สมุนไพรไทย ไพล–ลูกประคบ

dailynews140406_001กรมแพทย์แผนไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมสมุนไพรไทยขึ้นแล้ว 3 ยุทธศาสตร์ กล่าวคือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมให้มีวัตถุดิบสมุนไพรอย่างพอเพียงและเหมาะสม ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานการผลิต และ ยุทธศาสตร์ที่ 3 สนับสนุนสมุนไพรไทยสู่สินค้าโลก

ซึ่งมีรายละเอียดของแต่ละยุทธศาสตร์มากมายตามหลักวิชาการบริหาร ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้แต่อยากเล่าให้ฟังถึงการพัฒนาของสมุนไพรไทยใด ๆ ก็ตาม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง

1.ทำการศึกษาทางเภสัชวิทยา
2.การศึกษาในมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการทดสอบทางคลินิกและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ
3.การศึกษาพิษวิทยา
4.การเตรียมผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรแต่ละชนิดจำเป็นต้องได้คุณภาพมาตรฐานโลก

ทั้งนี้รวมไปถึงควรต้องศึกษาวิธีปลูก ศึกษาดิน แร่ธาตุในดินที่ใช้ปลูก ศึกษาฤดูเก็บ วิธีเก็บ และวิธีสกัดโดยละเอียดด้วยจึงจะได้ผลอย่างดียิ่ง ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่าการศึกษาทางด้านต่าง ๆ เหล่านี้ได้นำมาใช้ในประเทศไทยโดยกรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว และได้มีผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้คุณภาพและมีข้อบ่งใช้เป็นรายละเอียด เชื่อถือได้ รับรองโดยกรมแพทย์แผนไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์ และ/หรือ อ.ย. ไปแล้วมากมาย

สำนักงานพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์สุขภาพ ภายใต้การนำของ เภสัชกรสมนึก  สุชัยธนาวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์คุณภาพ สามารถเป็นที่พึ่งพา ปรึกษาและผลิตสมุนไพรสกัดโดยวิธีมาตรฐานหลากหลายวิธีอย่างดียิ่งมาแล้ว และได้เผยแพร่สมุนไพรให้มีผลผลิตทั้งจำหน่ายในประเทศไทยและส่งออกไปแล้วมากมาย นับว่าเป็นโอกาสอันดียิ่งสำหรับผู้สนใจที่จะส่งเสริมและยึดอาชีพนี้เป็นหลัก

Product Champion ของสมุนไพรไทยที่จะนำเสนอในที่นี้อีก 2 ชนิดก็คือ ไพล และลูกประคบไพล (Zingiber montanum (Koenig) Link ex Dietr.) เป็นสมุนไพรที่สถาบันวิจัยวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.) ได้ศึกษาวิจัยมาเป็นเวลานาน ปัจจุบันไพลเป็นยาจากสมุนไพรรายการหนึ่งในบัญชียาหลักแห่งชาติ สำหรับใช้ทาภายนอกบรรเทาอาการปวดเมื่อย ปวดบวม จากกล้ามเนื้ออักเสบ เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำ และตำรับยา “ประสะไพล” ใช้แก้ระดูมาไม่ปกติ บรรเทาอาการปวดประจำเดือนและขับน้ำคาวปลาในหญิงหลังคลอด

วว. ได้วิจัยและพัฒนาไพลเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น ยาทาภายนอกสูตรผสมแก้ปวดข้อ, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นจากน้ำมันไพล, น้ำมันขจัดเห็บหมัดในสุนัข ช่วยดับกลิ่นสุนัข ทำให้ไม่ต้องอาบน้ำบ่อย, ไพลยังสามารถนำมาทำเวชสำอาง เช่น ครีมพอก ช่วยรักษาผิว ทำให้ผิวพรรณผ่องใส แก้สิว, มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Nanocoat ไพลลงบน elastic microfiber ใช้พันตามข้อแก้ปวดข้อ และบนแผ่นพลาสเตอร์ใช้แปะแก้ปวดเมื่อยจาก office syndrome นอกจากนี้ บริษัท Kovic และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติยังได้ผลิตสารสกัดที่มีการควบคุมคุณภาพ (standardized extract) จากไพลชื่อ Plaitanoid จำหน่ายมาได้หลายปีแล้ว

ปัจจุบันไพลเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มาก นอกจากใช้ทำลูกประคบสำหรับร้านนวดไทย คลินิกแพทย์แผนไทยและในสปา รวมทั้งเพื่อส่งออกแล้ว น้ำมันไพลยังนำมาผลิตยาใช้ภายนอก ทาแก้ปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก ส่วนกากของไพลที่สกัดน้ำมันออกแล้ว ยังนำไปใช้ประโยชน์ได้เพราะยังมีสารที่มีฤทธิ์ต้านอักเสบอยู่

การขยายพันธุ์ : ใช้เหง้าปลูก โดยคัดเลือกหัวพันธุ์ที่มีอายุ 7-9 เดือน มีตาสมบูรณ์ ไม่มีโรคแมลงทำลาย นำมาแบ่งหัวพันธุ์ โดยการหั่น ขนาดของเหง้าควรมีตาอย่างน้อย 3-5 ตา หรือแง่งมีน้ำหนัก 15-50 กรัม จากนั้นแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น เพลี้ยหอยด้วยมาลาไธออน หรือคลอไพรีฟอส 1-2 ชั่วโมง ตามอัตราแนะนำ และชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราก่อนปลูก การปลูกควรปลูกในฤดูฝนช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม เพราะฤดูอื่นไพลจะพักตัวไม่งอก

 แหล่งปลูก : สระแก้ว สุราษฎร์ธานี

 เหง้าไพลประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย

ซึ่งมีสาระสำคัญที่ทำหน้าที่ในการออกฤทธิ์ เช่น sabinene (27-34%), b-terpinene (6-8%), a-terpinene (4-5%), terpinen-4-ol (30-35%) และ (E)-1-(3,4-dimethoxyphenyl) butadiene (DMPBD) (12-19%) น้ำมันหอมระเหยไพล มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ในน้ำมันหอมระเหยไพลมีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดบวม ปวดเมื่อย และต้านการอักเสบได้ดี นอกจากนี้เหง้าไพลยังมีสาร cassumunarin A, B และ C ซึ่งเป็น complex curcuminoids ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีอีกด้วย ส่วนฤทธิ์ในด้านอื่น ๆ มีดังนี้

1. ฤทธิ์ลดการอักเสบ
2. ฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่
3. ฤทธิ์ต้านฮิสตามีน
4. ฤทธิ์แก้ปวด
5. ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย
6. ฤทธิ์ต้านเชื้อรา
7. ฤทธิ์ต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ

ผลิตภัณฑ์จากไพล

– ผลิตภัณฑ์สุขภาพ >>> ลูกกลิ้งไพล เจลรักษาสิว โคลนพอกหน้าและตัว เจลไพล ปาล์ม เจลลูกประคบ เจลไพลขิง ผงอบสมุนไพร โลชั่นทาแผลจากไพล ผลิตภัณฑ์รักษาแผลในช่องปาก แผ่นผ้าอนามัยสำหรับสตรี

– ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด >>> น้ำยาเช็ดพื้นจากไพล

– ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์ >>> แชมพูอาบน้ำสุนัข สเปรย์ไพลซิดัล (กำจัดเห็บและหมัด) โลชั่นไพลซิดัล (ช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนังจากการถูกเห็บหมัดกัด)

ลูกประคบสมุนไพร  เป็นผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางจากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ในสถานบริการนวดไทยและสปาไทยทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ลูกประคบสมุนไพรชนิดแห้งเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีการส่งออกนำรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก

ตัวยาที่นิยมใช้ทำลูกประคบ ได้แก่ ไพล  (500 กรัม) แก้ปวดเมื่อย เคล็ด ขัดยอก ลดการอักเสบ ขมิ้นชัน (100 กรัม) ช่วยลดอาการอักเสบ แก้โรคผิวหนัง ตะไคร้บ้าน (100 กรัม) แต่งกลิ่น  ผิวมะกรูด (200 กรัม) ถ้าไม่มีใช้ใบแทนได้ มีน้ำมันหอมระเหย แก้ลมวิงเวียน ใบมะขาม (300 กรัม) แก้อาการคันตามร่างกาย ช่วยบำรุงผิว ใบส้มป่อย (100 กรัม) ช่วยบำรุงผิว แก้โรคผิวหนัง ลดความดัน เกลือ (1 ช้อนโต๊ะ) ช่วยดูดความร้อนและช่วยพาตัวยาซึมผ่านผิวหนังได้สะดวกขึ้น การบูร (2 ช้อนโต๊ะ) แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ

วิธีทำลูกประคบ

*** อาจผสมสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับภูมิภาค ซึ่งจะใช้สมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นส่วนประกอบวิธีการใช้ลูกประคบสมุนไพร

นำลูกประคบที่นึ่งประมาณ 15-20 นาที จนร้อนได้ที่แล้วมาทดสอบความร้อนโดยแตะที่ท้องแขนหรือหลังมือก่อนนำไปใช้ โดยในช่วงแรกที่ลูกประคบยังร้อนอยู่ ต้องประคบด้วยความเร็วเพียงแตะลูกประคบแล้วยกขึ้น แต่เมื่อลูกประคบคลายความร้อนลงสามารถวางลูกประคบได้นานขึ้นพร้อมกับกดคลึงจนกว่าลูกประคบคลายความร้อน แล้วจึงเปลี่ยนไปใช้ลูกใหม่แทน ข้อควรระวังในการประคบสมุนไพร คือไม่ควรใช้ลูกประคบที่ร้อนเกินไป โดยเฉพาะบริเวณผิวหนังที่เคยเป็นแผลมาก่อนหรือบริเวณที่มีกระดูกยื่น และต้องระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อัมพาต เด็กและผู้สูงอายุ เพราะมักมีความรู้สึกในการรับรู้และตอบสนองช้า อาจทำให้ผิวหนังไหม้พองได้ง่าย ประโยชน์ของการประคบสมุนไพร มาจากทั้งความร้อนและตัวยาสมุนไพร โดยมีผลกระตุ้นหรือเพิ่มการไหลเวียนเลือด, ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อและบรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดการติดขัดของข้อต่อบริเวณที่ประคบและทำให้เนื้อเยื่อ พังผืดยืดตัวออก และลดอาการบวมที่เกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อหรือบริเวณข้อต่อต่าง ๆ

ข้อมูลจาก หนังสือคู่มือการดูแลสุขภาพด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา :  เดลินิวส์ 6 เมษายน 2557

Advertisements

‘กระชายดำ’

dailynews140330_003จากการระดมความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและภาคเอกชนภายใต้แผนพัฒนาสมุนไพรไทยของกรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ได้คัดเลือกสมุนไพร 4 ชนิดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร 1 รายการ ได้แก่ กวาวเครือขาว กระชายดำ บัวบก ไพล และลูกประคบ เพื่อพัฒนาสมุนไพรสู่ผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย (Thailand Champion Herbal Products: TCHP)

หลักเกณฑ์พิจารณาคัดเลือก มีดังนี้

1.มีคุณค่าในการใช้เป็นยารักษาโรค หรือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือเครื่องสำอาง
2.สามารถพัฒนาให้มีมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจ
3.มีสรรพคุณและความปลอดภัย
4.มีผู้ใช้หลากหลายกลุ่ม หลายประเภท
5.เป็นสมุนไพรที่ปลูกได้ในประเทศไทย และมีการวิจัยโดยนักวิจัยไทย

เรื่องการเพิ่มคุณค่าและสร้างผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยให้เป็นที่นิยมเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ส่งเสริมสุขภาพ ส่งเสริมภูมิต้านทานของร่างกาย สามารถแก้ไขกลุ่มอาการง่าย ๆ ให้กับสาธารณสุขมูลฐานได้อย่างดียิ่ง ทั้งนี้จำเป็นต้องมีการศึกษาตามหลักการของแพทย์แผนปัจจุบันอย่างชัดเจน สามารถระบุขนาดยา วิธีใช้ ข้อบ่งชี้ในการใช้ และข้อระวัง ผลข้างเคียงหรือผลแทรกซ้อน รวมทั้งศึกษาด้วยว่าจะมีปฏิกิริยาเสริมฤทธิ์หรือต้านฤทธิ์กับยาแผนปัจจุบันใด ๆ หรือไม่ ควรมีฉลากแสดงรายละเอียดของยาและรายละเอียดของวิธีใช้อย่างชัดเจนรวมถึงป้องกันปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายทั้งมวลไว้ด้วย เพราะความรู้ด้านสมุนไพรไทยนั้นมิได้กำหนดเป็นการเรียนการสอนในหลักสูตรใด ๆ ที่ชัดเจน

หากพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยทั้งที่เป็นยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง หรือยาที่ลดกลุ่มอาการต่าง ๆ จนเป็นที่นิยมใช้ได้อย่างแพร่หลายแล้วจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชาวสวน ชาวไร่ ที่ทำการปลูกสมุนไพร สามารถสงวนพันธุ์ ผสมพันธุ์ เพิ่มพันธุ์ เพิ่มคุณค่า ให้กับสมุนไพรได้อย่างต่อเนื่อง และอาจเป็นสินค้าออกได้อย่างดียิ่ง หากได้นำออกเผยแพร่สรรพคุณจนเป็นที่แพร่หลายในทั่วโลก ปัจจุบันนี้มีผงสกัดของสมุนไพรอินเดียภายใต้ศาสตร์ของอายุรเวทแผนอินเดีย ผงสกัดสมุนไพรจีนส่งเข้ามาเผยแพร่และจำหน่ายในประเทศไทยอยู่มากมาย และดูคล้ายว่าจะมียอดการจำหน่ายและความนิยมเพิ่มขึ้นทุกปี

สำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรผู้นำ 4 ชนิดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร 1 ชนิดนั้น ผมได้นำความรู้เรื่องของบัวบก กวาวเครือ นำเสนอท่านผู้อ่านมาแล้ว และความรู้เรื่องขมิ้นชัน ซึ่งเป็นสมุนไพรไทยและ ได้ใช้เป็นยาแผนปัจจุบันโดยทั่วไปได้นำเสนอในคอลัมน์นี้ไปแล้ว วันนี้จะเพิ่มความรู้เรื่องกระชายดำต่อไป

กระชายดำ (Kaempferia parviflora Wall. Ex Baker) ในสมัยโบราณมีการบันทึกถึงการใช้ว่านกระชายดำในทางคงกระพันชาตรี  ต่อต้านศาสตราวุธ และแคล้วคลาดจากคมหอกคมดาบได้เป็นอย่างดี มีตำนานเล่าขานกันมาว่า นักรบในสมัยโบราณมักพกกระชายดำติดตัวไปทุกครั้งเมื่อออกสนามรบและจะเคี้ยวอมไว้ในปากเวลาต่อสู้กับข้าศึก

ในตำรายาโบราณบางฉบับมีการบันทึกถึงการนำกระชายดำไปใช้เป็นยาสมุนไพรในหลายตำรับ ดังเช่นคัมภีร์ยา “นพเก้า” ที่กล่าวกันว่าเป็นสุดยอดของตำรายาสมุนไพร ซึ่งมีตัวยาทั้งหมด 9 ชนิด และกระชายดำก็เป็นหนึ่งในเก้าชนิดนั้นเช่นกัน ตำรายาของขอมโบราณก็มีการบันทึกตำรับยากระชายดำผสมนํ้าผึ้งเดือนห้าไว้ด้วย

ส่วนตำราว่านมหามงคลนั้นก็มีบันทึกถึงกระชายดำเช่นกันว่า เป็นว่านมหามงคล มีเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี ถ้าปลูกไว้หน้าบ้าน หรือปลูกใส่กระถางนำไปตั้งไว้หน้าบ้านจะเป็นสิริมงคลมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาในบ้าน ป้องกันภูตผีปิศาจ ซึ่งบรรดานักเลงว่านทั้งหลายนิยมสะสมกันมานาน และในสมัยก่อนถือว่าเป็นว่านที่หายากมีราคาแพง

หมอพื้นบ้านมีการนำว่านกระชายดำมาใช้เป็นส่วนผสมของสูตรยาสมุนไพรมานานแล้ว โดยเฉพาะยารักษาโรคต่าง ๆ และยาชูกำลังหรือยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศ แต่จะเก็บไว้เป็นความลับเฉพาะตัวบุคคลไม่เผยแพร่ให้รู้จัก เพราะเชื่อกันว่าตัวยานี้มีครูที่จะต้องเก็บรักษามีคาถาอาคมประกอบ และต้องมีสัจจะต่อครูบาอาจารย์คือไม่ให้เปิดเผยโดยทั่วไป ยกเว้นเสียแต่ว่ามีผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ ซึ่งก่อนจะได้รับการถ่ายทอดวิชาและสอนตำรับยาอย่างเป็นทางการนั้นจะต้องผ่านพิธีกรรม การสาบาน ตนเป็นลูกศิษย์อย่างเป็นทางการ และต้อง เสียค่าบูชาหรือที่เรียกว่าค่าครูด้วย มิ เช่นนั้นจะถือว่าไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง ด้วยวิธีการถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องสูตรยาสมุนไพรที่ยุ่งยากซับซ้อนนี้ จึงทำให้คนรุ่นหลังไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก ทำให้ตำรายาดี ๆ หลายตำรับหายสาบสูญไปกับเจ้าของสูตรนั้นมามากต่อมากแล้ว กระชายดำก็เช่นกันแม้จะมีการใช้ทำยามานาน แต่ถูกปิดบังโดยเงื่อนไขทางพิธีกรรมที่สืบทอดกันมา จึงทำให้สมุนไพรชนิดนี้ในอดีตไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก แต่ในปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ

การขยายพันธุ์กระชายดำ : จะใช้หัวพันธุ์ ต้นพันธุ์ หรือแบ่งเหง้าจากต้นที่เติบโตสมบูรณ์แล้วนำมาปลูก สามารถปลูกในกระถางเพื่อเป็นไม้ประดับหรือปลูกรวมกับว่านชนิดอื่น ๆ หรือพื้นที่ที่จะปลูกเป็นที่ลาดชัน (slope) อาจไม่ต้องยกร่องก็ได้

ฤดูปลูก  : ปลูกได้ทั้งปี แต่ฤดูที่เหมาะสม อยู่ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

แหล่งปลูก : เลย อุดรธานี พิษณุโลก

 

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

การวิจัยในสัตว์ทดลองเพศผู้สนับสนุนฤทธิ์เสริมสมรรถภาพทางเพศของกระชายดำ แต่ยังไม่มีรายงานการวิจัยในคน แต่มีรายงานวิจัยทางคลินิกว่าช่วยเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายในผู้สูงอายุ ส่วนหนึ่งเนื่องจากฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน กระชายดำยังมีฤทธิ์อื่นที่น่าสนใจ เช่น ต้านอักเสบ ต้านการแพ้ (anti-allergy) ขยายหลอดเลือด ลดภาวะอ้วน ลดการสะสมไขมันในช่องท้องในหนูเบาหวานที่อ้วน รวมทั้งลดการดื้อยาคีโมของเซลล์มะเร็ง สารสกัดกระชายดำยังมีฤทธิ์ทางชีวภาพและเภสัชวิทยาที่สำคัญหลายประเภท ได้แก่ ต้านจุลชีพ ต้านการกลายพันธุ์ ยับยั้งการไหลกลับของยาในลำไส้เล็ก ต้านการอักเสบ มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและอาการภูมิแพ้ มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยงหลายชนิด ลดระดับนํ้าตาลและไขมันในเลือด มีผลต่อสมรรถ ภาพทางเพศ ขยายหลอดเลือดและเพิ่มอัตราการไหลเวียนเลือด เพิ่มการเรียนรู้ความจำ ปกป้องเซลล์ประสาทถูกทำลายและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้ จึงควรได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารสกัดกระชายดำ

การศึกษาทางพิษวิทยา: ผงกระชายดำและสารสกัดที่ได้จากแหล่งปลูกในจังหวัดเลยมีความปลอดภัย มีการปนเปื้อนของโลหะหนักและจุลินทรีย์อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานกำหนด สารสกัดกระชายดำที่สกัดด้วยเอทานอล 95% ไม่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์เมื่อทดสอบด้วยวิธีแบคทีเรียชนิด Salmonella typhimurium ผงกระชายดำและสารสกัดกระชายดำที่ได้ยังมีพิษต่อเมื่อใช้ทดสอบพิษเฉียบ พลันและพิษเรื้อรังในสัตว์ทดลอง โดยทดสอบกับหนูนาน 6 เดือนพบว่าผลกระชายดำ 2,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หรือสารสกัดกระชายดำขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัมมีความปลอดภัย

กระชายดำมีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงร่างกายในคนทั่วไปและผู้สูงอายุ ยาเพิ่มสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายทำนองเดียวกับผลิตภัณฑ์รากปลาไหลเผือกของมาเลเซีย ยาช่วยลดความอ้วน และครีมทาลดเซลลูไลต์ เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์จากกระชายดำ : ยาบำรุงร่างกายชนิดเม็ด-นํ้า กาแฟสำเร็จรูปกระชายดำ ชากระชายดำ ไวน์กระชายดำ

ข้อมูลจาก หนังสือคู่มือการดูแลสุขภาพด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.

 

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 30 มีนาคม 2557