ปัญหาต้อเนื้อ

dailynews140713_04ในปัจจุบันโรคต้อลมและต้อเนื้อยังเป็นปัญหาอยู่มาก โดยเฉพาะเกษตรกร คนที่ทำงานกลางแจ้ง โดนลมโดนฝุ่นเป็นประจำ

รศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โรคต้อมีทั้ง ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อกระจก ต้อหิน ปัจจุบันมีการรณรงค์การผ่าตัดต้อกระจกให้คนไทยไปมากพอสมควรแล้ว ดังนั้นปัญหาที่ยังเหลืออยู่คือต้อเนื้อ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเยื่อบุตาโดนลม โดนฝุ่นหรือแสงแดดจ้ามาเป็นเวลานานมีการหนาตัว จากเยื่อตาขาวเข้าไปในตาดำ ซึ่งประเทศในเขตร้อน หรือประเทศเกษตรกรรม เช่น ประเทศไทย จะมีปัญหาต้อลมและต้อเนื้อเยอะมาก

ต้อลมจะอยู่ตรงตาขาวยังไม่เข้าตาดำ คือ เป็นระยะต้น ๆ แต่พอโดนลมโดนฝุ่นเยอะจะลุกลามเข้าไปในตาดำ มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อ เรียกว่า ต้อเนื้อ คาดว่าคนไทยประมาณ 70-80% มีปัญหาต้อลมหรือต้อเนื้อ โดยเฉพาะคนที่ทำงานกลางแจ้ง โดนลม โดนฝุ่นเป็นประจำพบต้อลมและต้อเนื้อเกือบ 100%

มีคนไข้เป็นโรคต้อเนื้ออยู่ในต่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบที่ดวงตา แต่ไม่ได้ทำให้ตามัว ยกเว้นว่าไปบังตาดำจะทำให้การมองเห็นลดลง คนไข้ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน อย่างล่าสุดไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่กับมูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล ที่ จ.อุบลราชธานี คนมาตรวจตาเยอะมาก พบว่าโรคต้อที่เป็นปัญหาคือโรคต้อเนื้อซึ่งพบมากกว่าโรคต้อ กระจก

หากยังเป็นน้อย คือเป็นแค่ต้อลม วิธีการรักษา คือ จักษุแพทย์จะให้ยาหยอดตาแก้เคือง แนะนำ ให้หลีกเลี่ยงลม ฝุ่น และแสงแดดจ้า เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นให้ต้อเนื้อลุกลามทำให้เกิดการอักเสบ แต่ถ้าเป็นต้อเนื้อเข้าไปในตาดำค่อนข้างมาก 2-3 มิลลิเมตรแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัดลอกต้อเนื้อออก

ปัญหาในการรักษา คือ คิวผ่าตัดยาว ทำให้คนที่เป็นต้อเนื้อไม่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด แค่หยอดยาเท่านั้น เนื่องจากคนเป็นเยอะ การรักษาจะเป็นแบบประคับประคอง เพราะจักษุแพทย์มีไม่เพียงพอ

ทั้งนี้หากเป็นต้อเนื้อแล้วไม่รักษาทิ้งไว้ จะทำให้การมองเห็นแย่ลง อาจทำให้เกิดสายตาเอียง เกิดการอักเสบ ตาแดงมาก อักเสบ ปวด เคือง

ที่แย่ไปกว่านั้น คือ อาจไปบังการมองเห็น ถ้าปล่อยให้เป็นเยอะมาก แม้ได้รับการผ่าตัดก็จะไม่ทำให้การมองเห็นดีขึ้น เนื่องจากจะเกิดแผลเป็นที่ตาดำ คือต่อให้ลอกต้อเนื้อออกการมองเห็นก็จะไม่กลับมาดีเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นคนที่เป็นต้อเนื้อควรจะได้รับการตรวจว่าสมควรได้รับการผ่าตัดหรือไม่ และภายหลังผ่าตัดลอกต้อเนื้อออกจะทำให้กลับมาเป็นซ้ำได้

ปัจจัยที่ทำให้เป็นซ้ำ คือ พฤติกรรมไม่เปลี่ยน โดนลม โดนฝุ่น หรือแสงแดดจ้ามาก สำหรับคนอายุน้อย เช่น อายุไม่ถึง 40-50 ปี ถ้าลอกต้อเนื้อแล้วมักจะกลับมาเป็นซ้ำอีก แต่ถ้าทำในคนอายุ 60 ปีขึ้นไปแล้วมักจะไม่เป็นซ้ำเพราะว่าเนื้อเยื่อไม่ดี

อย่างไรก็ตามในวันที่ 29 ส.ค. ศูนย์ตาธรรมศาสตร์เพื่อประชาชน ได้จัดโครงการต้อเนื้อเพื่อผู้สูงวัย โดยจะให้บริการลอกต้อเนื้อฟรี 50 ราย ดังนั้นผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2926-9957 ในวันเวลาราชการ.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

 

ที่มา : เดลินิวส์  13 กรกฎาคม 2557

Advertisements

เตือนวัย 40 ขึ้นไป เสี่ยงเป็น ‘ต้อหิน’ ทำตาบอด 2 ข้าง

thairath130303_001แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา เผยภัยโรคต้อหิน มีอันตรายถึงขั้นตาบอดทั้ง 2 ข้าง คาดว่าคนไทยทุกกลุ่มอายุ ป่วยเป็นโรคนี้โดยไม่รู้ตัวกว่า 3 ล้านคน ทำให้ตาบอดแล้วกว่า 3 หมื่นคน เตือนผู้ที่อายุตั้งแต่ 40 ขึ้นไป เสี่ยงตาเป็นต้อหินอาจบอดได้ แนะตรวจตาเพื่อคัดกรองต้อหินก่อนจะสายเกินไป…

เมื่อวันที่ 3 มี.ค.56 นายแพทย์ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) อ.สามพราน จ.นครปฐม และผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 10-16 มีนาคมทุกปี เป็นสัปดาห์วันต้อหินแห่งโลก ซึ่งเป็นโรคทางตาที่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาตาบอดมากเป็นอันดับ 2 รองจากตาต้อกระจกและทำให้ตาบอดหรือสายตาพิการอย่างถาวร หากเป็นแล้วจะรักษาให้เหมือนปกติไม่ได้ โดยคาดว่ามีผู้ที่เป็นโรคนี้ทุกกลุ่มอายุ ประมาณร้อยละ 6 ของประชากรหรือประมาณ 3,360,000 ราย

นายแพทย์ปานเนตร กล่าวว่า โรคต้อหินเกิดจากความดันของน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตาผิดปกติโดยน้ำหล่อเลี้ยงจะถูกสร้างขึ้นภายในลูกตาและถูกขับออกมาภายนอก การสร้างและการขับออกต้องสมดุลกัน ความดันลูกตาจึงจะเป็นปกติ แต่ถ้าลูกตาสร้างน้ำหล่อเลี้ยงออกมามาก หรือขับออกมาน้อยผิดปกติ จะทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้น และเกิดการเสียสมดุลขั้วประสาทตาจะถูกทำลาย ส่งผลให้ลานสายตาผิดปกติ ความสามารถในการมองเห็นลดลง มักจะเกิดจากด้านข้างของลูกตามาก่อน มองเห็นภาพมัวที่ขอบแต่จะชัดตรงกลาง ต่อไปจะมัวลงทั้งหมดจะทำให้ตาบอดในที่สุด ต้อหินที่พบบ่อยที่สุดร้อยละ 60-70 คือ ชนิดที่มุมตาเปิด ชนิดนี้มักจะไม่มีอาการและไม่รู้ตัว เนื่องจากไม่มีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นระยะแรก จะรู้ตัวเมื่อสายตาค่อยๆ มัวลง มองด้านข้างไม่ค่อยเห็น คนป่วยจึงมาพบแพทย์คาดว่าจะมีผู้เป็นโรคต้อหินที่ยังไม้รู้ตัวว่าเป็นประมาณ 3 ล้านคน และชนิดที่พบได้อีกชนิดมุมตาปิด คาดว่ามีประมาณร้อยละ 30-40 จะเกิดในคนที่มีมุมตาค่อนข้างแคบ ทำให้ขวางกั้นการระบายน้ำในตา ทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน จะมีอาการปวดตา ตาแดง ตามัว ปวดศีรษะอย่างรุนแรง บางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ หากไม่รักษาภายใน 48 ชั่วโมงอาจทำให้ตาบอดได้

นายแพทย์ปานเนตร กล่าวอีกว่า ในการป้องกันโรคต้อหิน แนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน ผู้ที่มีสายตาสั้นหรือยาวมาก ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับเลือดและหลอดเลือดซึ่งเลือดไหลเวียนขึ้นไปประสาทตาไม่ดี และผู้ที่ใช้ยาหยอดตาจำพวกสเตียรอยด์เอง โดยไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของจักษุแพทย์ ควรได้รับการตรวจคัดกรองความดันลูกตา และตรวจขั้วประสาทตา อย่างน้อย 1 ครั้งที่อายุ 40 ปีขึ้นไป และอาจตรวจซ้ำเป็นระยะทุก 1-5 ปีตามคำแนะนำของแพทย์ หากผิดปกติจะได้รับการดูแลรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ประสาทตาเสื่อมมากขึ้น ซึ่งการรักษาโรคต้อหิน เป็นเพียงการระงับไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายไปมากกว่าเดิมและไม่สามารถรักษาให้กลับมามองเห็นได้ชัดเหมือนเดิมเหมือนกับการรักษาตาต้อกระจก

ทั้งนี้ การรักษาโรคต้อหินในปัจจุบันมีหลายวิธี เช่น การใช้ยาหยอดตา รับประทานยา ยิงแสงเลเซอร์ และการทำผ่าตัด แต่ละวิธีมีข้อจำกัดขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยและประเภทของต้อหิน สำหรับกิจกรรมเนื่องในสัปดาห์วันต้อหินโลก ปี 2556 โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ จัดในวันจันทร์ที่ 4 มีนาคม 2556 วันเดียวที่ศูนย์ประชุมชั้น 4 อาคารบริการของโรงพยาบาลฯ ภายในงานมีการจัดนิทรรศการให้คำปรึกษา ถาม-ตอบปัญหาโรคต้อหิน ให้บริการตรวจคัดกรองโรคต้อหินด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญฟรี หากพบจะได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

นายแพทย์ปานเนตร กล่าวต่อไปว่า กลุ่มคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป นอกจากเสี่ยงเรื่องต้อหินแล้ว อายุนี้ยังเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนสรีระทางสายตา เข้าสู่ภาวะสายตายาว หรือที่เรียกว่าสายตาคนแก่ ทำให้ความสามารถในการมองเห็นระยะใกล้ลดลง หากไม่ได้สวมแว่นสายตาช่วย จะทำให้ต้องใช้กล้ามเนื้อตาเพ่งมองมากและนานกว่าปกติ จะทำให้กล้ามเนื้อตาเกิดอาการล้าและปวดเมื่อยตา

“ที่น่าห่วงหากคนกลุ่มนี้ใช้แท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน ที่มีขนาดหน้าจอและตัวหนังสือที่เล็กมาก ใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ต้องเพ่งมองในระยะใกล้ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อภายในและภายนอกลูกตาต้องหดตัวเพื่อปรับระยะโฟกัสและมุมตามามองใกล้ ดังนั้นจึงแนะนำให้เลือกใช้อุปกรณ์ที่มีขนาดตัวหนังสือ หรือขนาดหน้าจอใหญ่ หรือชนิดที่ขยายตัวอักษรได้ และการปรับสีพื้นหน้าจอ ตัวอักษรควรเป็นสีที่มองแล้วสบายตาที่สุด เช่น พื้นจอสีขาว ตัวอักษรสีดำ เป็นต้น ไม่ควรใช้สีเข้ม เพื่อที่จะไม่ต้องใช้สายตาเพ่งมากเกินไป และแนะนำให้ตรวจเช็กสายตาทุก 1 ปี เพื่อเปลี่ยนเลนส์ของแว่นให้เหมาะสมกับสภาพของสายตา” นายแพทย์ปานเนตร กล่าว

ที่มา:  ไทยรัฐ 3 มีนาคม 2556

อัมพฤกษ์อัมพาตครึ่งซีกจากสมองขาดเลือด

โรคอัมพฤกษ์อัมพาตครึ่งซีกเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ บางครั้งมองเห็นทุกวันเดินไปเดินมาเป็นปกติดี วันดีคืนดีอยู่ ๆ ก็เกิดอาการเฉียบพลัน ซึ่งมักจะเป็นตอนกลางคืน เช้ามาเดินไม่ได้เสียแล้ว เกิดขึ้นกับใครจะเป็นภาระต่อคนในครอบครัวอย่างมาก เพราะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นระยะยาวนาน ทุกคนต่างมีภาระหน้าที่กันทั้งนั้น ผู้สูงอายุจึงต้องระมัดระวังรักษาสุขภาพไว้ให้ดี

Stroke เป็นอาการที่เกิดคล้ายเป็นลมไป เกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง แล้วเกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เกิดขึ้นกับคนทั้งโลก จนมีการตั้ง World Stroke Day ขึ้นมา ปีนี้กำหนด 29 ต.ค. 55 ในสหรัฐอเมริกาสมองขาดเลือดเป็นสาเหตุตายที่สำคัญโรคหนึ่ง ปีที่แล้วเสียชีวิต 137,000 ราย มีการรณรงค์ในคำขวัญของโลกว่า 1 ใน 6 จะเกิดในชั่วชีวิตของท่าน และทุก 6 วินาทีจะมีการตาย 1 คน

ในบ้านเราพบอยู่ได้เสมอ ไม่มีการรวบรวมว่าจริง ๆ ทั้งหมดพบมากน้อยเพียงใด

สาเหตุ สมองขาดเลือดไปเลี้ยงทั้งอาหารและออกซิเจน ทำให้เซลล์สมองตาย อาจจากหลอดเลือดสมองตีบตันจากไขมันสะสมผนังหลอดเลือด หรือจากก้อนเลือดไปอุด หรือจากเส้นเลือดสมองแตกจากโรคความดันโลหิตสูง ก้อนเลือดโป่งแตก แล้วไปกดศูนย์ประสาทต่าง ๆ ของสมองไปด้วย อีกอย่างหนึ่งคือจากก้อนเลือดอาจหลุดลอยจากที่อื่นไปอุดเส้นเลือดในสมองทำให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยงได้เช่นกัน

อาการนำ คล้ายอาการเตือนบอกให้รู้ บางรายที่เกิดตอนกลางคืน นอนอยู่ก็ไม่รู้ ตอนกลางวันระหว่างทำกิจกรรมอยู่พอรู้ได้ ได้แก่ แขน-ขาอ่อนแรง ชาไปครึ่งซีก ปากเบี้ยวชาอ่อนแรงไปครึ่งซีกเช่นเดียวกัน พูดอ้อแอ้ พูดไม่ออก พูดไม่ชัด ตาข้างหนึ่งมัว มองไม่ค่อยเห็น หรือเห็นเป็นภาพซ้อน เวลาเดินจะเซ เสียสมดุล และมักปวดศีรษะมากทันทีขึ้นมา

เมื่อเกิดอาการดังกล่าว ใครที่อยู่ใกล้เคียงพบเข้าหรือตัวเองพอยังรู้ตัวต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

ภาวะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ชายพบมากกว่าหญิง เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันสูง เครียดกังวลประจำ อ้วน และผู้ที่ชอบสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ล้วนทำให้เกิดง่ายขึ้นทั้งสิ้น กลไกการเกิด สมองเป็นศูนย์สั่งการทำงานของร่างกาย เมื่อสมองขาดเลือดจากสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้หน้าที่เสียสั่งงานไม่ได้ ศูนย์ที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อแขนขาเสีย จึงเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตขึ้นทันที

การรักษา แพทย์จะประเมินจากการตรวจร่างกายและจาก CT-Scan สมอง หาสาเหตุว่าจะเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตกหรือมีก้อนเลือดอุดตัน แล้วรีบวางแผนช่วยเหลือทันที การฉีดสีดูเส้นเลือดในสมอง เป็นวิธีการที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้รู้ถึงสาเหตุและแนวโน้มจะไปอย่างไร เพื่อให้การรักษาได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์

คนไข้หญิงอายุ 64 ปี มีประวัติกินยาความดันโลหิตสูงมา 5 ปี ทำมาค้าขายเป็นปกติ ตอนกลางวันเป็นปกติดี ตกตอนกลางคืนอยู่ ๆ ก็ปวดศีรษะมาก ชักกระตุก น้ำลายฟูมปาก ส่งเสียงพูดไม่รู้เรื่อง ญาติพบแขนขาด้านซ้ายขยับไม่ได้เลย แต่รู้สึกตัว พูดพอรู้เรื่อง ญาติจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลจังหวัด แพทย์ได้ให้การรักษาจนเข้าที่ดีในระยะ 3 วัน และต้องการอยากให้ฉีดสีดูเส้นเลือดในสมอง จึงส่งตัวมายัง รพ.ราชวิถี

นพ.พรินทร์ มหัทธโน หัวหน้าประสาทศัลยศาสตร์ รพ.ราชวิถี ได้คุยให้ฟังว่า คนไข้แบบนี้จากอาการ การตรวจและผล CT-Scan สมอง พบเป็นเงาก้อนเลือดออกในสมองไปกดศูนย์ประสาทด้านขวา ทำให้เกิดอัมพาตครึ่งซีกด้านซ้าย ระยะที่รอการฉีดสีในสมองอีก 2 อาทิตย์ แพทย์ได้ให้ยาให้สมองยุบบวม ยากันชัก ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ ฯลฯ ซึ่งคนไข้รายนี้เส้นเลือดในสมองแตกจากความดันโลหิตสูง 2 อาทิตย์ผ่านมา ดูคนไข้อาการต่าง ๆ ค่อยดีขึ้น หายปวดศีรษะ ไม่ชักกระตุกแล้ว มีแนวโน้มคงไม่ผ่าตัด รอดูผลจากฉีดสีอยู่

สองอาทิตย์ต่อมาได้ถูกฉีดสีเข้าเส้นเลือดแล้วถ่ายภาพเส้นเลือดในสมอง พบก้อนเลือดในสมองกดศูนย์ประสาททำให้แขนขาซีกซ้ายไม่เคลื่อนไหว ไม่พบก้อนเส้นเลือดโป่ง แขนขาข้างซ้ายเริ่มขยับได้แล้ว ทุกวันได้ฝึกให้ญาติดูการทำกายภาพเพื่อจะได้ไปทำต่อที่บ้าน คนไข้เริ่มมีกำลังใจดีขึ้นที่แขนขาขยับได้ ในช่วงอาทิตย์แรกกังวลตลอด เกรงจะถูกทอดทิ้งไม่มีใครช่วยเหลือ

โรคอัมพฤกษ์อัมพาตยังพบบ่อยโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันสูงร่วมด้วย เป็นแล้วจะเป็นภาระต่อครอบครัวอย่างมาก จึงต้องหมั่นดูแลรักษาสุขภาพไว้ให้ดี.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  14 ตุลาคม 2555

เลนส์ตาเทียม รักษาต้อกระจกให้หายได้

เรื่องตามัวจากการเป็นต้อกระจก (Cataract) เป็นโรคที่มีความขุ่นลงเลนส์ตา เนื่องจากความเสื่อมไปตามวัยของเลนส์ตา ส่วนใหญ่มักเกิดในผู้สูงอายุ ซึ่งต้อกระจกเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ โดยใช้วิธีการผ่าตัด โดยใช้เครื่องสลายต้อกระจกด้วยอัลตราซาวนด์ (Phacoemulsification) ลอกเลนส์ที่ขุ่นออก แล้วจึงใส่เลนส์เทียม (intraocular lens) ทดแทนเลนส์เดิม เพื่อให้กลับมามองเห็นชัดเจนอีกครั้ง

เลนส์เทียมที่จักษุแพทย์เลือกใช้นั้นมีหลายชนิด เลนส์ส่วนใหญ่ที่ใช้เป็นชนิดพับได้ ทำด้วย acrylic หรือ silicone สีใส สามารถกรองแสงอัลตราไวโอเลต แผลผ่าตัดจึงมีขนาดเล็กมาก มักไม่จำเป็นต้องเย็บแผล มาทำความรู้จักเลนส์แต่ละชนิดกันก่อน

เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมาตรฐานหรือชัดระยะเดียว (Standard monofocal IOL)
ให้การมองไกลที่ชัดเจน แต่ต้องอาศัยแว่นตาช่วยในการมองระยะใกล้ เช่น ในขณะอ่านหนังสือ

เลนส์แก้วตาเทียมชนิดชัดหลายระยะ (Multifocal IOL)

พัฒนาขึ้นมาเพื่อลดการพึ่งพาแว่นของผู้มีต้อกระจกร่วมกับภาวะสายตายาวตามอายุ ผิวเลนส์ถูกออกแบบพิเศษด้วยกรรมวิธี Apodized diffractive หรือ Refractive คล้ายขั้นบันไดเป็นวงๆ ตรงกลางเพื่อช่วยสร้างความสมดุลของการโฟกัสภาพใกล้และภาพไกล ตามกิจกรรมที่ทำและตามสภาวะของแสง จึงสามารถมองเห็นได้ในทุกระยะจากใกล้ไปจนถึงไกล พบว่า 80% ของผู้ใช้เลนส์ชนิดนี้ สามารถทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การอ่านหนังสือ ไปจนถึงการขับรถ โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นสายตา แต่อาจไม่เหมาะกับผู้ที่เดิมมีสายตาสั้น ยาว เอียงมากๆ หรือผู้ที่ขับรถกลางคืนมากๆ เนื่องจากอาจมีปัญหาเรื่องแสงกระจายร่วมด้วยได้

เลนส์แก้วตาเทียมที่แก้ค่าสายตาเอียงในตัว (Toric IOL)
เหมาะสำหรับในผู้ป่วยที่มีสายตาเอียงจากกระจกตาอยู่เดิมก่อนผ่าตัด จะช่วยทำให้ลดความจำเป็นที่ต้องใช้แว่นตาแก้สายตาเอียงเวลามองไกลหลังผ่าตัด เลนส์นี้มีทั้งที่เป็นเลนส์ชัดระยะเดียว (monofocal) ดังนั้น ยังต้องพึ่งพาแว่นสายตาเพื่อมองใกล้ที่ชัดเจน หรือเป็นชนิดที่ชัดหลายระยะ (toric multifocal) ที่แก้เอียงและลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือ

เลนส์แก้วตาเทียมชนิดที่ปรับระยะ focus ได้
(accommodative IOL)
เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือหลังทำต้อกระจก โดยเลนส์เป็นเลนส์ที่ชัดระยะเดียว (monofocal) แต่มีขาเลนส์ที่ยืดหยุ่น โดยหลักการทำงานคือเมื่อเราเพ่งเพื่อจะดูในที่ใกล้ จะมีการขยับตำแหน่งของเลนส์เทียมเพื่อให้มองใกล้ได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อจำกัด และต้องติดตามผลการรักษาในระยะยาว เนื่องจากเพิ่งนำมาใช้ไม่นานมาก

การเลือกว่าจะใช้เลนส์ชนิดใด จักษุแพทย์จะตรวจประเมินสภาพตาและพิจารณาปัจจัยส่วนบุคคล เช่น อาชีพ งานอดิเรก รวมถึงกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ผู้ป่วยชอบ และคุยกับผู้ป่วยเพื่อเลือกเลนส์ชนิดที่เหมาะสม เพื่อทำให้ผู้ป่วยมีความสุขกับการใช้ชีวิตประจำวันหลังผ่าตัดมากที่สุด ซึ่งแต่ละคนอาจมีความต้องการ หรือข้อจำกัดบางอย่างที่แตกต่างกัน

ภาพ/ข้อมูล : http://www.laservisionthai.com

ที่มา: ไทยรัฐ 28 พฤษภาคม  2555