รู้จักตับ – รักษ์ตับ

dailynews141005_03ตับเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหน

รู้หรือไม่ ตับของเราเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรองจากปอด แต่หนักที่สุด คือ ประมาณกิโลกว่า ๆ ตามแต่ขนาดของร่างกายคนนั้น ๆ รูปร่างเป็นสามเหลี่ยมถ้ามองจากด้านหน้า ท่านลองก้มหน้ามองที่หน้าท้องของตัวเอง เอาฝ่ามือขวาวางคร่อมตรงชายโครงและหน้าท้องซีกขวาทางด้านหน้า เอาปลายนิ้วกลางไว้ตรงลิ้นปี่ ตรงแถวนั้นเอง ลึกลงไปในช่องท้องใต้ฝ่ามือ เป็นที่ที่ตับซ่อนอยู่ รู้หรือไม่ถ้ามีความจำเป็นต้องตรวจเนื้อตับ หมอจะเจาะตับผ่านผิวหนัง เข้าทางช่องระหว่างชายโครงขวา ทางด้านข้างลำตัว เมื่อตับเราใหญ่ขนาดนี้ หมอเลยเจาะกันไม่ค่อยพลาด

ในตับมีอะไรอยู่

จริง ๆ แล้วท่านหาตับหมูมาดูก็ได้ เพียงแต่รูปร่างไม่เหมือนกัน ถ้าดูด้วยตาเปล่าจะเห็นตับมีสีแดง ผิวเรียบ มีเส้นเลือดดำใหญ่วิ่งตรงมาจากทางเดินอาหารที่เรียกว่า พอร์ตอล นั่นหมายถึง สารอาหารต่าง ๆ ที่เราทานเข้าไปก็มีทางออกรวมกันทางส่วนบนของตับวิ่งเข้าสู่หัวใจ ใกล้ ๆ เส้นเลือดทุกเส้นก็จะมีท่อน้ำดีขนาดเล็ก รวมตัวกันเป็นท่อขนาดใหญ่ขึ้นวิ่งออกไปทางด้านล่างของตับ ข้าง ๆ ท่อน้ำดีก็ยังมีถุงน้ำดีอยู่แถว ๆ ใต้ตับเช่นกัน ซึ่งจะมีท่อเล็ก ๆ ยื่นออกมาต่อกับท่อน้ำดี จากนั้นท่อน้ำดีรวมก็จะไปเปิดก๊อกให้น้ำดีออกแถว ๆ ลำไส้เล็กส่วนต้น น้ำดีที่กล่าวถึงเป็นที่รวมของดีและของเสียที่ร่างกายขับทิ้งออกทางตับ น้ำดีมีสีออกเหลือง ๆ เขียว ๆ น้ำดีที่ไหลออกมาส่วนหนึ่งจะไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี ซึ่งจะถูกบีบตัวเอาออกมาใช้ช่วยย่อยอาหารพวกไขมันในช่วงหลังอาหาร

ข้างในตับก็จะมีเนื้อตับ ถ้าหากเอากล้องจุลทรรศน์ส่องดูจะเห็นส่วนประกอบเล็ก ๆ ที่เรียกว่า เซลล์ ที่จริงแล้วที่ตรงไหนของร่างกายก็ประกอบด้วยเซลล์ แต่เซลล์ของตับจะมีรูปร่างเฉพาะ เรียงตัวกันเป็นแถวเป็นกลุ่มอย่างสวยงาม เซลล์ตับก็ทำหน้าที่ของตับไปเรื่อย ๆ นอกจากเซลล์ตับแล้ว ยังมีเซลล์อื่น ๆ อีกหลายชนิดแทรกอยู่ในเนื้อตับ เช่น เม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ เป็นต้น มีเซลล์อยู่ชนิดหนึ่ง อยากให้ทำความรู้จักกันไว้สักนิดจะได้ไม่ตกข่าว เป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างพังผืดหรือเนื้อเยื่อระหว่างเซลล์ของตับ ที่เรียกกันว่า สเตลเลตเซลล์ (Stellate cell) เนื่องจากมันมีรูปร่างเหมือนดาว มีแขนขายื่นออกมารอบ ๆ (Stellate cell) นี้เป็นเซลล์ต้นกำเนิดของเนื้อเยื่อพังผืด ซึ่งมิได้ทำงานใด ๆ แต่จะหดรัดให้เนื้อตับเสียหาย หดเหี่ยวลงจนกลายเป็น “ตับแข็ง”

ตับทำหน้าที่อะไร

ประการแรก ตับทำหน้าที่นำเอาสารอาหารที่ย่อยมาแล้วจากทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต (พวกแป้ง น้ำตาล) ไขมัน โปรตีน (พวกเนื้อต่าง ๆ) วิตามิน ยา หรืออะไรก็ตามที่เราทานเข้าไปมาปรับเปลี่ยนให้เป็นสารอาหารที่เหมาะกับการใช้ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น สร้างโปรตีนอัลบูมิน (โปรตีนไข่ขาว) โปรตีนที่ช่วยการแข็งตัวของเลือด ไขมันในเลือดชนิดต่าง ๆ เป็นต้น ที่น่าสนใจก็คือ ยาต่าง ๆ สมุนไพร วิตามิน อาหารเสริม หรืออะไรก็ตามที่เราทานเข้าไป บางครั้งตับก็เลือกไม่ถูกว่าที่ทานเข้าไปมีประโยชน์อะไร ตับก็ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ปรับเปลี่ยนเป็นสารที่เป็นพิษต่อร่างกาย ต่อตับเองจนเกิดตับอักเสบ เป็นอันตราย ที่ถูกที่ควรคืออย่าไปหาอะไรทานสุ่มสี่สุ่มห้า อะไรที่ไม่ใช่อาหารปกติก็อย่าเที่ยวไปหาทาน เช่น มะรุมที่ไปทานเป็นเม็ด เป็นแคปซูล เป็นยาต้ม เป็นสาเหตุของโรคตับที่รุนแรงได้เช่นกัน

ประการที่สอง ตับทำหน้าที่สะสมอาหารต่าง ๆ เอาไว้ใช้เมื่อร่างกายต้องการ เช่น เก็บน้ำตาลกลูโคสในรูปของไกลโคเจนสะสมไว้ในตับ เมื่อร่างกายต้องการพลังงานก็จะเปลี่ยนไกลโคเจนกลับมาเป็นกลูโคส ส่งไปที่ต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อเอาไปใช้เป็นพลังงานต่อไป ผู้ป่วยที่ตับอักเสบขั้นรุนแรงจะมีน้ำตาลในเลือดต่ำเลยเป็นที่มาของคำพูดที่ว่า เป็นโรคตับให้ทานน้ำหวาน ซึ่งที่จริงแล้วจะต้องทานต่อเมื่อตับเสียไปมาก ๆ ตอนระยะท้าย ๆ ของโรคตับ ฉะนั้นอย่าไปทานน้ำหวานกันโดยไม่จำเป็น

ประการที่สาม ตับทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียในรูปของน้ำดี ออกมาทางท่อน้ำดี แล้วลงไปออกที่ลำไส้เล็กส่วนต้น น้ำดีนอกจากจะเป็นของเสียที่ร่างกายขับออกมาแล้ว ยังมีน้ำที่เป็นของดีปนอยู่ด้วย (ด้วยเหตุฉะนี้กระมัง เลยเรียกน้ำเขียว ๆ เหลือง ๆ ที่ออกมาจากตับว่า “น้ำดี”) ที่ว่ามีของดีปนออกมาก็เพราะว่าน้ำดีนั้นใช้ช่วยในการย่อยอาหารประเภทไขมัน ช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ต้องใช้ไขมันร่วมด้วย คือ วิตามิน เอ ดี อี และ เค คนที่ท่อน้ำดีอุดตันก็จะมีตาเหลือง ตัวเหลือง คันผิวหนังเพราะของเสียสารสีเหลืองคั่งใต้ผิวหนัง ขับออกมาไม่ได้ นาน ๆ เข้าอุจจาระจะสีซีด ท้องเสียเวลาทานของมัน ขาดวิตามินที่เห็นชัดเห็นผลเร็วก็คือ การขาดวิตามินเค (K) เลือดจะแข็งตัวไม่ดี เลือดออกแล้วไหลไม่หยุด

ถึงเวลานี้คงจะจินตนาการภาพของตับออกได้บ้าง และพอจะทราบว่าตับสำคัญต่อร่างกายอย่างไรพอเป็นสังเขป แต่ก็เพียงพอที่จะรัก รักษ์ตับ ถนอมตับ ให้ปลอดจากสารพิษ อาหารพิษ สารพิษเจือปนในอาหาร ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบทุกตัวที่มี เพื่อถนอมตับให้อยู่ดี มีคุณภาพ ตลอดชั่วอายุขัย

’ทานอาหารดีมีประโยชน์เสมือนหนึ่งยาบำรุง

หรือจะต้องมุ่งทานยาเพื่อบำรุงและรักษาโรค?“

ข้อมูลจาก นายแพทย์ ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ ศูนย์โรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 5 ตุลาคม 2557

Advertisements

“ปวดตับ” อย่ามองข้าม โดย รศ.นพ.พูลชัย จรัสเจริญวิทยา

manager140723_01“ปวดตับ” เป็นปัญหาหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ตับ ทำหน้าที่เสมือนเป็นโรงงานผลิตพลังงาน และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมทั้งยังเป็นอวัยวะสำคัญในการเผาผลาญของเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายด้วย โดยทำการขับออกมาทางน้ำดีลงสู่ลำไส้ปนไปกับอุจจาระ และเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ยา หรือสารต่างๆ ที่ร่างกายรับประทานแล้วเหลือตกค้าง สิ่งเหล่านี้อาจมีผลกระทบต่อการทำงานของตับ ทำให้เกิดโรคตับต่างๆ ได้ เช่น โรคตับอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งมีการอักเสบบวมของเนื้อตับ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตับ จุกตึงใต้ชายโครงขวา ร่วมกับมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และเกิดดีซ่านขึ้นได้

นอกจากนี้ ปวดตับ ยังอาจเกิดจากเนื้อตับบางส่วนที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติกลายเป็นก้อนเนื้องอกดันผิวตับให้โป่งนูน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดจุกแน่นในบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือลิ้นปี่ มักพบในผู้ป่วยที่มีโรคตับอักเสบเรื้อรังแฝงอยู่โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ มาก่อน หรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย ได้แก่ อ่อนเพลียและหมดแรงง่าย บางรายมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรืออาเจียนเป็นเลือดสด ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร หรือกระเพาะอาหาร อันเป็นผลจากภาวะตับแข็งที่มักพบร่วมด้วยในผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งตับ

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อไรควรไปพบแพทย์ เรามีสัญญาณอันตรายที่เตือนว่า ตับของคุณเริ่มมีปัญหาแล้วคือ
1. อาการปวดจุก หรือแน่นชายโครงขวา ซึ่งเป็นที่อยู่ของตับ อาจเพราะมีการอักเสบของเนื้อตับ หรือเกิดจากก้อนเนื้องอกภายในเนื้อตับ

2. ดีซ่าน คือ ภาวะที่มีการคั่งของเม็ดสีน้ำดี ซึ่งสร้างมาจากตับ สะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้ผิวหนังและเยื่อตาขาวเปลี่ยน มีสีเหลือง ซึ่งน้ำดีที่มากเกินในร่างกาย ส่วนหนึ่งจะถูกขับออกทางไต ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มถดถอย

3. อ่อนเพลียเรื้อรัง หมดแรงง่าย อาจเกิดจากภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งควรได้รับการตรวจเลือดยืนยันและหาสาเหตุต่อไป โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ การดื่มสุราจนทำให้เกิดโรคตับเรื้อรัง โรคอ้วนจนมีไขมันคั่งในเนื้อตับปริมาณมาก และการรับประทานยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรบางชนิด ในผู้ป่วยบางรายอาจมีสารเหล่านี้ตกค้าง จนทำให้เกิดตับอักเสบ ผลิตพลังงาน และสารที่จำเป็นต่อร่างกายได้ลดลง

4. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มเสื่อมลง ทำให้ร่างกายต้องดึงพลังงานสำรองจากที่ต่างๆ มาเผาพลาญ น้ำหนักตัวจึงลดลง

ดังนั้น ถ้าเราสังเกตตัวเองว่ามีสัญญาณเตือนความผิดปกติดังกล่าว อาจบ่งว่าสุขภาพตับเริ่มจะไม่แข็งแรง มีโรคภัยซ้อนเร้นอยู่ จึงควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติมว่า สมรรถภาพการทำงานของตับและสาเหตุของความผิดปกตินั้นเกิดจากอะไร

แต่สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้ห่างไกลจากโรคที่ทำให้ “ปวดตับ” เราควรจะดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยรับประทานอาหารที่สะอาดและมีคุณค่าทางโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม ร่วมกับออกกำลังกาย เพื่อควบคุมน้ำหนักและลดพุง ไม่รับประทานสารอาหาร ยา หรือสมุนไพรใดๆ เสริมโดยไม่จำเป็น เท่านี้คุณก็จะไม่ “ปวดตับ”

ที่มา ASTV : ผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2557

“เมื่อตับมีก้อน…อย่านอนใจ”

dailynews121230_001ถ้าถามว่าอวัยวะใดในร่างกายที่มีน้ำหนักมากที่สุด ผมเชื่อว่าหลายคนคงตอบไม่ถูกเป็นแน่…คำตอบก็คือ “ตับ” ครับ   เมื่อเรารับประทานอาหารไป อาหารต่าง ๆ ก็จะไปสู่ระบบทางเดินอาหารรวมถึงตับของเราด้วย ซึ่งตับจะทำหน้าที่คล้ายโรงงานของร่างกายคือ ปรับเปลี่ยนสารอาหารต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อการนำไปใช้งานแล้วส่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงทำหน้าที่ขับของเสียในร่างกายอีกด้วย…

แต่วันดีคืนดี ตับของเราเกิดมีก้อนแปลกประหลาดโผล่ขึ้นมาล่ะจะทำอย่างไร? อย่าเพิ่งตกใจครับ เพราะไม่ได้มีเพียงก้อนเนื้อร้ายเท่านั้น ก้อนเนื้อดี ๆ ก็มีเยอะครับ และปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่ทำให้เราสามารถกำจัดก้อนเนื้อร้ายเหล่านั้นออกไปได้ครับ แต่ความสำคัญอยู่ตรงที่ว่าเราจะป้องกันไม่ให้เกิดก้อนเนื้อเหล่านั้นได้อย่างไร? วันนี้ผมมีคำตอบมาให้ทุกท่านครับ

ผศ.นพ.ดร.ปิยะวัฒน์  โกมลมิศร์ หัวหน้าสาขาทางเดินอาหารและตับ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับตับว่า “ตับ เป็นอวัยวะที่มีน้ำหนักมากที่สุดในร่างกายของคนเรา ทำหน้าที่คล้ายโรงงานของร่างกาย ไม่ว่าเราจะทานอาหารอะไรเข้าไป พอย่อยเสร็จก็ผ่านเข้าไปในตับ ตับก็มีหน้าที่ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมแล้วส่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าไม่มีตับอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายก็ไม่สามารถนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้ คำว่าปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม เช่น ย่อยเนื้อสัตว์ที่กินเข้าไปให้กลายเป็นกรดอะมิโน แล้วสร้างเป็นโปรตีนชนิดใหม่ขึ้นมา นอกจากนั้นเมื่อเกิดของเสียขึ้นในร่างกาย ของเสียเหล่านั้นก็วนกลับมาที่ตับ ตับก็จะมีหน้าที่ขับของเสียทิ้งออกไปทางท่อน้ำดี  ซึ่งในหน้าที่อันมากมายของตับนี้ก็มีโรคร้ายต่าง ๆ เกิดขึ้นกับตับได้มากมายเช่นเดียวกัน”

โรคที่เกิดขึ้นกับตับ เช่น ตับอักเสบ, เกิดก้อนในตับ, ท่อน้ำดีในตับเกิดการอุดตัน และไขมันเกาะที่ตับ ซึ่งเมื่อก่อนคิดกันว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คงเหมือนกับไขมันที่เกาะอยู่ตามอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย แต่เมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมาเราพบว่า การที่มีไขมันเกาะอยู่ที่ตับมากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดตับอักเสบหรือตับแข็งได้ และยังสามารถเกิดเป็นมะเร็งตับได้อีกด้วย

อีกหนึ่งอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับตับก็คือ “ตับวาย” ถามว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร? เรื่องนี้คุณหมอปิยะวัฒน์ให้คำตอบว่า อาการตับวายส่วนใหญ่เกิดเนื่องจากการอักเสบของตับ การรับประทานยาที่ผิดปกติซึ่งจะไปทำลายตับ หรือการติดเชื้อไวรัสทำให้ตับอักเสบรุนแรง ตับหยุดทำงานทันที อาการเช่นนี้เรียกว่า ตับวาย ซึ่งถ้าแพทย์สามารถวินิจฉัยได้ว่ามีอาการตับวายตั้งแต่เริ่มต้น สามารถหาสาเหตุได้ว่าตับวายเกิดจากอะไร ก็มียาที่สามารถช่วยประวิงเวลาให้ตับฟื้นกลับมาได้

นอกจากนี้ยังมี โรคตับที่เกี่ยวเนื่องกับพันธุกรรม ซึ่งคุณหมอปิยะวัฒน์บอกว่าพบได้ไม่บ่อยนักในเมืองไทย เช่น บางคนเกิดมาด้วยภาวะที่ร่างกายไม่สามารถขับธาตุทองแดงทิ้งไปจากร่างกายได้ ธาตุทองแดงก็สะสมอยู่ในตับ วันดีคืนดีตับก็เกิดอักเสบเรื้อรังขึ้นมาได้ เกิดตับแข็งและเสียชีวิตในที่สุด หรือบางคนรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเยอะ พอดูดซึมเข้าไปในตับแล้วขับไม่ออก ก็เกิดตับแข็งได้เช่นเดียวกัน…ส่วนโรคตับที่พบได้บ่อย แต่จริง ๆ แล้วในคนไทยมักจะไม่เรียกว่าเป็นโรคทางพันธุกรรม คือโรคไวรัสตับอักเสบบี เพราะมักจะพบว่าแม่หรือญาติทางฝ่ายแม่เป็นพาหะของ ไวรัสตับอักเสบบี ลูกก็จะได้รับเชื้อดังกล่าวผ่านทางเลือดมาตั้งแต่เกิด และมาแสดงอาการเมื่ออายุ 30-40 ปีก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นคุณสุภาพสตรีทั้งหลายที่กำลังคิดจะมีบุตร ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดครับ เพื่อเราจะได้ทราบว่าตนเองเป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่อย่างไร ร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงอย่างไร? อย่าวิตกไปเองครับ ให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยจะดีกว่า

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าปัจจุบันมีวิธีการ “ล้างตับ” เกิดขึ้น ซึ่งก็อาศัยหลักการเดียวกับการล้างไต แต่จะใช้กับคนไข้เฉพาะบางกรณีเท่านั้น อีกทั้งประสิทธิภาพไม่ดีเทียบเท่ากับเครื่องมือล้างไต ทำได้เพียงแค่ล้างสารพิษและคราบน้ำดีเหลือง ๆ ที่คั่งค้างออกไปได้ แต่เราไม่สามารถทำให้ตับกลับมาทำงานได้ดีเท่าที่ควร ถึงจุดหนึ่งแพทย์ก็ยังคงต้องผ่าตัดเอาตับที่เสียออกไปแล้วใส่ตับใหม่เข้าไปทำหน้าที่แทน ซึ่งเป็นตับที่ได้จากการบริจาคของผู้ใจบุญ…ฉะนั้นก่อนที่จะต้องถูกผ่าตัดตับทิ้งไปทั้งก้อน ทุกคนควรจะทราบว่า “ตับเป็นอวัยวะเพียงอย่างเดียวในร่างกายที่สามารถงอกได้คล้ายกับหางจิ้งจก” คือเมื่อตับถูกตัดทิ้งไปบางส่วนแล้วมันสามารถจะงอกกลับมาดังเดิมได้ แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยระยะเวลาและการดูแลตับที่ถูกต้องเหมาะสมเพราะถ้าสาเหตุที่ไปทำลายตับยังคงอยู่ ก็เป็นเรื่องยากที่ตับจะงอกใหม่ได้ ทุกคนคงเคยได้ยินคำว่าตับแข็ง เมื่อก่อนเข้าใจว่าเป็นตับแข็งแล้วไม่มีทางหาย ไม่มีทางฟื้นกลับมาได้ แต่ปัจจุบันต้องบอกว่า “ตับแข็งหายได้…ฟื้นกลับมาได้เพราะตับงอกได้” แต่เราต้องกำจัดสาเหตุของตับอักเสบหรือตับแข็งอันนั้นก่อน หาสาเหตุของโรคเสร็จก็ให้การรักษา เมื่อโรคหยุด ตับก็หยุดอักเสบ เนื้อตับดี ตับก็สามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ครับ

กลับมาที่เรื่องก้อนในตับที่ผมได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า ก้อนในตับมีทั้งก้อนที่ดีและก้อนที่ไม่ดี ซึ่งเรื่องนี้คุณหมอปิยะวัฒน์อธิบายว่า แรกเริ่มที่ก้อนในตับมีขนาดประมาณ 1-3 ซม. เรามักจะไม่ทราบ เนื่องจากไม่มีอาการแสดงใด ๆ แต่เมื่อก้อนดังกล่าวมีขนาด 10–15 ซม. ขึ้นไป คนไข้จะมีอาการจุก ๆ แน่น ๆ เป็นเหตุให้ไปพบแพทย์ จึงตรวจพบว่ามีก้อนเกิดขึ้นในตับ ซึ่งถ้าเป็นก้อนเนื้อร้าย การค้นพบในขั้นนี้นับว่ายากต่อการเยียวยารักษาแล้ว ทั้งนี้การตรวจสุขภาพประจำปีไม่สามารถบอกได้ว่าเรามีก้อนในตับหรือไม่  ต้องเพิ่มการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องด้วย จึงจะค้นพบก้อนในตับ

คุณหมอปิยะวัฒน์ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับก้อนในตับไว้ว่า

“ก้อนในตับชนิดดีหรือชนิดที่ไม่เป็นอันตราย อย่างแรกเลยก็คือ “ถุงน้ำในตับ” ซึ่งพบได้บ่อยมาก และบ่อยครั้งที่คนไข้จะวิตกกังวลว่าตนเองจะเป็นมะเร็ง หลังได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่า มีถุงน้ำในตับ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมอยากให้สบายใจได้ว่าถุงน้ำนั้นจะไม่เจริญไปเป็นมะเร็ง แม้มันจะมีขนาดโตขึ้นได้แต่จะโตขึ้นอย่างช้า ๆ และไม่ก่อปัญหา เพียงแต่ทุกครั้งที่ไปพบแพทย์ ก็ให้แพทย์ตรวจเช็กดูว่าถุงน้ำดังกล่าวนั้นยังอยู่ดีและไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นก้อนอย่างอื่นดังที่เรากังวล เท่านี้เราก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเจ้าถุงน้ำในตับได้อย่างสบายใจแล้วล่ะครับ”

การอัลตราซาวด์ตับ นอกจากจะเห็นถุงน้ำในตับแล้ว สิ่งที่เราพบเห็นได้บ่อยอีกอย่างหนึ่งคือ กลุ่มก้อนขาว ๆ ในตับ ซึ่งนั่นคือ ก้อนกลุ่มเลือดในตับ เนื่องจากเส้นเลือดไปพันกันอยู่ตรงนั้น เรียกว่า ฮีแมงจิโอมา (hemangioma) แบบนี้ก็ปลอดภัยเช่นเดียวกัน และอีกหนึ่งก้อนในตับที่พบบ่อยในคุณสุภาพสตรี เรียกว่า “FNH (Focal Nodular Hyperplasia)” ก้อนเหล่านี้โตได้แต่โตช้าและปลอดภัย แต่ส่วนใหญ่นอกจากการอัลตราซาวด์แล้วแพทย์ต้องตรวจพิสูจน์ด้วยการเอ็มอาร์ไอ เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่าก้อนดังกล่าวไม่ใช่ก้อนมะเร็งจริง ๆ

ข้อมูลจากรายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 เรื่อง “เมื่อตับมีก้อน” เวลา 15.00-16.00 น. ทางเดลินิวส์ทีวี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 30 ธันวาคม 2555

.

Related Link:

.

dailynews130106_002

“เมื่อตับมีก้อน…อย่านอนใจ” ตอนที่ 2 – ชีวิตและสุขภาพ

ก้อนในตับอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า อะดรีโนม่า (hepatocellular adenoma) พวกนี้มีสิทธิโตและเป็นอันตรายได้ เพราะฉะนั้นเมื่อแพทย์ตรวจพบแล้วว่าเป็นก้อนชนิดดังกล่าว ต้องมีการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิดครับ และเมื่อสงสัยว่าก้อนที่ตรวจพบเป็นมิตรหรือไม่ แพทย์จะใช้เข็มเล็ก ๆ เจาะเข้าไปที่ก้อนนั้นและดูดมาตรวจดูว่าคืออะไร หรือบางครั้งการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ MRI ก็สามารถบอกได้ครับ

“ในคนไข้บางคนแม้จะไม่ได้ทำการเจาะก้อนมาตรวจก็สามารถบอกได้ว่าก้อนที่เกิดขึ้นในตับนั้นเป็นก้อนที่ดีหรือไม่ดี ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ หรือตัวคนไข้เองมีโรคตับซ่อนอยู่ ทั้งไขมันในตับเรื้อรัง ดื่มสุรามาก เป็นไวรัสตับอักเสบบี หรือซี หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดตับแข็ง คนเหล่านี้มีสิทธิที่จะพบก้อนเนื้อร้ายในตับได้ เมื่อแพทย์เจอคนไข้กรณีแบบนั้น แพทย์จะมีวิธีการตรวจต่อในเบื้องต้น โดยไม่ต้องไปเจาะก้อนเนื้อมาตรวจ นั่นคือ ตรวจผลเลือด เพื่อดูว่ามีไวรัสบี, ซีหรือไม่ จากนั้นจะตรวจค่ามะเร็งในเลือด 3-4 อย่าง และเมื่อตรวจเสร็จแล้วมักจะพบว่าก้อนดังกล่าวแปรผลตรงกับมะเร็งได้ 2-3 ชนิด เช่น ในคนที่เป็นโรคตับแข็งมักจะเกิดก้อนขึ้นมา เมื่อมีขนาดเล็ก ๆ คนไข้จะไม่ทราบว่าตนเองมีก้อนในตับ จะทราบเมื่อตนเองมีอาการน้ำหนักลดจึงไปพบแพทย์ ก้อนชนิดนี้เรียกว่า “เฮ็ปปะโตม่า

การรักษามะเร็งในตับ ปัจจุบันมีหลายวิธีด้วยกัน แต่การจะเลือกใช้การรักษาด้วยวิธีใดนั้น ขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนมะเร็งที่พบเป็นหลัก เช่น ก้อนมะเร็งที่มีขนาดเล็กมาก ๆ สามารถรักษาได้โดยการใช้คลื่นความร้อนเข้าไปเผาก้อนเนื้อร้ายนั้น ก้อนเนื้อนั้นก็จะไหม้ไป ซึ่งวิธีนี้เทียบเท่ากับการผ่าตัด สามารถหายขาดได้

วิธีต่อมาคือการรักษาที่เรียกว่าการ “ใส่สายสวนตับ” ซึ่งคล้าย ๆ กับการใส่สายสวนหัวใจ โดยสายที่ใส่เข้าไปจะ ปล่อยยาเคมีเข้าไปที่ก้อนเนื้อร้ายในตับ ยาเคมีก็จะเข้าไปอุดที่ก้อนเนื้อและไปอุดไม่ให้เลือดเข้าไปเลี้ยงก้อนเนื้อนั้น ก้อนเนื้อก็จะฝ่อลงไป บางครั้งเมื่อก้อนเนื้อฝ่อลงไปแล้วเราก็ สามารถเข้าไปตัดทิ้งได้ด้วย ซึ่งวิธีการนี้ก็เหมาะกับก้อนเนื้อที่มีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน

และ อีกหนึ่งวิธีก็คือการตัดตับทิ้งเฉพาะส่วนที่เป็นมะเร็ง คือถ้าก้อนมะเร็งนั้นอยู่ในตำแหน่งที่สามารถตัดได้ เช่น อยู่บนกลีบขวาหรือกลีบซ้ายของตับ ซึ่งเมื่อเราตัดทิ้งไปแล้วตับก็สามารถงอกกลับมาใหม่ได้ครับ แต่ถ้าถามว่างอกได้เร็วแค่ไหนอย่างไร อันนี้ก็ต้องดูว่าถ้าเราไม่มีโรคที่ตับเลยจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนเนื้อตับก็จะงอกมาแทน อาจจะไม่ถึง 100% แต่ก็เรียกว่า 80%…แต่ท้ายที่สุด โรคมะเร็งตับนี้มักจะไปเกิดกับคนที่เป็นโรคตับแข็ง แม้จะรักษาด้วยวิธีการที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้ แต่เราก็ยังสามารถผ่าตัดเปลี่ยนตับได้ คือยกตับทิ้งทั้งตับแล้วใส่ตับใหม่เข้าไปแทน นอกจากนี้ปัจจุบันยังมียาชนิดรับประทาน ที่เข้าไปช่วยยับยั้งไม่ให้ก้อนมะเร็งนั้นแบ่งตัวและยุบตัวลงได้ด้วย

ที่กล่าวไปข้างต้นจะเป็นเรื่องของมะเร็งในเนื้อตับ แต่ยังมีมะเร็งที่ยังไม่ได้กล่าวถึงคือ “มะเร็งท่อน้ำดี” ซึ่ง มักพบในคนที่ชอบรับประทานปลาดิบหรือปลาร้า แล้วเกิดพยาธิใบไม้ในตับ ในที่สุดก็มีเนื้องอกเกิดขึ้นมาในท่อน้ำดี วิธีการรักษามะเร็งท่อน้ำดีก็คือ ถ้ามาในระยะต้นเราสามารถตัดทิ้งได้ หรือถ้ามีการอุดตันในท่อน้ำดีมาก ๆ เราสามารถใส่ท่อช่วยระบายได้ ซึ่งช่วยยืดอายุได้แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

มะเร็งตับอีกชนิดหนึ่งคือ เป็นมะเร็งที่กระจายมาจากอวัยวะอื่น เช่น เป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ ในที่สุดกระจายมาที่ตับ วิธีการรักษาขึ้นกับว่ากระจายมาจากอวัยวะไหนรักษาได้หรือไม่ อาจจะต้องไปรักษาที่ต้นตอเสียก่อน

อย่างที่ผมย้ำอยู่เสมอว่า ไม่ว่าจะโรคอะไรก็ตาม ถ้าเราตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ย่อมส่งผลให้การรักษามีประสิทธิผลดี ซึ่งการรักษาก้อนเนื้อนี้ก็เช่นเดียวกัน คือถ้าตรวจพบในระยะเริ่มแรกตั้งแต่ก้อนเนื้อมีขนาดไม่เกิน 5 ซม. ย่อมจะง่ายต่อการเยียวยารักษา  และบางครั้งสามารถหายขาดได้ด้วยครับ…ดังนั้นอย่าลืมนะครับ ทุกครั้งที่ท่านไปตรวจสุขภาพประจำปี เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มสักเล็กน้อยให้กับการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง ผมว่ามันคุ้มค่าหากตรวจเจอมะเร็งเร็ว ก็ย่อมจะได้รับการรักษาที่ทันท่วงที โอกาสที่จะหายขาดก็มีครับ…อย่ารอให้โรคตับมาถามหาเรา แต่เราควรจะไปตรวจหามันให้พบเสียก่อนครับ

ข้อมูลจาก รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 เรื่อง “เมื่อตับมีก้อน” เวลา 15.00-16.00 น. ทางเดลินิวส์ทีวี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา :  เดลินิวส์ 6 มกราคม 2556

“เครื่องตรวจตับ” เทคโนโลยีใหม่ รู้ผลไว…รักษาได้ก่อนเกิดภาวะตับแข็ง

 

ตับเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง อาทิ สร้างน้ำดี ย่อยอาหารประเภทไขมัน ขจัดสารพิษ ทำลายเชื้อโรค ถ้าเราไม่ใช้งานตับมากเกินไปก็จะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเมื่อใดที่เราไม่แน่ใจว่าตับของเราทำงานปกติดีหรือไม่ ปัจจุบันมี “เทคโนโลยีเครื่องตรวจตับ” ใหม่ที่มีความแม่นยำสูง ที่จะสามารถทราบภาวะเริ่มต้นของโรคตับได้แต่เนิ่นๆ และมีโอกาสรักษาหายขาดก่อนลุกลามเป็นโรคตับแข็ง…!!

ด้านสถานการณ์โรคตับในปัจจุบัน รศ.นพ.สมบัติ ตรีประเสริฐสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหาร ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรคตับในประเทศไทยที่พบบ่อยมากที่สุดในกลุ่มแรกคือ ไวรัสตับอักเสบบีและซี ซึ่งไวรัสบีจะเป็นในกลุ่มคนรุ่นอายุตั้งแต่ 40-60 ปี เพราะติดจากแม่สู่ลูกและจากการรับเลือด ถือเป็นปัญหามากในเอเชีย และเมื่อแม่อายุ 60 ปี ลูกจะมีอายุประมาณ 30-40 ปีก็ยังเป็นปัญหาหลักอยู่ ส่วนกลุ่มไวรัสซี มักเป็นในวัยทำงานอายุประมาณ 30-40 ปี ติดจากเข็มฉีดยาและการรับเลือดในสมัยก่อนที่ไม่ได้มีการตรวจคัดกรอง ดังนั้นคนที่เคยรับเลือดสม่ำเสมอหรือฟอกไตในยุคประมาณปี 2530 ต้น ๆ ส่วนใหญ่จะติดไวรัสซี

ไวรัสทั้ง 2 กลุ่มนี้ทำให้เกิดโรคตับแน่นอน คือโรคตับแข็ง แต่ถ้าเราได้รับการตรวจวินิจฉัยได้เร็ว เมื่อพบว่าเป็นตับอักเสบแล้ว ปัจจุบันประเทศไทยมียารักษาเพื่อให้เชื้อหมดไปจากร่างกายแล้ว ถ้าเชื้อหมดโอกาสที่จะเกิดตับแข็งก็น้อยลงไปมาก ดังนั้นถ้าเรารักษาได้เร็วและหายเร็วก็ไม่เกิดโรคตับแข็ง แต่บางคนเมื่อทราบแล้วแต่ชะล่าใจไม่รับการรักษาจนกลายเป็นตับแข็งและเป็นมะเร็งตับในที่สุด

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มโรคไขมันเกาะตับ ถือเป็นโรคที่ฮิตมา 10 ปีแล้ว มีงานวิจัยว่า เมื่อประมาณปี ค.ศ. 2000 พบโรคนี้ในประเทศไทย แต่ในต่างประเทศเริ่มต้นจากอเมริกาเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว มักเจอในคนอ้วน โดยมีการนำเข็มจิ้มที่เนื้อตับไปตรวจโดยการส่องกล้องจะเห็นไขมันในปริมาณมากเกินถึง 30-80 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะปัจจุบันเป็นกลุ่มที่มาตรวจร่างกายเป็นระดับคนชั้นกลาง มีฐานะ ทำงานออฟฟิศ กินดีอยู่ดีไม่มีเวลาออกกำลังกาย ทำให้น้ำหนักขึ้น นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับโรคเบาหวาน เมื่อเป็นเบาหวานและอ้วนมาก โรคไขมันเกาะตับจึงตามมา เป็นอาการรวมของโรคอ้วนที่ไปแสดงที่ตับทำให้ตับอักเสบและเป็นตับแข็งได้

ถ้าเปรียบเทียบการรักษาโรคไขมันเกาะตับจะยากกว่าโรคตับที่เกิดจากไวรัส เพราะไวรัสหมอให้ยารักษาได้ ถ้าคนไข้กินยาตามที่หมอสั่งอาการจะดีขึ้น แต่โรคไขมันเกาะตับไม่มียารักษา หมอจะแนะนำว่าให้ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ลดอาหารประเภทแป้ง อาหารรสหวาน และมีไขมัน ซึ่งยากมากในการเปลี่ยนนิสัยการกินและการอยู่ของมนุษย์เรา แต่ถ้าทำได้ก็เป็นผลดี นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยอีกกลุ่มที่อ้วนซ่อนรูปดูไม่ออก เพราะนำไปเข้าเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์วัดปริมาณไขมันในช่องท้องปกติ แต่ข้างในตับมีไขมันอยู่เต็มเลยทำให้เกิดไขมันเกาะตับ มีความเสี่ยงต่อโรคไขมันเกาะตับเช่นกัน แต่น้อยกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่อ้วนชัดเจน ซึ่งคนกลุ่มนี้มักจะมาหาเราช้า เพราะคิดว่าตัวเองไม่อ้วนและแข็งแรงดี ซึ่งทางการแพทย์ได้เก็บข้อมูลวิจัยโดยการเจาะตับ 100 รายเป็นกลุ่มอ้วนซ่อนรูปประมาณ 1 ใน 4

กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มโรคแอลกอฮอล์ ในคนที่ดื่มเหล้าเข้าไปมาก ๆ เวลาเก็บจะเก็บเป็นพลังงานมีน้ำตาลและเปลี่ยนเป็นไขมันก็เป็นไขมันเกาะตับได้เหมือนกัน แต่เราจะไม่เรียกโรคไขมันเกาะตับ เราเรียกว่าโรคตับจากเหล้า เพราะเหล้าเป็นตัวต้นเหตุ แต่กลไกข้างในคล้าย ๆ กัน คือเหล้าเปลี่ยนแปลงเป็นไขมันพอกที่ตับส่วนหนึ่ง และเหล้ามีสารอื่น ๆ ที่ทำให้ตับพังด้วยอีกส่วนหนึ่ง

อย่างไรก็ตามทั้ง 3 โรคนี้ถ้าเราใช้เครื่องมือจากการตรวจร่างกายซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาการตรวจวินิจฉัยโดยนำเครื่องมือที่เรียกว่า Fibroscan with CAP (Controlled Attenuation Parameter) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการตรวจวินิจฉัยเพื่อดูสภาพการเกิดพังผืดในเนื้อตับเข้ามาช่วย ที่โรงพยาบาลกรุงเทพถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยีนี้ โดยสามารถประเมินสภาวะพังผืดในเนื้อตับในผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งระยะแรก ๆ รวมถึงติดตามผล ประเมินระดับความรุนแรงเพื่อวางแผนการรักษาและวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งแทนการเจาะเนื้อตับอย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยผู้ป่วยจะไม่ได้รับความเจ็บปวดหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนใด ๆ

หลักการทำงานของเครื่อง Fibroscan with CAP ในการตรวจหาภาวะพังผืดในเนื้อตับ ใช้หลักการปล่อยคลื่นเสียงเข้าไปในเนื้อตับ และใช้คลื่นอัลตราซาวด์ในการตรวจวัดความเร็วของคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับเพื่อประเมินความนิ่มหรือแข็งของเนื้อตับ และการตรวจประเมินไขมันสะสมในตับ ใช้หลักการปล่อยคลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปในเนื้อตับและวัดค่าความต้านทานนั้น ๆ หากตับมีปริมาณไขมันสะสมมากจะมีแรงต้านทานมาก ค่าที่ได้จะสูงตาม

ข้อดีในการตรวจด้วยเครื่อง Fibroscan with CAP คือ การเตรียมตัวของผู้ป่วยก่อนเข้ารับการตรวจไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร สามารถตรวจได้ทันที สามารถทราบทั้งสภาวะพังผืดในเนื้อตับและปริมาณไขมันสะสมในตับโดยการตรวจเพียงครั้งเดียว โดยใช้เวลาในการตรวจประมาณ 8-10 นาที ก็สามารถทราบผลได้ทันทีหลังการตรวจ โดยไม่มีบาดแผล ไม่รู้สึกเจ็บ ผู้ป่วยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก ส่วนข้อจำกัดในการตรวจด้วยเครื่อง Fibro scan with CAP คือ ไม่สามารถตรวจหาจุดเนื้องอกหรือมะเร็งตับได้และไม่สามารถตรวจในผู้ป่วยที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 28 ได้ ที่สำคัญไม่ควรใช้กับผู้ป่วยตั้งครรภ์ ผู้ป่วยที่มีภาวะท้องมาน ผู้ป่วยที่ติดอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือโรคหัวใจ

 อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบจะนำไปสู่การเกิดพังผืดในตับหรือที่เราเรียกว่าตับแข็ง ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากจะไม่แสดงอาการชัดเจน บางรายอาจมีอาการจุกแน่นชายโครงด้านขวา หรือบางรายที่เป็นมานานอาจมีอาการเริ่มต้นของภาวะตับแข็ง เช่น อ่อนเพลีย ท้องโต หากใครที่มีอาการลักษณะนี้หรือมีความเสี่ยงต่าง ๆ ควรรีบไปตรวจเช็กตับเพื่อรับการรักษาก่อนที่อาการจะลุกลามจนถึงขั้นไม่สามารถรักษาได้และเสียชีวิตในที่สุด…!!
……………………………………

สรรหามาบอก 

-โรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับศูนย์เยาวชนลุมพินี สำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ชวนคนรักสุขภาพร่วมงาน“รวมพลคนกรุงสุขภาพดี” ฟังสัมมนาหัวข้อ“ดูแลตัวเองอย่างไร…ให้ห่างไกลมะเร็ง” พร้อมรับบริการตรวจสุขภาพ เช่น ตรวจวัดความดันโลหิต, ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (สำหรับ 100 ท่านแรกที่ลงทะเบียนหน้างาน) ร่วมเล่นเกมและตอบคำถามรับของรางวัลมากมายในวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2555 เวลา 06.00–09.00 น. ที่ด้านหน้าอาคารพลเมืองอาวุโส สวนลุมพินี สอบถามโทร.1719

-บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด โดยผลิตภัณฑ์โพรเทคส์ร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย และบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด จัดกิจกรรมรณรงค์วันล้างมือโลก 2012 ภายใต้โครงการโพรเทคส์ “ล้างมือต้านหวัด เด็กไทยแข็งแรง” พร้อมร่วมกิจกรรมสนุกและรับของที่ระลึก ในวันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 2555 เวลา 14.00 – 18.30 น. ณ ลานอีเดน ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

-โรงพยาบาลสมิติเวช ขอเชิญผู้สนใจร่วมงาน “October Go Pink” ปีที่ 3 ฟังเสวนาเรื่องโรคมะเร็งเต้านมแบบเจาะลึก พร้อมชมแฟชั่นโชว์หมวกไหมพรมเพื่อมอบให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และไฮไลท์สุดพิเศษ เกรซ มหาดำรงค์กุล ไฮโซฯสาวชื่อดัง จะร่วมบริจาคผมให้กับโรงพยาบาลฯ เพื่อนำไปทำวิกผมให้กับผู้ป่วยมะเร็ง ในวันพุธที่ 10 ตุลาคม 2555 เวลา 13.30-15.30 น. ณ ลานเปียโน อาคาร Royal Wing ชั้น 1 โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท สอบถามโทร.0-2711-8181

-โรงพยาบาลมนารมย์ ขอเชิญผู้สนใจฟังการบรรยาย เรื่อง“ไขปัญหาอัลไซเมอร์” ในวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2555 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมมนารมย์ โรงพยาบาลมนารมย์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สนใจติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ โทร.0-2725-9595

ทีมวาไรตี้

ที่มา: เดลินิวส์ 7 ตุลาคม 2555