกับผู้ชายคอทองแดงที่รักการดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลาย ดังนั้น ผู้หญิงไม่ควรชะล่าใจ เพราะต่างก็มีอัตราเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ และมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งตับไม่แตกต่างกันกับผู้ชาย

ด้าน นพ.รัชวิชญ์ เจริญกุล อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวเพิ่มเติมถึงช่องทางในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบว่า ไวรัสตับอักเสบบี เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็งและมะเร็งตับ การติดต่อของไวรัสตับอักเสบบี จะไม่ติดต่อผ่านการรับประทานอาหาร น้ำลาย หรือการสัมผัส แต่สามารถติดต่อได้ 3 ทางคือ เลือดและส่วนประกอบของเลือด ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ซึ่งยังคงเป็นช่องทางการติดเชื้อที่สำคัญในประเทศไทย ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีแล้วก็ตาม ยังพบผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสูงอยู่ ทั้งๆ ที่สามารถป้องกันได้ โดยการตรวจคัดกรอง หากพบว่าไม่มีภูมิต้านทานไวรัสก็สามารถรับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีได้ หรือแม้กระทั่งติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแล้ว ก็ป้องกันไม่ให้เป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้ และหากวางแผนมีบุตรยังสามารถตั้งครรภ์และให้กำเนินทารกได้อย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์

นอกจากนี้ นพ.รัชวิชญ์ ยังเปิดเผยว่า ไวรัสตับอักเสบซี ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็งและมะเร็งตับ แต่ไม่ง่ายเหมือนกับไวรัสตับอักเสบบีโดยติดทางเลือดเป็นหลัก ส่วนทางเพศสัมพันธ์และจากแม่ไปสู่นั้นน้อยมากๆ ในประเทศไทยจากข้อมูลการบริจาคเลือด พบว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีร้อยละ 1-2 ของประชากร ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซี ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติ ตรวจพบได้โดยการตรวจเลือดเท่านั้น ซึ่งหากกลายเป็นไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง และไม่ได้รับการรักษาจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ ตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด

ส่วนผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบไม่ว่าชนิดใดก็ตาม นพ.รัชวิชญ์ แนะนำแนวทางปฏิบัติตัวว่า ควรงดดื่มสุราและไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการรับประทานยาโดยไม่จำเป็น ควรปรึกษาแพทย์ว่ายาชนิดนั้นมีผลต่อตับหรือไม่ หลีกเลี่ยงการรับประทานยาสมุนไพร พักผ่อนให้เพียงพอ งดออกกำลังกายหักโหม ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังตับแข็งและมะเร็งตับ แนะนำให้ญาติพี่น้อง คนใกล้ชิด สามีภรรยา ตรวจหาการติดเชื้อไวรัสและรับวัคซีนป้องกัน ระมัดระวังการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น กรณีมีข้อบ่งชี้ให้รับการรักษา ควรรักษาอย่างต่อเนื่อง

ไวรัสตับอักเสบเป็นปัญหาสาธารณสุขที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงภัยเพียงพอ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพราะภาวะตับแข็งและมะเร็งตับจำนวนมาก ดังนั้น ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี จึงรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใส่ใจในโรคดังกล่าว ด้วยการเปิดให้ผู้ที่สงสัยว่ามีความเสี่ยง หรือผู้สนใจทั่วไปเข้ารับการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่งานสัมมนา “ไวรัส วายร้าย ทำลายตับ” ซึ่งแพทย์ทั้งสองท่านจะมาให้ความรู้ในงานดังกล่าวด้วย ในวันเสาร์ที่ 31 มี.ค. 55 ที่โรงพยาบาลเวชธานี สอบถามโทร. 0-2734-0000

 

ที่มา: ไทยรัฐ 21 มีนาคม 2555