ตาบอด ภัยร้ายจากฟิลเลอร์

bangkokbiznews140606_01สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ร่วมกับราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย เร่งประกาศเตือนภัยอันตรายเรื่องการฉีดฟิลเลอร์ โดยเฉพาะการฉีดจมูกทำให้ตาบอดได้ เผยหลายหน่วยงานพยายามเตือนหลายครั้ง แต่ดูเหมือนหลายคนก็ยังไม่กลัวพากันไปฉีดจมูก จนเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเกิดขึ้นอีกจนได้

รศ. นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการใช้ สารเติมเต็ม หรือ ฟิลเลอร์สำหรับรักษาปัญหาผิวพรรณนั้น ใช้หลักการ คือ ผิวหนังซึ่งจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญคือใยคอลลาเจน ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณมีรูปทรงเต่งตึง

แต่เมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่วัยชรา พบว่าใยคอลลาเจนจะค่อยๆ มีจำนวนลดน้อยลง มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผิวหนังจะมีลักษณะบางลง เกิดริ้วรอยริ้วรอยเหี่ยวย่น เพื่อแก้ไขภาวะดังกล่าวจึงมีความพยายามหาทางแก้ไขโดยการฉีดสารจากภายนอกเข้าไปในผิวหนังเพื่อทดแทนใยคอลลาเจนที่สลายไปหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ฟิลเลอร์”

ชนิดฟิลเลอร์ แบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ ได้แก่ 1. แบบชั่วคราว (temporary filler) มีอายุใช้งานประมาณ 4 – 6 เดือน แต่มีความปลอดภัยสูง สลายตัวได้เองตามธรรมชาติ เช่น กรดไฮยาลูโรนิก (hyaluronic acid, HA) 2. แบบกึ่งถาวร (semi permanent filler) มีอายุใช้งานประมาณ 2 ปี มีความปลอดภัยปานกลาง และ 3. แบบถาวร (permanent filler) เช่น ซิลิโคน หรือ พาราฟิน หลังฉีดแล้วจะอยู่ในผิวตลอดไป ไม่สลายตามธรรมชาติ มักพบผลข้างเคียงระยะยาว

ฟิลเลอร์ที่ใช้ฉีดเข้าใต้ผิว เพื่อเพิ่มปริมาตรของใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ หรือเพื่อลดริ้วรอยบนใบหน้าชนิดที่เป็นร่องลึกนิยมใช้ที่สุดในปัจจุบันคือ กรดไฮยาลูโรนิก เนื่องจากมีคุณสมบัติเฉื่อย ไม่ทำให้เกิดการแพ้ มีความคงตัว และอยู่ในร่างกายได้เป็นเวลานาน

อีกทั้งยังสามารถเสื่อมสลายไปเอง ไม่เกิดปัญหาสะสมในร่างกาย ในประเทศไทยมีเพียงกรดไฮยาลูโรนิกเท่านั้น ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ใช้ได้อย่างปลอดภัย

คุณสมบัติกรดไฮยาลูโรนิกที่ใช้เป็นสารเติมเต็มจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ขนาดโมเลกุล โครงสร้าง และความแข็งของสาร สารที่มีขนาดของโมเลกุลเล็กจะเหมาะกับการใช้รักษาริ้วรอยตื้น ๆ และคงอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 6 เดือน ในขณะที่สารที่มีขนาดของโมเลกุลใหญ่จะใช้สำหรับการเพิ่มปริมาตรของใบหน้า และการรักษาริ้วรอยหรือร่องขนาดลึก ซึ่งจะคงอยู่ในร่างกายได้นาน 6-12 เดือน

ริ้วรอยที่นิยมใช้การฉีดสารเติมเต็มเพื่อรักษา เช่น รอยย่นบริเวณหว่างคิ้ว รอยตีนกา และรอยย่นบนหน้าผาก สารเติมเต็มยังสามารถเพิ่มปริมาตรของใบหน้าบริเวณแก้ม ร่องแก้ม และบริเวณอื่น ๆ ได้ด้วย

ข้อชี้บ่ง สำหรับการรักษาปัญหาผิวพรรณในปัจจุบัน ฟิลเลอร์จะถูกนำมาใช้รักษาทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย เราสามารถใช้ฟิลเลอร์กับการรักษาปัญหาผิวพรรณได้ โดยการแก้ไขปัญหาริ้วรอยของผิวอันเนื่องมาจากวัย เช่น ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก หางตา และร่องแก้มโดยการฉีดฟิลเลอร์จะสามารถเติมเต็มใยคอลลาเจนที่หายไป ทำให้ริ้วรอยบริเวณดังกล่าวตื้นขึ้น สภาพผิวดูดีขึ้น การแก้ไขปัญหาแผลเป็นชนิดผิวบุ๋ม เช่น การเกิดแผลบุ๋มจากสิวอักเสบ เป็นต้น

กรณีดังกล่าวนี้ สามารถใช้ฟิลเลอร์เติมเต็มทำให้แผลบุ๋มดีขึ้น อย่างไรก็ตามต้องเลือกชนิดแผลผิวบุ๋มที่เหมาะสมต่อการรักษา โดยแผลนั้นต้องไม่มีพังผืดในบริเวณใต้แผลบุ๋ม มิฉะนั้นผลการรักษาจะไม่ดีเท่าที่ควร และการใช้ฟิลเลอร์ฉีดเพื่อเสริมเนื้อเยื่อผิวหนังให้มีลักษณะนูนเต็มขึ้นกว่าเดิม (augmentation) เช่น เสริมจมูก เสริมคาง ริมฝีปาก หรือฉีดเพื่อทำให้รูปทรงของหน้าดูอวบอิ่มกว่าเดิม

ผลข้างเคียง : ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการฉีดฟิลเลอร์แบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ได้แก่ 1. เกิดผื่นแดงบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ หรือรอยช้ำบริเวณฉีดซึ่งหายได้เอง 2. การเกิดรอยนูน หรือผิวไม่เรียบเนื่องจากเทคนิคการฉีดที่ตื้นเกินไป หรือเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่มีขนาดโมเลกุลไม่เหมาะสม และอาการแพ้กรดไฮยาลูโรนิก ซึ่งขึ้นอยู่กับปฎิกิริยาของร่างกายผู้ได้รับการฉีดเอง

3. เกิดปัญหาการเคลื่อนย้าย (migration) เช่น ฉีดดั้งจมูกแล้วฟิลเลอร์เคลื่อนไหลไปที่ปลายจมูก ดังนั้นถ้าต้องการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเสริมคางหรือจมูก ต้องเลือกฟิลเลอร์ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่ เพื่อให้ฟิลเลอร์ชนิดนั้นมีความหนืดเพิ่มมากขึ้น ช่วยลดปัญหาการเคลื่อนย้ายจากบริเวณที่ฉีด และทำให้มีอายุใช้งานได้ยาวนานขึ้นอีกด้วย

4. อาการแพ้สารฟิลเลอร์ที่ให้ลักษณะเป็นก้อนนูนแดงอักเสบ อาการแพ้ชนิดนี้บางครั้งอาจพบได้ภายหลังการฉีดฟิลเลอร์ผ่านพ้นไปแล้วเป็นเวลาหลาย ๆ เดือนหรือเป็นปี ๆ ทั้งนี้ขึ้นกับอายุใช้งานของฟิลเลอร์ชนิดนั้นๆ

5. การที่ฉีดฟิลเลอร์ผิดตำแหน่งโดยฉีดเข้าไปในหลอดเลือด อาจทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดได้ ทำให้เกิดเนื้อตายบริเวณที่เส้นเลือดนั้นมาเลี้ยง หรือฉีดฟิลเลอร์แล้วเกิดตาบอด เนื่องมาจากฟิลเลอร์ที่ฉีดเกิดไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา มีผลทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ ซึ่งขณะนี้พบในประเทศไทยและต่างประเทศแล้ว

ปัจจุบันมีวารสารทางการแพทย์อย่างน้อย 41 เรื่อง รายงานผู้ป่วยรวมถึง 61 คน ที่เกิดผลข้างเคียงอย่างรุนแรงหลังการฉีดสารเติมเต็ม โดยตำแหน่งที่ฉีดแล้วทำให้เกิดเนื้อตายได้บ่อยที่สุดคือ จมูก (33.3%) และร่องแก้ม (31.2%) และตำแหน่งที่ฉีดแล้วทำให้เกิดตาบอดได้บ่อยที่สุดคือ หว่างคิ้ว (58.3%) และร่องแก้ม (33.3%)จากวารสารทางการแพทย์พบมีรายงานผู้ป่วยตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์ในประเทศเกาหลี 44 คน และในสหรัฐอเมริกา 3 คน ในประเทศไทยไม่เคยมีรายงานในวารสารทางการแพทย์ แต่มีการยืนยันผู้ป่วยแล้ว 8 คน

รศ พญ. รังสิมา วณิชภักดีเดชา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ข้อควรระวังสำหรับการเลือกใช้สารเติมเต็มเพื่อความสวยงาม คือ 1. ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางก่อนทุกครั้ง 2. เลือกใช้บริการกับคลินิกที่มีมาตรฐานและได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล (ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และ กฎกระทรวงว่าด้วยการประกอบกิจการสถานพยาบาล พ.ศ. 2545) อย่างถูกต้อง 3. ไม่ควรใช้สารอื่น ๆ ที่ไม่แน่ใจในมาตรฐานและความปลอดภัยมาฉีดเป็นอันขาด

คำเตือน ทางสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยจึงอยากจะขอเตือนผู้ที่อยากมาฉีดสารเติมเต็มโดยเฉพาะการฉีดเสริมดั้งจมูกหรือในส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ขอให้พิจารณาศึกษาหาข้อมูล ทั้งสถานที่ที่จะรับบริการ สารที่แพทย์จะฉีดให้ และตัวแพทย์ที่ฉีดด้วย ถึงแม้ว่าผลข้างเคียงที่ร้ายแรงพบได้ไม่บ่อย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมีอันตรายมาก

และแม้ว่าสารที่ฉีดได้มาตรฐานผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ใช้เครื่องมืออุปกรณ์การฉีดที่ได้มาตรฐาน แต่ผู้ที่ฉีดขาดความชำนาญ หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีความชำนาญฉีดถูกต้องตามหลักวิชาทุกประการ แต่ผู้รับบริการที่ลักษณะทางกายวิภาคผิดไปจากที่ควร (เช่น อาจได้รับอุบัติเหตุมีพังพืด หรือเคยเสริมจมูกมาแล้ว) หรือเป็นความแปรผันของเส้นเลือดที่แต่ละคนไม่เหมือนกัน ก็เป็นสาเหตุของผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้

ในประเทศไทยได้จัดประเภทของสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ไว้เป็นยา การนำเข้าต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับสำนักยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งได้รับเพียงไม่กี่ชนิด ซึ่งฟิลเลอร์ทั้งหมดที่ผ่านการรับรองจาก อย. ในปัจจุบันจะเป็นกรดไฮยาลูโรนิกทั้งสิ้น

โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลของสารเติมเต็มที่ได้ อย. หรือที่เว็บไซต์ fdaolap.fda.moph.go.th/logistics/drgdrug/DSerch.asp?id=drug

การฉีดสารเติมเต็ม ต้องฉีดโดยแพทย์เท่านั้น ซึ่งสามารถตรวจสอบรายชื่อแพทย์ได้ที่ http://www.tmc.or.th/service_check.php

และสามารถตรวจสอบรายชื่อแพทย์ผิวหนังได้ที่ http://www.dst.or.th/html/index.php?op=article-search_md

ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยกล่าวให้คำแนะนำว่า การฉีดสารเติมเต็ม ควรฉีดในสถานพยาบาลที่มีอุปกรณ์พร้อม มีความสะอาด และได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล จากสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

โดยต้องตรวจสอบหลักฐานสำคัญ เช่น 1. ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล 2. ต้องมีรูปถ่ายติดไว้ที่ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลให้เห็นอย่างชัดเจน และ 3. แพทย์ที่ให้การตรวจรักษาจะต้องตรงกับรูปถ่ายที่ติดไว้หน้าห้องตรวจในคลินิก หากเข้าไปใช้บริการแล้วไม่พบหลักฐานดังกล่าว หรือไม่ครบถ้วน ขอให้สงสัยว่าอาจเป็นสถานพยาบาลเถื่อน ให้แจ้งที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

หรือที่สายด่วนคุ้มครองผู้รับบริการสุขภาพ โทร.0-2193-7999 ตลอด 24 ชั่วโมง หากมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามที่ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย โทร. 02-716-6857 เว็บไซต์ http://www.dst.or.th หรืออีเมล์ contact@dst.or.th

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 6 มิถุนายน 2557

Advertisements

แพทย์ผิวหนังห่วงใย ฉีดฟิลเลอร์เสริมจมูก

dailynew140607_1หลังจากมีคนไข้ตาบอด จมูกเน่า จากการฉีดฟิลเลอร์เสริมจมูก ทางสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยจึงออกมาเตือนภัยในเรื่องนี้อีกครั้ง

รศ.นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย บอกว่า ปัจจุบันพบว่ามีการฉีดฟิลเลอร์กันเยอะมาก เพราะเห็นผลเร็ว โดยเฉพาะการฉีดจมูก ไม่จำเป็นต้องไปผ่าตัดศัลยกรรม ซึ่งสารที่ฉีดในปัจจุบันคือ “ไฮยาลูโรนิก แอซิด” ที่มีอยู่ในผิวหนังของคนเราอยู่แล้ว แต่สิ่งที่นำมาฉีดเป็นการสังเคราะห์ขึ้นมาเมื่อฉีดเข้าไปก็หวังว่าจะไปเติมเต็มร่องรอยต่าง ๆ แต่เดิมคิดว่าสารตัวนี้ปลอดภัย เพราะสามารถละลาย หรือสลายไปได้ แต่ปัญหาคือเมื่อมาฉีดที่จมูก ใต้ตา อาจจะทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด เพราะบริเวณดังกล่าวมีหลอดเลือดอยู่เยอะ โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตา อาจทำให้คนไข้ตาบอดได้

การฉีดที่บริเวณจมูกไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะอยู่ได้ไม่กี่เดือนก็ต้องฉีดใหม่ ถ้าอยากทำจมูกจริง ๆ ไปผ่าตัดศัลยกรรมดีกว่าเพราะอยู่ได้ถาวรและความเสี่ยงก็น้อยกว่า ปัญหาที่เรากลัวตอนนี้คือคนที่รับจ้างฉีดตามคลินิกต่าง ๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้มีความชำนาญจริง ๆ เป็นผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมระยะสั้น ๆ จากบริษัทยาที่ขายฟิลเลอร์ บางคนเพิ่งจบแพทย์มาด้วยซ้ำ ยังไม่ได้อบรมอะไรเลยก็ไปฉีดให้บริการคนไข้แล้ว ซึ่งคนไข้ก็ไม่รู้คิดว่าพอเป็นหมอก็ทำได้ทั้งนั้น ปัญหาที่มักจะพบเห็นอยู่เป็นประจำ กรณีมีหมอเถื่อนให้บริการฉีดฟิลเลอร์ และคนไข้ก็ไปซื้อยาตามอินเทอร์เน็ตมาฉีด

รศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ฟิลเลอร์” แบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ ได้แก่

1. แบบชั่วคราว มีอายุใช้งานประมาณ 4-6 เดือน แต่มีความปลอดภัยสูง สลายตัวได้เองตามธรรมชาติ 2. แบบกึ่งถาวร มีอายุใช้งานประมาณ 2 ปี มีความปลอดภัยปานกลาง และ
3. แบบถาวร เช่น ซิลิโคน หรือ พาราฟิน หลังฉีดแล้วจะอยู่ในผิวตลอดไป ไม่สลายตามธรรมชาติ มักพบผลข้างเคียงระยะยาว

ฟิลเลอร์ที่ใช้ฉีดเข้าใต้ผิว เพื่อเพิ่มปริมาตรของใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ หรือเพื่อลดริ้วรอยบนใบหน้าชนิดที่เป็นร่องลึกนิยมใช้ที่สุดในปัจจุบันคือ กรดไฮยาลูโรนิก เนื่องจากมีคุณสมบัติเฉื่อย ไม่ทำให้เกิดการแพ้ มีความคงตัว และอยู่ในร่างกายได้เป็นเวลานาน อีกทั้งยังสามารถเสื่อมสลายไปเอง ไม่เกิดปัญหาสะสมในร่างกาย ในประเทศไทยมีเพียงกรดไฮยาลูโรนิกเท่านั้นที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา ให้ใช้ได้อย่างปลอดภัย

ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีวารสารทางการแพทย์อย่างน้อย 41 เรื่อง รายงานผู้ป่วยรวมถึง 61 ราย ที่เกิดผลข้างเคียงอย่างรุนแรงหลังการฉีดสารเติมเต็ม โดยตำแหน่งที่ฉีดแล้วทำให้เกิดเนื้อตายได้บ่อยที่สุดคือ จมูก 33.3% และร่องแก้ม 31.2% และตำแหน่งที่ฉีดแล้วทำให้เกิดตาบอดได้บ่อยที่สุดคือ หว่างคิ้ว 58.3%และร่องแก้ม 33.3% และจากวารสารทางการแพทย์พบมีรายงานผู้ป่วยตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์ในประเทศเกาหลี 44 ราย ในสหรัฐอเมริกา 3 ราย ในประเทศไทยไม่เคยมีรายงานในวารสารทางการแพทย์ แต่มีการยืนยันผู้ป่วยแล้ว 8 ราย

ข้อควรระวังสำหรับการเลือกใช้สารเติมเต็มเพื่อความสวยงาม คือ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางก่อนทุกครั้ง เลือกใช้บริการกับคลินิกที่มีมาตรฐานและได้รับอนุญาตจากกองประกอบวิชาชีพเวชกรรมในการดำเนินการ ไม่ควรใช้สารอื่น ๆ ที่ไม่แน่ใจในมาตรฐานและความปลอดภัยมาฉีดเป็นอันขาด

ด้าน นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขา ธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีบริษัทเกือบ 10 แห่ง นำเข้า “ฟิลเลอร์” จากประเทศแถบยุโรป โดยนำมาขึ้นทะเบียนกับ อย. แล้ว 29 ทะเบียน ถือว่ามีเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องไปหิ้วมาจากต่างประเทศหรือลักลอบนำเข้า ซึ่งกรณีที่ลักลอบนำเข้าไม่รู้ว่ามีความปลอดภัยหรือไม่ และไม่รู้ว่าเป็นสารอะไร อย่างไรก็ตาม อย.ได้มีการคุมเข้มฟิลเลอร์อยู่แล้ว ตั้งแต่กระบวนการขึ้นทะเบียน ซึ่งค่อนข้างเข้มงวดพอสมควร

เมื่อก่อนมีแค่ 2 ยี่ห้อ แต่ได้มีการพิจารณาให้มีการขึ้นทะเบียนเพิ่มขึ้น เพราะแพทย์และประชาชนต้องการใช้ แต่ยังต้องเฝ้าระวังการใช้สารตัวนี้เพราะเพิ่งอนุมัติทะเบียนไม่ถึง 2 ปี ดังนั้นผู้ใช้ตัองรายงานปัญหาให้ทาง อย.ทราบตลอดเวลา

ตอนนี้แพทยสภากำลังพิจารณาว่าจะออกกฎเกณฑ์ให้แพทย์สาขาไหนใช้บ้าง เพราะขณะนี้ยังใช้คำรวม ๆ ว่าใช้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถ้าแพทยสภามีความชัดเจน เวลาระบุในฉลากกำกับยาจะได้ชัดเจนมากขึ้น.

 

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

 

ที่มา : เดลินิวส์ 7 มิถุนายน 2557

ฉีดจมูกระวังตาบอด

dailynew140601_2แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีการเตือนอันตรายเรื่องการฉีดฟิลเลอร์ โดยเฉพาะการฉีดจมูก ซึ่งอาจทำให้ตาบอดได้ แต่ดูเหมือนหลายคนก็ยังไม่กลัว พากันไปฉีดจมูก จนเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเกิดขึ้นอีกจนได้

รศ.นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่ามีการฉีดฟิลเลอร์กันเยอะมาก เพราะเห็นผลเร็ว โดยเฉพาะการฉีดจมูก ไม่จำเป็นต้องไปผ่าตัดศัลยกรรม ซึ่งสารที่ฉีดในปัจจุบันคือ “ไฮยาลูรอนิค แอซิด” มีอยู่ในผิวหนังของคนเราอยู่แล้ว แต่สิ่งที่นำมาฉีดเป็นการสังเคราะห์ขึ้นมา

เมื่อฉีดเข้าไปก็หวังว่าจะไปเติมเต็มร่องรอยต่าง ๆ แต่เดิมคิดว่าสารตัวนี้ปลอดภัย เพราะสามารถละลาย หรือสลายไปได้ แต่ปัญหาคือเมื่อมาฉีดที่จมูก ใต้ตา ซึ่งไม่อยู่ในการขออนุญาตของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพราะบริเวณดังกล่าวมีหลอดเลือดอยู่เยอะ โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตา อาจทำให้คนไข้ตาบอดได้

ความจริงสารตัวนี้ใช้ในการฉีดริ้วรอย เช่น รอยตีนกา ร่องแก้ม แต่บริเวณตรงกลางหน้า คือ สันจมูก และรอบดวงตา ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ แพทย์ต้องมีความชำนาญมากจึงจะฉีดได้ แต่แม้จะมีความชำนาญก็ยังมีความเสี่ยงอยู่

ความเสี่ยงคือ เมื่อฉีดเข้าไปแล้ว สารที่ฉีดเข้าไปอาจไปอุดตันหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงดวงตา ถ้าฉีดมากเกินไปอาจไปกดหรือไปเบียดทำให้ดวงตาขาดเลือดไปเลี้ยงได้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีคนไข้ที่ตาบอดเพราะไปฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งในปีนี้พบหลายรายแล้วที่มีปัญหา

ส่วนตัวคิดว่าการฉีดที่บริเวณจมูกไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะอยู่ได้ไม่กี่เดือนก็ต้องฉีดใหม่ ถ้าอยากทำจมูกจริง ๆ ไปผ่าตัดศัลยกรรมดีกว่าเพราะอยู่ได้ถาวร และความเสี่ยงก็น้อยกว่า

ปัญหาที่เรากลัวตอนนี้คือ คนที่รับจ้างฉีดตามคลินิกต่าง ๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้มีความชำนาญจริง ๆ เป็นผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมระยะสั้น ๆ จากบริษัทยาที่ขายสารเติมเต็มชนิดนี้ บางคนเพิ่งจบแพทย์มาด้วยซ้ำ ยังไม่ได้อบรมอะไรเลยก็ไปฉีดให้บริการคนไข้แล้ว ซึ่งคนไข้ก็ไม่รู้ คิดว่าพอเป็นหมอก็ทำได้ทั้งนั้น

ปัญหาที่พบคือ มีหมอเถื่อนให้บริการฉีดฟิลเลอร์ และคนไข้ก็ไปซื้อยาตามอินเทอร์เน็ตมาฉีด สารบางตัวมีความเข้มข้นสูง ถ้าไปฉีดบริเวณจมูกซึ่งใกล้กับดวงตาอาจไปอุดตันหรือกดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงดวงตาและอาจทำให้ตาบอดได้

ขอเตือนว่า ไม่ควรจะทำอย่างยิ่ง เพราะอย่างที่บอกคือ การฉีดบริเวณจมูกอาจทำให้ตาบอดได้ หรือถ้าไม่บอด อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังไม่ได้ ดังนั้นไม่ควรจะทำอย่างยิ่ง คือ ฉีดบริเวณอื่นได้ แต่ไม่ควรฉีดบริเวณนั้น

ในส่วนของแพทย์ผิวหนัง ถ้าทำได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการฉีดบริเวณจมูก หรือ ใกล้ ๆ ดวงตา นอกจากนี้บริษัทยาไม่ควรไปโปรโมตเรื่องการฉีดเสริมจมูก และถ้าเป็นไปได้ “สารไฮยาลูรอนิค แอซิด” ควรเป็นสารควบคุมพิเศษ ใช้เฉพาะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ขณะเดียวกันทาง อย.ควรเน้นข้อบ่งชี้โดยกำหนดให้ใช้ได้เฉพาะที่ อย.กำหนดเท่านั้น ซึ่ง อย.ไม่ได้บอกว่าให้ฉีดที่จมูกได้ นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขควรควบคุมคลินิกเสริมความงาม อะไรทำได้ ทำไม่ได้ รวมทั้งแพทย์เถื่อนด้วย

อย่างไรก็ตามการที่ยังมีคนไปฉีด และได้รับผลกระทบจนถึงขั้นตาบอดอยู่ คงเป็นเพราะคนที่ไปฉีดคิดว่าเมื่อไปฉีดกับแพทย์ย่อมไว้ใจ แต่อย่าลืมว่า การฉีดฟิลเลอร์หากไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ อาจเกิดปัญหาตามมาได้ แม้แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การฉีดก็ต้องระมัดระวัง อีกทั้งการฉีดบ่อย ๆ เพราะสารเติมเต็มอยู่ได้ชั่วคราวเท่านั้น ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้

สรุปว่า การฉีดสารเติมเต็มที่จมูกหรือรอบดวงตา ควรหลีกเลี่ยง เพราะเสี่ยงตาบอด!?!.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 1 มิถุนายน 2557

‘ต้อหิน’ มฤตยูเงียบ

dailynews140316_003ในระหว่างวันที่ 16-21 มี.ค. นี้ เป็นสัปดาห์ต้อหินโลก ซึ่งโรคต้อหินเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนตาบอดสูงเป็นอันดับหนึ่ง มาดูกันว่าสถานการณ์ต้อหินเป็นอย่างไรบ้าง แล้วจะมีวิธีการป้องกันอย่างไร

รศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า มีคนเปรียบโรคต้อหินเป็นมฤตยูเงียบ เพราะเป็นสาเหตุทำให้คนไทยทั่วโลกตาบอดถาวรเป็นอันดับหนึ่ง

อุบัติการณ์ของโรคต้อหินพบประมาณ 1-2 % ของประชากร ที่เรียกว่ามฤตยูเงียบ เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวเองว่าเป็นโรคต้อหิน จนกว่าจะตาบอดไปแล้ว พอรู้เมื่อตาบอดไปแล้ว จะไม่สามารถให้การรักษากลับมามองเห็นเป็นปกติได้ การเกิดโรคต้อหิน เนื่องจากมีความดันในตาสูงกว่าปกติ จนไปกดขั้วประสาทตา ส่งผลให้ขั้วประสาทตาเสื่อม อาจจะเป็นตาเดียวหรือ 2 ตาก็ได้ ในประเทศไทยคาดว่าจะมีคนเป็นโรคต้อหินซ่อนอยู่ประมาณ 1-2 ล้านคน

เมื่อขั้วประสาทตาเสื่อมจะทำให้สูญเสียการมองเห็นแบบค่อยเป็นค่อยไป จนการมองเห็นลดลงและตาบอดในที่สุด แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ทันได้สังเกตว่าตาข้างใดข้างหนึ่งมองเห็นแย่ลง

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคต้อหิน คือ กรรมพันธุ์ บ้านใดที่มีคนในครอบครัวเป็นต้อหินควรไปรับการตรวจตา โดยตรวจสภาพการมองเห็น การวัดความดันตา ตรวจขั้วประสาทตาว่ามีความเสื่อมจากโรคต้อหินหรือไม่ และอาจจะมีการตรวจด้วยเครื่องวัดลานสายตา หรือเครื่องสแกนขั้วประสาทตา

กลุ่มเสี่ยง คือ
1. คนอายุ 40 ปีขึ้นไป โอกาสที่จะเกิดความบกพร่องของความดันตาจะเริ่มพบมากขึ้น ดังนั้นควรไปตรวจตา วัดความดันตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ในคนอายุน้อยกว่า 40 ปีอาจจะเป็นโรคต้อหินได้ หากมีโรคประจำตัวหรือกรรมพันธุ์เป็นโรคนี้
2. คนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน หรือตาบอดโดยไม่รู้สาเหตุ
3. กลุ่มที่มีโรคประจำตัวบางอย่างที่เสี่ยงต่อการเป็นต้อหินเพิ่มขึ้น เช่น คนเป็นโรคเบาหวาน คนที่มีอุบัติเหตุเกี่ยวกับดวงตา หรือเคยผ่าตัดดวงตา ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหิมากกว่าคนปกติ ดังนั้นควรไปตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้งเช่นกัน
4. เกิดจากตัวคนไข้เอง เช่น มีการใช้ยาผิดประเภท เช่น การใช้ยาสเตียรอยด์ ไม่ว่าชนิดกินหรือหยอดล้วนแต่มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคต้อหินได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาสเตียรอยด์ไม่ว่าชนิดกินหรือหยอด

กว่าคนไข้ส่วนใหญ่จะมาโรงพยาบาลมักสูญเสียการมองเห็นไปมากแล้ว และมาด้วยอาการตามัว ลานสายตาเหลือน้อยคนไข้จึงเริ่มรู้สึกตัว เพราะฉะนั้นนอกจากการไปตรวจตาเป็นระยะ ควรจะมีการทดสอบตาเบื้องต้น เช่น ทุกสัปดาห์ลองปิดตาแต่ละข้างแล้วมองรูปภาพเปรียบเทียบกันว่าการมองเห็นภาพชัดเท่ากันหรือไม่ หรือมีการมองเห็นไม่ชัด หรือมีบางตำแหน่งของภาพหายไป ซึ่งอาจจะเป็นอาการของโรคต้อหินได้

การรักษาโรคต้อหิน คือ การรักษาประสาทตาส่วนที่เหลืออยู่ไม่ให้เสียไป ถ้าเสียไปแล้ว 30% ในส่วนดังกล่าวไม่สามารถเอาคืนได้แล้ว แต่เราจะรักษาส่วนที่เหลือ 70% เอาไว้ ดังนั้นการรักษาที่นิยมในปัจจุบัน คือ การใช้ยาหยอดตาเพื่อลดความดันในลูกตา นอกจากนี้อาจจะรักษาด้วยเลเซอร์ และการผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคต้อหินต้องไปพบจักษุแพทย์ตามนัด และต้องหยอดยาอย่างสม่ำเสมอไม่ควรขาดยา

อีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนสงสัยคือ ความดันตาที่สูงขึ้น มีความสัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่ ขอเรียนว่าไม่เกี่ยวกัน

อย่างไรก็ตามในวันที่ 21 มี.ค. นี้ ระหว่างเวลา 08.30-12.00 น. โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จะจัดงาน “ตาดี…ห่างไกลต้อหิน” ณ บริเวณโถง ชั้น 1อาคาร ม.ร.ว.สุวพรรณ สนิทวงศ์ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการป้องกันและรักษาโรคต้อหิน ตลอดจนให้ผู้ใช้บริการตระหนักถึงความสาคัญในการป้องกันและรักษาโรคต้อหิน จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมและตรวจสุขภาพตาฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ.

 

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 16 มีนาคม 2557

ห่วงคนไทยเสพโซเซียลยามดึก เสี่ยง ‘โรคต้อหิน’ ทำตาบอดได้

thairath140405_002กระทรวงสาธารณสุขเตือนคนปิดไฟดูทีวี สมาร์ทโฟนในความมืด เสี่ยงเกิดโรค “เทคโนโลยีซินโดรม” สร้างความเครียดผู้ใช้ ทำให้ความดันในลูกตาสูง เสี่ยงเกิดโรคต้อหินถึงขั้นตาบอดได้ แนะอายุ 40 ปี พบจักษุแพทย์ปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจค้นหาโรคต้อหิน โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน เสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป 5-7 เท่าตัว…

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 57 นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า วันที่ 6 มีนาคมของทุกปี เป็น “วันต้อหินโลก” ซึ่งโรคต้อหิน (Glaucoma) เป็นสาเหตุตาบอดอันดับ 2 ของโลก รองจากตาต้อกระจก ประมาณการว่า มีคนตาบอดทั่วโลก 4.5 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นถึง 11.2 ล้านคน ในปี พ.ศ.2563 ผู้ป่วยโรคต้อหินส่วนใหญ่ร้อยละ 90 มักจะไม่ค่อยรู้ตัวมาก่อน เนื่องจากโรคต้อหินมีอาการค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น องค์กรต้อหินโลก (World Glaucoma Association) ซึ่งมีสมาชิกที่เป็นชมรม หรือสมาคมแพทย์ต้อหินจากกว่า 75 ประเทศทั่วโลก จึงได้รณรงค์ให้ทราบถึงอันตรายของโรคต้อหิน เพื่อป้องกันตาบอดและสูญเสียการมองเห็น นอกจากนี้ ยังให้ตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจตา และการดูแลถนอมดวงตาให้เป็นปกติให้ได้นานมากที่สุด

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสถิติสาธารณสุข ปี 2555 พบผู้ป่วยโรคต้อหิน ทั่วประเทศ 17,687 ราย ชายหญิงพอๆ กัน พบมากสุดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4,831 ราย ภาคกลาง 4,352 ราย กรุงเทพมหานคร 3,486 ราย ภาคเหนือ 3,084 ราย และภาคใต้ 1,934 ราย โดยในคนปกติทั่วไปที่อายุ 40 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคต้อหินประมาณร้อยละ 1 ส่วนผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นต้อหินมากถึงร้อยละ 5-7 หรือมากกว่าคนปกติ 5-7 เท่าตัว แนวโน้มผู้ป่วยโรคนี้ จะมากขึ้นตามจำนวนผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งขณะนี้ไทยมีประมาณ 3.5 ล้านคน ได้กำชับให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ รณรงค์ให้ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป พบจักษุแพทย์เพื่อตรวจตาปีละ 1 ครั้ง และผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป พบจักษุแพทย์ปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจหาโรคแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดปัญหาการสูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อหินได้ จัดบริการตรวจตาให้ผู้ป่วยเบาหวานทุกราย เพื่อค้นหาโรคและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ

ทางด้าน นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญโรคตาประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี กล่าวว่า โรคต้อหิน เป็นกลุ่มโรคของดวงตา โรคนี้จะมีการทำลายของเส้นประสาทตาจากหลายสาเหตุ ที่สำคัญคือ เกิดจากความดันในลูกตาสูง ทั้งจากการสร้างน้ำในลูกตามากเกินไป หรือระบายออกน้อยเกินไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรือค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ คนเป็นจะไม่รู้ตัว ขึ้นกับชนิดของต้อหิน แล้วมีผลให้ลานสายตาแคบลงเรื่อยๆ จนสูญเสียการมองเห็นไปในที่สุด ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการรักษาโรคนี้และได้ผลดี ทั้งการใช้ยาหยอดตา เลเซอร์ ผ่าตัด มีเครื่องมือที่สอดไปเพื่อระบายน้ำในลูกตา อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับการตรวจและให้การรักษาอย่างทันท่วงทีเป็นเรื่องสำคัญมาก หากปล่อยทิ้งไว้จนสูญเสียการมองเห็น แม้จะรักษาความดันได้เป็นปกติ แต่สายตาจะไม่กลับคืนเป็นปกติ หรือเรียกว่า สูญเสียอย่างถาวร หากบอดแล้วบอดเลย หรือตาพร่ามัวตลอดชีวิต

“ที่น่าห่วงเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้ พบว่า สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคต้อหิน อีกอย่างหนึ่งคือความเครียด ทำให้เกิดความดันลูกตาขึ้นได้ ซึ่งขณะนี้ประชาชนมีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้นทั้งคอมพิวเตอร์ มือถือ โทรทัศน์ จนทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า เทคโนโลยีซินโดรม ซึ่งเทคโนโลยีซินโดรม ไม่ได้ทำให้เกิดจุดรับภาพจอตาเสื่อม หรือตาบอด แต่จะทำให้เกิดความล้าของสายตา ตาแห้ง เนื่องจากต้องใช้สายตาเพ่งที่ภาพ หรือตัวอักษรที่มีขนาดเล็กและอยู่ในจอ การเพ่งจะทำให้ม่านตาขยายใหญ่ขึ้นกว่าปกติ โดยเฉพาะผู้ที่นิยมปิดไฟดูทีวี เล่นสมาร์ทโฟน ไอแพด มีแอพพลิเคชั่นมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟชบุ๊ก หรือไลน์ต่างๆ การส่องไฟฉายอ่านหนังสือ จะมีความเสี่ยงเกิดเทคโนโลยีซินโดรมได้ง่าย เพราะต้องใช้สายตากำกับตลอดเวลา จะทำให้กล้ามเนื้อตาล้า ตาแห้ง เครียดตลอดเวลา ยิ่งรายละเอียดเยอะ ตายิ่งทำงานหนัก” นพ.ฐาปนวงศ์ กล่าว

นพ.ฐาปนวงศ์ กล่าวอีกว่า การใช้เทคโนโลยีมาก ไม่ว่าจะดูเพื่อความบันเทิง ดูข่าวสารทั่วโลกนาน คุยกัน ความระทึกต่างๆ จะทำให้ผู้ใช้เกิดความเครียด โดยอาการเตือนของความเครียด จะเริ่มรู้สึกแสบตา ตาแห้ง น้ำตาไหล กะพริบตาบ่อย ปวดเมื่อยล้าที่กระบอกตา สายตาพร่า มองเห็นไม่ชัด บางคนมีอาการปวดศีรษะไมเกรนร่วมด้วย วิธีรักษาด้วยตนเอง สามารถทำได้ง่ายๆ คือให้นอนหลับเป็นเวลา 7 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ซึ่งจะเป็นการรักษาที่ให้ผลดีที่สุด และดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อเพิ่มน้ำให้ตาให้ชุ่มชื้นขึ้น หรือทำประคบเย็น โดยให้ใช้ผ้าขนหนูหนา หรือผ้าเช็ดหน้าพับ 3 ส่วน นำไปแช่น้ำที่มีน้ำแข็งจนเย็น บิดหมาดๆ วางปิดตั้งแต่ขมับให้ทับพาดผ่านดวงตา เว้นสันจมูก ไปถึงขมับอีกข้าง ถ้าเย็นเกินไปให้เอาออก หากหายเย็นให้นำไปแช่น้ำเย็นใหม่อีกครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 20 นาที พัก 1 นาที วันละ 2 หน จะช่วยลดความเครียด เพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา นอกจากนี้ ควรเปิดไฟดูทีวี การอ่านหนังสือในที่แสงสว่างเพียงพอ ดีที่สุดควรใช้เทคโนโลยีเท่าที่จำเป็น ใช้ให้ปลอดภัย เหมาะสม คือใช้นานประมาณ 25 นาที และให้พัก 5 นาที หรือใช้นาน 30 นาที และพัก 10 นาที เปลี่ยนอิริยาบถสลับกันไป จะช่วยได้ให้เหมาะสม ถ้าไม่จำเป็นอย่ายุ่งกับเทคโนโลยี ให้ควบคุมใจตัวเอง

ทั้งนี้ ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2551 พบคนไทย อายุ 6 ปีขึ้นไป ดูทีวี 57 ล้านคน และล่าสุด ปี 2555 คนไทยใช้คอมพิวเตอร์  21 ล้านกว่าคน ใช้โทรศัพท์มือถือ 44 ล้านกว่าคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในกรุงเทพมหานครมากที่สุดร้อยละ 84 ภาคกลางร้อยละ 75  ภาคเหนือร้อยละ 68 ภาคใต้ร้อยละ 67 ต่ำสุดภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 64

 

ที่มา : ไทยรัฐ 5 มีนาคม 2557

กิน”กลูโคซามีน” ระวังตา(อาจ)บอด โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

 

“กลูโคซามีน” เป็นทั้ง “ยา” และ “อาหารเสริม” สำหรับประชาชนในประเทศไทย โดยใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการข้อเสื่อม หรือมีแนวโน้มจะเป็นในอีกไม่ช้า 

ทั้งนี้ เป็นที่รับรู้ว่าไม่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างข้อหรือกระดูกอ่อนใดๆ ทั้งสิ้น แต่มีผู้ป่วยบางรายใช้แล้วรู้สึกดี โดยไม่มีใครทราบถึงกลไกการออกฤทธิ์แน่นอนในการบรรเทาอาการปวด

มีรายงานทางวิทยาศาสตร์บางชิ้นพบว่า กลูโคซามีนไปกระตุ้นสารต้านการอักเสบ นัยว่าทำให้ปวดน้อยลง แต่เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับประโยชน์จริงๆ มีค่อนข้างน้อยมาก คำแนะนำของสมาคมโรคข้อของสหรัฐอเมริกาจึงไม่แนะนำให้ใช้ แต่ถ้าผู้ป่วยยืนยันจะใช้ก็ควรให้ลองดูประมาณ 1-2 เดือน หากไม่เห็นผลก็ให้เลิกไป

ในประเทศไทยเพียงกลูโคซามีนตัวเดียว ก่อเหตุประหนึ่งเป็น “ยาวิเศษ” ที่คนไข้ต้องได้รับและควรต้องเบิกได้ โดยให้เหตุผลว่าไม่เป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหาร ไต ไม่ก่อให้เกิดเส้นเลือดในหัวใจหรือในสมองตีบตันแบบยาแก้ปวดทั่วไป (ชนิดไม่ว่าถูกหรือแพง) เช่น Diclofenac (Voltaren) Ibuprofen (Brufen) และตระกูล Coxibs ทั้งหลาย เช่น Celecoxib (Celebrex) Etoricoxib (Areoxia) และเมื่อกินกลูโคซามีน ถึงไม่ได้ผลก็ไม่เป็นไร อย่างไรก็อุ่นใจเพราะได้กินยา เป็นกำลังใจ หรือที่เรียกว่า Placebo Effect

จนมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 มีรายงานในวารสารสมาคมแพทย์สหรัฐ ทางจักษุวิทยา (JAMA) ว่า ผู้ใช้กลูโคซามีนจะมีความดันในลูกตาสูงขึ้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีต้อหินอยู่บ้าง หลังจากกินกลูโคซามีนความดันในลูกตาสูงขึ้นอย่างชัดเจน และเมื่อหยุดกินความดันในลูกตาก็ลดลง คำเตือนจากรายงานนี้คือ ผู้ป่วยที่มีอาการข้อเสื่อม มักเป็นผู้สูงอายุอยู่แล้ว และมักมีปัญหาโรคตาร่วมด้วย โดยเฉพาะต้อกระจก และต้อหิน ทั้งนี้ ต้อหินซึ่งเกิดจากความดันน้ำในลูกตาสูงซึ่งจะทำให้ตาบอดนั้น อาจไม่มีอาการเตือนคือ ไม่มีอาการเจ็บลูกตาก็ได้ แต่เมื่อใช้กลูโคซามีน สายตาก็จะเลวลงเรื่อยๆ และอาจบอดในที่สุด

เพราะฉะนั้น ถ้าคนไข้ยืนยันที่จะใช้กลูโคซามีน หมอหรือแม้แต่ร้านขายอาหารเสริม ถ้าจะส่งเสริมให้ใช้ ต้องแนะนำ

ผู้ใช้ว่ามีโรคตาต้อหินหรือไม่ ถ้ามีไม่ควรใช้ ถ้าไม่ทราบควรตรวจก่อน ถ้าไม่มีแล้วจะใช้กลูโคซามีนก็ต้องติดตามตรวจความดันลูกตาเป็นระยะ ทั้งนี้ ต้องระลึกไว้เสมอว่า ข้อต่างๆ ปวดอาจไม่หาย แถมตาบอดเสริมเข้ามาอีก

คอลัมน์ ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา (มติชนรายวัน 9 มิ.ย.2556)

ที่มา : มติชน 9 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

Glucosamine Supplements Tied to Eye Risk

Seniors taking them had side effect that has been linked to glaucoma, small study finds

By Denise Mann

HealthDay Reporter

THURSDAY, May 23 (HealthDay News) — Glucosamine supplements that millions of Americans take to help treat hip and knee osteoarthritis may have an unexpected side effect: They may increase risk for developing glaucoma, a small new study of older adults suggests.

Glaucoma occurs when there is an increase of intraocular pressure (IOP) or pressure inside the eye. Left untreated, glaucoma is one of the leading causes of blindness.

In the new study of 17 people, whose average age was 76 years, 11 participants had their eye pressure measured before, during and after taking glucosamine supplements. The other six had their eye pressure measured while and after they took the supplements.

Overall, pressure inside the eye was higher when participants were taking glucosamine, but did return to normal after they stopped taking these supplements, the study showed.

“This study shows a reversible effect of these changes, which is reassuring,” wrote researchers led by Dr. Ryan Murphy at the University of New England College of Osteopathic Medicine in Biddeford, Maine. “However, the possibility that permanent damage can result from prolonged use of glucosamine supplementation is not eliminated. Monitoring IOP in patients choosing to supplement with glucosamine may be indicated.”

Exactly how glucosamine supplements could affect pressure inside the eye is not fully understood, but several theories exist. For example, glucosamine is a precursor for molecules called glycosaminoglycans, which may elevate eye pressure.

The findings are published online May 23 as a research letter in JAMA Ophthalmology.

The study had some shortcomings. Researchers did not have information on the dose or brand of glucosamine used, and they did not know how long some participants were taking the supplements.

Duffy MacKay, vice president for scientific and regulatory affairs at the Council for Responsible Nutrition, a Washington, D.C.-based trade group representing supplement manufacturers, said the findings don’t mean that people should stop taking the supplements.

“This research letter raises questions and introduces a hypothesis that should be explored further, but the small number of cases investigated and the [fact that] researchers did not count capsules or control for dose or intake or duration of use of glucosamine provide extremely limited evidence of harm,” MacKay said.

“This study should not change consumer habits; however, individuals with glaucoma or ocular hypertension who are taking glucosamine should let their doctor know so that the appropriate monitoring of intraocular pressure measurements can be done to identify any changes,” he said.

MacKay concluded: “The good news is that increased IOP was reversible. So if you take the product, and your IOP goes up, then you can stop taking the product to see if it returns to normal.”

However, previous studies have raised questions about whether glucosamine supplements provide any health benefit to consumers. A large recent study concluded it had no healing effect on arthritic pain.

SOURCE : arthritis.webmd.com

ต้อหิน ปัจจัยสู่ตาบอด

dailynews130504_001a“ต้อหิน” เป็นหนึ่งโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านอายุ โดยคนที่อายุ 70 ปีขึ้นไปจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคต้อหินได้มากราว 6 ถึง 7 เท่าของคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และจากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันคนไทยเป็นโรคต้อหินและโรคตาบอดที่เกิดจากต้อหินไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคต้อหิน 9 จาก 10 ราย มักไม่มีอาการ ทำให้กว่าที่จะรู้ตัวและมาพบแพทย์ ประสาทตาก็ถูกทำลายไปแล้ว นั่นทำให้ “ต้อหิน”เป็นสาเหตุที่นำไปสู่ตาบอดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย

ต้อหินเป็นโรคเรื้อรัง ไม่ค่อยมีการแสดงอาการ บางรายอาจมีอาการตามัวบ้าง แต่ส่วนใหญ่สามารถใช้สายตาได้อย่างปกติ เนื่องจากต้อหินเป็นการสูญเสียลานสายตารอบนอก แคบเข้ามาจนถึงตรงกลาง จนกระทั่งบอดในที่สุด โดยมีวิธีการสังเกตคือ ให้ปิดตาทีละข้าง เพื่อเปรียบเทียบการมองเห็น ดูว่าตาทั้งสองข้าง เห็นชัดและเห็นได้กว้างเท่ากันหรือไม่

และแม้จะขึ้นชื่อว่าต้อเหมือนกัน แต่ต้อกระจกสามารถผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาได้ ส่วนต้อหินถ้าปล่อยทิ้งไว้ หากไม่ทำการรักษา ประสาทตาจะเสื่อมไปเรื่อย ๆ ส่วนที่เสียไปแล้วก็จะไม่สามารถทำการรักษาให้ดีเหมือนเดิม และไม่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนประสาทตาได้เหมือนต้อกระจก

แต่หากตรวจพบได้เร็ว ก็สามารถทำการรักษาเพื่อไม่ให้ตาบอดได้ โดยการรักษามีทั้งการใช้ยา การยิงเลเซอร์ และการผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและโรคที่เป็น

ต้อหินบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น ต้อหินชนิดมุมปิดเฉียบพลัน ต้อหินที่เกิดจากการฟุ้งกระจายของเม็ดสี และต้อหินที่มีสาเหตุจากเลนส์แก้วตา การจะทราบว่าเป็นต้อหินชนิดใดนั้น จำเป็นต้องได้รับการตรวจจากจักษุแพทย์ และทำการรักษาอย่างทันท่วงที

dailynews130504_001b
มักมีคำถามบ่อย ๆ ว่าจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นต้อหิน

จักษุแพทย์จะทำการตรวจสภาพลูกตาส่วนหน้าด้วยเครื่องตรวจ slit lamp (สลิท แลมป์) วัดความดันลูกตา ตรวจความกว้างของมุมตา ตรวจสภาพของขั้วประสาทตา และเส้นใยประสาทตา นอกจากนี้ในรายที่สงสัยว่าอาจเป็นต้อหิน แพทย์จะส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อตรวจสภาพลานสายตา และวัดความหนาของเส้นใยประสาทตา ซึ่งในรายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นต้อหิน จักษุแพทย์จะให้การรักษา และจะต้องได้รับการตรวจติดตามเป็นระยะเพื่อดูว่าโรคยังมีลักษณะของการลุกลามต่อเนื่องอยู่หรือไม่ เพื่อจะได้รับการรักษาให้สามารถควบคุมโรคไม่ให้เกิดการลุกลามมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยสามารถคงสภาพการมองเห็นเป็นปกติอยู่ได้

ในคนปกติทั่วไปจึงแนะนำให้ตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงอายุ 25-40 ปี และรับการตรวจทุก 2-4 ปีในช่วงอายุ 40-64 ปี หลังจากนี้ควรได้รับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อหินอยู่แล้วจึงควรได้รับการตรวจสุขภาพตาถี่ขึ้น โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาถึงความถี่ห่างในการเข้ารับการตรวจในครั้งต่อไปตามสภาพของลูกตาและปัจจัยเสี่ยงในแต่ละบุคคล

ฉบับหน้ามาติดตามต่อกับการดูแลตัวเองเมื่อเป็นต้อหินและความเชื่อที่ผิด ๆ เกี่ยวกับต้อหิน.

อ.นพ.วสุ ศุภกรธรสาร
ภาควิชาจักษุวิทยา
คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์  5 พฤษภาคม 2556

dailynews130511_001a

หลากความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับต้อหินและการดูแลตัวเองเมื่อเป็นต้อหิน

เมื่อเป็นต้อหินแล้ว ต้องดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง คำถามนี้ เรามีคำตอบมาช่วยคลายความกังวลใจกัน

สิ่งแรกเลย ควรหยอดยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาระดับความดันตาให้คงที่อยู่ในระดับที่ต้องการ

หลีกเลี่ยงกิจกรรม หรือกีฬาที่มีการกระทบกระเทือนบริเวณตาหรือใบหน้า

ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเพื่อทำทางระบายความดันตาแล้ว ควรระมัดระวังไม่ให้เกิดการติดเชื้อ เช่น ไม่เล่นดำน้ำในคลอง

หากมีน้ำตาไหลมากผิดปกติต้องสงสัยว่ามีการรั่วของทางระบายที่ผ่าตัดไว้ หรือผู้ป่วยที่ผ่าตัดทำทางระบายน้ำไปแล้ว หากมีตาแดง ตามัว ปวดตา แพ้แสงมาก ให้รีบมาพบแพทย์ทันทีไม่ต้องรอถึงวันนัด เพราะอาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อแทรกซ้อนได้

ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจติดตามการดำเนินโรค และประสิทธิภาพ ตลอดจนผลข้างเคียงของยาเป็นระยะ

ควรนำยาต้อหินมาด้วยทุกครั้ง เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วยเมื่อมีการปรับเปลี่ยนการรักษา (ยาที่ต้องแช่ตู้เย็นให้จดชื่อยา)

หากมีการเลื่อนนัดตรวจ และยาหมดก่อนถึงวันนัดใหม่ ให้มารับยาเพิ่ม เนื่องจากการขาดยาจะทำให้แพทย์ไม่สามารถประเมินความดันตาที่ควรจะเป็นหากมีการหยอดตาตามปกติได้

และเมื่อแพทย์ส่งตรวจลานสายตา ควรทำอย่างตั้งใจ ไม่ต้องกลอกตามองหาแสง เพราะผลการตรวจลานสายตามีส่วนสำคัญอย่างมากในการประเมินระยะของโรค และประเมินผลการรักษา

dailynews130511_001b

นอกจากนี้แล้ว ยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับต้อหิน ซึ่งสามารถอธิบายได้ ตัวอย่างเช่น

การนวดตาช่วยลดความดันตาได้ ในความเป็นจริงแล้วการนวดตาเป็นการเพิ่มความดันในลูกตาจากแรงกดของมือ อาจมีผลให้โรคต้อหินแย่ลงได้ ยกเว้นในบางกรณีที่ได้รับการผ่าตัดไปแล้ว แพทย์อาจสั่งให้นวดตาเพื่อเพิ่มการระบายของน้ำเลี้ยงลูกตาผ่านทางช่องที่เจาะไว้

ค่อยมารักษาตอนมีอาการแล้วก็ได้ ต้อหินส่วนใหญ่มักมีอาการตอนเข้าสู่ระยะท้ายๆ ของโรค ฉะนั้นไม่ควรรีรอที่จะมาพบแพทย์

ดูทีวี ใช้งานคอมพิวเตอร์ จะทำให้เป็นต้อหินมากขึ้น ผู้ป่วยต้อหินสามารถดูทีวีและใช้คอมพิวเตอร์ได้ตามปกติ

การทำเลเซอร์หรือการทำผ่าตัดจะช่วยให้หายขาดจากต้อหินได้ การรักษาต้อหินในปัจจุบัน ไม่ว่าด้วยวิธีใด ทำได้เพียงชะลอไม่ให้มีการลุกลามของต้อหินมากขึ้นเท่านั้น ไม่สามารถทำให้การมองเห็นส่วนที่เสียไปแล้วกลับมาดีได้ มีต้อหินบางชนิดเท่านั้นที่หายขาดได้

เป็นต้อกระจกแล้ว ต้องเป็นต้อหินตามมา ต้อกระจกจะทำให้เกิดต้อหินได้ในบางกรณีเท่านั้น ได้แก่ ต้อกระจกสุกจนมีเนื้อเลนส์รั่วออกมาอุดทางออกของน้ำในตา กระตุ้นการอักเสบในลูกตา หรือเลนส์มีขนาดใหญ่จนทำให้มีการปิดของมุมตา

ผ่าตัดต้อกระจกแล้วจะไม่เป็นต้อหิน การผ่าตัดต้อกระจกช่วยป้องกันการเกิดต้อหิน เฉพาะกรณีต้อหินมีสาเหตุการเกิดจากเลนส์ตาเท่านั้น.

อ.นพ.วสุ ศุภกรธนสาร
ภาควิชาจักษุวิทยา
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์  11 พฤษภาคม 2556

dailynews130518_001b

แนวทางรักษาภาวะต้อหิน – หมอรามาฯไขปัญหาสุขภาพ

ต้อหิน เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นที่ขั้วประสาทตา ซึ่งส่งผลทำให้ลานสายตาแคบลงเรื่อย ๆ จนตาบอดได้ โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีการสูญเสียลานสายตารอบนอกก่อน หากไม่ได้รับการรักษา ลานสายตาก็จะถูกทำลายมากขึ้น ทำให้ลานสายตาแคบลง เหลือเฉพาะศูนย์กลางการมองเห็น ผู้ป่วยจึงจะเริ่มรู้สึกถึงการมองเห็นที่ผิดปกติ ซึ่งมักจะเป็นระยะท้าย ๆ ของโรคแล้ว

เนื่องจากพยาธิสภาพของการก่อโรค เป็นการทำลายเซลล์เส้นใยประสาทตา ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนใหม่ได้ ดังนั้นการรักษาโรคต้อหินจึงทำได้เพียงยับยั้งโรคไม่ให้ลุกลาม หรือก่อความสูญเสียต่อการมองเห็นมากขึ้น แต่ไม่สามารถรักษาให้การมองเห็นที่เสียไปแล้วกลับมาเป็นปกติได้อีก

ชนิดของต้อหินที่พบมีอยู่ 2 ประเภทคือ ต้อหินมุมเปิด และต้อหินมุมปิด

ต้อหินมุมเปิด เกิดจากการเสียสมดุลระหว่างการสร้างและการระบายน้ำหล่อเลี้ยง ทำให้มีการระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาได้น้อยเมื่อเทียบกับการสร้างทำให้ความดันลูกตาขึ้นสูง อาการมักค่อยเป็นค่อยไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงไม่มีอาการนำหรือรู้สึกถึงความผิดปกติจนกว่าการมองเห็นจะเสียไปมากแล้ว ต้อหินมุมเปิดมีทั้งแบบชนิดปฐมภูมิ ซึ่งไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่พบว่าผู้ที่มีสายตาสั้น หรือมีภาวะลูกตายาวจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินชนิดนี้ ส่วนต้อหินมุมเปิดชนิดทุติยภูมินั้น สามารถบอกสาเหตุการเกิดที่แน่ชัดได้ เช่น โรคต้อหินจากม่านตาอักเสบ หรือ ต้อหินอันมีสาเหตุจากเนื้อเลนส์ตา เป็นต้น

ต้อหินมุมปิด เกิดจากการมีภาวะอะไรก็ตามที่ทำให้มีการปิดกั้นหรือกีดขวางช่องทางระบายออกของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ทำให้มีการคั่งค้างของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตามากขึ้น จนความดันลูกตาขึ้นสูง หากความดันสูงอย่างรวดเร็วจะมีอาการของต้อหินเฉียบพลัน ได้แก่ ปวดตา ตาแดง เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ หรือไม่มีอาการก็ได้หากความดันลูกตาสูงแบบค่อยเป็นค่อยไป ต้อหินมุมปิดก็มีทั้งแบบชนิดปฐมภูมิ ซึ่งไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่พบว่าผู้ที่มีสายตายาว หรือมีภาวะลูกตาสั้นจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินชนิดนี้ และต้อหินมุมปิดชนิดทุติยภูมิ ที่สามารถบอกสาเหตุการเกิดที่แน่ชัดได้ เช่น โรคต้อหินจากเนื้อเลนส์บวม หรือต้อหินจากเลนส์เคลื่อน เป็นต้น

dailynews130518_001a

แนวทางการรักษาที่สำคัญ ได้แก่ การรักษาด้วยยา โดยใช้ยาหยอดตา ซึ่งมีหลายกลุ่มหลายชนิด ผู้ป่วยจะต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตามเวลาที่กำหนดจึงจะควบคุมความดันลูกตาได้ดีตามที่ต้องการ และจำเป็นต้องพบแพทย์เป็นระยะแม้จะควบคุมโรคได้ดีแล้วเพื่อดูว่ายาที่ใช้ยังมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคเป็นไปตามที่ต้องการหรือไม่ ยารับประทานหรือฉีดเข้าเส้นเลือด สามารถลดความดันลูกตาลงได้อย่างรวดเร็ว แต่มีผลข้างเคียงสูงจึงมักใช้ชั่วคราวในรายที่เป็นต้อหินแบบเฉียบพลัน หรือมีความดันลูกตาสูงมาก เพื่อดึงความดันลูกตาให้ลดลงก่อนการรักษาด้วยแสงเลเซอร์หรือการผ่าตัด

การฉายแสงเลเซอร์ เป็นการรักษาที่สำคัญในต้อหินแบบมุมปิด จะช่วยลดหรือทำให้สิ่งกีดขวางมุมตาหมดไป ทำให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาสามารถระบายออกได้ตามปกติ ทำให้ความดันลูกตาลดลง ส่วนต้อหินแบบมุมเปิด จะช่วยเพิ่มระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาออกทางมุมตา แต่ผลมักจะอยู่ได้ชั่วคราว ส่วนการผ่าตัด จะใช้ในกรณีที่คิดว่าไม่สามารถใช้วิธีการอื่นรักษาได้ดี หรือผู้ป่วยไม่สามารถทนผลข้างเคียงของยา หรือไม่สามารถหยอดยาหรือติดตามการรักษาตามแพทย์สั่งได้ เป็นการผ่าตัดเพื่อทำช่องทางระบายน้ำออกจากลูกตาใหม่ ทำให้ความดันลูกตาลดลงอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการและสามารถควบคุมโรคได้ดีในระยะยาว

ผู้ป่วยรายใดที่มีปัจจัยเสริมต่าง ๆ ที่จะทำให้โรคแย่ลงร่วมด้วย เช่นถ้าเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง จะต้องพยายามควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือผู้ป่วยบางรายที่มีโรคทางตาร่วมด้วย จำเป็นต้องให้การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุของต้อหินควบคู่กันไป.

อ.นพ.วสุ ศุภกรธนสาร
ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์  18 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

เตือนวัย 40 ขึ้นไป เสี่ยงเป็น ‘ต้อหิน’ ทำตาบอด 2 ข้าง

thairath130303_001แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา เผยภัยโรคต้อหิน มีอันตรายถึงขั้นตาบอดทั้ง 2 ข้าง คาดว่าคนไทยทุกกลุ่มอายุ ป่วยเป็นโรคนี้โดยไม่รู้ตัวกว่า 3 ล้านคน ทำให้ตาบอดแล้วกว่า 3 หมื่นคน เตือนผู้ที่อายุตั้งแต่ 40 ขึ้นไป เสี่ยงตาเป็นต้อหินอาจบอดได้ แนะตรวจตาเพื่อคัดกรองต้อหินก่อนจะสายเกินไป…

เมื่อวันที่ 3 มี.ค.56 นายแพทย์ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) อ.สามพราน จ.นครปฐม และผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 10-16 มีนาคมทุกปี เป็นสัปดาห์วันต้อหินแห่งโลก ซึ่งเป็นโรคทางตาที่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาตาบอดมากเป็นอันดับ 2 รองจากตาต้อกระจกและทำให้ตาบอดหรือสายตาพิการอย่างถาวร หากเป็นแล้วจะรักษาให้เหมือนปกติไม่ได้ โดยคาดว่ามีผู้ที่เป็นโรคนี้ทุกกลุ่มอายุ ประมาณร้อยละ 6 ของประชากรหรือประมาณ 3,360,000 ราย

นายแพทย์ปานเนตร กล่าวว่า โรคต้อหินเกิดจากความดันของน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตาผิดปกติโดยน้ำหล่อเลี้ยงจะถูกสร้างขึ้นภายในลูกตาและถูกขับออกมาภายนอก การสร้างและการขับออกต้องสมดุลกัน ความดันลูกตาจึงจะเป็นปกติ แต่ถ้าลูกตาสร้างน้ำหล่อเลี้ยงออกมามาก หรือขับออกมาน้อยผิดปกติ จะทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้น และเกิดการเสียสมดุลขั้วประสาทตาจะถูกทำลาย ส่งผลให้ลานสายตาผิดปกติ ความสามารถในการมองเห็นลดลง มักจะเกิดจากด้านข้างของลูกตามาก่อน มองเห็นภาพมัวที่ขอบแต่จะชัดตรงกลาง ต่อไปจะมัวลงทั้งหมดจะทำให้ตาบอดในที่สุด ต้อหินที่พบบ่อยที่สุดร้อยละ 60-70 คือ ชนิดที่มุมตาเปิด ชนิดนี้มักจะไม่มีอาการและไม่รู้ตัว เนื่องจากไม่มีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นระยะแรก จะรู้ตัวเมื่อสายตาค่อยๆ มัวลง มองด้านข้างไม่ค่อยเห็น คนป่วยจึงมาพบแพทย์คาดว่าจะมีผู้เป็นโรคต้อหินที่ยังไม้รู้ตัวว่าเป็นประมาณ 3 ล้านคน และชนิดที่พบได้อีกชนิดมุมตาปิด คาดว่ามีประมาณร้อยละ 30-40 จะเกิดในคนที่มีมุมตาค่อนข้างแคบ ทำให้ขวางกั้นการระบายน้ำในตา ทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน จะมีอาการปวดตา ตาแดง ตามัว ปวดศีรษะอย่างรุนแรง บางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ หากไม่รักษาภายใน 48 ชั่วโมงอาจทำให้ตาบอดได้

นายแพทย์ปานเนตร กล่าวอีกว่า ในการป้องกันโรคต้อหิน แนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน ผู้ที่มีสายตาสั้นหรือยาวมาก ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับเลือดและหลอดเลือดซึ่งเลือดไหลเวียนขึ้นไปประสาทตาไม่ดี และผู้ที่ใช้ยาหยอดตาจำพวกสเตียรอยด์เอง โดยไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของจักษุแพทย์ ควรได้รับการตรวจคัดกรองความดันลูกตา และตรวจขั้วประสาทตา อย่างน้อย 1 ครั้งที่อายุ 40 ปีขึ้นไป และอาจตรวจซ้ำเป็นระยะทุก 1-5 ปีตามคำแนะนำของแพทย์ หากผิดปกติจะได้รับการดูแลรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ประสาทตาเสื่อมมากขึ้น ซึ่งการรักษาโรคต้อหิน เป็นเพียงการระงับไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายไปมากกว่าเดิมและไม่สามารถรักษาให้กลับมามองเห็นได้ชัดเหมือนเดิมเหมือนกับการรักษาตาต้อกระจก

ทั้งนี้ การรักษาโรคต้อหินในปัจจุบันมีหลายวิธี เช่น การใช้ยาหยอดตา รับประทานยา ยิงแสงเลเซอร์ และการทำผ่าตัด แต่ละวิธีมีข้อจำกัดขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยและประเภทของต้อหิน สำหรับกิจกรรมเนื่องในสัปดาห์วันต้อหินโลก ปี 2556 โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ จัดในวันจันทร์ที่ 4 มีนาคม 2556 วันเดียวที่ศูนย์ประชุมชั้น 4 อาคารบริการของโรงพยาบาลฯ ภายในงานมีการจัดนิทรรศการให้คำปรึกษา ถาม-ตอบปัญหาโรคต้อหิน ให้บริการตรวจคัดกรองโรคต้อหินด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญฟรี หากพบจะได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

นายแพทย์ปานเนตร กล่าวต่อไปว่า กลุ่มคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป นอกจากเสี่ยงเรื่องต้อหินแล้ว อายุนี้ยังเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนสรีระทางสายตา เข้าสู่ภาวะสายตายาว หรือที่เรียกว่าสายตาคนแก่ ทำให้ความสามารถในการมองเห็นระยะใกล้ลดลง หากไม่ได้สวมแว่นสายตาช่วย จะทำให้ต้องใช้กล้ามเนื้อตาเพ่งมองมากและนานกว่าปกติ จะทำให้กล้ามเนื้อตาเกิดอาการล้าและปวดเมื่อยตา

“ที่น่าห่วงหากคนกลุ่มนี้ใช้แท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน ที่มีขนาดหน้าจอและตัวหนังสือที่เล็กมาก ใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ต้องเพ่งมองในระยะใกล้ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อภายในและภายนอกลูกตาต้องหดตัวเพื่อปรับระยะโฟกัสและมุมตามามองใกล้ ดังนั้นจึงแนะนำให้เลือกใช้อุปกรณ์ที่มีขนาดตัวหนังสือ หรือขนาดหน้าจอใหญ่ หรือชนิดที่ขยายตัวอักษรได้ และการปรับสีพื้นหน้าจอ ตัวอักษรควรเป็นสีที่มองแล้วสบายตาที่สุด เช่น พื้นจอสีขาว ตัวอักษรสีดำ เป็นต้น ไม่ควรใช้สีเข้ม เพื่อที่จะไม่ต้องใช้สายตาเพ่งมากเกินไป และแนะนำให้ตรวจเช็กสายตาทุก 1 ปี เพื่อเปลี่ยนเลนส์ของแว่นให้เหมาะสมกับสภาพของสายตา” นายแพทย์ปานเนตร กล่าว

ที่มา:  ไทยรัฐ 3 มีนาคม 2556

เตือนภัยใช้คอนแทคเลนส์ มีเชื้ออมีบาคอยกัดกินลูกตาดำ เตือนภัยใช้คอนแทคเลนส์ มีเชื้ออมีบาคอยกัดกินลูกตาดำ

ศาสตราจารย์เครก รอเบิรตส์ กล่าวในงานวิทยาศาสตร์อังกฤษ บอกเตือนผู้ที่ใช้คอนแทคเลนส์ทั่วโลกเรือนล้าน ให้ระวังเชื้ออมีบาชนิดหนึ่ง กัดกินตาดำ ซึ่งอาจทำให้ตาบอดได้

ผู้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเวสต์ สกอตแลนด์ กล่าวหมายถึงโพรโทซัวพวกที่อยู่อย่างอิสระชนิดหนึ่ง โพรโทซัวเป็นสัตว์เซลล์เดียวที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า อาจมีโทษหรือไม่มีโทษต่อมนุษย์ก็ได้ มีอยู่ทั่วไปทุกแห่งทั้งบนดิน ในฝุ่นละออง และในมหาสมุทร ในน้ำประปา และในสระว่ายน้ำ

อย่างไรก็ดี ก่อนที่ผู้ใช้คอนแทคเลนส์จะคิดเปลี่ยนไปใช้แว่นตาธรรมดา อาจารย์ได้ย้ำว่า โรคตาอักเสบด้วยเชื้อนี้เกิดขึ้นยากมาก ตามรายงานของอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2552 รายงานรายปีแจ้งว่า เคยเกิดเพียง 1 หรือ 2 ราย ต่อผู้ใช้คอนแทคเลนส์เรือนหลายล้าน ตามสถิติอย่างหยาบ ๆ คนอเมริกันใช้คอนแทคเลนส์กันมากถึง 36 ล้านคน

มีวิธีที่ผู้สวมคอนแทคเลนส์สามารถปฏิบัติอย่างง่าย ๆ เพื่อป้องกันเชื้อที่อาจเกิดขึ้นได้แค่ 1 ในล้าน นั่นคือ

1.ใช้และเปลี่ยนคอนแทคเลนส์ตามที่หมอกำหนด
2.ไม่ควรล้างคอนแทคเลนส์ด้วยน้ำประปา และถอดเลนส์ออกก่อนอาบน้ำ หรือลงว่ายน้ำ
ผู้ที่ตาอักเสบด้วยเชื้อนี้ จะมีอาการคันตา และน้ำตาไหลพราก มองเห็นภาพเบลอ รู้สึกไวต่อแสง หนังตาบนบวมและปวดมาก ควรจะไปหาหมอทันที เพราะยิ่งตรวจพบเร็วจะยิ่งรักษาได้ผล.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 13 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Wearers must be dilligent about keeping their contact lenses clean, say scientists

Millions of contact lens users are at risk of eye-devouring amoeba that can turn them blind

  • Acanthamoeba parasite found in tap water, dust and swimming pools
  • Causes painful infection that is ‘potential problems for ever single contact lens wearer’
  • Can eat its way through the cornea and even cause blindness

By FIONA MACRAE

PUBLISHED: 16:23 GMT, 6 September 2012

Contact lens wearers are at the mercy of a bug that is found in tap water and gnaws through the eyeballs causing blindness, scientists have warned.

With the Acanthamoeba parasite also found in dust, in the sea and in showers and swimming pools, millions of people are at risk worldwide, including Britain’s 3.7million contact lens users.

The actual number of infections is small but treatment is long, painful and not completely effective, meaning some Britons are left blind every year.

Fiona Henriquez, of the University of the West of Scotland, said: ‘It is a potential problem for every single contact lens wearer.’

Professor Craig Roberts, of the Strathclyde University, who is working with Dr Henriquez to produce better contact lens cleaning solutions, said: ‘It’s absolutely everywhere.’

The British Science Festival in Aberdeen heard that Acanthamoeba, a tiny single-celled parasite, feeds on bacteria found on dirty contact lenses and cases.

When the lens is put in the eye, it starts to eat its way through the cornea, the outer layer of the eyeball and breeding as it goes.

Symptoms of include itchy and watery eyes, blurred vision, sensitivity to light, swelling of the upper eyelid and extreme pain.

Culprit: The Acanthamoeba parasite that lives in tap water and dust

Vision can be permanently damaged within a week, said Graeme Stevenson, an optician.

‘Generally it leaves you with scarring. Your cornea is your window on life and if the infection penetrates in towards the third layer you are left with scarring, with a kind of frosty windscreen.’

He added that many of the 75 infections recorded each year in the UK occur because people fail to follow the instructions they are given by their optician.

‘Usually a lot of it is non-compliance. It’s patients rinsing their case out in tap water or rinsing their lenses out in tap water. Potentially something as simple as swimming or showering while wearing their lenses increases the risk significantly.’

Treatment includes Dettol-like eye drops, with patients initially being treated every 20 minutes, day and night and spending up to three weeks in hospital. The most severe cases are given cornea transplants.

Advice for avoiding the bug includes keeping lenses and cases clean and replacing them regularly.

The affect of Acanthamoeba on the eye of a contact lens wearer

The British Contact Lens Association advises against wearing contact lenses while swimming, unless goggles are also worn. And if contact lenses are kept in while showering, eyes should be tightly closed.

Dr Tara Beattie, of Strathclyde University, said: ‘Millions of people wear lenses and don’t have a problem. We don’t want people thinking “we can’t wear lenses any more”.

‘That’s not the case but what they need to do is be diligent about keeping them clean.’
SOURCES: dailymail.co.uk

รู้ทัน..เบาหวานขึ้นตา

โรคเบาหวานขึ้นตา เป็นโรคแทรกซ้อนทางตาที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และสามารถส่งผลร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น อันเป็นผลมาจากภาวะจอประสาทตาเสื่อม

*สาเหตุ*

โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลสูงกว่าคนปกติ เกิดจากตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ซึ่งอินซูลินมีหน้าที่ นำน้ำตาลกลูโคสจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ของร่างกายเพื่อนำไปเป็นพลังงาน หากมีการเผาผลาญได้น้อย หรือไม่ได้เลย จะทำให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลค้างอยู่ในกระแสเลือดจำนวนมาก ซึ่งหากผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ ความผิดปกติของหลอดเลือดนี้จะส่งผลถึงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย รวมไปถึง “ดวงตา” ด้วย โดยหลอดเลือดในจอประสาทตาจะเริ่มเกิดอาการอักเสบ โป่งพอง มีเลือดและน้ำเหลืองซึมออกมากระจายอยู่ทั่ว ๆ จอประสาทตา หากปล่อยทิ้งไว้จอประสาทตาจะขาดเลือด เซลล์ในการรับการมองเห็นถูกทำลายจนเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ส่งผลให้ความสามารถในการมองเห็นค่อย ๆ ลดลง จนสูญเสียการมองเห็นได้ในที่สุด

*อาการของโรค*

อาการของโรคเบาหวานขึ้นตาในระยะแรก ๆ นั้นจะไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาให้เห็น อาการจะค่อยเป็นค่อยไป จึงทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว และละเลยไม่เข้ารับการตรวจสภาพตาตามคำแนะนำของแพทย์ จากนั้น ผู้ป่วยจะค่อย ๆ มีอาการตาพร่ามัวทีละน้อย เนื่องจากมีการรั่วซึมของเลือดและน้ำเหลืองจากหลอดเลือด ซึ่งหากรั่วซึมไปถึงจุดศูนย์กลางของการรับภาพ ก็จะทำให้มีอาการตามัวมากขึ้น

นอกจากนี้ กลไลการสร้างหลอดเลือดใหม่ของร่างกายก็มีผลให้อาการรุนแรงมากยิ่งขึ้นเช่นกัน เพราะหลอดเลือดที่เพิ่งเกิดใหม่ ยังมีผนังไม่แข็งแรง ฉีกขาดง่าย สามารถทำให้เลือดออกในจอประสาทตาได้ ทำให้เกิดอาการตามัวอย่างเฉียบพลัน รวมถึง เมื่อมีหลอดเลือดเกิดขึ้นใหม่ มักจะมีพังผืดเกิดใหม่ด้วย ซึ่งทั้งหลอดเลือดและพังผืดเกิดใหม่นี้จะเป็นตัวที่ยึดดึงจอประสาทตาให้หลุดลอกออกมาได้ จนทำให้ตาบอดสนิท

*วิธีรักษา*

วิธีรักษาที่ดีสำคัญที่สุดคือ การควบคุมอาหารและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หากเริ่มมีอาการทางจอประสาทตา แพทย์จะทำการยิงเลเซอร์เพื่อทำลายจอประสาทตาที่ตายแล้วและหลอดเลือดเกิดใหม่ เป็นการป้องกันไม่ให้อาการลุกลามมากขึ้น แต่หากมีอาการเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตาหรือจอประสาทตาหลุดลอก อาจจะต้องรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งผลการรักษานั้นไม่แน่นอน โดยหากปล่อยให้มีอาการรุนแรงถึงขั้นนี้แล้ว แสดงว่าสายตามักจะเสียไปมากแล้ว

*การป้องกัน*

การป้องกันโรคเบาหวานขึ้นตานั้น สามารถทำได้โดย
1.    ควบคุมอาหาร ระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
2.    รับประทานยาเบาหวาน และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
3.    ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาประจำปีโดยจักษุแพทย์ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แต่หากเริ่มมีอาการผิดปกติ แพทย์อาจจะนัดตรวจบ่อยขึ้น ควรมาตรวจอย่างสม่ำเสมอและปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ

จะเห็นได้ว่า อาการของโรคเบาหวานขึ้นตานี้ ไม่ได้แสดงให้เห็นชัดในช่วงแรก ๆ ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ชะล่าใจ กว่าจะรู้ตัวอีกที อาการตามัวก็จะรุนแรงขึ้นจนลุกลามรุนแรงขึ้นถึงตาบอดได้ในที่สุด รู้เช่นนี้แล้ว ควรตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อดูแลดวงตาของคุณให้มีสุขภาพดีไปได้อีกนาน

ข้อมูล/ภาพ :  Laser Vision International LASIK Center

 

ที่มา: ไทยรัฐ 9 ตุลาคม 2555