‘ตรวจพบไวรัสตับอักเสบซีทำอย่างไรดี’ ตอนที่ 2

dailynews150111ระหว่างการรักษาแพทย์จะมีการตรวจนับจำนวนไวรัส ที่ 1, 3, 6 และ 12 เดือน เพื่อประเมินโอกาสการหาย ถ้าไวรัสไม่ลดลงหรือหมดไปที่ระยะ 3 เดือน ในสายพันธุ์ที่ 1 แพทย์อาจพิจารณาหยุดการรักษา หรือ ถ้าตรวจไม่พบไวรัสตั้งแต่เดือนแรก จะช่วยบอกว่าโอกาสการหายมากกว่า 90% เป็นต้น

คำว่าหายจากหลังการรักษานั้นหมายถึงเมื่อได้ยาครบกำหนดแล้ว หลังจากนั้นอีก 6 เดือนตรวจไม่พบไวรัสซีในเลือด คือ ตรวจ HCV RNA viral load แล้ว น้อยกว่าค่าที่ตรวจได้ เช่น < 12 IU/mL โอกาสที่จะกลับเป็นใหม่น้อยมาก จึงใช้คำว่าหายขาด แต่อย่างไรก็ตามแม้หายแล้วยังต้องมาติดตามตรวจคัดกรองมะเร็งตับอย่างน้อยทุก ๆ 6 เดือน เพราะไวรัสซีอาจจะเคยทำลายตับมานานจนบางส่วนมีพังผืดมากหรือมีตับแข็ง บริเวณเหล่านั้นอาจเป็นจุดก่อมะเร็งได้ ถึงแม้รักษาไวรัสซีหายไปแล้วโอกาสการเป็นมะเร็งตับลดลงแต่ก็ยังมีโอกาสเป็นได้อยู่

ปัจจุบันการรักษาไวรัสซีสายพันธุ์ที่ 2 และ 3 สามารถรักษาได้ฟรีผ่านทาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) หรือ ประกันสังคม โดยมีเกณฑ์ข้อกำหนดในเบื้องต้นเพื่อควบคุมจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาให้เหมาะสมกับงบประมาณ ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจนั้นเบิกค่ารักษาได้อยู่แล้วสำหรับทุกสายพันธุ์ เชื่อว่าในที่สุด สปสช. คงจะอนุมัติให้รักษาฟรีในทุกสายพันธุ์ในไม่ช้า ฉะนั้นต้องคอยติดตามข่าวคราว และกระตุ้นเตือนให้แพทย์ทราบเรื่องการรักษาฟรียุคปลอดไวรัสซีกำลังจะมาถึง

มีการทำนายกันว่าอีกไม่นานไวรัสซีกำลังจะหมดไป รวมถึงการรักษาด้วยยามาตรฐานปัจจุบันคือ “อินเตอร์เฟียรอน/ไรบาวิริน” กำลังใกล้จะหมดยุค ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นการรักษาด้วยยาชนิดใหม่และสามารถทำให้โรคหายได้เกิน 90% ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ใด

ไวรัสตับอักเสบซีแม้ค้นพบมาเพียง 20 กว่าปี แต่นักวิทยาศาสตร์รู้ทะลุปรุโปร่งว่าไวรัสซีเข้าเซลล์ตับอย่างไร แบ่งตัวอย่างไร ใช้วิธีอะไรในการสร้างตัวใหม่ ก่อนส่งต่อออกไปนอกเซลล์ตับ หลายปีที่ผ่านมาจึงมีการวิจัยสร้างยาที่ไปยับยั้งเฉพาะกระบวนการต่าง ๆ ในเซลล์ทำให้ไวรัสแบ่งตัวไม่ได้ ยากลุ่มนี้เรียกรวม ๆ ว่า Direct Acting Antiviral drugs หรือย่อว่า DAA ตอนนี้มียาออกมาแล้วหลายชนิด

สองตัวแรกที่ออกมาเมื่อ 2-3 ปีก่อนเรียกว่าเป็น DAA รุ่นแรก ชื่อ Telaprevir กับ Boceprevir ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สามารถทำให้การรักษาสายพันธุ์ที่ 1 หายเพิ่มจาก 40-50% เป็น 60-70% และสามารถใช้ในการรักษาผู้ที่เคยได้รับการรักษาด้วยยาสูตรเดิมมาแล้วไม่หาย สองตัวนี้ยังต้องให้ร่วมกับสูตรยามาตรฐานเดิม ซึ่งปีนี้ Boceprevir เริ่มมีจำหน่ายในประเทศไทย ผู้จะใช้ยาได้ต้องกระเป๋าหนักพอควร และยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ตามสวัสดิการต่าง ๆ

ถึงปีนี้และปีต่อ ๆ ไป กำลังจะมียาชนิดใหม่คลานตามกันออกมาจำนวนมาก เรียกว่าเป็น DAA รุ่นที่ 2 ที่ออกมาในปีนี้ได้แก่ Sofosbuvir, Ledipasvir, Simeprevir, Asunaprevir, Daclastavir ผลการศึกษาวิจัยระยะที่สามของยา DAA หลายชนิดก่อนออกสู่ท้องตลาด เมื่อนำยามารวมกันสองหรือสามชนิด โดยไม่ต้องให้ยาอินเตอร์เฟียรอนและไรบาวิรินร่วมด้วย ให้ผลการรักษาหายมากกว่า 90% การพัฒนายาใหม่ในอนาคตจะเป็นลักษณะการให้ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างตัวไวรัสหลายตำแหน่งในเซลล์ เมื่อนำมาใช้ร่วมกันจึงมีประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีขึ้น แถมยาบางอย่างจะถูกผลิตออกมาเป็นยา 2 ชนิดในเม็ดเดียวกัน ทานวันละเม็ด เป็นเวลา 3-6 เดือน โรคหายเกือบหมด แต่ปัญหาในขณะนี้อยู่ที่ราคายาซึ่งสูงมาก เช่น ยาชนิดหนึ่งทานวันละหนึ่งเม็ดไป 3 เดือนราคาที่ประเทศทางยุโรปในปี 2557 อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเมื่อถูกนำมาขายในประเทศแถบบ้านเรา ราคาคงจะต้องลดลงอย่างเหมาะสม มิเช่นนั้นใครจะไปใช้ เชื่อว่าน่าจะประมาณปลายปี 2558 เป็นต้นไป คนไทยคงจะมีโอกาสใช้ยาเหล่านี้ และไวรัสซีก็จะหมดไปจากประเทศไทย

คุณสมใจ นึกย้อนอดีตไปน่าจะได้รับเชื้อจากการได้รับเลือดเมื่อตอนคลอดบุตรชาย แล้วไวรัสก็แอบกัดกินตับของเธอมาตลอดโดยไม่มีอาการอะไรให้ทราบแม้แต่น้อย ถ้าไม่ไปตรวจเลือดก็ไม่ทราบ ผ่านไป 20 กว่าปีไวรัสซีผลาญตับเธอจนเข้าสู่ระยะตับแข็งไปแล้ว เมื่อทราบว่าเป็นเชื้อไวรัสซีสายพันธุ์ที่ 3 จึงเข้ารับการรักษาตามกฎระเบียบการเบิกจ่ายของ สปสช. ได้ยาอยู่ 6 เดือน อีก 6 เดือนให้หลังตรวจไม่พบเชื้อไวรัสในเลือด แสดงว่าโรคไวรัสซีหายขาดไปแล้ว จึงมั่นใจว่าตับของเธอจะไม่แข็งไปมากกว่านี้ อนาคตพังผืดในตับของเธอก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ จนเนื้อตับเป็นปกติ แต่เธอยังต้องคอยติดตามระวังมะเร็งตับอย่างต่อเนื่อง ขอบคุณลูกชายที่กลับมาช่วยแม่ไว้ทัน…ยังไม่สายเกินแก้

ข้อมูลจาก นายแพทย์ ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ ศูนย์โรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 มกราคม 2558

Advertisements

‘ตรวจพบไวรัสตับอักเสบซีทำอย่างไรดี’ ตอนที่ 1

dailynews150104คุณสมใจ แม่ค้าในตลาดที่แปดริ้ว อายุเข้าวัยกลางคน เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเคยตกเลือดขณะคลอดบุตรได้รับเลือดไปหลายถุง ที่ผ่านมาสุขภาพร่างกายแข็งแรง ลูกชายเรียนจบสมัครเข้าทำงานได้เลยพาคุณแม่ไปตรวจเช็กร่างกายประจำปี ไปพบว่ามีตับอักเสบ ค่า SGOT/SGPT สูงประมาณสองเท่าของค่าปกติ หมอตรวจเพิ่มเติมพบไวรัสตับอักเสบซี และมีตับแข็งระยะต้น คุณสมใจบ่นอยู่ในใจ ไม่เคยได้ยินมาเลยว่ามันคือตัวอะไร ฉันก็แข็งแรงดี จะทำอย่างไรดี จะเอาเงินที่ไหนมารักษา

ไวรัสตับอักเสบซี เป็นไวรัสตัวเล็ก ๆ ที่ชอบอาศัยอยู่ในตับและก่อให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังได้ ติดต่อได้ทางเลือด ผลิตภัณฑ์ของเลือด และเพศสัมพันธ์ ในอดีตรู้กันว่า มีไวรัสที่ทำให้เกิดตับอักเสบหลังได้รับเลือด เรียกชื่อกันแต่เดิมว่า “ไวรัสที่ไม่ใช่เอไม่ใช่บี” มาพิสูจน์ชัดและเริ่มมีการตรวจคัดกรองในเลือดที่รับบริจาคตั้งแต่ปี 2532-2533 คือร่วมยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา คนที่ติดเชื้อจากเลือด 100 คน ประมาณยี่สิบคนจะหายเอง ส่วนอีกประมาณแปดสิบคนจะกลายเป็นการติดเชื้อแบบเรื้อรัง ก่อให้เกิดตับอักเสบแบบเรื้อรัง ตามมาด้วยตับแข็ง โดยประมาณเวลาก็ราว ๆ 20-30 ปี เมื่อเข้าสู่ระยะตับแข็ง ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งประมาณหนึ่งในสามเป็นอย่างน้อยจะมีโอกาสเกิดมะเร็งตับแทรกซ้อนขึ้นมา ดูไปก็คล้าย ๆ กับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แต่ไม่ซับซ้อนเท่า เพราะเป็นโรคแบบระยะเดียว ก้าวไปเรื่อย ๆ แอบกินตับไปทีละน้อย เหมือนสนิมกัดกร่อนตับไปช้า ๆ แบบเจ้าตัวไม่รู้ถ้าไม่ไปตั้งใจตรวจหา ไวรัสตัวนี้มักไม่แสดงอาการกะโตกกะตาก คือก่อให้เกิดตับอักเสบเฉียบ พลันแทรกซ้อนเหมือนกับไวรัสตับอักเสบบีที่ทำให้ตาเหลืองตัวเหลืองแบบสังเกตเห็นได้ ทำให้ผู้เป็นโรคไม่มีทางทราบแม้แต่น้อย มารู้อีกทีก็เมื่อตับแข็งจนตับวาย หรือเกิดมะเร็งตับแทรกซ้อนขึ้น

บ้านเราพบประมาณ 2% ของประชากร (2 คนใน 100 คน) โดยเฉพาะในคนที่เคยได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์ของเลือด เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ผู้ที่สักตามร่างกาย ใช้เข็มร่วมกัน มีสามีภรรยาเป็นโรคอยู่ และผู้ใหญ่ทุกคน ควรได้รับการตรวจคัดกรองโดยตรง เริ่มจากตรวจภูมิต่อไวรัสซี เรียก “AntiHCV” หรือ “HCV Antibody” ถ้าให้ผลบวก ไม่ได้แปลว่าเรามีภูมิป้องกันโรค แต่แปลว่า

1) เคยติดเชื้อมาแล้วหายไปเอง แต่ภูมิยังจะให้ผลบวกอยู่ตลอดไป หรือ แปลว่า

2) กำลังติดเชื้ออยู่ การตรวจยืนยันว่ามีเชื้อหรือไม่ แพทย์จะส่งตรวจดูสายพันธุกรรมของไวรัสโดยตรงและนับออกมาเป็นจำนวนตัว เรียกว่าตรวจ HCV viral load รายงานผลออกมาเป็น กี่ยูนิต ต่อซีซี เช่น ถ้าน้อยกว่า 12 ยูนิต ต่อซีซี (<12 unit/mL, ความไวในการตรวจที่ใช้อยู่ขณะนี้คือระดับ 12 unit) เรียกว่าเป็นลบ คือไม่พบเชื้อ ถ้าออกมามากกว่า 12 ยูนิต ก็เรียกว่าพบเชื้อ โดยมากจะมีเชื้อเป็นหลายแสน หรือหลายล้านยูนิต ต่อซีซี

ในเวลาเดียวกันกับที่ตรวจนับเชื้อ แพทย์จะตรวจชนิดของไวรัสซีร่วมไปด้วย ไวรัสซีแบ่งสายพันธุ์ (genotype) ออกเป็น 6 สายพันธุ์ เรียกว่าสายพันธุ์ 1, 2, 3, 4, 5 หรือ 6 บ้านเราพบ สายพันธุ์ ที่ 1 ประมาณ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ สายพันธุ์ที่ 3 ประมาณ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นสายพันธุ์ที่ 6 ประมาณเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ แตกต่างกันไปตามภาคของประเทศไทย เช่น สายพันธุ์ 6 พบมากในภาคเหนือและอีสาน ที่ต้องตรวจชนิดของสายพันธุ์ก็เพราะแต่ละสายพันธุ์มีการรักษาด้วยระยะเวลาที่แตกต่างกันและโอกาสการหายไม่เท่ากัน

นอกจากนี้แพทย์จะตรวจประเมินค่าการทำงานตับ เม็ดเลือด ค่าการแข็งตัวของเลือด ค่ามะเร็ง (AFP) ตรวจอัลตราซาวด์ตับ หรือเอกซ เรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือ คลื่นแม่ เหล็กไฟฟ้า (MRI) ตามความเหมาะสม ปัจจุบันมีการตรวจความหนาแน่นของตับ (liver stiffness) เพื่อประเมินในเบื้องต้นว่าตับมีพังผืดมากน้อยอย่างไร และอาจมีการ เจาะตับเพื่อประเมินก่อนการรักษาในกรณีที่จำเป็น อยู่ในดุลพินิจของแพทย์และผู้รับการรักษาร่วมกัน

การรักษาไวรัสซี มีประโยชน์แน่นอน ยิ่งรักษาตั้งแต่ระยะแรก ๆ ดีกว่าปล่อยไปเริ่มรักษาตอนตับแข็งไปแล้ว ถ้าหายจากโรคคือหายขาด ไวรัสซีหายไปเลย ผลที่ได้ คือ ตับจะหยุดอักเสบ พังผืดที่เคยเกิดขึ้นก็จะลดลง ตับที่เคยแข็งก็จะหยุดและพังผืดก็จะค่อย ๆ ลดลง นานเข้าตับแข็งก็หายไป โอกาสการเป็นมะเร็งตับก็จะลดลงเช่นกัน

การรักษาด้วยยามาตรฐาน ประกอบด้วยยาสองชนิดคือ ยาฉีด เพ็คกีเลเต็ดอินเตอร์เฟียรอน (Pegylated interferon) เข้า ใต้ผิวหนัง อาทิตย์ละครั้ง ร่วมกับยาชนิดรับประทานชื่อ ไรบาวิริน (Ribavirin) วันละสองครั้ง หลักการคือยาอินเตอร์เฟียรอนไปกระตุ้นภูมิต้านทานให้ไปทำลายไวรัส และตัวยาเองก็ช่วยทำลายไวรัสด้วย ยาอินเตอร์ เฟียรอนมีสองชนิด เลือกชนิดใดชนิดหนึ่ง ระหว่าง ชนิดอัลฟ่า 2a (Pegasys) หรือ ชนิดอัลฟ่า 2b (Peg-intron, Redipen) ภาวะแทรกซ้อนของยานี้มีหลายประการได้แก่ ไข้ขึ้นปวดเมื่อยตามร่างกายหลังฉีดยาเข็มแรก ๆ กดไขกระดูกทำให้ โลหิตจาง เม็ดเลือดขาวตํ่า และเกล็ดเลือดตํ่าลง มีผลต่ออารมณ์ ความเครียด นอนไม่หลับ ผมร่วงมากขึ้น และบางครั้งไปกระตุ้นภูมิต้านทานบางอย่างมีผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ เป็นต้น ส่วนยาไรบาวิรินไปช่วยลดการแบ่งตัวของไวรัสซี มีภาวะแทรกซ้อนทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย เกิดโลหิตจาง ยาตัวนี้ห้ามให้ขณะมีครรภ์ การรักษาด้วยยาทั้งสองชนิดร่วมกันทำให้ผลการรักษาออกมาดี โดยสรุปผลและระยะเวลาการรักษาดูได้จากตารางข้างล่าง

ข้อมูลจาก นายแพทย์ ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ ศูนย์โรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 4 มกราคม 2558

รู้จักตับ – รักษ์ตับ

dailynews141005_03ตับเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหน

รู้หรือไม่ ตับของเราเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรองจากปอด แต่หนักที่สุด คือ ประมาณกิโลกว่า ๆ ตามแต่ขนาดของร่างกายคนนั้น ๆ รูปร่างเป็นสามเหลี่ยมถ้ามองจากด้านหน้า ท่านลองก้มหน้ามองที่หน้าท้องของตัวเอง เอาฝ่ามือขวาวางคร่อมตรงชายโครงและหน้าท้องซีกขวาทางด้านหน้า เอาปลายนิ้วกลางไว้ตรงลิ้นปี่ ตรงแถวนั้นเอง ลึกลงไปในช่องท้องใต้ฝ่ามือ เป็นที่ที่ตับซ่อนอยู่ รู้หรือไม่ถ้ามีความจำเป็นต้องตรวจเนื้อตับ หมอจะเจาะตับผ่านผิวหนัง เข้าทางช่องระหว่างชายโครงขวา ทางด้านข้างลำตัว เมื่อตับเราใหญ่ขนาดนี้ หมอเลยเจาะกันไม่ค่อยพลาด

ในตับมีอะไรอยู่

จริง ๆ แล้วท่านหาตับหมูมาดูก็ได้ เพียงแต่รูปร่างไม่เหมือนกัน ถ้าดูด้วยตาเปล่าจะเห็นตับมีสีแดง ผิวเรียบ มีเส้นเลือดดำใหญ่วิ่งตรงมาจากทางเดินอาหารที่เรียกว่า พอร์ตอล นั่นหมายถึง สารอาหารต่าง ๆ ที่เราทานเข้าไปก็มีทางออกรวมกันทางส่วนบนของตับวิ่งเข้าสู่หัวใจ ใกล้ ๆ เส้นเลือดทุกเส้นก็จะมีท่อน้ำดีขนาดเล็ก รวมตัวกันเป็นท่อขนาดใหญ่ขึ้นวิ่งออกไปทางด้านล่างของตับ ข้าง ๆ ท่อน้ำดีก็ยังมีถุงน้ำดีอยู่แถว ๆ ใต้ตับเช่นกัน ซึ่งจะมีท่อเล็ก ๆ ยื่นออกมาต่อกับท่อน้ำดี จากนั้นท่อน้ำดีรวมก็จะไปเปิดก๊อกให้น้ำดีออกแถว ๆ ลำไส้เล็กส่วนต้น น้ำดีที่กล่าวถึงเป็นที่รวมของดีและของเสียที่ร่างกายขับทิ้งออกทางตับ น้ำดีมีสีออกเหลือง ๆ เขียว ๆ น้ำดีที่ไหลออกมาส่วนหนึ่งจะไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี ซึ่งจะถูกบีบตัวเอาออกมาใช้ช่วยย่อยอาหารพวกไขมันในช่วงหลังอาหาร

ข้างในตับก็จะมีเนื้อตับ ถ้าหากเอากล้องจุลทรรศน์ส่องดูจะเห็นส่วนประกอบเล็ก ๆ ที่เรียกว่า เซลล์ ที่จริงแล้วที่ตรงไหนของร่างกายก็ประกอบด้วยเซลล์ แต่เซลล์ของตับจะมีรูปร่างเฉพาะ เรียงตัวกันเป็นแถวเป็นกลุ่มอย่างสวยงาม เซลล์ตับก็ทำหน้าที่ของตับไปเรื่อย ๆ นอกจากเซลล์ตับแล้ว ยังมีเซลล์อื่น ๆ อีกหลายชนิดแทรกอยู่ในเนื้อตับ เช่น เม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ เป็นต้น มีเซลล์อยู่ชนิดหนึ่ง อยากให้ทำความรู้จักกันไว้สักนิดจะได้ไม่ตกข่าว เป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างพังผืดหรือเนื้อเยื่อระหว่างเซลล์ของตับ ที่เรียกกันว่า สเตลเลตเซลล์ (Stellate cell) เนื่องจากมันมีรูปร่างเหมือนดาว มีแขนขายื่นออกมารอบ ๆ (Stellate cell) นี้เป็นเซลล์ต้นกำเนิดของเนื้อเยื่อพังผืด ซึ่งมิได้ทำงานใด ๆ แต่จะหดรัดให้เนื้อตับเสียหาย หดเหี่ยวลงจนกลายเป็น “ตับแข็ง”

ตับทำหน้าที่อะไร

ประการแรก ตับทำหน้าที่นำเอาสารอาหารที่ย่อยมาแล้วจากทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต (พวกแป้ง น้ำตาล) ไขมัน โปรตีน (พวกเนื้อต่าง ๆ) วิตามิน ยา หรืออะไรก็ตามที่เราทานเข้าไปมาปรับเปลี่ยนให้เป็นสารอาหารที่เหมาะกับการใช้ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น สร้างโปรตีนอัลบูมิน (โปรตีนไข่ขาว) โปรตีนที่ช่วยการแข็งตัวของเลือด ไขมันในเลือดชนิดต่าง ๆ เป็นต้น ที่น่าสนใจก็คือ ยาต่าง ๆ สมุนไพร วิตามิน อาหารเสริม หรืออะไรก็ตามที่เราทานเข้าไป บางครั้งตับก็เลือกไม่ถูกว่าที่ทานเข้าไปมีประโยชน์อะไร ตับก็ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ปรับเปลี่ยนเป็นสารที่เป็นพิษต่อร่างกาย ต่อตับเองจนเกิดตับอักเสบ เป็นอันตราย ที่ถูกที่ควรคืออย่าไปหาอะไรทานสุ่มสี่สุ่มห้า อะไรที่ไม่ใช่อาหารปกติก็อย่าเที่ยวไปหาทาน เช่น มะรุมที่ไปทานเป็นเม็ด เป็นแคปซูล เป็นยาต้ม เป็นสาเหตุของโรคตับที่รุนแรงได้เช่นกัน

ประการที่สอง ตับทำหน้าที่สะสมอาหารต่าง ๆ เอาไว้ใช้เมื่อร่างกายต้องการ เช่น เก็บน้ำตาลกลูโคสในรูปของไกลโคเจนสะสมไว้ในตับ เมื่อร่างกายต้องการพลังงานก็จะเปลี่ยนไกลโคเจนกลับมาเป็นกลูโคส ส่งไปที่ต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อเอาไปใช้เป็นพลังงานต่อไป ผู้ป่วยที่ตับอักเสบขั้นรุนแรงจะมีน้ำตาลในเลือดต่ำเลยเป็นที่มาของคำพูดที่ว่า เป็นโรคตับให้ทานน้ำหวาน ซึ่งที่จริงแล้วจะต้องทานต่อเมื่อตับเสียไปมาก ๆ ตอนระยะท้าย ๆ ของโรคตับ ฉะนั้นอย่าไปทานน้ำหวานกันโดยไม่จำเป็น

ประการที่สาม ตับทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียในรูปของน้ำดี ออกมาทางท่อน้ำดี แล้วลงไปออกที่ลำไส้เล็กส่วนต้น น้ำดีนอกจากจะเป็นของเสียที่ร่างกายขับออกมาแล้ว ยังมีน้ำที่เป็นของดีปนอยู่ด้วย (ด้วยเหตุฉะนี้กระมัง เลยเรียกน้ำเขียว ๆ เหลือง ๆ ที่ออกมาจากตับว่า “น้ำดี”) ที่ว่ามีของดีปนออกมาก็เพราะว่าน้ำดีนั้นใช้ช่วยในการย่อยอาหารประเภทไขมัน ช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ต้องใช้ไขมันร่วมด้วย คือ วิตามิน เอ ดี อี และ เค คนที่ท่อน้ำดีอุดตันก็จะมีตาเหลือง ตัวเหลือง คันผิวหนังเพราะของเสียสารสีเหลืองคั่งใต้ผิวหนัง ขับออกมาไม่ได้ นาน ๆ เข้าอุจจาระจะสีซีด ท้องเสียเวลาทานของมัน ขาดวิตามินที่เห็นชัดเห็นผลเร็วก็คือ การขาดวิตามินเค (K) เลือดจะแข็งตัวไม่ดี เลือดออกแล้วไหลไม่หยุด

ถึงเวลานี้คงจะจินตนาการภาพของตับออกได้บ้าง และพอจะทราบว่าตับสำคัญต่อร่างกายอย่างไรพอเป็นสังเขป แต่ก็เพียงพอที่จะรัก รักษ์ตับ ถนอมตับ ให้ปลอดจากสารพิษ อาหารพิษ สารพิษเจือปนในอาหาร ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบทุกตัวที่มี เพื่อถนอมตับให้อยู่ดี มีคุณภาพ ตลอดชั่วอายุขัย

’ทานอาหารดีมีประโยชน์เสมือนหนึ่งยาบำรุง

หรือจะต้องมุ่งทานยาเพื่อบำรุงและรักษาโรค?“

ข้อมูลจาก นายแพทย์ ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ ศูนย์โรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 5 ตุลาคม 2557

ระวัง ไวรัสตับอักเสบบีและซี

bangkokbiznews140725_01แพทย์เตือนโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี ตัวการสำคัญการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ

แพทย์เตือนโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี ตัวการสำคัญการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ

รศ.นพ.ธีระ พิรัชวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสถาบันโรคตับ และระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท กล่าวว่าในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสบีหรือซีเรื้อรัง จะเกิดตับอักเสบเรื้อรังมีค่าของเอนไซม์ตับ (AST, ALT) สูงกว่าปกติ ซึ่งอาจสูงกว่าปกติตลอด หรือค่าแกว่งขึ้นลงเป็นระยะ ในผู้ป่วยที่มีตับอักเสบเรื้อรัง จะมีการทำลายเซลล์ตับเรื้อรัง เกิดผังผืดสะสมมากขึ้น จนเกิดตับแข็ง ได้ร้อยละ 20 – 25 ภายในเวลา 8 – 20 ปี หลังจากเกิดตับแข็งจะมีการดำเนินโรคจนเกิดตับวายได้ร้อยละ 4 – 6 ต่อปี อาการของตับวาย เช่น ดีซ่าน ท้องมาน ซึม

ผู้ป่วยที่มีตับแข็งจะมีโอกาสเกิดมะเร็งตับได้ ร้อยละ 3-8 ต่อปี พบว่าไวรัสบีและซีเป็นสาเหตุของมะเร็งตับในคนไทยสูงถึงมากกว่าร้อยละ 80 ที่สำคัญผู้ป่วยไวรัสบีหรือซีเรื้อรังมักจะไม่มีอาการอะไร จนทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่าตนเองปกติแข็งแรงดี กว่าจะมีอาการทางคลินิกผู้ป่วยก็มักจะมีภาวะตับแข็งที่เป็นมากจนเริ่มมีตับวายเรื้อรังแล้ว ในกรณีมะเร็งตับก็จะมีขนาดมะเร็งที่ใหญ่เกินกว่ารักษาให้ได้ผลดีแล้วเช่นกัน

นอกจากนี้ ค่าเอนไซม์ตับอาจจะอยู่ในเกณฑ์ปกติได้ เพราะการตรวจดูเอนไซม์ตับทุก 3-6 เดือน อาจจะไม่พบค่าผิดปกติในผู้ป่วยที่มีค่าเอนไซม์ตับแกว่งขึ้นลง ดังนั้นประมาณร้อยละ 15-20 ของผู้ป่วยไวรัสบีและซีเรื้อรังจะมีการดำเนินโรคไปเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับในขณะที่ตรวจแต่ค่าเอนไซม์เป็นช่วงๆ แล้วพบว่าปกติ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 25 กรกฎาคม 2557

งดเหล้าเข้าพรรษา ตับจะมีปัญหาแค่ช่วงนี้หรือ ?

dailynews140723_02หลายท่านอาจไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงมีการรณรงค์ให้งดเหล้าเฉพาะช่วงเข้าพรรษา เพราะถ้าถามหาคำตอบจากคนส่วนใหญ่คงได้รับคำอธิบายว่า จริงๆ แล้วก็อยากให้งดเหล้าตลอดไป แต่ที่ให้งดเหล้าช่วงเข้าพรรษาเพราะเป็นกุศโลบายที่เข้าใจได้ง่ายว่า ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นงดเหล้าเมื่อไหร่ดีก็เริ่มช่วงเข้าพรรษานี้สิดีเพราะมีความเชื่อมโยงกับศาสนาและการทำความดีละเว้นความชั่ว ซึ่งเหตุผลของผู้ที่ดื่มเหล้าอาจมีมากมาย เช่น ดื่มแก้เครียด ดื่มเพื่อฉลองความสุข ดื่มแก้เหงา และดื่มเพื่อเข้าสังคม ฯลฯ และเชื่อว่าผู้ที่ดื่มเหล้าหลายคนอาจไม่เคยคิด ไม่เคยตระหนักมาก่อนว่าหลังจากที่ดื่มจนติดเป็นนิสัยแล้วผลที่ตามมานั้นร้ายแรงอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ผลต่อสมอง ซึ่งแอลกอฮอล์จะออกฤทธิ์กดประสาท ทำให้สมองทำงานช้าลง ตัดสินใจช้า ความคิดสับสน ความจำเสื่อม การทรงตัวไม่ดี ปลายประสาทพิการ ทำให้ชาตามมือตามเท้า ถ้าดื่มอย่างรวดเร็วใน ปริมาณมากๆ จะทำให้หมดสติ และหยุดหายใจ เป็นเหตุให้เสียชีวิตได้

นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสมองแล้ว ปัญหาตับอักเสบหรือตับแข็ง ก็มีสาเหตุจากการดื่มเหล้าจัดเช่นกัน หรืออาจมีโรคอื่นร่วมด้วย เช่น ตับอักเสบจากไวรัสเรื้อรังไม่รักษา ซึ่งอาการเบื้องต้นของผู้ที่มีปัญหาตับอักเสบหรือตับแข็งจะค่อยๆ เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เริ่มแรกจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้ และอาจมีอาการอาเจียนเป็นบางครั้ง รู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงขวาเล็กน้อย มักจะถ่ายเหลว ความรู้สึกทางเพศลดลง ตาอาจเหลืองเล็กน้อย ด้วยเหตุที่อาการเหล่านั้นมาอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ไม่ทันระวังป้องกัน เมื่อตับแข็งเรื้อรังก็จะเข้าสู่ระยะสุดท้ายของโรค ผู้ป่วยจะแสดงอาการท้องมาน เท้าบวม มีเส้นเลือดขอดที่ขา เส้นเลือดพองที่หน้าท้อง อาจอาเจียนเป็นเลือดสดๆ เนื่องจากเส้นเลือดที่หลอดอาหารขอดแล้วแตกซึ่งอาจถึงช็อกและตายได้

ดังนั้น หากท่านใดรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับตับ เช่น ไปสังสรรค์กับเพื่อน ดื่มเหล้าเป็นประจำ ก็ควรหาทางป้องกันก่อนที่จะสายเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งจากแอลกอฮอล์ ควรได้รับวิตามินและเกลือแร่อย่างพอเพียงควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารอย่างถูกหลักโภชนาการ ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งมีโอกาสเสียชีวิตได้ง่ายจากการติดเชื้อในทางเดินอาหาร ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยโรคตับแข็งต้องรับประทานอาหารที่ปรุงสุกและสะอาด โดยเฉพาะปลาหรืออาหารทะเล การรับประทานอาหารในคนไข้ที่เป็นตับแข็งนั้น สมควรที่จะแบ่งอาหารออกเป็นหลายมื้อ เนื่องจากบางครั้งผู้ป่วยอาจมีปัญหาในการย่อยอาหาร ไม่สามารถรับประทานอาหารในปริมาณมากได้ การรับประทานอาหารอย่างพอเพียงโดยแบ่งเป็นหลายๆ มื้อ ทำให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ โดยสารอาหารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดสารพิษและการเผาผลาญอาหารของตับ เช่น เซเลเนียม (Selenium) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเอ็นไซม์ ขจัดสารพิษของตับ ลดความรุนแรงของปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดพิษต่อตับ หรือน้ำแอปเปิ้ลสกัดเข้มข้น (Apple Venegar) ซึ่งประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นหลายชนิดในการเผาผลาญอาหาร หรือลองรับประทานยีสต์สกัดเข้มข้น (Brewer’s Yeast Extract) ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มวิตามินบี โครเมียม และเซเลเนียมที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการเผาผลาญที่ตับ หรือน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) ที่ช่วยฟื้นฟูเซลล์ตับ เป็นสารต้านการอักเสบ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังช่วยจับกับแอลกอฮอล์ ช่วยลดความเสียหายของตับได้

ข้อมูลโดย เมก้า วีแคร์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 23 กรกฎาคม 2557

ภัยเงียบไวรัสตับอักเสบซี ใครเสี่ยง?

dailynews140128_001ไวรัสตับอักเสบซี เป็นสาเหตุที่สำคัญของตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับในผู้ป่วยไทยเป็นจำนวนมาก นับเป็นภัยเงียบที่คอยคุกคามตับของผู้ป่วยโดยไม่มีอาการหลังจากได้รับเชื้อผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าเป็นไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังจน 10-20 ปี จึงเกิดภาวะตับเสื่อมหรือเป็นตับแข็ง ซึ่งแม้เป็นตับแข็งแล้วผู้ป่วยส่วนมากก็ยังไม่มีอาการ จนกว่าตับจะเสื่อมมากถึงขั้นมีภาวะตับวาย หรือเป็นมะเร็งตับระยะท้ายจึงเริ่มมีอาการ

บุคคลที่มีความเสี่ยงอาจติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี คือ ผู้ที่เคยได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือด เช่น เกร็ดเลือด น้ำเลือด ก่อนปี พ.ศ. 2538 หรือบุคคลที่เคยมีประวัติใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นแม้แต่เพียงครั้งเดียวก็อาจติดได้ นอกจากนี้ผู้ที่นิยมสักตามร่างกายหรือผู้ที่มีการทำงานของตับผิดปกติอย่างต่อเนื่องก็ควรได้รับการตรวจหาว่าท่านมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังหรือไม่ สำหรับความชุกในประเทศไทยมีประมาณร้อยละ 1-2 ของประชากร นั่นคือ อาจมีผู้ป่วยสูงถึงเกือบ 1 ล้านคน โดยไวรัสตับอักเสบซีจะอยู่อย่างเงียบๆ รอเวลาที่จะมีโรคในระยะลุกลาม ตับแข็ง หรือเกิดมะเร็งตับในอนาคต

หากท่านเป็นกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจว่าท่านเป็นไวรัสตับอักเสบซีหรือไม่ โดยแพทย์จะส่งตรวจสารภูมิต่อไวรัสตับอักเสบซี (Anti-HCV) หากผลเป็นบวกแสดงว่าท่านมีโอกาสสูงที่จะเป็นไวรัสตับอักเสบซี แพทย์จะตรวจเพื่อยืนยันเพิ่มเติม โดยการตรวจนับปริมาณไวรัส และตรวจหาสายพันธุ์ของไวรัสตับอักเสบซีต่อไปเพื่อประเมินสำหรับการรักษาสำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่ของผู้ป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบซีชนิดสายพันธุ์ที่ 3 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่รักษาง่ายด้วยยาอินเตอร์เฟอรอน นอกจากนั้นก็พบสายพันธุ์ที่1 และ 6

ในผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง ปัจจุบันการรักษามาตรฐาน คือการใช้ยาฉีดอินเตอร์เฟอรอน (Peg-Interferon) ทุกสัปดาห์ร่วมกับรับประทานยาไรบาไวรินทุกวัน เป็นเวลา 6 เดือนสำหรับสายพันธุ์ที่ 2 และ 3 หรือ 1 ปี สำหรับสายพันธุ์อื่น ๆ ก็มีโอกาสสูงที่จะหายขาดจากไวรัสตับอักเสบซี สิ่งที่ได้ประโยชน์อย่างมากสำหรับการรักษาก็คือ นอกจากจะทำให้ไวรัสหายขาดแล้วการอักเสบของตับหรือแม้แต่พังผืดในตับก็จะลดลงด้วย ลดความเสี่ยงที่จะเกิดตับแข็งและมะเร็งตับลงได้อย่างมาก

ข่าวดีสำหรับชาวไทยก็คือ การรักษาไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งในอดีตดูเหมือนว่ามีราคาแพง แต่เนื่องจากประโยชน์ที่ได้จากการรักษามีมากมายและมีความคุ้มค่าในการรักษาอย่างมาก ดังนั้นในปัจจุบันยาสำหรับรักษาไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบบ่อยนั้น ได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติทำให้ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่ได้รับการรักษา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น หากท่านมีความเสี่ยงดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ที่ดูแลท่าน เพื่อขอรับการตรวจหาไวรัสตับอักเสบซี และหากท่านเป็นไวรัสตับอักเสบซีจะได้ให้การรักษาจนหายขาดต่อไป

อยากฝากท่านผู้อ่านทุกท่านไว้ว่า อย่าชะล่าใจ หากท่านมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีหรือทราบอยู่แล้วว่าเป็นไวรัสตับอักเสบซีโดยไม่มีอาการใด ๆ ท่านยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดตับแข็งและมะเร็งตับเมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้น ไปตรวจเสียตั้งแต่วันนี้เพื่อจะได้รับการรักษาแล้วท่านจะห่างไกลจากโรคตับแข็ง มะเร็งตับ อันเป็นผลจากไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง

ข้อมูลจาก : รองศาสตราจารย์นายแพทย์ทวีศักดิ์ แทนวันดี

ที่มา: เดลินิวส์ 28 มกราคม 2557

มะเร็งตับรู้ได้เร็วช่วยยืดอายุได้

dailynews121223_004cมะเร็งตับเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอยู่ในอันดับต้น ๆ ในกลุ่มมะเร็งด้วยกันทั้งชายและหญิง ผู้คนจะรู้สึกกลัวเมื่อเอ่ยถึงโรคนี้ เพราะรู้ว่าอาการมักจะรุนแรง รักษาหายขาดได้ยาก และพบว่าอายุจะไม่ค่อยยืนยาวด้วย และมีให้เห็นบ่อยอยู่เสมอ ด้วยเราไม่ได้เข้มงวดกวดขันเรื่องการป้องกันให้เต็มที่พอ ใช้ชีวิตกันสบาย ๆ ตามความเคยชิน

ตับ เป็นอวัยวะค่อนข้างใหญ่ อยู่ในช่องท้องส่วนบนทั้งซ้ายและขวา เวลาเกิดเป็นโรคที่ตับจุดใดจุดหนึ่ง ส่วนที่เหลือจะทำงานทดแทนได้ให้ร่างกายเป็นปกติ เมื่อโรคค่อย ๆ ลุกลามมากขึ้นจนตับส่วนดีทำแทนไม่ไหว อาการจะเริ่มปรากฏขึ้น อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ตัวเหลือง ตาเหลือง ถึงระยะนี้โรคก็จะลุกลามไปมากแล้ว

กลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งตับ ที่พบกันอยู่บ่อย ได้แก่ ผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบทั้งบีและซี เมื่อเป็นไปนาน ๆ อาการหายไป แต่เชื้อไวรัสยังมีอยู่เรียกว่าเป็นพาหะ พวกที่เป็นตับอักเสบนานเข้าหน้าที่ของตับจะเสียเป็นตับแข็ง เป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญหากไม่ดูแลให้ดีมีโอกาสจะเป็นมะเร็งตับได้

มะเร็งตับ มี 2 แบบ อาจเกิดที่ตัวตับเองหรือท่อน้ำดีแล้วลุกลามเข้าตับ หรือเกิดที่อวัยวะอื่น เช่น เต้านม ปอด ลำไส้ใหญ่ กระดูก แล้วลุกลามมาที่ตับ ทั้ง 2 แบบถ้ามีโอกาสรู้แต่เริ่มแรก ให้การรักษาทันที ผลจะค่อนข้างดีอยู่ได้นานปี

จากสถิติพบว่าประชาชนภาคอีสาน ป่วยเป็นมะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี คล้ายจะสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะขอนแก่น ผู้ที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป ผลสำรวจพบชายเป็นมะเร็งตับและท่อน้ำดีถึง 280 คนต่อประชากรแสนคน ผู้หญิง 140 คน แต่ละปีคนอีสานจะเสียชีวิตจากโรคนี้ร่วม 3 หมื่นคน

อาหารพื้นบ้าน : ปลาร้าดิบ เป็นปัจจัยสำคัญเพราะจะมีสารก่อมะเร็งซ่อนอยู่ ปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด เอามากินแบบสุก ๆดิบ ๆ จะมีพยาธิใบไม้ตับ ถ้าต้มให้สุกทั้งปลาร้าและปลาดิบ เชื้อพยาธิจะตาย แต่รสชาติจะเสียไป แต่ก็ไม่เสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับ

การรักษา มีหลายรูปแบบ แล้วแต่ขนาดของก้อนมะเร็ง และระยะของโรคว่าดำเนินไปถึงไหน สภาพของคนไข้เป็นอย่างไร รายใดที่สามารถผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกได้ก็มีโอกาสที่จะอยู่ได้ยืนยาวกว่าแบบอื่น

ผมมาคุยเรื่องตับในวันนี้เนื่องด้วย คุณวิทยา ตัณฑสุทธิ์ นักข่าวอาวุโสที่ผมรักนับถือมาก เดินทางไปทำข่าวต่างจังหวัดด้วยกันมาร่วม 20 ปี ได้จากไปด้วยมะเร็งตับเมื่อเร็ว ๆ นี้ ราว 1 เดือนที่แล้วได้ติดต่อมาเห็นว่าอ่อนเพลีย น้ำหนักลดไปบ้าง อยากมาตรวจสุขภาพดู และได้มาตรวจที่ รพ.ราชวิถี

ครั้งสุดท้ายมากับภรรยามาพบผมที่ รพ.ราชวิถี เล่าให้ฟังว่า นพ.กวิญ ลีละวัฒน์ บอกว่าเป็นเนื้องอกที่ตับ นัดจะผ่าเอาก้อนออกให้อีก 2 อาทิตย์ ดูจากรายงานที่ตรวจ พบก้อนที่บริเวณตับและถุงน้ำดีขนาด 3 ซม. ยังไม่มีอาการเหลือง เดินได้คล่องดี คุยกันอย่างดี มีกำลังใจดีมาก รู้ว่าเป็นมะเร็งตับยังยิ้มอยู่เสมอ บอกไม่กลัว ผ่าออกเสียก็คงจะสบายขึ้น

รุ่งขึ้นภรรยาโทรฯมาบอกว่าตอนเช้าไปประชุมที่สมาคมนักข่าวหน้า รพ.วชิระ อยู่ ๆ ก็ใจสั่น เวียนศีรษะ เดินไม่ไหว เพื่อน ๆได้นำส่ง รพ.วชิระ พอรู้สึกตัวดีบอกว่าอยากย้ายมา รพ.ราชวิถี ภรรยาก็ทำตามต้องการ

วันที่ 17 ม.ค. ผมได้ไปเยี่ยมตอนบ่ายเพราะรุ่งขึ้น 18 ม.ค. จะต้องเดินทางไป จ.น่าน เพื่อร่วมงานแจกทุนการศึกษากับเด็กนักเรียนยากจนของมูลนิธิสมเพิ่ม กิตตินันท์ กรมป่าไม้เก่า ไปถึงพบว่าคุณวิทยาได้อยู่ในห้องไอซียูแล้ว ด้วยระบบไหลเวียนไม่สะดวก ครอบครัวและน้องชายอยู่กันพร้อม รุ่งขึ้นเมื่อผมถึงน่านตอนเช้าก็ได้รับโทรศัพท์จากภรรยาคุณวิทยาว่าจากไปแล้ว รู้สึกสะดุดทันที เป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงผ่านไปเร็วมาก เข้าใจว่าคงเป็นผลจากโรคหัวใจร่วมด้วย ต้องขอแสดงความเสียใจอย่างมากด้วย

คุณวิทยา ตัณฑสุทธิ์ ได้ให้ความรู้แก่ผมมาตลอดด้านการทำข่าว ให้มองถึงผลประโยชน์ที่ถูกต้องด้วยจริยธรรมและคุณธรรมกับคนกลุ่มใหญ่ไว้เสมอ เป็นผู้มีประสบการณ์ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มามาก ด้วยความรักใคร่ผูกพันจึงขอย้ายโรงพยาบาลมาอยู่ใกล้กัน ทุกข์สุขหรือปัญหาอะไรจะได้คุยปรึกษากันด้วยความอบอุ่นสบายใจ ชีวิตคนเรายามป่วยก็ต้องการแค่นี้ ขอวิญญาณจงไปสู่สุคติในสัมปรายภพด้วยเถิด.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 10 กุมภาพันธ์ 2556

โรคไขมันเกาะตับ

dailynews130127_001ปัจจุบันสังคมไทยโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย มีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตประจำวันไปเป็นแบบสังคมคนเมืองสมัยใหม่ ที่มีพฤติกรรมการกิน เปลี่ยนแปลงไปโดยบริโภคอาหารปรุงสำเร็จมากขึ้น บริโภคอาหาร ขนมหวาน มันเพิ่มขึ้น กินผักผลไม้น้อยลง ทำงานในตึกหรือ ออฟฟิศมากขึ้น และไม่มีเวลาออกกำลังกาย ลักษณะดังกล่าว ทำให้มีปัญหาโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลของโครงการคนไทยไร้พุง ที่สนับสนุนโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยอายุ 20-29 ปี ภาวะโรคอ้วนเพิ่มจากร้อยละ 2.9 เป็นร้อยละ 21.7 หรือเพิ่มขึ้น 7.5 เท่า และในกลุ่มอายุ 40-49 ปี เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า นอกจากนี้ยังมีข้อมูลผลการสำรวจของกรมอนามัย ในประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปทั่วประเทศของปี พ.ศ. 2550 พบว่ามีภาวะอ้วนลงพุงในเพศชายร้อยละ 24 และเพศหญิงร้อยละ 61.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความสำคัญ นอกจากนี้ภาวะโรคอ้วนและโรคไขมันตับยังมีความเชื่อมโยงกันอย่างมาก โดยพบว่าความชุกของโรคอ้วนในปี ค.ศ.2006 ของสหรัฐอเมริกา มีสูงถึงร้อยละ 20-30 และกลุ่มนี้จะพบความชุกของโรคไขมันตับได้สูงถึงร้อยละ 70-80

ดังนั้นการแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงหลักการรักษาที่สำคัญและทำได้ด้วยตนเองก็คือ การควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย จะเป็นวิธีการดูแลสุขภาพที่สำคัญที่ช่วยลดทั้งปัญหาโรคอ้วนและไขมันตับได้

โดย ในบทความในตอนที่ 1 จะแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักไขมันตับในเบื้องต้น รวมถึงหลักการคุมอาหาร ลดน้ำหนักอย่างไร ให้ได้ผลโรคไขมันเกาะตับคืออะไร

ไขมันเกาะตับ (Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หมายถึงภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มในปริมาณที่น้อยมาก โดยที่ไขมันจะทำให้เกิดการอักเสบของตับและเกิดพังผืด ซึ่งถ้าเป็นไปในระยะยาวก็กลายเป็นโรคตับแข็งได้

ภาวะไขมันเกาะตับพบบ่อยแค่ไหน

มีความชุกของโรคไขมันเกาะตับ (NAFLD) สูงถึงร้อยละ 40 ของประชากรทั่วไป

ไขมันเกาะตับพบได้บ่อยขึ้นในคนบางกลุ่ม เช่น
-คนอ้วนพบถึงร้อยละ 37-90
-ผู้ป่วยเบาหวานพบร้อยละ 50-62

ภาวะไขมันเกาะตับมักมีโรคที่พบร่วมด้วย

  • โดยเฉพาะภาวะอ้วนลงพุงหรือเมตาโบลิค ซินโดรม (Metabolic syndrome)
  • เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลินพบได้ 1 ใน 3
  • ไขมันในเลือดสูงพบได้ 2 ใน 3
  • โรคอ้วนใช้เกณฑ์ดัชนีมวลกาย มากกว่า 28 กก./เมตร2 คำนวณโดยดัชนีมวลกาย       = น้ำหนักตัว (กก.) /  ส่วนสูง (เมตร)2
  • หรือใช้เส้นรอบเอว ก็ช่วยบ่งชี้โรคอ้วนได้โดยดูจากเส้นรอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว ในผู้ชาย หรือมากกว่า 32 นิ้ว ในผู้หญิง

การวินิจฉัยภาวะไขมันเกาะตับ

  • มีความผิดปกติของค่าทำงานตับ
  • มีประวัติดื่มแอลกอฮอล์น้อยมากคือ น้อยกว่า 20 กรัม/วัน หรือไม่ดื่มเลย และไม่พบสาเหตุอื่น ๆ ของตับอักเสบ เช่น ยา สมุนไพร  โรคตับจากไวรัส เป็นต้น
  • ผลการเจาะตับมีลักษณะพยาธิวิทยาที่พบไขมันแทรกอยู่เกินร้อยละ 5 และ/หรือมีการอักเสบร่วมด้วย
  • ผลตรวจอัลตราซาวด์พบว่ามีไขมันเกาะตับ
  • หมายเหตุ แอลกอฮอล์ 10 กรัม/วัน = เบียร์ 350 มล. หรือ ไวน์ 120 มล. หรือบรั่นดี 45 มล. ซึ่งเรียกว่า 1 ดริ๊งค์ (drink)

สามารถวินิจฉัยภาวะไขมันเกาะตับได้อย่างไรบ้าง?

1.การเจาะตับ
2.การตรวจเลือดเพื่อแยกสาเหตุอื่น
3.ตรวจอัลตราซาวด์ตับ

เนื้อตับที่แพทย์เจาะมาช่วยบอกอะไรบ้าง?

  • ช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคไขมันเกาะตับ
  • ช่วยบอกความรุนแรงของโรคว่าเนื้อตับมีการอักเสบ มีพังผืดมากน้อยเพียงใดตับแข็งหรือไม่
  • ช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยเชื่อว่ามีโรคที่รุนแรงจริงและลงมือปฏิบัติปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวัน

ถ้ากังวลและไม่ต้องการเจาะตับจะวินิจฉัยโรคนี้ได้หรือไม่…..? อย่างไร…..?

ปัจจุบันมีการพัฒนาวิธีการตรวจหาพังผืดในตับโดยไม่ต้องเจาะตับซึ่งก็มีหลายวิธีที่มีข้อมูลวิจัยสนับสนุนอยู่ เช่น การตรวจเลือด Fibrosis test ที่ช่วยจำแนกความรุนแรงของพยาธิวิทยาของตับได้ว่ามีพังผืดมากน้อยเพียงใด ปัญหาคือราคาแพงอยู่มาก นอกจากนี้ยังมีเครื่องวัดความยืดหยุ่นของตับหรือ Transient Elastrography (Fibro-scanR) ที่มีหลักการของเครื่องมือโดยใช้อุปกรณ์ส่งคลื่นความถี่ระดับ 50 Hz ผ่านบริเวณตำแหน่งที่ใช้ในการเจาะตับคือ บริเวณด้านสีข้างตัดกับแนวลิ้นปี่โดยให้ผู้ป่วยนอนหงาย คลื่นดังกล่าวจะวัดความยืดหยุ่นของตับในระดับที่ลึกกว่าผิวหนังลงไปประมาณ 1-2.5 นิ้ว ส่วนขนาดของเนื้อตับที่ตรวจวัดก็มีขนาด 1 x 4 ซม. ซึ่งมีปริมาตรที่มากกว่าชิ้นเนื้อจากการเจาะตับถึง 100 เท่า ปัจจุบันสามารถตรวจได้ในโรงเรียนแพทย์หลายแห่ง รวมทั้งที่คณะแพทยศาสตร์จุฬาฯด้วย แต่ข้อจำกัดคือยังไม่มีใช้อย่างแพร่หลายและค่าที่วัดได้อาจมีความคลาดเคลื่อนได้โดยเฉพาะในคนที่อ้วนมาก ๆ

ข้อมูลจาก นายแพทย์สมบัติ ตรีประเสริฐสุข ศูนย์โรคตับและปลูกถ่ายตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา :  เดลินิวส์  27 มกราคม 2556

================================================

dailynews130203_001a

โรคไขมันเกาะตับ’ ตอน 2

 

ไขมันเกาะตับ (Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หมายถึงภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มในปริมาณที่น้อยมาก โดยที่ไขมันจะทำให้เกิดการอักเสบของตับและเกิดพังผืด ซึ่งถ้าเป็นไปในระยะยาวก็กลายเป็นโรคตับแข็งได้

เมื่อเป็นโรคไขมันเกาะตับ จะมีการดำเนินโรคอย่างไร?

1. ผู้ป่วยไขมันเกาะตับที่มีภาวะอักเสบหรือมีพังผืดร่วมด้วย พบว่าร้อยละ 20 หรือ 1 ใน 5 กลายเป็นตับแข็งและร้อยละ 37 เริ่มมีพังผืดในตับ

2. มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ถึงร้อยละ 10 เมื่อได้รับการวินิจฉัยโรคมานาน 10 ปี

ผู้ป่วยกลุ่มใดที่จะมีการดำเนินโรคไปเป็นตับแข็ง……?

โดยทั่วไปใช้เวลา 10-20 ปี กว่าจะเกิดตับแข็งและพบได้ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีภาวะต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • โรคอ้วน (BMI ยิ่งสูง ยิ่งไม่ดี โดยเฉพาะค่า BMI ที่มากกว่า 35 กก./ม2)
  • เบาหวาน
  • อายุมากกว่า 45 ปี
  • ค่าการทำงานตับมีอัตราส่วน AST/ALT มากกว่า 1

ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะพบว่าเป็นโรคตับแข็งได้เร็วขึ้นจุดมุ่งหมายของการรักษามีดังนี้คือ

  • ป้องกันการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน
  • ป้องกันการเกิดภาวะตับแข็งด้วยการลดการอักเสบของตับ
  • ป้องกันการเกิดมะเร็งที่อาจพบแทรกซ้อนได้

dailynews130203_001b

โรคไขมันเกาะตับที่มีภาวะอักเสบหรือมีพังผืดร่วมด้วยจะรักษาได้หรือไม่? อย่างไร?

1. มุ่งลดปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูงที่พบร่วมด้วยให้ดี

2. ต้องลงมือปฏิบัติโดยปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวัน จึงจะได้ผลในการรักษา ดังนี้

– งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลงจนเลิกดื่ม
– ควบคุมอาหารที่มีพลังงานสูงเกินความต้องการร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

3. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พบว่า มีผลต่อการลดภาวะอักเสบของตับได้อย่างชัดเจน ซึ่งยืนยันได้จากทั้งผลตรวจเลือดค่าทำงานตับหรือผลการเจาะตับ

– เดินรอบสวนลุมพินี 2.5 กม. ใช้เวลา 20-30 นาที ได้ 3,100 ก้าว (150-280 กิโลแคลอรี ขึ้นกับ ความเร็วที่ใช้เดิน)

– เดินให้ได้ 10,000 ก้าว/วัน จะได้ 450-800 กิโลแคลอรี หรือดูกิจกรรมที่ทำได้ดังในตารางที่ 1

– ควรวางเป้าหมายไว้ที่ 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ (ไม่ควรเกิน 1.6 กิโลกรัมต่อสัปดาห์) โดยเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายที่เป็นการออกกำลังกายระดับปานกลาง

– การออกกำลังกายในระดับสูง (High intensity physical activity) จะช่วยเผาผลาญไขมันคิดเป็นพลังงานได้ประมาณ 2 เท่า ของการออกกำลังกายในระดับปานกลางแต่อาจจะมีผลเสียต่อข้อและกระดูก

การขี่จักรยานมักต้องใช้ระยะเวลานานกว่าการเดินเร่งหรือวิ่ง เพราะเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ลงน้ำหนัก (Non-Weight-Bearing)

ส่วนวิธีประเมินผลว่าเป็นการออกกำลังกายในระดับ moderate intensity physical activity หรือไม่ทำได้ดังนี้

ให้ใช้อัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งคำนวณจากค่า (220 ลบ อายุ) คูณ (ร้อยละ 50-70) เช่น ผู้ป่วยอายุ 40 ปี เมื่อออกกำลังกายในระดับปานกลางแล้วควรมีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ (220–40) x 0.5 = 90 หรือ (220–40) x 0.7 = 126 หรือมีอัตราการเต้นของหัวใจระหว่าง 90-126 ครั้ง/นาที

ข้อมูลจาก นายแพทย์สมบัติ  ตรีประเสริฐสุข ศูนย์โรคตับและปลูกถ่ายตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา :  เดลินิวส์  3 กุมภาพันธ์ 2556

“เมื่อตับมีก้อน…อย่านอนใจ”

dailynews121230_001ถ้าถามว่าอวัยวะใดในร่างกายที่มีน้ำหนักมากที่สุด ผมเชื่อว่าหลายคนคงตอบไม่ถูกเป็นแน่…คำตอบก็คือ “ตับ” ครับ   เมื่อเรารับประทานอาหารไป อาหารต่าง ๆ ก็จะไปสู่ระบบทางเดินอาหารรวมถึงตับของเราด้วย ซึ่งตับจะทำหน้าที่คล้ายโรงงานของร่างกายคือ ปรับเปลี่ยนสารอาหารต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อการนำไปใช้งานแล้วส่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงทำหน้าที่ขับของเสียในร่างกายอีกด้วย…

แต่วันดีคืนดี ตับของเราเกิดมีก้อนแปลกประหลาดโผล่ขึ้นมาล่ะจะทำอย่างไร? อย่าเพิ่งตกใจครับ เพราะไม่ได้มีเพียงก้อนเนื้อร้ายเท่านั้น ก้อนเนื้อดี ๆ ก็มีเยอะครับ และปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่ทำให้เราสามารถกำจัดก้อนเนื้อร้ายเหล่านั้นออกไปได้ครับ แต่ความสำคัญอยู่ตรงที่ว่าเราจะป้องกันไม่ให้เกิดก้อนเนื้อเหล่านั้นได้อย่างไร? วันนี้ผมมีคำตอบมาให้ทุกท่านครับ

ผศ.นพ.ดร.ปิยะวัฒน์  โกมลมิศร์ หัวหน้าสาขาทางเดินอาหารและตับ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับตับว่า “ตับ เป็นอวัยวะที่มีน้ำหนักมากที่สุดในร่างกายของคนเรา ทำหน้าที่คล้ายโรงงานของร่างกาย ไม่ว่าเราจะทานอาหารอะไรเข้าไป พอย่อยเสร็จก็ผ่านเข้าไปในตับ ตับก็มีหน้าที่ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมแล้วส่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าไม่มีตับอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายก็ไม่สามารถนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้ คำว่าปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม เช่น ย่อยเนื้อสัตว์ที่กินเข้าไปให้กลายเป็นกรดอะมิโน แล้วสร้างเป็นโปรตีนชนิดใหม่ขึ้นมา นอกจากนั้นเมื่อเกิดของเสียขึ้นในร่างกาย ของเสียเหล่านั้นก็วนกลับมาที่ตับ ตับก็จะมีหน้าที่ขับของเสียทิ้งออกไปทางท่อน้ำดี  ซึ่งในหน้าที่อันมากมายของตับนี้ก็มีโรคร้ายต่าง ๆ เกิดขึ้นกับตับได้มากมายเช่นเดียวกัน”

โรคที่เกิดขึ้นกับตับ เช่น ตับอักเสบ, เกิดก้อนในตับ, ท่อน้ำดีในตับเกิดการอุดตัน และไขมันเกาะที่ตับ ซึ่งเมื่อก่อนคิดกันว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คงเหมือนกับไขมันที่เกาะอยู่ตามอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย แต่เมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมาเราพบว่า การที่มีไขมันเกาะอยู่ที่ตับมากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดตับอักเสบหรือตับแข็งได้ และยังสามารถเกิดเป็นมะเร็งตับได้อีกด้วย

อีกหนึ่งอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับตับก็คือ “ตับวาย” ถามว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร? เรื่องนี้คุณหมอปิยะวัฒน์ให้คำตอบว่า อาการตับวายส่วนใหญ่เกิดเนื่องจากการอักเสบของตับ การรับประทานยาที่ผิดปกติซึ่งจะไปทำลายตับ หรือการติดเชื้อไวรัสทำให้ตับอักเสบรุนแรง ตับหยุดทำงานทันที อาการเช่นนี้เรียกว่า ตับวาย ซึ่งถ้าแพทย์สามารถวินิจฉัยได้ว่ามีอาการตับวายตั้งแต่เริ่มต้น สามารถหาสาเหตุได้ว่าตับวายเกิดจากอะไร ก็มียาที่สามารถช่วยประวิงเวลาให้ตับฟื้นกลับมาได้

นอกจากนี้ยังมี โรคตับที่เกี่ยวเนื่องกับพันธุกรรม ซึ่งคุณหมอปิยะวัฒน์บอกว่าพบได้ไม่บ่อยนักในเมืองไทย เช่น บางคนเกิดมาด้วยภาวะที่ร่างกายไม่สามารถขับธาตุทองแดงทิ้งไปจากร่างกายได้ ธาตุทองแดงก็สะสมอยู่ในตับ วันดีคืนดีตับก็เกิดอักเสบเรื้อรังขึ้นมาได้ เกิดตับแข็งและเสียชีวิตในที่สุด หรือบางคนรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเยอะ พอดูดซึมเข้าไปในตับแล้วขับไม่ออก ก็เกิดตับแข็งได้เช่นเดียวกัน…ส่วนโรคตับที่พบได้บ่อย แต่จริง ๆ แล้วในคนไทยมักจะไม่เรียกว่าเป็นโรคทางพันธุกรรม คือโรคไวรัสตับอักเสบบี เพราะมักจะพบว่าแม่หรือญาติทางฝ่ายแม่เป็นพาหะของ ไวรัสตับอักเสบบี ลูกก็จะได้รับเชื้อดังกล่าวผ่านทางเลือดมาตั้งแต่เกิด และมาแสดงอาการเมื่ออายุ 30-40 ปีก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นคุณสุภาพสตรีทั้งหลายที่กำลังคิดจะมีบุตร ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดครับ เพื่อเราจะได้ทราบว่าตนเองเป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่อย่างไร ร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงอย่างไร? อย่าวิตกไปเองครับ ให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยจะดีกว่า

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าปัจจุบันมีวิธีการ “ล้างตับ” เกิดขึ้น ซึ่งก็อาศัยหลักการเดียวกับการล้างไต แต่จะใช้กับคนไข้เฉพาะบางกรณีเท่านั้น อีกทั้งประสิทธิภาพไม่ดีเทียบเท่ากับเครื่องมือล้างไต ทำได้เพียงแค่ล้างสารพิษและคราบน้ำดีเหลือง ๆ ที่คั่งค้างออกไปได้ แต่เราไม่สามารถทำให้ตับกลับมาทำงานได้ดีเท่าที่ควร ถึงจุดหนึ่งแพทย์ก็ยังคงต้องผ่าตัดเอาตับที่เสียออกไปแล้วใส่ตับใหม่เข้าไปทำหน้าที่แทน ซึ่งเป็นตับที่ได้จากการบริจาคของผู้ใจบุญ…ฉะนั้นก่อนที่จะต้องถูกผ่าตัดตับทิ้งไปทั้งก้อน ทุกคนควรจะทราบว่า “ตับเป็นอวัยวะเพียงอย่างเดียวในร่างกายที่สามารถงอกได้คล้ายกับหางจิ้งจก” คือเมื่อตับถูกตัดทิ้งไปบางส่วนแล้วมันสามารถจะงอกกลับมาดังเดิมได้ แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยระยะเวลาและการดูแลตับที่ถูกต้องเหมาะสมเพราะถ้าสาเหตุที่ไปทำลายตับยังคงอยู่ ก็เป็นเรื่องยากที่ตับจะงอกใหม่ได้ ทุกคนคงเคยได้ยินคำว่าตับแข็ง เมื่อก่อนเข้าใจว่าเป็นตับแข็งแล้วไม่มีทางหาย ไม่มีทางฟื้นกลับมาได้ แต่ปัจจุบันต้องบอกว่า “ตับแข็งหายได้…ฟื้นกลับมาได้เพราะตับงอกได้” แต่เราต้องกำจัดสาเหตุของตับอักเสบหรือตับแข็งอันนั้นก่อน หาสาเหตุของโรคเสร็จก็ให้การรักษา เมื่อโรคหยุด ตับก็หยุดอักเสบ เนื้อตับดี ตับก็สามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ครับ

กลับมาที่เรื่องก้อนในตับที่ผมได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า ก้อนในตับมีทั้งก้อนที่ดีและก้อนที่ไม่ดี ซึ่งเรื่องนี้คุณหมอปิยะวัฒน์อธิบายว่า แรกเริ่มที่ก้อนในตับมีขนาดประมาณ 1-3 ซม. เรามักจะไม่ทราบ เนื่องจากไม่มีอาการแสดงใด ๆ แต่เมื่อก้อนดังกล่าวมีขนาด 10–15 ซม. ขึ้นไป คนไข้จะมีอาการจุก ๆ แน่น ๆ เป็นเหตุให้ไปพบแพทย์ จึงตรวจพบว่ามีก้อนเกิดขึ้นในตับ ซึ่งถ้าเป็นก้อนเนื้อร้าย การค้นพบในขั้นนี้นับว่ายากต่อการเยียวยารักษาแล้ว ทั้งนี้การตรวจสุขภาพประจำปีไม่สามารถบอกได้ว่าเรามีก้อนในตับหรือไม่  ต้องเพิ่มการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องด้วย จึงจะค้นพบก้อนในตับ

คุณหมอปิยะวัฒน์ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับก้อนในตับไว้ว่า

“ก้อนในตับชนิดดีหรือชนิดที่ไม่เป็นอันตราย อย่างแรกเลยก็คือ “ถุงน้ำในตับ” ซึ่งพบได้บ่อยมาก และบ่อยครั้งที่คนไข้จะวิตกกังวลว่าตนเองจะเป็นมะเร็ง หลังได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่า มีถุงน้ำในตับ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมอยากให้สบายใจได้ว่าถุงน้ำนั้นจะไม่เจริญไปเป็นมะเร็ง แม้มันจะมีขนาดโตขึ้นได้แต่จะโตขึ้นอย่างช้า ๆ และไม่ก่อปัญหา เพียงแต่ทุกครั้งที่ไปพบแพทย์ ก็ให้แพทย์ตรวจเช็กดูว่าถุงน้ำดังกล่าวนั้นยังอยู่ดีและไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นก้อนอย่างอื่นดังที่เรากังวล เท่านี้เราก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเจ้าถุงน้ำในตับได้อย่างสบายใจแล้วล่ะครับ”

การอัลตราซาวด์ตับ นอกจากจะเห็นถุงน้ำในตับแล้ว สิ่งที่เราพบเห็นได้บ่อยอีกอย่างหนึ่งคือ กลุ่มก้อนขาว ๆ ในตับ ซึ่งนั่นคือ ก้อนกลุ่มเลือดในตับ เนื่องจากเส้นเลือดไปพันกันอยู่ตรงนั้น เรียกว่า ฮีแมงจิโอมา (hemangioma) แบบนี้ก็ปลอดภัยเช่นเดียวกัน และอีกหนึ่งก้อนในตับที่พบบ่อยในคุณสุภาพสตรี เรียกว่า “FNH (Focal Nodular Hyperplasia)” ก้อนเหล่านี้โตได้แต่โตช้าและปลอดภัย แต่ส่วนใหญ่นอกจากการอัลตราซาวด์แล้วแพทย์ต้องตรวจพิสูจน์ด้วยการเอ็มอาร์ไอ เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่าก้อนดังกล่าวไม่ใช่ก้อนมะเร็งจริง ๆ

ข้อมูลจากรายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 เรื่อง “เมื่อตับมีก้อน” เวลา 15.00-16.00 น. ทางเดลินิวส์ทีวี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 30 ธันวาคม 2555

.

Related Link:

.

dailynews130106_002

“เมื่อตับมีก้อน…อย่านอนใจ” ตอนที่ 2 – ชีวิตและสุขภาพ

ก้อนในตับอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า อะดรีโนม่า (hepatocellular adenoma) พวกนี้มีสิทธิโตและเป็นอันตรายได้ เพราะฉะนั้นเมื่อแพทย์ตรวจพบแล้วว่าเป็นก้อนชนิดดังกล่าว ต้องมีการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิดครับ และเมื่อสงสัยว่าก้อนที่ตรวจพบเป็นมิตรหรือไม่ แพทย์จะใช้เข็มเล็ก ๆ เจาะเข้าไปที่ก้อนนั้นและดูดมาตรวจดูว่าคืออะไร หรือบางครั้งการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ MRI ก็สามารถบอกได้ครับ

“ในคนไข้บางคนแม้จะไม่ได้ทำการเจาะก้อนมาตรวจก็สามารถบอกได้ว่าก้อนที่เกิดขึ้นในตับนั้นเป็นก้อนที่ดีหรือไม่ดี ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ หรือตัวคนไข้เองมีโรคตับซ่อนอยู่ ทั้งไขมันในตับเรื้อรัง ดื่มสุรามาก เป็นไวรัสตับอักเสบบี หรือซี หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดตับแข็ง คนเหล่านี้มีสิทธิที่จะพบก้อนเนื้อร้ายในตับได้ เมื่อแพทย์เจอคนไข้กรณีแบบนั้น แพทย์จะมีวิธีการตรวจต่อในเบื้องต้น โดยไม่ต้องไปเจาะก้อนเนื้อมาตรวจ นั่นคือ ตรวจผลเลือด เพื่อดูว่ามีไวรัสบี, ซีหรือไม่ จากนั้นจะตรวจค่ามะเร็งในเลือด 3-4 อย่าง และเมื่อตรวจเสร็จแล้วมักจะพบว่าก้อนดังกล่าวแปรผลตรงกับมะเร็งได้ 2-3 ชนิด เช่น ในคนที่เป็นโรคตับแข็งมักจะเกิดก้อนขึ้นมา เมื่อมีขนาดเล็ก ๆ คนไข้จะไม่ทราบว่าตนเองมีก้อนในตับ จะทราบเมื่อตนเองมีอาการน้ำหนักลดจึงไปพบแพทย์ ก้อนชนิดนี้เรียกว่า “เฮ็ปปะโตม่า

การรักษามะเร็งในตับ ปัจจุบันมีหลายวิธีด้วยกัน แต่การจะเลือกใช้การรักษาด้วยวิธีใดนั้น ขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนมะเร็งที่พบเป็นหลัก เช่น ก้อนมะเร็งที่มีขนาดเล็กมาก ๆ สามารถรักษาได้โดยการใช้คลื่นความร้อนเข้าไปเผาก้อนเนื้อร้ายนั้น ก้อนเนื้อนั้นก็จะไหม้ไป ซึ่งวิธีนี้เทียบเท่ากับการผ่าตัด สามารถหายขาดได้

วิธีต่อมาคือการรักษาที่เรียกว่าการ “ใส่สายสวนตับ” ซึ่งคล้าย ๆ กับการใส่สายสวนหัวใจ โดยสายที่ใส่เข้าไปจะ ปล่อยยาเคมีเข้าไปที่ก้อนเนื้อร้ายในตับ ยาเคมีก็จะเข้าไปอุดที่ก้อนเนื้อและไปอุดไม่ให้เลือดเข้าไปเลี้ยงก้อนเนื้อนั้น ก้อนเนื้อก็จะฝ่อลงไป บางครั้งเมื่อก้อนเนื้อฝ่อลงไปแล้วเราก็ สามารถเข้าไปตัดทิ้งได้ด้วย ซึ่งวิธีการนี้ก็เหมาะกับก้อนเนื้อที่มีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน

และ อีกหนึ่งวิธีก็คือการตัดตับทิ้งเฉพาะส่วนที่เป็นมะเร็ง คือถ้าก้อนมะเร็งนั้นอยู่ในตำแหน่งที่สามารถตัดได้ เช่น อยู่บนกลีบขวาหรือกลีบซ้ายของตับ ซึ่งเมื่อเราตัดทิ้งไปแล้วตับก็สามารถงอกกลับมาใหม่ได้ครับ แต่ถ้าถามว่างอกได้เร็วแค่ไหนอย่างไร อันนี้ก็ต้องดูว่าถ้าเราไม่มีโรคที่ตับเลยจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนเนื้อตับก็จะงอกมาแทน อาจจะไม่ถึง 100% แต่ก็เรียกว่า 80%…แต่ท้ายที่สุด โรคมะเร็งตับนี้มักจะไปเกิดกับคนที่เป็นโรคตับแข็ง แม้จะรักษาด้วยวิธีการที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้ แต่เราก็ยังสามารถผ่าตัดเปลี่ยนตับได้ คือยกตับทิ้งทั้งตับแล้วใส่ตับใหม่เข้าไปแทน นอกจากนี้ปัจจุบันยังมียาชนิดรับประทาน ที่เข้าไปช่วยยับยั้งไม่ให้ก้อนมะเร็งนั้นแบ่งตัวและยุบตัวลงได้ด้วย

ที่กล่าวไปข้างต้นจะเป็นเรื่องของมะเร็งในเนื้อตับ แต่ยังมีมะเร็งที่ยังไม่ได้กล่าวถึงคือ “มะเร็งท่อน้ำดี” ซึ่ง มักพบในคนที่ชอบรับประทานปลาดิบหรือปลาร้า แล้วเกิดพยาธิใบไม้ในตับ ในที่สุดก็มีเนื้องอกเกิดขึ้นมาในท่อน้ำดี วิธีการรักษามะเร็งท่อน้ำดีก็คือ ถ้ามาในระยะต้นเราสามารถตัดทิ้งได้ หรือถ้ามีการอุดตันในท่อน้ำดีมาก ๆ เราสามารถใส่ท่อช่วยระบายได้ ซึ่งช่วยยืดอายุได้แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

มะเร็งตับอีกชนิดหนึ่งคือ เป็นมะเร็งที่กระจายมาจากอวัยวะอื่น เช่น เป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ ในที่สุดกระจายมาที่ตับ วิธีการรักษาขึ้นกับว่ากระจายมาจากอวัยวะไหนรักษาได้หรือไม่ อาจจะต้องไปรักษาที่ต้นตอเสียก่อน

อย่างที่ผมย้ำอยู่เสมอว่า ไม่ว่าจะโรคอะไรก็ตาม ถ้าเราตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ย่อมส่งผลให้การรักษามีประสิทธิผลดี ซึ่งการรักษาก้อนเนื้อนี้ก็เช่นเดียวกัน คือถ้าตรวจพบในระยะเริ่มแรกตั้งแต่ก้อนเนื้อมีขนาดไม่เกิน 5 ซม. ย่อมจะง่ายต่อการเยียวยารักษา  และบางครั้งสามารถหายขาดได้ด้วยครับ…ดังนั้นอย่าลืมนะครับ ทุกครั้งที่ท่านไปตรวจสุขภาพประจำปี เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มสักเล็กน้อยให้กับการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง ผมว่ามันคุ้มค่าหากตรวจเจอมะเร็งเร็ว ก็ย่อมจะได้รับการรักษาที่ทันท่วงที โอกาสที่จะหายขาดก็มีครับ…อย่ารอให้โรคตับมาถามหาเรา แต่เราควรจะไปตรวจหามันให้พบเสียก่อนครับ

ข้อมูลจาก รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 เรื่อง “เมื่อตับมีก้อน” เวลา 15.00-16.00 น. ทางเดลินิวส์ทีวี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา :  เดลินิวส์ 6 มกราคม 2556

เตือนภัย “ไวรัสตับอักเสบซี” หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงห่างไกลโรค

dailynews121223_004dสุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา การดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้มีความแข็งแรงและมีความรู้เข้าใจในโรคภัยอย่างถูกต้อง สิ่งเหล่านี้มีความหมายความสำคัญอย่างยิ่ง

ไวรัสตับอักเสบ สาเหตุที่ทำให้การทำงานของตับผิดปกติ นอกเหนือจากจะคุ้นเคยกันในชื่อของไวรัสตับอักเสบ A และ B แล้วยังมี C,D,E ฯลฯ ที่เป็นปัญหาคือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด บีและซี ซึ่งทำให้เกิดเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังได้

dailynews121223_004aรศ.พญ.อาภัสณี โสภณสฤษฎ์สุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับ สาขาวิชาโรคทางเดินอาหารและตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ความรู้กล่าวถึงโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบซึ่งสถาน การณ์ของโรคนี้เป็นปัญหามานานทั้งเรื่องของจำนวนผู้ป่วยและความชุกของการติดเชื้อไวรัส

ปัจจุบันความชุกของไวรัสตับอักเสบบีลดลงจึงทำให้เห็นถึงจำนวนของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมากขึ้น หรือเห็นผลที่เกิดจาก การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมานานและหากไม่ได้รับการรักษาก็อาจทำให้หน้าที่ของตับเสื่อมสภาพลง เกิดเป็นตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด

ไวรัสตับอักเสบซี สถานการณ์ทั่วโลกปัจจุบันโดยเฉลี่ยผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบไวรัสซีมีประมาณ 170 ล้านคน ในทวีปเอเชียมีประมาณ 35 ล้านคน ส่วนประเทศไทยจากตัว เลขผู้บริจาคโลหิตพบอุบัติการณ์ของไวรัสตับอักเสบซีประมาณ 1-3% โดยทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบมากกว่าภูมิภาคอื่น

นอกจากนี้ยังพบแนวโน้มของความชุกชุมของโรคสวนทางกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ทั้งนี้ เนื่องจากได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแก่เด็กเกิดใหม่ทุกคนทำให้อุบัติการณ์โรคไวรัสตับอักเสบบีน้อยลง การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจึงน้อยลงเรื่อย ๆ ขณะที่ไวรัสตับอักเสบซียังไม่มีวัคซีนป้องกัน

dailynews121223_004fการติดต่อของไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับการไอ จาม หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน แต่การติดเชื้อไวรัสซีเกิดจากการสัมผัสเลือดโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่ใช้สารเสพติด ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ต้องได้รับการฟอกไตอยู่เป็นประจำกลุ่มนี้มีโอกาสติดเชื้อได้สูง นอกจากการติดต่อทางเลือดแล้วยังมีความเสี่ยง อื่น ๆ ที่อาจทำให้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เช่น การสักตามร่างกาย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้หากทำโดยผู้ที่ขาดความรู้และใช้เครื่องมือที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อโรค ใช้อุปกรณ์ที่ใช้แล้วหรือไม่มีความสะอาดเพียงพอก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส

ปัจจุบันในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นจะต้องได้รับเลือดแม้จะมีการตรวจคัดกรองเลือดทุกถุง แต่สำหรับผู้ที่เคยได้รับเลือดก่อนปี พ.ศ.2535 อาจมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เพราะขณะนั้นยังไม่มีการคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี ดังนั้นหากเป็นผู้ที่เคยได้รับโลหิตก่อนปี พ.ศ. 2535 ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด เกิดอุบัติเหตุ ฯลฯ ควรได้รับการตรวจเลือดหาไวรัสตับอักเสบซี เพื่อจะได้เท่าทันการรักษา

dailynews121223_004b“จากที่กล่าวการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเป็นการรับเชื้อมาจากทางเลือดโดยตรงภายหลังได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่จะไม่มีอาการมีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการแบบเฉียบพลันโดยมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน จากนั้นร้อยละ 80 ของผู้ที่ได้รับเชื้อจะกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ปัญหาที่ติด ตามมาหลังเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง 15-20 ปีและไม่ได้รับการรักษานั้น ตับมีโอกาสกลายเป็นตับแข็งได้ในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเร็วขึ้นกว่านี้หากดื่มสุรา ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอื่นหรือมีโรคไขมันเกาะตับร่วมด้วยก็จะทำให้โรคดำเนินไปได้เร็วยิ่งขึ้น”

dailynews121223_004eทั้งนี้โรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบซีมักไม่แสดงอาการใดเด่นชัด สิ่งนี้จึงอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ถ้ามีเชื้อไวรัสอยู่และไม่ได้รับการตรวจ การตรวจสุขภาพประจำปีตรวจการทำงานของตับหรือเอนไซน์ตับ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้นับว่ามีความสำคัญ อีกทั้งการปฏิบัติตัวห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงเป็นอีกหนทางที่ทำให้หลีกไกลจากโรคดังกล่าวได้

ในกรณีที่ตรวจสุขภาพแล้วพบไวรัสตับอักเสบซีในการรักษานอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรักษาด้วยยามีทั้งยาฉีดและยารับประทานร่วมกันโดยใช้ระยะเวลาในการรักษาประมาณ 6 เดือน -1 ปี แพทย์ท่านเดิมให้ความรู้อีกว่า ตับอักเสบเรื้อรังจะไม่ทำให้เสียชีวิต แต่หากมีอาการตับแข็งแล้วจะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับ แต่อย่างไรแล้วภาวะตับแข็งแบ่งเป็นระยะต้น ระยะกลาง และระยะปลาย ซึ่งหากได้รับการตรวจวินิจฉัยและเริ่มต้นรักษาที่รวดเร็วก็จะส่งผลดีต่อการรักษาและผู้ป่วย

dailynews121223_004cสิ่งที่ควรเฝ้าระวัง คือ หากเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงควรได้รับการตรวจสุขภาพ ตรวจเช็กเอนไซน์ตับ ไวรัสตับอักเสบ บี และซีซึ่งหากตรวจพบไม่ควรตื่นตระหนกแต่ควรตระหนักในการดูแลสุขภาพ ไม่เครียด หรือกังวล ส่วนกลุ่มที่ดูแลรักษาสุขภาพ การตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีหรือทุก 2 ปีมีความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะช่วยให้หลีกไกลและเท่าทันการรักษา เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับตนเองหากต้องเผชิญกับโรคไวรัสตับอักเสบซี ปัจจุบัน ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสายพันธุ์ 2 และ 3 ที่ใช้สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ประกันสังคมและประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถเบิกค่ารักษาได้

การรู้เท่าทันโรคเปลี่ยน แปลงพฤติกรรมการปฏิบัติตนเอง สิ่งเหล่านี้จึงไม่เพียงช่วยให้ไกลห่างจากไวรัสตับอักเสบซี แต่ยังช่วยให้มีสุขภาพร่างกาย สมบูรณ์แข็งแรงไกลห่างโรคร้ายทั้งปวงอีกด้วย.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 23 ธันวาคม 2555