ขี้ไคลทอนซิล

dailynews141214_01สัปดาห์ที่แล้ว “X-RAY สุขภาพ” นำเสนอข้อมูลการตัดต่อมทอนซิลไปแล้ว ในวันนี้ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับต่อมทอนซิล คือ “ขี้ไคลทอนซิล” ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดกลิ่นปากได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ขี้ไคลทอนซิล จะมีก้อนสีขาว ๆ เหลือง ๆ คล้ายเนย ซึ่งมีลักษณะจำเพาะและมีกลิ่นเหม็น

คนไข้ส่วนใหญ่ที่มาพบแพทย์มักจะมาด้วยปัญหากลิ่นปาก หรือบางคนตกใจว่ามีก้อนอะไรออกมาจากปาก เนื่อง จากไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน

ปกติต่อมทอนซิลที่ด้านข้างของคอจะมีร่องหรือซอก ซึ่งเศษอาหารอาจเข้าไปติดหรือตกค้างได้ นอกจากนี้เซลล์ที่บุร่องหรือซอก อาจมีการตายหลุดลอกออกมา แล้วมีแบคทีเรีย เม็ดเลือดขาวและเอ็นไซม์ในน้ำลายเข้าไปย่อยสลายเกิดเป็นสารคล้ายเนย สีเหลือง ๆ ขาว ๆ สะสมอยู่ ผู้ป่วยบางรายอาจมีสารแคลเซียมมาเกาะ ทำให้มีลักษณะคล้ายก้อนแคลเซียมอยู่ในร่องของต่อมทอนซิล

ผลที่ตามมาคือ ก่อให้เกิดความรำคาญรู้สึกคล้ายมีอะไรติด ๆ อยู่ในลำคอ ทำให้ต่อมทอนซิลอักเสบ ทำให้มีอาการเจ็บคอเป็น ๆ หาย ๆ ทำให้มีกลิ่นปาก และทำให้มีอาการปวดร้าวไปที่หู หรือไอเรื้อรังได้ในผู้ป่วยบางราย

ปัญหานี้พบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก เมื่อก้อนในร่องของต่อมทอนซิลมีขนาดใหญ่กว่าที่ร่องจะรับได้ ก็อาจหลุดออกมาเองได้ หรือเมื่อผู้ป่วยไอ หรือขากเสมหะแรง ๆ อาจหลุดออกมาให้เห็นได้เช่นกัน

การรักษามี 2 วิธี คือ วิธีไม่ผ่าตัดและวิธีผ่าตัดวิธีไม่ผ่าตัด ได้แก่

– การกลั้วคอแรง ๆ หลังรับประทานอาหารด้วยน้ำยากลั้วคอ น้ำเกลือ หรือน้ำเปล่าธรรมดา

– การใช้นิ้วนวดบริเวณใต้คางบริเวณมุมขากรรไกรล่าง ซึ่งตรงกับบริเวณต่อมทอนซิล เพื่อให้ก้อนดังกล่าวหลุดออกมา

– การใช้ไม้พันสำลี ปลายของที่หนีบผม เครื่องมือที่ใช้เขี่ยขี้หูออก แปรง สีฟัน เขี่ย หรือกดบริเวณต่อมทอนซิล เพื่อเอาก้อนดังกล่าวออก

– ใช้ที่พ่นน้ำทำความสะอาดช่องปาก ฟัน และลิ้น ฉีดบริเวณต่อมทอนซิล เพื่อให้ก้อนดังกล่าวหลุดออก

– ใช้นิ้วล้วงเข้าไปในช่องปาก แล้วกดบริเวณส่วนล่างของต่อมทอนซิล แล้วดันขึ้นบน หรือใช้ลิ้นดัน เพื่อให้ก้อนดังกล่าวหลุดออกมา

วิธีผ่าตัด ได้แก่

– ใช้กรดไตรคลอโรอะซิติกหรือเลเซอร์จี้ต่อมทอนซิลเพื่อเปิดขอบร่องของต่อมทอนซิลให้กว้าง ไม่ให้เป็นซอกหลืบ ที่จะเป็นที่สะสมของสิ่งต่าง ๆ ได้อีก ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่

– ผ่าตัดต่อมทอนซิลออก เป็นการรักษาที่หายขาด มักจะทำในกรณีที่ใช้วิธีดังกล่าวข้างต้นแล้วยังไม่ได้

สรุปว่า คนที่มีก้อนสีเหลือง ๆ ขาว ๆ หลุดออกมาจากปาก มีกลิ่นเหม็น ก็อย่าได้ตกใจเพราะมันคือขี้ไคลทอนซิลนั่นเอง สำหรับคนที่มีปัญหากลิ่นปากแล้วหาสาเหตุไม่เจอ โรคในช่องปาก หรือฟันผุก็ไม่มี อาจมีสาเหตุจากขี้ไคลทอนซิลก็เป็นได้.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา; เดลินิวส์ 14 ธันวาคม 2557

Advertisements

ตัดต่อมทอนซิล

dailynews141207_01หลายคนต่อมทอนซิลอักเสบบ่อย จนกระทบกับชีวิตประจำวัน จึงมีคำถามว่าควรตัดทิ้งดีไหม แล้วจะมีปัญหาอะไรหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน อาจารย์ประจำภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ต่อมทอนซิลเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่งที่อยู่ในช่องคอของคนเรา มีหน้าที่สร้างเซลล์เกี่ยวข้องกับการต่อต้านและกำจัดเชื้อโรค

ต่อมทอนซิลที่เราพูดกัน คือ ต่อมทอนซิลในช่องคอมีอยู่ 2 ต่อม แต่ในทางการแพทย์ต่อมทอนซิลยังหมายถึงต่อมน้ำเหลืองซึ่งมีอยู่หลายต่อม เช่น ต่อมทอนซิลหลังโพรงจมูก ต่อมทอนซิลที่โคนลิ้น โดยร่างกายของคนเรามีต่อมน้ำเหลืองบริเวณศีรษะและคอกว่า 300 ต่อม เพราะฉะนั้นคำถามที่เราเจอ คือ ถ้าตัดต่อมทอนซิลออกไปแล้วภูมิต้านทานร่างกายจะแย่ลงหรือไม่ คำตอบคือไม่เพราะเอาออกแค่ 2 ต่อมเท่านั้นจากกว่า 300 ต่อม ไม่ได้ทำให้ภูมิต้านทานลดลง

โรคเกี่ยวกับต่อมทอนซิลที่พบบ่อย คือ ต่อมทอนซิลอักเสบการติดเชื้อ ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อรา ซึ่งเชื้อที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุทำให้ต่อมทอนซิลอักเสบ คือ เชื้อไวรัส รองลงมาคือแบคทีเรีย และเชื้อรา ส่วนโรคเกี่ยวกับทอนซิลที่พบรองลงมาคือ เนื้องอก มักพบในคนไข้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ประจำ ดื่มเหล้าประจำ มีประวัติสัมผัสกับสารเคมี ยกตัวอย่างคนที่ทำงานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี มีประวัติการฉายแสงมาก่อน

ถ้าเป็นการติดเชื้อ มักจะมาโรงพยาบาลด้วยอาการไข้ เจ็บคอ กลืนน้ำลายแล้วเจ็บ กลืนลำบาก บางคนมีอาการร้าวไปที่หู คือ เจ็บคอแต่ร้าวไปที่หู แต่ถ้าเป็นเนื้องอกของต่อมทอนซิล คนไข้จะมาด้วยอาการเหมือนมีอะไรอยู่ในคอ ต่อมทอนซิลจะมีขนาดโตขึ้น บางคนอาจจะเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งอาจเป็นอาการของมะเร็ง บางคนต่อมทอนซิลแตกเป็นแผลอาจมาด้วยอาการน้ำลายปนเลือด บางคนมีอาการเจ็บคอด้านใดด้านหนึ่ง เพราะเนื้องอกต่อมทอนซิลมักจะเป็นด้านใดด้านหนึ่ง คนไข้ก็จะมาด้วยอาการเจ็บคอด้านเดียว และอาจปวดร้าวไปที่หู

การรักษาต่อมทอนซิลอักเสบถ้าเกิดจากเชื้อไวรัสไม่แนะนำให้กินยาต้านจุลชีพ หรือยาแก้อักเสบ เพราะยาแก้อักเสบเป็นยาต้านแบคทีเรีย อย่างที่เคยบอกไว้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของต่อมทอนซิลอักเสบคือติดเชื้อไวรัส ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยาแก้อักเสบ แต่ให้รักษาตามอาการ เช่น เจ็บคออาจใช้สเปรย์ลดอาการเจ็บคอหรืออมลูกอมที่มียาชา ยาลดอาการเจ็บคอ หรืออาจกินยาพาราเซตามอล หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด รสจัด ของร้อน ของมัน ของทอด แล้วจะหายเอง

แต่ถ้าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียอาจพิจารณาให้ยาต้านจุลชีพ โดยเชื้อที่พบส่วนใหญ่คือ เชื้อสเตร็ปโตคอคคัส กรุ๊ปเอ ก็จะให้เพนนิซิลิน หรืออะมอกซิซิลลิน รับประทาน เหตุผลที่ให้คือ เชื้อสเตร็ปโตคอคคัสจะคล้ายกับเนื้อเยื่อบางอย่างที่อยู่ในไต กับหัวใจ เราพบว่าคนไข้ที่เป็นต่อมทอนซิลอักเสบที่เกิดจากเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส กรุ๊ปเอ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เชื้อพวกนี้ซึ่งโครงสร้างคล้ายกับเนื้อเยื่อของคนเรา อาจกระตุ้นทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายไปทำลายตรงไตกับลิ้นหัวใจ

ควรตัดต่อมทอนซิลทิ้งเมื่อใด รศ.นพ.ปารยะ อธิบายว่า
1. เมื่อเป็นบ่อย เป็น ๆ หาย ๆ จนรบกวนคุณภาพชีวิตประจำวัน เป็นทุกครั้งต้องขาดเรียนทุกครั้ง ทำให้ประสิทธิภาพการเรียน การทำงานลดลง ที่พูดถึงตรงนี้หมายถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ใช่ไวรัส
2. ต่อมทอนซิลโตมากจนปิดกั้นทางเดินหายใจ และ
3. เมื่อสงสัยว่าเป็นเนื้องอก

สำหรับผลแทรกซ้อนจากการตัดต่อมทอนซิลจะต้องอธิบายให้คนไข้เข้าใจ เช่น หลังผ่าตัดอาจมีเลือดออก มีอาการเจ็บคอ กินเจ็บ กลืนลำบาก แต่จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ แต่การตัดต่อมทอนซิลไม่มีผลต่อภูมิต้านทานร่างกายแต่อย่างใด.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์  7 ธันวาคม 2557

เป็นหวัดกินยาแก้อักเสบดีไหม?!?

dailynews141109_01หลายคนที่เป็นหวัดหรือมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน การกินยาแก้อักเสบทันที อาจจะเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน สาขาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่

โรคจมูกอักเสบ หรือที่มักเรียกว่า หวัด ทำให้มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดหรือมึนศีรษะ คัดจมูก น้ำมูกไหล

โรคไซนัสอักเสบ ทำให้มีไข้ คัดจมูก น้ำมูก หรือเสมหะมีสีเหลือง หรือเขียวข้นตลอด ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น อ่อนเพลีย ไอ ปวดศีรษะ ปวดจมูก โหนกแก้ม รอบตา หรือหน้าผาก

โรคหูชั้นกลางอักเสบ ทำให้ผู้ป่วยมีไข้ ปวดหู หูอื้อ อาจมีหนองไหลออกมาจากหู มีเสียงดังในหู อาจมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนได้ในผู้ป่วยบางราย

โรคคอ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ ทำให้มีไข้ เจ็บคอ กลืนอาหาร หรือกลืนน้ำลายแล้วเจ็บ หรือติดขัด

โรคสายเสียง หรือกล่องเสียงอักเสบ ทำให้ไอ ระคายคอ มีเสียงแหบแห้ง

โรคหลอดลมอักเสบ ทำให้ไอ มีเสมหะ เจ็บหน้าอก

และโรคปอดอักเสบ หรือปอดบวม ทำให้มีไข้ ไอ หอบ

เมื่อผู้ป่วยมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ มักจะซื้อยาแก้อักเสบกินเอง หรือเภสัชกรที่ร้านขายยาเป็นผู้จ่ายยาให้ แพทย์เองก็จ่ายยาแก้อักเสบให้ แม้จะไม่มีตัวเลขที่แน่นอนเกี่ยวกับการจ่ายยาแก้อักเสบให้คนไข้ที่เป็นหวัด แต่คาดว่าน่าจะเกิน 80% เพราะแพทย์หู คอ จมูก ในโรงพยาบาลก็มีการจ่ายยาตัวนี้ค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดและแก้ยาก ถ้าต้องแก้ควรแก้ที่ระดับนโยบาย ไม่ควรให้ผู้ป่วยซื้อกินเอง ควรอยู่ในวิจารณญาณของแพทย์ แต่บางครั้งแพทย์จ่ายยาให้เพราะตัดความรำคาญ ส่วนคนไข้ก็ไม่ยอมคิดว่าต้องกินยาแก้อักเสบจึงจะหาย ถ้าไม่แก้ไขตรงนี้ต่อไปเวลาเจ็บป่วยกินยาคงไม่หาย เพราะเกิดภาวะดื้อยา

ความจริงสาเหตุส่วนใหญ่ของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ มักเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่ต้องกินยาแก้อักเสบ เมื่อผู้ป่วยมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เป็นมาไม่เกิน 7-10 วัน ส่วนใหญ่มักจะหายได้เอง ถ้าปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง เหมาะสม แต่ถ้ามีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจมานานเกิน 7-10 วัน หรือมีหลักฐานที่บ่งบอกว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ การกินยาแก้อักเสบจึงสมเหตุสมผล

มีความเชื่อที่ผิดว่า ถ้าน้ำมูกหรือเสมหะมีสีเหลือง หรือสีเขียว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแน่นอน ต้องกินยาแก้อักเสบจึงจะหาย ความจริงแล้ว การที่น้ำมูกหรือเสมหะค้างอยู่ในจมูก หรือหลอดลมนาน ๆ ก็อาจเป็นสีเหลือง หรือเขียวได้ ดังนั้นประวัติที่ได้จากผู้ป่วยว่า น้ำมูกหรือเสมหะมีสีเหลือง หรือสีเขียวไม่ได้บ่งบอกว่าผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรีย และต้องกินยาแก้อักเสบเสมอไป

การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ จะหายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผู้ป่วย ปฏิบัติตัวได้เหมาะสมหรือถูกต้องหรือไม่ คือ สามารถหลีกเลี่ยงเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่ำลงจนไวรัสเล่นงานหรือไม่ โดยสาเหตุหลัก คือ เครียด นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ โดนอะไรเย็น แอร์ พัดลมเป่า ดื่มน้ำเย็น อาบน้ำดึก หรือไปสัมผัสกับคนไม่สบาย ดังนั้นต้องรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สบาย

สำหรับการรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เช่น ถ้าเป็นไม่มาก อาจจะไม่ต้องใช้ยาอะไรเลย ปวดศีรษะนิดหน่อยทานยาพารา มีน้ำมูกอาจล้างจมูกหรือ ทานยาแก้แพ้ เจ็บคอก็อมยาแก้เจ็บคอ หรือใช้พ่นคอ ถ้าเป็นมากค่อยมาพบแพทย์

ท้ายนี้คงต้องขึ้นอยู่กับผู้ป่วยซึ่งควรตระหนักว่าไม่ควรใช้ยาแก้อักเสบเวลาเป็นหวัด เพราะสาเหตุมักจะเกิดจากเชื้อไวรัส แต่เมื่อแนะนำไปแล้วยังคงใช้ยาแก้อักเสบพร่ำเพื่ออาจทำให้เกิดการดื้อยาแล้วจะหาว่าไม่เตือน.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 9 พฤศจิกายน 2557