รับมือภูมิแพ้ โรคยอดอิตช่วงหน้าหนาว

dailynews141105_01ใกล้หน้าหนาวเข้ามาทุกขณะแล้ว ซึ่งช่วงนี้ของปีถือเป็นช่วงที่อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมคึกคักต้อนรับอากาศเย็นสบาย หลังจากอยู่กับอากาศร้อนกันมาเกือบทั้งปี แต่อีกสิ่งหนึ่งที่มักมาพร้อมเทศกาลฉลองอากาศเย็นสบายแบบนี้ คงจะเป็นเสียงไอค่อกแค่ก เสียงฟึดฟัดคัดจมูกน้ำมูกไหล ที่เกิดจากการที่ภูมิต้านทานของร่างกายของคนเราลดต่ำลงเพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้อาจได้รับผลกระทบจากอากาศเย็น ๆ ในหน้าหนาวจนทำให้หมดสนุกกันเลยทีเดียว

โรคภูมิแพ้ (Allergy) จัดเป็นโรคยอดฮิตโรคหนึ่งของคนไทย จากการศึกษาพบว่าประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของไทยมีปัญหาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้อยู่ โดยชนิดที่พบบ่อยที่สุดคือ โรคภูมิแพ้ทางจมูก (Allergic Rhinitis) รองลงมาคือ โรคหืด ลมพิษ และอื่นๆ เช่น โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง แพ้อาหาร และแพ้ยา ตามลำดับ

โรคภูมิแพ้ทำให้เกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เนื่องจากร่างกายมีความไวผิดปกติต่อสิ่งกระตุ้นภายนอก ที่เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) เช่น ฝุ่นละออง ไรฝุ่น เกสรดอกหญ้า ที่ลอยมาสัมผัสกับเยื่อบุจมูก แล้วก่อให้เกิดปฏิกิริยาบวมและมีสารคัดหลั่งออกมา ในขณะที่ร่างกายของเรากำลังต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมนั้น จึงทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุในรูจมูก อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ซึ่งอาการจะรุนแรงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน

ในปัจจุบันมียาที่ใช้รักษาโรคภูมิแพ้ทางจมูกหลายขนานแต่ในขณะเดียวกัน เราก็มีทางเลือกในการบรรเทาอาการแพ้เหล่านี้ได้แบบไม่ต้องพึ่งหมอพึ่งยา ด้วยการรับประทานสารอาหารจากธรรมชาติที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานเพื่อช่วยรับมือกับสารก่อภูมิแพ้แบบต่างๆ อาทิ

  • วิตามินซี ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ทั้งยังช่วยป้องกันหวัดอีกด้วย มีผลวิจัยพบว่า การรับประทานวิตามินซีเสริมเป็นประจำทุกวัน วันละ 1,000-2,000 มิลลิกรัม ช่วยให้หายหวัดเร็วขึ้น และความถี่ในการเป็นหวัด คัดจมูก น้อยลง 50%
  • สารสกัดจากสมุนไพร เอ็คไคนาเชีย ช่วยเพิ่มการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวให้จับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ไวขึ้น บรรเทาความรุนแรงของหวัดหรือภูมิแพ้ และช่วยลดการอักเสบได้ จึงควรรับประทานทันทีที่รู้สึกว่ามีอาการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขนาดรับประทานที่เหมาะสมคือ 140 มิลลิกรัม และรับประทานต่อเนื่องวันละ 3 เวลา
  • สารสกัดจากกระเทียม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของภูมิต้านทานโรคเพื่อต่อสู้กับสารก่อภูมิแพ้ที่เข้ามาในร่างกาย ควรรับประทานสารสกัดจากกระเทียมวันละ 2-5 กรัม

เพียงเท่านี้ ร่างกายก็แข็งแรงพร้อมแต่งสวยหล่อออกไปฉลองเทศกาลต่าง ๆ สูดอากาศเย็นสบายๆ ได้อย่างสบายใจ

ข้อมูลโดย เมก้า วีแคร์

ที่มา : เดลินิวส์ 5 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

เตือนนอนในป่า ระวัง’ไรอ่อน’กัด ติดไข้รากสาดใหญ่

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตือนนักเที่ยวพักแรมตามป่า กางเต็นท์นอนช่วงหน้าหนาวให้ระวังตัว “ไรอ่อน” กัดตามข้อพับ ขาหนีบ ใต้ราวนม ชี้เป็นต้นเหตุของโรค “ไข้รากสาดใหญ่” ปี 55 พบผู้ป่วยทั่วประเทศแล้วกว่า 7.4 พันราย เสียชีวิต 4 ราย…

นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ สภาพอากาศในประเทศไทยเริ่มหนาวเย็นลง ประชาชนมักเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น จึงอยากเตือนให้ระมัดระวังตัวไรอ่อน (chigger) กัด ทำให้เกิดโรคไข้รากสาดใหญ่ หรือสครับไทฟัส (Scrub typhus) ซึ่งไรอ่อนนี้จะอาศัยอยู่ในสัตว์รังโรค คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก เช่น หนูกระแต กระรอก เป็นต้น เมื่อกัดคนจะปล่อยเชื้อที่เรียกว่า ริกเก็ตเซีย (Rickettsia) โรคไข้รากสาดใหญ่ มีระยะฟักตัวประมาณ 6-21 วัน แต่โดยทั่วไปประมาณ 10-12 วัน โดยไรอ่อนมักจะเข้าไปกัดบริเวณร่มผ้า เช่น อวัยวะสืบพันธุ์ขาหนีบ เอว ลำตัวบริเวณใต้ราวนม รักแร้ และคอ

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวต่อว่า โรคนี้จะพบมากในช่วงฤดูฝน และต้นฤดูหนาวอาการที่สำคัญ ได้แก่ ปวดศีรษะอย่างรุนแรงบริเวณขมับและหน้าผาก ตัวร้อนจัด มีไข้สูง 40-40.5 องศาเซลเซียส หนาวสั่น เพลีย ปวดเมื่อยตัวปวดกระบอกตา มีอาการไอแห้งๆ ไต ตับ ม้ามโต และผู้ป่วยร้อยละ 30-40 จะพบแผลคล้ายบุหรี่จี้ (eschar) ตรงบริเวณที่ถูกไรอ่อนกัดมีสีแดงคล้ำ เป็นรอยบุ๋ม ไม่คัน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรค ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 20-50 อาจจะมีอาการแทรกซ้อน ได้แก่ การอักเสบที่ปอดสมอง ในรายที่อาการรุนแรง อาจทำให้หัวใจเต้นเร็วมาก ความดันโลหิตต่ำอาจถึงขั้นช็อก เสียชีวิตได้

นพ.นิพนธ์ กล่าวอีกว่า บริเวณที่มีตัวไรชุกชุม ได้แก่ บริเวณป่าโปร่ง ป่าละเมาะ บริเวณที่มีการปลูกป่าใหม่ หรือตั้งรกรากใหม่พื้นที่ทุ่งหญ้าชายป่า หรือบริเวณมีต้นไม้ใหญ่ที่แสงแดดส่องไม่ถึง ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่มียารักษาให้หายได้ จึงขอให้ประชาชนที่จะไปท่องเที่ยวตั้งแคมป์ไฟ กางเต็นท์นอนในป่า เก็บกวาดบริเวณค่ายพักให้โล่งเตียน หลีกเลี่ยงการนั่งและนอนบนพื้นหญ้า บริเวณพุ่มไม้ ป่าละเมาะ หรือหญ้าขึ้นรก ควรใส่รองเท้า ถุงเท้า ที่หุ้มปลายขากางเกงไว้ และเหน็บชายเสื้อเข้าในกางเกง ใส่เสื้อแขนยาวปิดคอ ใช้ยาทากันแมลงกัด ตามแขนขา แต่ไม่แนะนำให้ใช้ในรายที่ผิวหนัง มีรอยถลอก หรือมีแผล และไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี เพราะเด็กอาจเผลอขยี้ตา หรือหยิบจับอาหารและสิ่งของใส่ปาก ทำให้รับสารเคมี เข้าสู่ร่างกายเป็นอันตรายได้ ดังนั้น หลังออกจากป่าให้อาบน้ำให้สะอาด พร้อมนำเสื้อผ้าที่สวมใส่มาซักให้ สะอาดทันที เพราะตัวไรอาจติดมากับเสื้อผ้าได้

ทางด้าน นพ.สมชาย แสงกิจพร ผอ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า จากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่เดือน ม.ค. จนถึง 18 พ.ย. 2555 ทั่วประเทศมีรายงานผู้ป่วยโรคสครับไทฟัส จำนวน 7,412 ราย เสียชีวิต 4 ราย พื้นที่ที่พบผู้ป่วยโรคสครับไทฟัสมากที่สุด ได้แก่ ภาคเหนือ รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำประชาชนหลังกลับออกจากเที่ยวป่า หรือกางเต็นท์นอนตามพื้นหญ้าในช่วงฤดูหนาว หากป่วยมีไข้ขึ้นสูง มีอาการปวดศีรษะ ภายใน 2 สัปดาห์ควรรีบไปพบแพทย์

ผอ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พัฒนาชุดตรวจโรคสครับไทฟัสด้วยวิธี Indirect Immunofluorescent Assay (IFA) หรือวิธีการตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคสครับไทฟัส ซึ่งเป็นชุดตรวจโรคอย่างง่ายสามารถวินิจฉัยโรคเบื้องต้นได้ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น ทำให้รักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที ลดค่าใช้จ่ายได้มากยิ่งขึ้นและหน่วยงานสาธารณสุขทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถนำไปใช้ตรวจหาเชื้อก่อโรคสครับไทฟัสในพื้นที่ เพื่อใช้ในการเฝ้าระวังโรคสครับไทฟัสในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 23 พฤศจิกายน 2555

.

Related Article:

.

ไข้รากสาดใหญ่ (Typhus)