เสาวรสต้านอนุมูลอิสระ

bangkokbiznews140705_01เสาวรสผลไม้ไทย ที่สามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุ

ในทางการแพทย์ส่วนของเสาวรสที่นำมาใช้ได้นอกจากผลแล้วยังมีใบ ดอก เปลือก ลำต้น โดยมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายชนิด เช่น ฟลาโวนอยด์ สำหรับการนำไปใช้นั้นในส่วนของใบจะมีสารกลุ่มอัลคาลอยด์รวมถึงฮาร์แมนด้วย ซึ่งใช้สำหรับลดความดันโลหิต เป็นยาระงับประสาท และยาต้านเกร็ง

ขณะที่ดอกมีฤทธิ์เป็นยาระงับประสาทอย่างอ่อนและช่วยให้นอนหลับ ซึ่งคนโบราณนิยมใช้ในการแก้ปวด บำรุงปอด ใบสดใช้พอกแก้หิด ดอกใช้ขับเสมหะ แก้ไอ นอกจากนี้ยังพบว่าเสาวรสมีวิตามินเอสูงซึ่งช่วยในการบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น รักษาสภาพเยื่อบุผิว และเพิ่มสมดุลให้ร่างกาย แก้อาการนอนไม่หลับ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดและแก้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ รวมถึงพบว่ามีแคโรทีนอยด์และวิตามินซีสูงกว่ามะนาว ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค และยังพบโปรตีนอัลบูมิน โฮโอมโลกัสในเมล็ด มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสารสกัดจากเสาวรสมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็งได้อีกด้วย

จากโครงการวิจัยเรื่อง “ผลของน้ำเสาวรสต่อการต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในผู้สูงอายุ” ซึ่งมี ดร.ศุภวัชร สิงห์ทอง สังกัดคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อศึกษาสารออกฤทธิ์ของเสาวรสทั้งชนิดเปลือกสีม่วง และสีเหลืองในหลอดทดลอง รวมทั้งศึกษาผลของการดื่มน้ำเสาวรสต่อความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุ

ผลการวิจัยพบว่า เมื่อนำสาวรสทั้งชนิดเปลือกสีเหลืองและเปลือกสีม่วงมาทำการสกัดด้วยน้ำ และ 80% เอทานอล แล้วทำการตรวจวิเคราะห์เบื้องต้นเพื่อตรวจหาสารออกฤทธิ์สำคัญ พบว่า เสาวรสทั้ง 2 ชนิด มีสารรูติน (สารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติผลึกสีเหลือง) ไพโรแกลลอล (สารประกอบฟีนอลชนิดหนึ่ง) และกรดแกลลิค นอกจากนี้ยังพบว่าเสาวรสเปลือกสีเหลืองที่สกัดด้วย 80% เอทานอล มีปริมาณฟีนอลิกสูงที่สุดและสามารถยับยั้งอนุมูลไฮดรอกซีได้ดีที่สุด ส่วนเสาวรสเปลือกสีม่วงที่สกัดด้วย 80% เอทานอล มีปริมาณฟลาโวนอยด์และมีฤทธิ์ในการกำจัดไนตริกออกไซด์สูงที่สุด ทั้งนี้เสาวรสเปลือกม่วงที่ทำการสกัดด้วยน้ำกลั่นมีฤทธิ์ในการกำจัดไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์สูงที่สุด

สำหรับการศึกษาในผู้สูงอายุ พบว่าชายและหญิงสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกม่วงและเปลือกเหลืองตามลำดับ มีปริมาณวิตามินซีในซีรัมลดลงหลังการดื่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระโดยรวมพบว่าในหญิงสูงอายุมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นเมื่อดื่มน้ำเสารสทั้งสองชนิด ขณะที่ปริมาณไซโตไคน์ซึ่งเป็นสารสื่อกลางในการอักเสบลดลงในชายสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสทั้งสองชนิด และในหญิงสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกม่วง อีกทั้งปัจจัยที่เป็นเนื้อร้ายเนื้องอกลดระดับลงอย่างมีนัยสำคัญในชายสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกเหลืองและหญิงสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกม่วง ซึ่งผลการทดลองนี้สอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมาว่าสารฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 5 กรกฎาคม 2557

จุฬาฯวิจัยเปลือกมังคุดพบคุณค่าอื้อ ต้านอักเสบ รักษาเซลล์มะเร็ง

วันที่ 16 มิถุนายน  ที่อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.พิชญ์ ศุภผล อาจารย์วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  แถลงข่าว เรื่อง​ ผลิตภัณฑ์รักษาแผล ป้องกันเชื้อโรค ด้วยสารสกัดจากเปลือกมังคุด นวัตกรรมจากนักวิจัยจุฬาฯ ว่า จากการวิจัยพบว่าเปลือกด้านในของมังคุดเมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีพิเศษทางเคมีจะสามารถสกัดได้สารแซนโทนในปริมาณสูงโดยจะอยู่ในรูปแบบผงและผงของสารแซนโทน (Xanthones ) จะสามารถเก็บได้นานประมาณ 2-3 ปี 

 
สำหรับสารแซนโทนนั้นมีสรรพคุณทางการแพทย์คือมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระต้านการอักเสบ และสามารถสมานแผลรักษาเซลล์มะเร็งและฆ่าเชื้อก่อโรคทางเดินระบบหายใจร้ายแรงได้ เช่น เชื้อวัณโรคชนิดดื้อยา เชื้อก่อโรคผิวหนังอักเสบและสิว และมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อไวรัส เช่น เอชไอวี    เป็นต้น
 
ศ.พิชญ์ กล่าวอีกว่า  หลังจากได้สารสกัดจากเปลือกมังคุดก็จะนำสารดังกล่าวมาปรับปรุงด้วยกระบวนการทางเคมี เพื่อให้มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อก่อโรคร้ายแรงที่เพิ่มขึ้น และทำการตรึงโมเลกุลของสารแซนโทนให้ติดบนผิววัสดุการแพทย์หลายชนิด เช่น หน้ากากอนามัย  พลาสเตอร์ยา น้ำยาทาแผล และแผ่นปิดสิว เป็นต้น
 
อย่างไรก็ตามจุดเด่นของผลิตภัณฑ์จากเปลือกมังคุดนั้นคือจะมีราคาถูกและมีประสิทธิภาพในการป้องกันและฆ่าเชื้อไวรัสรวมถึงยับยั้งการติดเชื้อต่างๆได้นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์จากเปลือกมังคุดนี้ยังถือเป็นครั้งแรกที่ทุกกระบวนการทั้งการวิจัย ผลิต และพัฒนา เป็นฝีมือของคนในประเทศไทย
    
“ปัจจุบันทางจุฬาฯได้มีการทำผลิตภัณฑ์จากเปลือกมังคุดที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ว่าสามารถใช้ได้จริงและมีวางจำหน่ายแล้วประมาณ 6-7 กลุ่ม นอกจากนี้ผลงานการวิจัยดังกล่าวยังมีการพัฒนาไปทำเป็นแผ่นก็อซปิดแผลซึ่งเป็นแผ่นก็อซที่ปิดแผลสำหรับแผลที่มีขนาดค่อนข้างกว้างและใหญ่ซึ่งนำไปใช้เป็นเคสแรกแล้วที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โดยผู้ป่วยมีแผลไฟไหม้ และภาวะติดเชื้อดื้อยา ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 3 เดือนไม่สามารถกลับบ้านได้ แต่ภายหลังใช้แผ่นก็อซที่สกัดจากเปลือกมังคุด 12 วัน ก็สามารถกลับบ้านได้ จึงเป็นอีกทางเลือกในทางการแพทย์” 
ที่มา : มติชน 16 มิถุนายน 2557

เปลือกลองกอง ต้านเหี่ยวชะลอชรา

thairath130801_001เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับลองกองผลไม้สำคัญของภาคใต้ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สามารถสกัดสารจากเปลือกลองกอง มาทำเครื่องสำอางช่วยแก้ปัญหาชราก่อนวัยได้เป็นผลสำเร็จ

ดร.ประไพภัทร คลังทรัพย์ นักวิจัยอาวุโส ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. เผยว่า จากสถานการณ์ไม่สงบในภาคใต้ ทำให้การขนส่งซื้อขายลองกองเป็นไปอย่างลำบาก ส่งผลให้ผลผลิตล้นตลาดราคาตกต่ำ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราช กุมารี มีพระราชดำริให้หาวิธีเพิ่มมูลค่าลองกอง

ทาง วว.จึงสนองพระราชดำริ ทำการวิจัยเรื่องนี้ มาตั้งแต่ปี 2551-2556 ด้วยการนำเปลือกลองกองมาสกัดเอาสารสำคัญมาทำเป็นเครื่องสำอาง ให้ปราศจาก สารซัลเฟตและพาราเบน (sulphate-free และ paraben-free) เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค เนื่องจากสารดังกล่าว หากใช้นานๆจะทำให้เป็นโรคมะเร็งได้

“เราพบว่า ในเปลือกลองกองมีสารออกฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ฆ่าเชื้อ ทีมงานจึงต้องนำเปลือกลองกองมาผ่านกระบวนการสกัดโดยนำไปอบแห้ง จากนั้นนำมาสกัดเป็นเวลา 2 วัน จะได้สารสกัดหยาบ และเพื่อให้สารที่มีความบริสุทธิ์และเข้มข้นมากขึ้น จึงนำไปสกัดเป็นครั้งที่ 2 ใช้เวลาอีก 1 สัปดาห์ ถึงจะนำมาทำเครื่องสำอางประทินผิวได้ ภายใต้ชื่อแบรนด์ เดอ-ลองกอง”

สำหรับผลิตภัณฑ์ เดอลองกอง (De Longkong) มีทั้งเจลล้างหน้า ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย บำรุงผิวหน้าจากสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติ ทั้งโทนเนอร์ผิวหน้า ใช้เช็ดหน้าหลังการทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์มาส์กพอกหน้า กำจัดสิ่งสกปรก ดูดซับความมัน ผลัดเซลล์ผิวเก่า กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ใบหน้าผ่อนคลาย

และจะนำผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางชะลอความแก่จากเปลือกลองกอง มาเปิดตัวครั้งแรกในงานครบรอบสถาปนา 50 ปี วว. ในวันที่ 4-6 ส.ค.นี้ ที่ห้องบางกอก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์.

ที่มา : ไทยรัฐ 1 สิงหาคม 2556

กินเบา ๆ สยบเบาหวาน โดย กานต์ดา บุญเถื่อน

bangkokbiznews130509_001โรคเบาหวานไม่ได้เกลียดของหวานถึงขั้นแตะไม่ได้ เพียงแต่ลดปริมาณลงมากหน่อย ทั้งคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญได้ทันและไม่ทิ้งส่วนเกินไว้ก่อโรค

หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่ากินหวานมากๆ จะต้องเป็นเบาหวาน หรือคนที่เป็นเบาหวานต้องงดทั้งน้ำตาลและแป้งเด็ดขาด ที่จริงแล้ว คนกินหวานไม่ได้เป็นเบาหวานก็มี และคนที่เป็นเบาหวานยังกินรสหวานได้ก็มี เพียงแต่ต้องจำกัดปริมาณความหวานที่เข้าสู่ร่างกายให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมก็เท่านั้น

“โรคเบาหวานไม่ได้เป็นกันง่ายๆ ต้องมีพันธุกรรมจากครอบครัวเป็นทุนเดิมมาก่อน โดยเฉพาะในคนที่มีปัญหาอ้วนลงพุงต่อเนื่อง ร่วมกับการทำงานที่ผิดปกติของตับอ่อนในการผลิตอินซูลินไปย่อยน้ำตาลในเลือด และไม่ออกกำลังกายเลย ถึงจะเป็นเบาหวานกันได้” ผศ.พรรัตน์ สินชัยพานิช อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

โรคเบาหวานเป็นแล้วต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินอย่างมาก เพราะเมื่อตับผลิตอินซูลินได้น้อย การกินอาหารที่มากเกินไปในแต่ละมื้อ โดยเฉพาะอาหารที่ทำมาจากแป้งและน้ำตาล จะยิ่งสะสมในเลือดและมีโอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้มากกว่าเดิม ทั้งโรคความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง โรคอัมพาตจากหลอดเลือดในสมองตีบ

มีหลายคนพอรู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคเบาหวาน จะเครียดทันที กินไม่ได้นอนไม่หลับ สรุปอาการทรุด เพราะคิดว่าอาหารทุกอย่างที่มีรสหวาน และอาหารทุกอย่างที่เป็นแป้งจะต้องงด เพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ถือว่าเข้าใจผิดเต็มประตู เพราะที่จริงแล้วก็กินได้เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ แต่ต้องทำความเข้าใจว่าเราป่วยเรากินได้น้อยลงกว่าเดิม

“ง่าย ๆ คือ จึงต้องเลือกกินแป้งและน้ำตาลที่มีอยู่ แต่อาศัยลดปริมาณเอา จึงทำให้บางคนก็คุมน้ำตาลในเลือดได้บ้างและบางคนก็คุมไม่ได้บ้าง เพราะกะเกณฑ์ได้ไม่ถูกต้อง จึงมีการปรุงอาหารพิเศษสำหรับผู้ป่วยเบาหวานโดยเฉพาะ ซึ่งส่วนมากเป็นสินค้านำเข้า ราคาแพงมาก ผู้ป่วยส่วนมากเข้าไม่ถึง”

คนเป็นเบาหวานต้องเน้นอาหารที่มีกากใยสูง และผ่านการขัดสีน้อยที่สุด อย่างเช่น ขนมโฮลวีท ข้าวกล้อง เพื่อให้ร่างกายมีกระบวนการย่อยจากแป้งเป็นน้ำตาลอย่างช้าๆ และเซลล์ต่างๆ ในร่างกายสามารถดึงน้ำตาลที่อยู่ในเลือดไปใช้งานได้ทัน ไม่เกิดการสะสมมากเกินความจำเป็นของร่างกาย

ข้าวกล้องทุกชนิดเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะมีกากใยสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งเป็นผลงานของ รศ.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มีการปรับปรุงพันธุ์ขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่เป็นข้าวโภชนาการสูง พัฒนาขึ้นจากข้าวเจ้าหอมนิลและขาวดอกมะลิ 105 มีคุณสมบัติเด่นด้านการต้านอนุมูลอิสระและกลิ่นหอม โดยผลการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการยังพบอีกว่า มีกากใยสูง ช่วยในเรื่องการคุมน้ำหนัก เมื่อกินติดต่อกันจะช่วยให้ระบบขับถ่ายดี ลดระดับไขมันและโคเลสเตอรอลในเส้นเลือด ป้องกันโรคหัวใจได้ด้วย

ทั้งนี้ สถาบันโภชนาการได้นำข้าวไรซ์เบอร์รี่มาทดลองแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โดยทดลองทำเป็นเครื่องดื่มข้าวสำเร็จรูป เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการดูแลสุขภาพในอนาคต และลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ต่างประเทศที่ราคาแพง

เครื่องดื่มข้าวสำเร็จรูปสามารถดื่มเพื่อสุขภาพทั้งทดแทนมื้ออาหารและเป็นอาหารเสริมระหว่างมื้อ ไม่มีผลกระทบต่อน้ำตาลในเลือด โดยจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ กลไกของร่างกายจึงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังได้ปรับปรุงกลิ่นและรสชาติโดยเฉพาะรสหวานซึ่งใช้น้ำตาลแอลกอฮอล์ ไม่มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด ส่วนประกอบทั้งหมดผ่านการวิจัยแล้วว่ามีสัดส่วนที่เหมาะสมตามหลักโภชนาการ โดยคำนึงถึงประโยชน์และสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน

อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้ว ผู้ป่วยต้องไม่ลืมที่จะเรียนรู้และปฏิบัติตนในหลายๆ ด้านควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็น กินยาตามแพทย์สั่ง กินอาหารที่ถูกต้อง พิจารณาว่าอาหารกลุ่มใดเหมาะสม กลุ่มใดควรเลี่ยง พร้อมทั้งทำจิตใจให้ผ่อนคลาย เพียงเท่านี้สุขภาพก็ดีขึ้นได้

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 9 พฤษภาคม 2556

อาหารเมดิเตอร์ฯ กันชนหลายโรค

thairath130425_001วารสารวิชาการ “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคชรา วิทยาศาสตร์ ชีวภาพ และวิทยาศาสตร์การแพทย์” รายงานว่า มีการศึกษาพบว่าอาหาร แบบของชาวเมดิเตอร์เรเนียนจะช่วยป้องกันโรคความดันโลหิต โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคข้ออักเสบ และโรคหัวใจและหลอดเลือดได้บ้าง

รายงานเปิดเผยรายละเอียดว่า อาหารแบบนี้ โดยเฉพาะช่วยลดอาการเลือดมีกรดยูริกเกิน เพราะการมีกรดยูริกสูงในเลือดเป็นสาเหตุให้เป็นโรคลงพุง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคเกาต์ โรคหัวใจ และหลอดเลือด

อาหารของชาวเมดิเตอร์เรเนียนประกอบด้วย ผัก ผลไม้ น้ำมันมะกอก ถั่วและข้าวกล้อง ไม้จำพวกมีฝัก เช่น ทองหลาง กระถิน ถั่ว เหล้าไวน์เล็กน้อย นมเนย เป็ด ไก่ ห่านที่เลี้ยงไว้กินเนื้อและกินไข่ เนื้อแดงปริมาณน้อย และครีม ล้วนแต่มีคุณสมบัติของการต่อต้านอนุมูลอิสระ และต้านการอักเสบทั้งสิ้น

การศึกษาครั้งนี้มุ่งหาความสัมพันธ์ของอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนกับผู้สูงอายุและความเสี่ยงกับอาการเลือดมีกรดยูริกเกินโดยตรง.

ที่มา :  ไทยรัฐ 25 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

Experts Examine Mediterranean Diet’s Health Effects for Older Adults

Apr. 18, 2013 — According to a study published in the Journals of Gerontology Series A: Biological Sciences and Medical Sciences, a baseline adherence to a Mediterranean diet (MeDiet) is associated with a lower risk of hyperuricemia, defined as a serum uric acid (SUA) concentration higher than 7mg/dl in men and higher than 6mg/dl in women.

Hyperuricemia has been associated with metabolic syndrome, hypertension, type 2 diabetes mellitus, chronic kidney disease, gout, and cardiovascular morbidity and mortality. The MeDiet is characterized by a high consumption of fruits, vegetables, legumes, olive oil, nuts, and whole grain; a moderate consumption of wine, dairy products, and poultry, and a low consumption of red meat, sweet beverages, creams, and pastries. Due to its antioxidant and anti-inflammatory properties, the MeDiet might play a role in decreasing SUA concentrations.

Conducted by Marta Guasch-Ferré and 11 others, this study is the first to analyze the relationship between adherence to a MeDiet in older adults and the risk of hyperuricemia. The five-year study looks at 7,447 participants assigned to one of three intervention diets (two MeDiets enriched with extra virgin olive oil or mixed nuts, or a control low-fat diet). Participants were men aged 55 to 80 years and women aged 60 to 80 years who were free of cardiovascular disease but who had either type 2 diabetes mellitus or were at risk of coronary heart disease.

The findings below demonstrate the positive health effects of a MeDiet in older adults:

  • Rates of reversion were higher among hyperuricemic participants at baseline who had greater adherence to the MeDiet.
  • Consuming less than one serving a day of red meat compared with higher intake is associated with 23 percent reduced risk of hyperuricemia.
  • Consuming fish and seafood increased the prevalence of hyperuricemia.
  • Drinking more than seven glasses of wine per week increased the prevalence of hyperuricemia.
  • Consuming legumes and sofrito sauce reduced the prevalence of hyperuricemia.
  • Reversion of hyperuricemia was achieved by adherence to the MeDiet alone, without weight loss or changes to physical activity.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by The Gerontological Society of America.

Journal Reference:

  1. Marta Guasch-Ferré, Mònica Bulló, Nancy Babio, Miguel A. Martínez-González, Ramon Estruch, María-Isabel Covas, Julia Wärnberg, Fernando Arós, José Lapetra, Lluís Serra-Majem, Josep Basora, And Jordi Salas-Salvadó.Mediterranean Diet and Risk of Hyperuricemia in Elderly Participants at High Cardiovascular Risk.Journals of Gerontology Series A: Biological Sciences and Medical Sciences,, 2013 DOI: 10.1093/gerona/glt028

SOURCE : www.sciencedaily.com

มะแฮะ ถั่วชื่อแปลกที่น่าทำความรู้จัก

ถั่วมะแฮะ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cajanus cajan (L) Millsp. หรืออาจจะมีชื่อเรียกต่างๆ กันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ถั่วแฮ มะแฮะ ถั่วแระ ถั่วแม่ตาย ถั่วแรด มะแฮะตัน ถั่วแฮ่ เป็นต้น อาจเป็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยมากนัก เพราะถั่วมะแฮะเป็นถั่วพื้นบ้านของไทยที่มีมากในแถบภาคอีสานชาวบ้านมักปลูกถั่วมะแฮะไว้ในสวนครัวตามบ้านเพียงไม่กี่ต้นเพื่อไว้รับประทาน เป็นผักสดจิ้มน้ำพริก กินกับเมี่ยงข่า ปลาร้าสับ และนิยมนำมาตำเหมือนส้มตำ ยังไม่นิยมรับประทานเมล็ดแห้งมากนัก

ถึงแม้ว่าถั่วมะแฮะจะเป็นที่รู้จักเฉพาะบางท้องถิ่นของประเทศไทย แต่ในแถบประเทศอินเดียและแอฟริกา รู้จักถั่วมะแฮะ เป็นอย่างดีในชื่อ pigeon pea ซึ่งชื่อนี้อาจจะมาจากลักษณะของเมล็ดถั่วแห้งที่มองแล้วเหมือนนกพิราบก็เป็นได้ ถั่วชนิดนี้ถือว่าเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญในประเทศแถบร้อน ซึ่งองค์กรอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญสำหรับผู้รับประทานมังสวิรัติ

ถั่วมะแฮะแหล่งอาหารที่อุดมไว้ด้วยโปรตีน (คิดจากส่วนที่บริโภค 100 กรัม เมล็ดสดมีโปรตีน 70% และ 19.2% ในเมล็ดแห้ง) เป็นถั่วไขมันต่ำ เหมาะกับผู้ที่ลดความอ้วน ช่วยลดน้ำตาลและลดโคเลสเตอรอลในเลือด มีกรดอะมิโนจำเป็นเทียบเท่ากับถั่วเหลือง เช่น Methionine Lysine และ Try-ptophan นอกจากนั้นยังมีวิตามินบีสูง โดยเฉพาะ วิตามินบี 12 และยังอุดมด้วยแคลเซียม โปแตสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม วิตามินเอ และไนอาซิน

นอกจากจะเป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นหลายชนิดแล้ว แพทย์พื้นบ้านของอินเดียยังใช้ใบของถั่วมะแฮะในการรักษาโรคต่างๆ มาเป็นเวลายาวนาน อาทิ โรคเบาหวาน นิ่วในทางเดินปัสสาวะ โรคเกี่ยวกับประจำเดือน โรคตับอักเสบ รักษาอาการแพ้ของผิวหนัง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีรายงานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่น่าสนใจของใบและเมล็ดถั่วมะแฮะอีกด้วย พบว่าสารสกัดจากใบด้วย ethanol และด้วยวิธี supercritical fluid carbon dioxide (SF-CO2) พบว่ามีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระมากกว่า BHT ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสังเคราะห์ นอกจากนั้นยังพบว่าสารสกัดจากใบถั่วมะแฮะมีฤทธิ์ในการป้องกันการทำลายของแอลกอฮอล์ต่อเซลล์ตับและยังสามารถเพิ่มการทำงานของเอ็นไซม์ต้านอนุมูลอิสระในเซลล์ตับอีกด้วย ซึ่งได้มีการศึกษาในเซลล์เม็ดเลือดขาวของมนุษย์ พบว่า โปรตีนจากถั่วมะแฮะสามารถลดการทำลาย DNA จากอนุมูลอิสระชนิดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ได้ถึง 40%

จากข้อมูลดังกล่าวถั่วมะแฮะมีศักยภาพในฐานะเป็นแหล่งโปรตีนที่มีไขมันต่ำและสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณภาพ ทดแทนถั่วเหลืองได้เป็นอย่างดี เพราะในปัจจุบันถั่วเหลืองที่ปลูกในบ้านเราไม่เพียงพอต่อการบริโภคจนจำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศและอาจเป็นพืชที่มีการตัดแต่งพันธุกรรม (GMO) เพื่อให้ทนทานต่อโรคและเพิ่มผลผลิตเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภค หากมีการส่งเสริมให้ปลูกและบริโภคถั่วมะแฮะกันอย่างจริงจัง ก็จะเป็นการใช้ประโยชน์จากถั่วพื้นบ้านของไทยได้อย่างคุ้มค่าและปลอดจากพืช GMO โดยอาจนำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มน้ำเต้าหู้หรือเต้าหู้ชนิดต่างๆ นอกจากนั้นยังสามารถนำมาเพาะเป็นถั่วงอกและผลิตเป็นแป้งถั่วมะแฮะหรือวุ้นเส้นถั่วมะแฮะก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพื่อทดแทนถั่วเศรษฐกิจอื่นๆ

อย่างไรก็ดีอาจจะมีข้อจำกัดบางประการในการผลิตเพื่อบริโภค เนื่องจากถั่วมะแฮะอาจไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปเท่าใดนัก แต่หากมองในแง่ของความมั่งคั่งทางอาหารแล้วถั่วมะแฮะเป็นของขวัญล้ำค่าที่ธรรมชาติมอบให้ ดังนั้นหากเราต้องการสร้างความยั่งยืน มั่งคั่งทางอาหารแล้วละก็ เราควรเรียนรู้ธรรมชาติของถั่วชนิดต่างๆ ว่าดีต่อร่างกายอย่างไร ดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร เพื่อที่จะไม่ได้มองข้ามคุณค่าตามธรรมชาติของถั่วพื้นบ้านนั้นๆ และช่วยกันส่งเสริมรณรงค์เพื่อให้คนไทยหันมาบริโภคถั่วพื้นบ้านของเราที่ปลูกได้เองในประเทศไทย

ธัญชนก เมืองมั่น
ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ที่มา: มติชน 30 กันยายน 2555

.

Related Article:

.

กินลูกเชอร์รี่ตีโรคเกาต์เพลาลงทันตา ยิ่งกินกับยาจะป้องกันได้เกือบหมด

Credit: blueheronhealthnews.com

วารสารวิชาการ “โรคข้ออักเสบและข้อบวม” แจ้งว่า กินผลเชอร์รี่ช่วยสกัดโรคเกาต์ที่ทำให้ปวดบวมตามข้อ จากการมีกรดยูริกมากได้ เมื่อกินติดกัน 2 วัน ถ้าเทียบกับคนที่ไม่ได้กิน ป้องกันได้ถึงร้อยละ 35

โรคเกาต์เป็นโรคสามัญโรคหนึ่ง ทำให้ปวดบวมตามข้อมาก ใน 100 คน จะต้องมีผู้ป่วยสักรายหนึ่ง เป็นกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 2-3 เท่า

นักวิจัยมหาวิทยาลัยบอสตันของสหรัฐฯได้ศึกษากับคนไข้ 633 คน อายุเฉลี่ย 54 ปี และได้ติดตามทางออนไลน์อยู่ 1 ปี ทดลองให้คนไข้บางส่วนกินลูกเชอร์รี่ 10-12 ลูก หรือน้ำสกัดเชอร์รี่ดู

ผลการศึกษาสรุปได้ว่า คนไข้ที่กินลูกเชอร์รี่ โอกาสที่จะเกิดจะลดน้อยลงไปร้อยละ 37 เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้กิน แต่จะเห็นผลก็ต่อเมื่อได้กินวันละ 3 หน เป็นเวลาติดกัน 2 วัน ยิ่งกินเชอร์รี่รวมทั้งกินยากันไว้ด้วย จะป้องกันไม่ให้เป็นขึ้นมาได้มากถึงร้อยละ 75

ผู้อำนวยการงานวิจัยโรคข้ออักเสบของอังกฤษกล่าวชื่นชมว่า “เคยคิดว่าต้องมีผลไม้บางอย่างที่กันโรคเกาต์และโรคข้อบวมได้ ผลการศึกษาแสดงว่าลูกเชอร์รี่ต้องมีสารประกอบที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่”.

ที่มา: ไทยรัฐ 1 ตุลาคม 2555

.

Related Articles:

.

Eating cherries ‘could cut gout’

28 September 2012

Eating cherries can reduce the risk of gout attacks, a study has suggested.

US researchers found patients with gout who ate cherries over a two-day period had a 35% lower risk of attacks compared to those who did not.

The study in Arthritis & Rheumatism said cherries contain anthocyanins, antioxidants which contain anti-inflammatory properties.

UK experts said the research offered “good evidence” of the benefits of eating cherries for people with gout.

Gout is a common type of arthritis that can cause sudden and very severe attacks of pain and swelling in the joints, particularly in the feet.

It is caused by too much uric acid in the bloodstream, which causes urate crystals to start to form in and around the joints and under the skin.

Cherry intake

Gout affects about one in 100 people, with men two to three times more likely to be affected than women.

In this study, researchers from Boston University recruited 633 gout patients with an average age of 54, who were followed online for one year. Most were male.

People were asked to record gout attacks including symptoms, the drugs they used and their diet and drinking patterns in the two days prior to the attack, including whether or not they had eaten cherries or cherry extract intake.

Ten to 12 cherries was counted as one serving.


“Eating cherries, in fact, is not dissimilar to taking ibuprofen on a daily basis”

Prof Alan Silman,Arthritis Research UK

During the period the patients were studied, they had a total of 1,247 gout attacks.

Some 42% of those studied ate cherries or cherry extract.

These patients had a 37% lower risk of gout attacks than those who did not eat the fruit – in any form.

However, the benefit was only seen when eating up to three servings over the two days prior to an attack. Further cherry consumption provided no extra benefit.

But when patients ate cherries or cherry extract and took the common anti-gout drug allopurinol, the risk of attacks was 75% less than if they were doing neither.

Writing in the journal, the team led by Dr Yuqing Zhang, said: “Our findings indicate that consuming cherries or cherry extract lowers the risk of gout attack.”

Prof Alan Silman, medical director of Arthritis Research UK welcomed the research: “It has been thought for some time that some fruits, in particular cherries, may have benefits for diseases such as gout and rheumatoid arthritis which are characterised by chronic inflammation.

“It has been suggested that antioxidant compounds found in cherries may be natural inhibitors of enzymes which are targeted by common anti-inflammatory medications such as ibuprofen.”

Prof Silman added: “This study provides good evidence to suggest that cherry intake, combined with traditional uric-acid reducing drugs, can significantly reduce the risk of painful gout attacks.

“Eating cherries, in fact, is not dissimilar to taking ibuprofen on a daily basis.

“However, we’d like to see additional clinical trials are necessary to further investigate and provide confirmation of this effect.”

SOURCE: bbc.co.uk

อาหารสุขภาพและเครื่องสำอางจากสาหร่ายเตา หรือเทาน้ำ Spirogyra spp.

นักวิจัยแม่โจ้เจ๋งแปรรูปอาหาร

วันนี้( 14 ก.ย.)  ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า ทางคณะได้มีการนำ “เตา” หรือสาหร่ายน้ำจืดออกมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้จริง ซึ่งสาหร่ายเตาหรือเทาน้ำ เป็นสาหร่ายน้ำจืดสีเขียวขนาดใหญ่มีลักษณะเป็นเส้นสายยาวสีเขียวสด จับดูจะรู้สึกลื่นมือ มักเกิดรวมกันเป็นกลุ่ม อาจอยู่ที่ก้นบ่อ หรืออาจจะลอยอยู่บริเวณผิวน้ำ

ชาวบ้านในภาคเหนือ นิยมนำมาปรุงเป็นอาหารพื้นบ้านคือ ยำเตาสด หรือนำแปรรูปเป็นข้าวเกรียบเตา ซึ่งจำหน่ายในราคาเพียงไม่กี่บาท

แต่จากการศึกษาวิจัยพบว่า สาหร่ายเตา มีคุณค่าทางโภชนาการสูงประกอบด้วย โปรตีน 18-20 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 5-6 เปอร์เซ็นต์ คาร์โบไฮเดรต 55-60 เปอร์เซ็นต์ เส้นใย 7-10 เปอร์เซ็นต์ และยังมี คลอโรฟิลล์ เอ และบี เบต้าแคโรทีน แลแซนโทฟิล ซึ่งถือว่ามีคุณค่ามากมาย

นอกจากนี้ยังพบกลุ่มสารประกอบฟีโนลิกและโพลีแซคคาไรด์ในสาหร่ายเตาอีกด้วย ซึ่งการออกฤทธิ์ทางชีวภาพของสาหร่ายเตานั้น  มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งผลของอนุมูลอิสระนั้น มีฤทธิ์ที่จะทำลายเนื้อเยื่อส่งผลให้เซลล์ได้รับความเสียหายที่เป็นต้นเหตุของการเกิดโรค ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความรุนแรงของโรคเบาหวาน ต้านการอักเสบ ป้องกันการอักเสบ บวม แดง ช่วยป้องกันการเกิดฝ้าและจุดด่างดำ มีสารเมือกหรือมอยเจอร์ไรเซอร์ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังด้วย

ซึ่งเมื่อพบเจอคุณสมบัติหลายๆ อย่างเหล่านี้ทางคณะผู้วิจัย จึงได้นำมาสกัดเอาสารต่างๆ มาทำการทดลอง ด้วยการนำมาปรับใช้ในรูปแบบของอาหารเพื่อสุขภาพ แบบเจลดริ้ง หรือเครื่องดื่มชนิดเจล  รวมถึงโยเกิร์ตสาหร่ายเตา และยังได้ทำผลิตภัณฑ์พิเศษออกมาเป็นเครื่องสำอางได้อีกหลายชนิด ทั้งครีมบำรุงผิวกาย ครีมบำรุงผิวหน้าป้องกันฝ้า สบู่ล้างหน้า ลิปบาล์ม สครับขัดผิว แชมพู ครีมนวด และผลิตภัณฑ์สปาที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

และ ทีมวิจัยยังพัฒนาตำรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชนิดเจลจากสารสกัดสาหร่ายเตาเพื่อเป็นการต่อยอดผลงานวิจัยที่ได้ สำหรับผลงานการวิจัยในครั้งนี้ เคยได้รับรางวัลซิลเวอร์ อวอร์ด ภายในงานการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2555 ที่ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 24 – 28 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาอีกด้วย

สำหรับท่านที่สนใจอาหารสุขภาพและเครื่องสำอางจากสาหร่ายเตา หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถสอบถามได้ที่คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ  มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 50290  โทรศัพท์ 053-873-470-2 ต่อ 213 , 086-654-6966 หรือที่ งานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้  โทรศัพท์  053-873046-7.

ที่มา: เดลินิวส์ 14 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

นักวิจัยแม่โจ้โชว์อาหารสุขภาพและเครื่องสำอางจากสาหร่ายเตา

จาก “เตา” สาหร่ายน้ำจืดในชุมชนราคาเพียงไม่กี่บาท แปลงเป็นเครื่องสำอางและอาหารสุขภาพคุณภาพเยี่ยม ผลงานวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรชาวเหนือเป็นอย่างมาก

สาหร่ายเตาหรือเทาน้ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spirogyra spp. เป็นสาหร่ายน้ำจืดสีเขียวขนาดใหญ่มีลักษณะเป็นเส้นสายยาวสีเขียวสด จับดูจะรู้สึกลื่นมือ มักเกิดรวมกันเป็นกลุ่ม อาจอยู่ที่ก้นบ่อ หรืออาจจะลอยอยู่บริเวณผิวน้ำ ชาวบ้านในภาคเหนือนิยมนำมาปรุงเป็นอาหารพื้นบ้านคือ ยำเตาสด หรือนำมาแปรรูปเป็นข้าวเกรียบเตา ซึ่งจำหน่ายในราคาเพียงไม่กี่บาท

ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ทำการศึกษาวิจัยและพบว่า สาหร่ายเตามีคุณค่าทางโภชนาการสูงประกอบด้วย โปรตีน 18-20% ไขมัน 5-6% คาร์โบไฮเดรต 55-60% เส้นใย 7-10% และรงควัตถุหลายชนิด เช่น คลอโรฟิลล์ เอและบี เบต้าแคโรทีน และแซนโทฟิล นอกจากนี้ยังพบกลุ่มสารประกอบฟีโนลิกและโพลีแซคคาไรด์ในสาหร่ายเตาอีกด้วย และการออกฤทธิ์ทางชีวภาพของสาหร่ายเตานั้นมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง เพราะอนุมูลอิสระ (free radicals) จะทำลายเนื้อเยื่อส่งผลให้เซลล์ได้รับความเสียหายที่เป็นต้นเหตุของการเกิดโรค, มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความรุนแรงของโรคเบาหวาน, มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ป้องกันการอักเสบ บวม แดง, มีความสามารถในการเป็นพรีไบโอติก โดยส่งเสริมการเจริญของเชื้อ Lactobacillus fermentum, มีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรสิเนส ช่วยป้องกันการเกิดฝ้าและจุดด่างดำ มีสารเมือกหรือมอยเจอไรเซอร์ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ซึ่งผ่านการทดสอบการระคายเคืองต่อผิวในกระต่าย และผ่านการทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันในหนูขาวแล้ว

จากผลการศึกษาวิจัยที่พบ ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล และทีมวิจัย จึงได้นำมาปรับใช้ในรูปแบบของการพัฒนาเป็นอาหารสุขภาพ เช่น เจลลี่ดริ้ง (เครื่องดื่มชนิดเจล), โยเกิร์ตสาหร่ายเตา และยังนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางได้อีกหลายชนิด เช่น ครีมบำรุงผิวกาย ครีมบำรุงผิวหน้าป้องกันฝ้า สบู่ล้างหน้า ลิปบาล์ม สครับขัดผิว แชมพู ครีมนวด และผลิตภัณฑ์สปาที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

ดร.ดวงพร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันกลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (Funcional drink) ในรูปแบบเครื่องดื่มชนิดเจล (jelly drink) มีการผสมเจลลี่กับสาระสำคัญทางชีวภาพชนิดต่างๆ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเด็กและวัยรุ่น นอกจากมีรสชาติอร่อยและสีสันน่ารับประทานแล้ว ยังมีจุดขายที่การดูแลสุขภาพร่วมกับความสวยงามอีกด้วย ดังนั้น ทีมวิจัยจึงพัฒนาตำรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชนิดเจลจากสารสกัดสาหร่ายเตา เพื่อเป็นการต่อยอดผลงานวิจัยที่ได้ศึกษาฤทธิ์ชีวภาพของสาหร่ายน้ำจืดที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรของชุมชนในภาคเหนือโดยนำมาเพิ่มมูลค่าเป็นอาหารสุขภาพ (Functional food) และนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางนั้น สามารถสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น สร้างความภาคภูมิใจ ช่วยเพิ่มรายได้และอาชีพให้กับคนในชุมชน เพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสาหร่ายโดยตรง และสร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านในการช่วยกันดูแลรักษาแหล่งน้ำตามธรรมชาติให้มีคุณภาพน้ำที่ดี เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย”

ผลงานดังกล่าวได้รับรางวัล Silver Award ในงาน “การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2555” (Thailand Research Expo2012) เมื่อวันที่ 24-28 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมาก

สำหรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสาหร่ายเตา เครื่องดื่มชนิดเจล (jelly drink) ให้นำส่วนสกัดของสาหร่ายเตา, วิตามินซี, น้ำตาลแอลกอฮอล์ (น้ำตาลพลังงานต่ำ) หรือสารให้ความหวาน, เกลือโซเดียมต่ำ และคาราจีแนน มาละลายน้ำเข้าด้วยกัน (อาจใช้น้ำผลไม้ทดแทนน้ำบางส่วนหรือทั้งหมดเพื่อให้เกิดความหลากหลายของกลิ่นรสของผลิตภัณฑ์) นำไปให้ความร้อนเพื่อให้เกิดการละลายอย่างสมบูรณ์และเป็นการฆ่าเชื้อ จากนั้นจึงทิ้งให้เย็นเพื่อให้เกิดเป็นเจล และนำไปแช่เย็น จะได้เป็นเครื่องดื่มชนิดเจล (jelly drink) ที่มีความอร่อยและดีต่อสุขภาพ

สครับขัดตัว การเตรียมส่วนผสม นำสาหร่ายเตาสดมาตากให้แห้ง แล้วบดให้ละเอียด ผงขัดตัวผสมสาหร่าย 100 กรัม น้ำมันโจโจ้บา (Jojoba oil) 5 กรัม น้ำมันแมคคาเดเมีย (Macademia oil) 5 กรัม น้ำมันสวีทอัลมอนด์ (Sweet almond oil) 5 กรัม สารชำระล้าง (Sodium lauryl sulfate, SLS) 6 กรัม กลีเซอรีน (Glycerine) 10 กรัม วิตามินอี (Vitamin E) 2 กรัม ผงสาหร่ายแห้งบดละเอียด 2 กรัม เกลือ 65 กรัม

วิธีทำ
1.ชั่งผงสาหร่าย สาร SLS และเกลือรวมกัน คนให้เข้ากัน
2.ชั่งวิตามินอี น้ำมันต่างๆ และกลีเซอรีน ผสมรวมกัน
3.นำผงขัดตัวไปแต่งกลิ่นตามต้องการ
4.บรรจุใส่ภาชนะที่ทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์แล้ว

สำหรับท่านที่สนใจอาหารสุขภาพและเครื่องสำอางจากสาหร่ายเตา สามารถติดต่อได้ที่ ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 50290 โทรศัพท์ 0-5387-3470-2 ต่อ 213 หรือที่งานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทรศัพท์ 0-5387-3046-7

ที่มา: บ้านเมือง 21 กันยายน 2555

.

ชมคลิป สาหร่ายเตา หรือเทาน้ำ Spirogyra

วิจัยพบ”ตำลึงทอง”รักษากระดูกพรุน

ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้าโครงการสาธิตการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร โรงพยาบาล (รพ.) เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เปิดเผยว่า สมุนไพรตำลึงทอง จัดเป็นสมุนไพรที่คนไทยรู้จักดี แต่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น เพชรสังฆาต ร้อยข้อ ต่อกระดูก ฯลฯ มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกาย บำรุงกระดูก รักษากระดูกหัก ข้อเสื่อม ปวดข้อ ปวดเข่า ริดสีดวงทวาร ฯลฯ จากการเก็บข้อมูลกับหมอยาพื้นบ้านและประชาชนทั่วไป พบว่าในอดีตเคยมีน้ำเพชรสังฆาตขายในลักษณะเดียวกับน้ำเก๊กฮวย เพื่อใช้ในการบำรุงสุขภาพ แก้หวัด แก้ไอ และแก้ร้อนใน ปัจจุบันโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หลายแห่งใช้เพชรสังฆาตสำหรับบรรเทาอาการริดสีดวงทวารทดแทนยาแผนปัจจุบัน ขณะที่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ใช้เพชรสังฆาตแทนยาแผนปัจจุบันสำหรับริดสีดวงทวารมานานถึง 11 ปี เนื่องจากมีราคาถูกกว่า 3-5 เท่า

ภญ.สุภาภรณ์กล่าวอีกว่า สำหรับตลาดโลกนั้น เพชรสังฆาตได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีงานวิจัยรองรับมากมาย อาทิ การต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มการเผาผลาญพลังงาน เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และเพิ่มมวลกระดูก โดยเฉพาะการเพิ่มมวลกระดูกนั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเพราะปัจจุบันพบว่า หญิงไทยอายุ 40 ปี มากกว่าร้อยละ 20 มีกระดูกพรุนสันหลังส่วนเอว ขณะที่ผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 30 เตี้ยลงเพราะกระดูกสันหลังทรุดตัวอันเนื่องมาจากกระดูกพรุน ทั้งนี้ ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่าในอีก 40 ปี มีแนวโน้มว่าจะมีผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นเป็น 6.3 ล้านคน ในส่วนของการรักษาพยาบาลพบว่า ในสถานพยาบาลของรัฐมีการจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุนสูงมากเป็นอันดับ 2 และส่วนมากเป็นยานำเข้า หากมีการศึกษาวิจัยต่อยอดความรู้จากภูมิปัญญาไทย โดยการใช้เพชรสังฆาตเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูกจะช่วยลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศได้

ที่มา: มติชน 5 กันยายน 2555
.
Related Article:
.

ชื่อไทย                   เพชรสังฆาต

ชื่ออื่น                     ว่านตำลึงทอง, สามร้อยต่อ, ขั่นข้อ, ขัดเช่่า, สนชะควด

ชื่อวิทยาศาสตร์     Cissus quadrangularis L.

ชื่อวงศ์              VITACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลักษณะวิสัย   ไม้เลื้อยลำต้นรูปสี่เหสี่ยมเป็นครีบ ผิวเรียบ มีรอยคอดบริเวณข้อ

ลักษณะใบ    ใบเดี่ยว ออกข้อละ 1 ใบ รูปสามเหลี่ยมหรือรูปไข่ ใบมีมือเกาะ

ลักษณะดอก   ดอกช่อ ออกตรงข้ามใบ  กลีบดอกด้านนอกสีเขียวแกมเหลือง โคนกลีบมีแถบสีแดง กลีบด้านในสีขาว แกมเขียว

ลักษณะผล    ผลเป็นผลสด รูปกลม

สรรพคุณ

เถาสด แก้ริดสีดวงทวาร วันละ 1 ปล้อง (3 วัน) โดยหั่นบางๆ หุ้มด้วยเนื้อมะขามเปียกหรือกล้วยสุก กลืนทั้งหมด เพราะเถาสดอาจทำให้คันคอ

ต้นสดคั้นน้ำรักษาโรคลักปิดลักเปิด ประจำเดือนผิดปกติ หยอดหูแก้น้ำหนอง หยอดจมูกแก้กำเดาไหล เป็นยาเจริญอาหาร

เถา รักษากระดูกแตก โรคริดสีดวงทวาร ยาระบายขับพยาธิ แก้ปวด ขับลมในลำไส้

ใบและยอด รักษาโรคลำไส้ที่เกี่ยวกับอาหารไม่ย่อย แน่นท้อง

เป็นว่านเมตตามหานิยม ปลูกไว้หน้าบ้านร้านค้าจะช่วยให้ค้าขายดี หรือใช้เป็นว่านทางคงกระพันชาตรี

.

ระบบฐานข้อมูลว่านและสมุนไพรไทยในจังหวัดสกลนคร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วข.สกลนคร

ฐานข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดล

เพชรสังฆาต สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สวนจิตรลดา

เพชรสังฆาต ฐานข้อมูลเครื่องยาไทยอีสาน  คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

 

วิจัย ข้าวโพดแฟนซีสีม่วง เพิ่มคุณค่าต้านมะเร็งเนื้องอก

ข้าวโพด…เป็นพืชธัญหารที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ มาตั้งแต่โบราณกาล กระทั่งปัจจุบันยังนำไปสู่ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และอื่นๆอีกมากมาย…

…ข้าวโพดข้าวเหนียว…เป็น ข้าวโพดอีกชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภคชื่นชอบ ทำให้เกษตรกรนิยมปลูกกันมากเพราะ ความต้องการของตลาดสูง นักวิจัยได้เห็นความสำคัญตรงจุดนี้จึงได้ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนมีข้าวโพดข้าวเหนียวสายพันธุ์ใหม่ชื่อว่า “ข้าวโพดข้าวเหนียว แฟนซีสีม่วง 111” ที่ ภาคเอกชน ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คิดค้นขึ้นมาเพื่อผู้ที่รักสุขภาพ…

รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า ข้าวโพดสายพันธุ์นี้เป็นข้าวโพดลูกผสม ระหว่าง ข้าวโพดสีม่วง กับ ข้าวโพดข้าวเหนียว ใช้เวลา พัฒนา 7 ปี ปลูกในแปลงทดสอบประมาณ 3-4 ปี จำนวน 30–40 แห่ง ที่บริเวณ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี อ.เมือง จ.ลพบุรี อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ฯลฯ จุดเด่น คือ ตั้งแต่ ราก ลำต้น ฝัก ซัง เมล็ด ไหม และ ดอกมีสีม่วง…อีกทั้งสามารถนำไปปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่ สามารถต้านแรงลมได้ดี และ ฝักมีขนาดใหญ่ ให้ ผลผลิตสูงกว่าสายพันธุ์อื่นๆถึง 50 เปอร์เซ็นต์

“…นักวิจัยประกอบด้วย นายนิพัฒน์ ลิ้ม-สงวน กับ นางจันทร์เพ็ญ แสงประกาย จาก สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มก. ได้จัดทำโครงการ “ทดสอบคุณค่าทางโภชนาการและเชิงสุขภาพของข้าวโพดแฟนซีสีม่วง 111 ระยะเก็บเกี่ยว” โดยทำการวิเคราะห์ปริมาณ สารแอนโธไซยานินส์ ความสามารถต้านอนุมูลอิสระ และสารประกอบฟีนอลิก พบว่าในระยะเก็บเกี่ยว 72 วัน มีสารทั้ง 2 ชนิดมากที่สุด…” รศ.วุฒิชัย กล่าวและว่า

วิธีการวิเคราะห์ข้าวโพดแฟนซีสีม่วง…ด้วยการทำ DPPH assay และ ABTS asssy นำไป เปรียบเทียบกับ ข้าวโพดเหลือง และ ข้าวโพดขาว พบการต้านอนุมูลอิสระ และ สารทั้งสองชนิดมากกว่าอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังได้วิเคราะห์องค์ประกอบ ทั้ง โปรตีน ไขมัน และ คาร์โบไฮเดรต มีความแตกต่างกัน รวมทั้งสารอาหารจำพวกเกลือแร่ และ วิตามิน มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย และ สุดท้ายวิเคราะห์ Amino acid profile พบว่า ในระยะเก็บเกี่ยว 72 วัน ให้กรดอะมิโนสูงสุด ซึ่ง สามารถต้านมะเร็งเนื้องอกได้

นอกจากนี้ ข้าวโพดแฟนซีสีม่วงฝักสดที่มีคุณภาพดีแล้ว ยังให้ เปลือกสูงถึงไร่ละ 2,500 กิโลกรัม ซึ่งนำ ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น อาหารสัตว์ ได้อีกด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ เกษตรกรสามารถนำไปสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น… สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มกริ๊งกร๊าง 0-3626-6316-9.

 

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ที่มา: ไทยรัฐ 30 กรกฎาคม 2555