เปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร โดยพระไพศาล วิสาโล

ยูริ กาการิน เป็นมนุษย์คนแรกที่ได้ท่องอวกาศและโคจรรอบโลก เรื่องราวของเขากลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่คนทั้งโลกเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงให้แก่สหภาพโซเวียตในฐานะผู้นำด้านอวกาศ ก่อนที่จะเสียตำแหน่งให้แก่สหรัฐอเมริกาในไม่กี่ปีต่อมา

มีเรื่องเล่าว่าระหว่างที่เขาล่องลอยอยู่ในอวกาศและกำลังพิศวงอยู่กับโลกสีครามอันงดงามเบื้องล่างนั้น เขาได้ยินเสียงเหมือนเหล็กกระทบกันดังปิ๊ก ๆ ๆ ๆ เขาพยายามหาที่มาของเสียงเพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ ปิ๊ก ๆ ๆ ๆ ยิ่งเวลาผ่านไปเขาก็ยิ่งรู้สึกรำคาญเสียงนั้น เขาพยายามสืบหาว่าเสียงมาจากที่ใด จะได้กำจัดเสีย แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

ลำพังการอยู่ในห้องนักบินที่คับแคบ เขยื้อนขยับแทบไม่ได้ก็สร้างความอึดอัดแก่เขาอยู่แล้ว เมื่อมีเสียงปิ๊ก ๆ ๆ ๆ รบกวนไม่หยุดซ้ำเข้าไปอีก เขาก็เริ่มกระสับกระส่าย ยิ่งคิดต่อไปอีกว่าจะต้องอยู่กับเสียงนี้อีกหลายชั่วโมง เขาก็หัวเสียขึ้นมาทันที

แต่ก็มีวูบหนึ่งที่เขาได้สติ เกิดความคิดขึ้นมาว่า ในเมื่อหนีเสียงนี้ไม่พ้น ทำไมไม่ลองทำใจรักมันดูล่ะ แล้วเขาก็หลับตาทำใจให้สงบและจินตนาการว่าเขากำลังได้ยินเสียงเพลงบรรเลง สักพักใหญ่เขาก็ลืมตาขึ้น ปรากฏว่าเสียงปิ๊ก ๆ ๆ ๆ หายไป สิ่งที่มาแทนคือเสียงเพลง เขาแย้มยิ้มทันที นับแต่นั้นบรรยากาศในห้องนักบินก็เปลี่ยนไป ความอึดอัดกลายเป็นความผ่อนคลาย จนกระทั่งยานวอสต็อก ๑ พาเขากลับมาสู่พื้นโลกอย่างปลอดภัย

น่าคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับกาการิน หากเขายังคิดต่อสู้หรือเป็นปรปักษ์กับเสียงประหลาดนั้น เขาอาจจะคลุ้มคลั่งหรือเป็นประสาทอ่อน ๆ ไปเลยก็ได้ แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปทันทีเมื่อเขาเพียงแต่หันมาทำใจรักเสียงนั้น เรื่องราวของเขาบอกเราว่า อะไรเกิดขึ้นกับเราไม่สำคัญเท่ากับว่าเรารู้สึกกับสิ่งนั้นอย่างไร เสียงปิ๊ก ๆ ๆ ๆ อาจทำให้ใครบางคนเป็นบ้าไปหากรู้สึกจงเกลียดจงชังมันอย่างรุนแรง แต่มันกลับกลายเป็นเสียงเพลงกล่อมใจขึ้นมาทันทีเมื่อรู้สึกรักมัน หรือเป็นมิตรกับมัน

คนเรานั้นเมื่อมีอะไรมากระทบใจ ทำให้รู้สึกเป็นทุกข์ เรามักทำอย่างใดอย่างหนึ่งคือ จัดการกับมันหรือไม่ก็หนีไปไกลๆ เช่น ถ้าเจอเสียงดังก็หาทางระงับเสียงนั้น หรือไม่ก็เดินห่างจากเสียงนั้น แต่บ่อยครั้งเราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถทำทั้งสองอย่างได้ หรือทำแต่ไม่สำเร็จ สิ่งที่ตามมาก็คือความทุกข์ หลายคนมักมองว่าที่ตนทุกข์นั้นเป็นเพราะเสียงดังกล่าว แต่แท้จริงแล้วสาเหตุแห่งความทุกข์อยู่ที่ใจของตนเองต่างหาก นั่นคือความรู้สึกปฏิเสธ ผลักไส ชิงชัง เสียงนั้น ยิ่งรู้สึกลบต่อเสียงนั้นมากเท่าไรก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น บางคนถึงกับคุมอารมณ์ไม่อยู่ ออกไปทะเลาะวิวาทกับเจ้าของเสียง ซึ่งอาจเป็นเพื่อนบ้านที่กำลังเลี้ยงฉลองหรือเปิดเพลงดัง บางกรณีถึงกับฆ่ากันตายเพราะเหตุดังกล่าว

ในชีวิตของเรานั้นมีอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่างที่รบกวนจิตใจของเรา ไม่ใช่แต่เสียงประหลาดเท่านั้น ในบรรดาสิ่งรบกวนเหล่านั้นมีมากมายที่เรามิอาจหนีพ้นหรือจัดการกับมันได้ อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้นแทนที่จะตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับมัน จะไม่ดีกว่าหรือหากเราทำใจให้เป็นมิตรกับมันหรือรักมัน เพราะนั่นคือหนทางเดียวที่จะช่วยให้เราอยู่กับมันอย่างมีความสุข ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็น งานการ ภูมิอากาศ การจราจรที่แน่นขนัด หรือแม้แต่รูปร่างทรวดทรง

หลายคนทำงานอย่างมีความทุกข์ แต่เราสามารถจะทำงานอย่างมีความสุขได้หากเรียนรู้ที่จะรักงานนั้น แม้รูปร่างหน้าตาเราจะไม่สะสวยเหมือนคนอื่น แต่เราก็สามารถอยู่อย่างมีความสุขได้หากเราเลิกชิงชังรังเกียจร่างกายของตนเอง จริงอยู่ปัญหาบางอย่างสมควรจะแก้ไข แต่หากยังแก้ไขไม่ได้ เราก็ควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมีความสุขหรือไม่ทุกข์มากไปกว่าเดิม นั่นคือหันมาเป็นมิตรกับมันหรืออย่างน้อยก็ไม่ปฏิเสธชิงชังมัน

อะไรก็ตามที่เรารังเกียจชิงชัง สิ่งนั้นจะมีอำนาจหรืออิทธิพลทางลบต่อเรา และยิ่งเราผลักไสมันออกไป มันก็ยิ่งตามมารังควานเรา ยิ่งปฏิเสธก็ยิ่งนึกถึง เคยมีการทดลองให้อาสาสมัครนั่งอยู่คนเดียวในห้อง ทุกคนได้รับคำสั่งว่า จะคิดอะไรก็ได้ มีเงื่อนไขอย่างเดียวคือห้ามคิดถึงหมีขาว เมื่อใดก็ตามที่นึกถึงหมีขาวให้กดกริ่งทันที ผู้ทดลองให้คำสั่งได้ไม่นานเทาใด เสียงกริ่งก็ดังระงมทั่ว

ไม่เพียงแต่สิ่งรบกวนจิตใจเท่านั้น สิ่งที่สร้างความทุกข์ทางกายก็เช่นกัน เช่น โรคภัยไข้เจ็บหรือความเจ็บปวด ความทุกข์ส่วนหนึ่งมักเกิดจากใจที่ปฏิเสธผลักไสอาการดังกล่าว หากโรคภัยไข้เจ็บหรือความเจ็บปวดนั้นอยู่ในวิสัยที่เยียวยาได้ ก็คงไม่เป็นปัญหามากนัก แต่ในความเป็นจริงมีโรคภัยไข้เจ็บและความเจ็บปวดหลายประเภทที่ยากแก่การเยียวยาได้ ดังนั้น หากตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว มีทางออกใดเล่าจะดีไปกว่าการทำใจเป็นมิตรกับโรคภัยไข้เจ็บและความเจ็บปวด มีผู้ป่วยมะเร็งหลายคนที่พบว่าความทุกข์บรรเทาลงมากเมื่อหันมาเป็นมิตรกับมะเร็ง บางคนเรียกสิ่งแปลกปลอมในหน้าอกของตนว่า “คุณก้อนมะเร็ง”

ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีใครหนีความแก่ ความเจ็บ และความตายพ้น ในเมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ แทนที่จะทำตัวเป็นปรปักษ์กับมัน จะไม่ดีกว่าหรือหากเราหันมาเป็นมิตรกับมัน

อะไรก็ตามที่เราหันมาเป็นมิตรได้ สิ่งนั้นจะคลายพิษสงลงและอาจกลายมาเป็นคุณแก่เราด้วยซ้ำ จึงไม่ต้องแปลกใจที่ครูบาอาจารย์หลายท่านย้ำนักย้ำหนาว่า…
พบทุกข์ก็เห็นธรรม.

.

เรื่องจาก นิตยสารซีเคร็ต ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๙๐    ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๕

Advertisements

โรคข้ออักเสบ : คิดให้ลึกถึงจิตวิญญาณ โดย นายแพทย์สุรวุฒิ ปรีชานนท์

ARTHRITIS : THE SPIRITUAL CONSIDERATION
โรคข้ออักเสบ : คิดให้ลึกถึงจิตวิญญาณ

โดย นายแพทย์สุรวุฒิ ปรีชานนท์

ความยุ่งยากของโรคข้ออักเสบ (The complexity of arthritis)

โรคข้ออักเสบเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกาย มีการเปลี่ยนรูปร่างของข้อ เกิดการพิการ ใช้งานไม่สะดวก ทำให้การใช้ชีวิตยุ่งยากบางครั้งผู้ป่วยช่วยตนเองไม่ได้โรคข้ออักเสบส่วนมากไม่ทราบสาเหตุรักษาไม่หายขาด ก่อให้เกิดปัญหามากต่อตัวผู้ป่วย ตลอดจนเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมากของประเทศชาติปัญหาของโรคข้ออักเสบถูกมองข้ามไปอย่างน่าประหลาดในประเทศกำลังพัฒนาเช่น ประเทศไทย นอกจากปัญหาข้างต้นแล้ว โรคข้ออักเสบยังมีอิทธิพลก่อให้เกิดปัญหาตามมาทาง ด้านจิตใจทำให้เกิดการหดหู่ท้อแท้ซึมเศร้าและความรู้สึกสิ้นหวัง

ความง่ายของโรคข้ออักเสบ(The simplicity of arthritis)

โรคข้ออักเสบถึงแม้ส่วนมากจะรักษาไม่หายขาด (rare to cure) ส่วนมากก็ยังสามารถช่วยบำบัดและกำจัดความเจ็บปวดและทรมานได้มาก (often torelief) แต่เราก็สามารถทำให้ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสบายขึ้นได้ทั้งทางกายและทางใจ (always to comfort)

โรคข้ออักเสบนั้นมากกว่าร้อยละเก้าสิบ สามารถวินิจฉัยได้โดยแพทย์ที่ชำนาญ คือมีทักษะทางโรคข้อสูง โดยอาศัยลักษณะทางคลินิก การตรวจทางห้องปฏิบัติการแบบง่ายๆ และเอกซเรย์แบบง่ายๆ ดังนั้น การวินิจฉัยโรคข้ออักเสบส่วนมากเป็นแบบ low tech but high touch โดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนเหมือนโรคของระบบอื่นๆ ดังนั้นจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าการจะได้มาซึ่งการวินิจฉัยที่ถูกต้องของโรคข้ออักเสบนั้นเป็น low profile แต่ high profit

ความได้เปรียบของโรคข้ออักเสบต่อโรคระบบภายในอย่างอื่น (The spiritual advantage over other internal organ diseases)

โรคข้ออักเสบนั้นง่ายในการรับรู้อาการ รับรู้ความเจ็บปวดและทุกข์ทางกาย แต่ตัวโรคเองไม่มีผลโดยตรงต่อสมรรถภาพของสมองหรือความฉลาดที่ต้องอาศัยสมอง ทำให้คนที่เป็นโรคข้ออักเสบสามารถเรียนรู้ให้เกิดความเข้าใจหรือมีปัญญาเพิ่มขึ้นได้ตรงกันข้ามผู้ที่เป็นโรคของอวัยวะภายใน เช่น โรคสมองเสื่อมการเรียนรู้การรับรู้การจะคิด จะไตร่ตรองการใช้เหตุผลและการที่จะทำให้ตนฉลาดขึ้นนั้นเป็นไปได้ยากถึงแม้จะเป็นโรคอวัยวะภายในอย่างอื่น เช่น ไตเสื่อมตับเสื่อม หัวใจวาย ปอดเสื่อม ก็จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากของสารเคมีและสรีรวิทยาภายในร่างกาย จะมีผลต่อความสามารถในการทำงานของสมองไม่ให้สมองทำงานได้สมบูรณ์ซึ่งจะมีผลต่อความฉลาดได้มาก

ดังนั้นทุกคนก็ยอมรับว่าเป็นโรคข้อเสื่อม ก็ยังดีกว่าเป็นโรคสมองเสื่อม ตับเสื่อม ไตเสื่อม หัวใจเสื่อมหรือ ปอดเสื่อม เป็นต้น เราก็ใช้เหตุผลนี้มาให้กำลังใจคนไข้โรคข้อของเราได้ให้เขามีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไปแม้แต่การจะเปลี่ยนข้อเทียม ก็ไม่ต้องไปขอบริจาคข้อจากบุคคลอื่น หรือรอให้บุคคลอื่นเสียชีวิตก่อนเหมือนกับการปลูกถ่ายอวัยวะอื่น เช่น ไตตับหัวใจปอด เป็นต้น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม เราสามารถซื้อข้อเทียมมาใส่ได้เลย สะดวกกว่าเปลี่ยนอวัยวะอื่นๆ มาก

คนไข้โรคข้ออักเสบมีทุกขเวทนาทางกาย แต่เขาก็ยังมีความฉลาด สมองยังดีเพราะสิ่งแวดล้อมภายในยังดี (normal internal physiology) สมองยังใช้งานได้ดีสามารถที่จะเรียนรู้ทุกข์ได้ง่าย เข้าใจทุกข์ได้ง่ายและน่าจะพ้นทุกข์ได้โดยง่าย โดยอาศัยหลักของการพิจารณาที่ถูกต้องโดยเอาธรรมะมาเป็นเอกสารอ้างอิงจนในที่สุดก็หมดทุกขเวทนาทางใจได้

ความได้เปรียบของโรคข้ออักเสบต่อโรคระบบประสาทความรับรู้ (The spiritual advantage over other special sense organs)

จิตสามารถรับรู้ติดต่อและสื่อสารกับโลกภายนอกโดยอาศัย ตา หูจมูก ลิ้น และกายสัมผัส ที่เรียกว่า อายตนะ (Internal sense field) ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการรับรู้สื่อสารจากภายนอกเข้าสู่จิต จะทำให้จิตพัฒนาได้ยาก เช่น ผู้ป่วยที่ตาบอด และหรือหูหนวก เป็นต้น จะทำให้เกิดความเข้าใจหรือพัฒนาทางธรรมได้ยากมาก หมายถึงเข้าใจโลกเข้าใจธรรมได้ยาก

ดังนั้นถึงแม้จะเป็นโรคข้ออักเสบ ก็ยังดีกว่าเป็นโรคตาบอด หูหนวกเป็นต้น แพทย์ใช้เหตุผลข้อนี้ไป ช่วยชี้แนะให้กำลังใจคนไข้โรคข้ออักเสบของเราไม่ให้คิดมาก ไม่ให้เสียใจ ไม่ให้น้อยใจในดวงชะตา วาสนาชีวิต และให้มีกำลังใจในการต่อสู้รักษาตัวตนต่อไปเพราะโอกาสในการพัฒนาจิตโดยอาศัยอายตนะยังคงเป็นปกติ

ประโยชน์ของการรับการรักษาโรคข้ออักเสบ (The advantage of getting treatment)

โรคข้ออักเสบ โดยทั่วไปมีอาการคล้ายกัน แต่แพทย์ที่มีทักษะจะสามารถวินิจฉัยแยกโรคได้ถูกต้องและให้การรักษาที่เหมาะสม คือการให้ยาที่เหมาะสมให้กายภาพบำบัดที่เหมาะสม ตลอดจนแนะนำให้ผ่าตัดเมื่อจำเป็น ที่สำคัญที่สุดก็คือให้การศึกษาแก่ผู้ป่วยให้เข้าใจโรคอย่างถ่องแท้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการรักษาให้เกิดความศรัทธา ความร่วมมือ ความยอมรับ และมีเจตคติที่ดีที่จะเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องต่อไป (good compliance)

โรคข้ออักเสบถึงแม้จะรักษาไม่หายขาด แต่บางครั้งโรคก็สงบ (remission) ไปได้เองและถ้าให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม จะลดการอักเสบ ลดการเจ็บปวด ลดเวทนา ชะลอ ความพิการ และใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติได้

คิดในแง่ดีไม่คิดในแง่ร้าย(Optimism not pessimism)

พยายามให้ผู้ป่วยคิดแต่ในแง่บวก (positive thinking) ให้มีความหวัง อย่าได้น้อยเนื้อต่ำใจ ดีเสียอีกที่ได้มีเวทนาทางกายบ้าง ทรมานร่างกายบ้างจะได้เตือนสติเรื่องทุกข์จะได้เรียนรู้เรื่องทุกข์พิจารณาทุกข์เข้าใจทุกข์และในที่สุดก็จะได้พ้นทุกข์ (ทางใจ) ถ้าหากผู้ป่วยคิดแต่ในแง่ดีใจยังเบิกบาน ไม่มีความร้อนในจิตก็เรียกว่าเปิดประตูบุญ (open the meritorious entrance) บุญกุศลที่ได้เคยทำไว้ตั้งแต่ชาติก่อนชาติหนหลังจะแห่กันเข้ามาช่วยอุ้มชูจิตใจและร่างกาย อุ้มชูขันธ์ทั้งห้า ธาตุทั้งสี่ และอาการสามสิบสองทำให้โรคภัยไข้เจ็บหายได้เร็ว

ในทางตรงกันข้ามหากผู้ป่วยคิดแต่ในทางร้าย มีแต่ความน้อยใจเศร้าใจเสียใจทำให้เกิดความร้อนขึ้นในจิตคือเกิดวิหิงสาธาตุหรือพยาบาทธาตุเป็นการเปิดประตูบาป (open the evilentrance) บุญกุศลไม่มีโอกาสเข้ามาอุ้มชูแต่พวกบาปกรรมเก่าๆ จะแห่กันเข้ามาในจิตใจ และร่างกายมีผลทำให้โรคยิ่งแย่ลง และหายป่วยได้ยาก

ดังนั้นการคิดในแง่ดีเป็นการเปิดประตูบุญ การคิดในแง่ร้ายเป็นการเปิดประตูบาปคนที่ครองอยู่ในบุญตลอดเวลา (หรืออยู่ในธรรมารมณ์) จิตใจและร่างกายจะดีกว่า อายุจะยืนกว่าคนที่ครองอยู่ในบาป เพราะบาปก่อให้เกิดความร้อนในจิต ซึ่งจะเผาผลาญดวงจิต และเผาผลาญกาย

ความสัมพันธ์ระหว่างกายและจิต (Mind and body relationship)

มนุษย์เราประกอบไปด้วยกายและจิต จิตพึ่งกาย กายพึ่งจิต และอิงแอบกันมานานแล้ว จิตเป็นเจ้านายกาย กายเป็นบ่าวรับใช้จิต จิตคิดว่ากายเป็นสมบัติของจิตแต่กายไม่รู้เรื่องของจิตเพราะกายไม่มีตัวรู้จิตควบคุมกายโดยทำงานผ่านทางสมอง และระบบประสาท จิตส่งสัญญาณผ่านทางสมอง สมองเป็นกลไกของกายที่ฟังคำสั่งจิต และสั่งให้ร่างกายทำในสิ่งที่จิตต้องการ

ถ้าจิตดีจิตเป็นกุศลคือมีความเย็นในจิต ระบบการทำงานทางกายก็จะราบเรียบไปด้วย และมีประสิทธิภาพ

แต่ถ้าหากจิตไม่ดีจิตมีแต่กิเลส จิตคิดมาก จิตฟุ้งซ่าน จิตอาฆาตจิตพยาบาท จิตจะมีแต่ความร้อน มีวิหิงสาธาตุระบบการทำงานของกายก็จะไม่ราบเรียบ และไม่มีประสิทธิภาพ ความสัมพันธ์ของระบบต่างๆของร่างกายก็ผิดไป สมองควบคุมร่างกายผ่านหลายทางเช่น ทาง neurone, ทางระบบประสาทอัตโนมัติ, ทาง neurovascular, ทาง neuroendocrine และทาง neuroimmunology เป็นต้น เมื่อจิตรวน สมองก็รวนระบบควบคุมร่างกายก็รวน ทำให้การทำงานทางร่างกายผิดพลาด

ความเศร้าหมอง ความตรอมใจ ความโมโหความน้อยใจ ความโกรธ ทั้งหมดทำให้เกิดความร้อนในจิต ทำให้การทำงานทางร่างกายรวน ภูมิต้านทานของร่างกายผิดปกติได้ติดเชื้อได้ง่ายเป็นโรครูมาตอยด์ได้ง่าย มีความเจ็บปวดตามร่างกายได้ง่าย เป็นต้น

ดังนั้นการรักษาจิตจึงสำคัญ และเป็นหน้าที่ของแพทย์ต้องชี้แนะให้คนไข้รักษาจิตให้ดีไม่ใช่ดูแลแต่เฉพาะทางกายเท่านั้น

ทำอาชีพแพทย์เพื่อสะสมอริยทรัพย์ (Practice for the noble treasure)

แพทย์โดยทั่วไปประกอบอาชีพแพทย์คิดแต่เรื่องโลกิยทรัพย์ (worldly treasure) คือทรัพย์ทางภายนอกที่แพทย์ได้มาจากการประกอบโรคศิลปะ แต่การที่ได้มาก็ต้องอยู่ในความถูกต้องและเหมาะสมถึงจะไม่เป็นการเบียดเบียนผู้ป่วย ส่วนการดูแลผู้ป่วยเพื่อที่แพทย์จะได้รับอริยทรัพย์ คือ ทรัพย์สมบัติที่สามารถจะติดไปกับจิตวิญญาณของแพทย์ไปยังโลกหน้าหรือชาติหน้าได้นั้น ต้องประกอบไปด้วยการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามศีลธรรม (morality) จริยธรรม (ethic) วัฒนธรรม (culture) จารีตประเพณี (customs) และต้องมีองค์ประกอบด้วยเมตตา (loving – kindness) กรุณา (compassion) มุฑิตา (sympathetic joy) และอุเบกขา(indifference) ตลอดจนยินดีที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์

เรื่องของค่าตอบแทนของแพทย์ก็ทำตามความเหมาะสมเพราะเป็นอาชีพ แต่อย่าให้ผู้ป่วยต้องลำบาก ดังนั้นการเป็นแพทย์จึงเป็นอาชีพที่มีโอกาสที่จะได้มาทั้งโลกิยทรัพย์และอริยทรัพย์พร้อมๆ กัน ถึงไม่รวยชาตินี้ชาติหน้าก็คงจะรวย ให้ถือคตินี้ไว้ด้วย

ช่วยคนไข้ให้เข้าใจโรค เข้าใจโลก และเข้าใจธรรม (Help the patient to appreciate Dhamma)

เมื่อคนไข้กำลังมีทุกข์ทางกาย และมีทุกข์ทางใจ ก็พยายามให้ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส ให้คนไข้รู้จักทุกข์ ศึกษาทุกข์ เข้าใจทุกข์ จะได้พ้นทุกข์ ให้เข้าใจความเป็นปัจจุบัน คือ เป็นโรคข้ออักเสบ อันเกิดจากเหตุคือโบราณกรรมที่ได้กระทำไว้ จะได้เตือนสติ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวความคิด ให้คิดใหม่ไม่หลงไปทำกรรมไม่ดีอีก และศึกษาธรรมให้มากๆ เพื่อความเป็นอริยะในอนาคต อย่าพยายามให้เกิดสภาวะที่มีทุกข์ อยู่กับทุกข์ไม่เห็นทุกข์ไม่รู้เรื่องทุกข์ มันก็จะทุกข์กันต่อไปไม่มีวันจบสิ้น

เข้าใจแพทย์ทางเลือก (Understand the complementary and alternative medicine)

เนื่องจากโรคข้ออักเสบส่วนมากแล้วรักษาไม่หายขาด จึงมีคนหาทางชักชวนให้ไปแสวงหาสิ่งอื่นที่คนไข้หวังว่าจะทำให้เขาหายได้อยู่เสมอ โดยเฉพาะที่เราเรียกในปัจจุบันว่าเป็นแพทย์ทางเลือก ในอดีตแพทย์ที่เรียกตัวเองว่าเป็นแพทย์แผนปัจจุบันไม่ได้ยอมรับแพทย์ทางเลือก แต่มีโรคมากมายที่แพทย์แผนปัจจุบันก็เอาชนะไม่ได้ แพทย์ทางเลือกจึงได้ค่อยๆ เป็นที่ยอมรับและได้รับการศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ และได้พัฒนาชื่อมาเป็นชื่อว่าการแพทย์ร่วมด้วยช่วยกัน (complementary medicine) และการแพทย์ทางเลือก (alternative medicine)

การรักษาบางอย่างอาจจะช่วยได้ทางจิตใจ คือทำให้จิตดีขึ้น เช่น โยคะ (yoga) รำมวยจีน (Tai-chi) ฝึกสมาธิ (meditation) เป็นต้น เหล่านี้เป็นอุบายในการช่วยให้สติไปติดอยู่กับกาย เป็นการฝึกจิตเบื้องต้น ทำให้จิตแข็งแกร่งขึ้น ก็จะได้ช่วยอุ้มชูกายให้หายจากโรคเร็วขึ้น เป็นการเพิ่มพลังของจิตวิญญาณ

การรักษาบางอย่างอาจช่วยให้สบายกายขึ้น (comfortable body) เช่น สปา (Spa) การนวด (massage) การกดจุด (acupressure) เป็นต้น การที่ทำให้กายโดยทั่วไปสบายขึ้น ก็ช่วยพยุงใจให้ดีขึ้นด้วยเมื่อใจดีขึ้นโรคภัยไข้เจ็บก็หายเร็วขึ้น

การรักษาบางอย่างที่ไม่แน่ใจว่าจะได้ผล เช่นพวกอาหารเสริมต่างๆ และการฝังเข็ม (acupuncture)เพราะในโรคข้ออักเสบต่างๆ ยังไม่มีการศึกษาที่แสดงได้อย่างชัดเจนว่าได้ผล

การรักษาบางอย่างที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าจะช่วยโรคข้ออักเสบได้ แต่อาจจะเป็นพิษได้ เช่น การใช้ยาสมุนไพรต่างๆ โดยขาดความรู้ที่แท้จริงเพราะความรู้ได้ขาดการสืบเนื่องทางความรู้มานานแล้ว และสมุนไพรส่วนมากที่ใช้กันอยู่ก็เพียงแค่รักษาอาการเท่านั้น แต่ก็อาจทำให้ผู้ป่วยสบายขึ้น (comfort) การรักษาที่พิสดารอย่างอื่น เช่น การสวนทวารล้างพิษนั้น ต้องระวังให้ดีอาจจะเกิดลำไส้ทะลุได้บ่อยๆ

การแพทย์ทางเลือก ส่วนมากจะเน้นทางด้านจิตใจ ทำให้คนไข้สบายใจขึ้น ทำให้สภาพทางกายดีขึ้น แต่ต้องระวังแพทย์ผู้ให้บริการแพทย์ทางเลือกมักจะใช้จุดอ่อนของคนไข้เพื่อหาผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เสียเป็นส่วนมาก ดังนั้นคนไข้ทุกคนที่จะไปเข้ารับการรักษากับการแพทย์ทางเลือก ก็ควรจะได้บอกเล่ากับแพทย์ของท่านด้วยและให้แพทย์ของท่านอนุญาตก่อนจึงไปรับการบำบัดโดยการแพทย์ทางเลือกร่วมกันกับการรักษาในแบบแผนปัจจุบัน

สรุป (Summary for the spiritual aspect of arthritis)

แพทย์ควรชี้แนะให้คนไข้โรคข้ออักเสบเข้าใจว่าแท้ที่จริงยังมีโอกาสมากกว่าโรคของอวัยวะอื่น แม้แต่ในแง่ของจิตวิญญาณ และอนาคตของจิตในโลกหน้า เพราะเห็นทุกข์ง่าย เข้าใจทุกข์ง่าย สมองก็ยังดีอยู่ ถ้าแพทย์พยายามให้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วย ทั้งแพทย์และผู้ป่วยก็จะได้รับอริยทรัพย์หรือโลกุตรทรัพย์

ผู้ป่วยควรจะเปิดประตูบุญ โดยคิดในแง่ดีอยู่กับสภาพปัจจุบันอย่างดีๆ มีความเมตตาตัวตนที่จะรับการรักษาตัวต่อไป บุญกุศลเก่าๆ ก็จะเข้ามาช่วยอุ้มชูจิตใจตลอดจนร่างกาย ทำให้หายป่วยและอาการดีขึ้นเร็วขึ้น

ผู้ป่วยควรจะปิดประตูบาป คือไม่คิดในแง่ลบไม่ให้เกิดน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ให้เกิดความกลัว ไม่ให้เกิดความเศร้าหมอง หากผู้ป่วยคิดในแง่ลบบาปกรรมเก่าๆ จะเข้ามายังจิตใจได้ง่าย ทำให้สภาพจิตยิ่งหมดกำลังลง มีผลกระทบต่อร่างกายทำให้โรคยิ่งเลวลงไปอีก

แพทย์ผู้ดูแลควรทำความเข้าใจเรื่องของโลกิยทรัพย์และอริยทรัพย์ แพทย์พยายามหยิบยื่นอริยทรัพย์ให้คนไข้ให้มากที่สุด ยิ่งมอบให้คนไข้มากเท่าไรแพทย์ผู้นั้นก็จะยิ่งได้อริยทรัพย์มากขึ้นเท่านั้น

แพทย์ควรชี้แนะไม่ให้คนไข้หลงทางไปตามกระแสของแพทย์ทางเลือกช่วยดูว่าอันไหนควรอนุญาตให้รับการรักษาได้ อันไหนจะเป็นอันตรายต่อคนไข้ แพทย์ทางเลือกบางชนิดก็ช่วยสภาพของจิตวิญญาณให้ดีขึ้น ทำให้ร่างกายดีขึ้นได้แพทย์ทางเลือกบางชนิดเกิดจากกิเลสเชิงพาณิชย์ของผู้ให้บริการ

เอกสารอ้างอิง

1. สุรวุฒิ ปรีชานนท์. การซักประวัติและตรวจร่างกายสำหรับโรคข้ออักเสบ.ใน: สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์, สุรวุฒิ ปรีชานนท์, บรรณาธิการ คู่มือโรคข้อ.กรุงเทพมหานคร: สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศ ไทย; 2541: 1-7.
2. สุรวุฒิ ปรีชานนท์. คดในข้องอในกระดูก. ใน:กำธรเผ่าสวัสดิ์, บรรณาธิการ.วิชัยยุทธจุลสาร. กรุงเทพมหานคร: บริษัท วิชัยยุทธ จำกัด; 2546: 26:61-63.
3. สุรวุฒิ ปรีชานนท์. จิตล้มเหลว. ใน:กำธร เผ่าสวัสดิ์, บรรณาธิการ.วิชัยยุทธจุลสาร. กรุงเทพมหานคร: บริษัท วิชัยยุทธ จำกัด; 2547: 29:97-100.
4. สุรวุฒิ ปรีชานนท์. การแพทย์ร่วมด้วยช่วยกัน และการแพทย์ทางเลือก.ใน:รัตนวดีณ นคร, กิตติ โตเต็มโชคชัยการ, สมชาย อรรฆศิลป์,บรรณาธิการ. ฟื้นฟูวิชาการโรคข้อและรูมาติซั่ม. กรุงเทพมหานคร: สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย; 2544: 55-68

ที่มา: วิชัยยุทธจุลสาร ฉบับที่ 30 ประจำเดือน มกราคม – เมษยน 2548

หัดฝึกสติอยู่กับตัวจะช่วยให้ทุกข์น้อยลง

อริยสัจ 4 เป็นแก่นของพุทธศาสนาที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ตราบใดที่เกิดเป็นมนุษย์จะต้องพบกับความทุกข์แน่นอน ทุกข์มีหลายรูปแบบ มนุษย์ก็มีหลายรูปแบบ เมื่อพบกับความทุกข์ต่างก็หาหนทางแก้ไขกันไป ยิ่งหากตัดกิเลสไม่ได้ทุกข์ก็จะยิ่งเพิ่ม เป็นวงจรชีวิตที่มนุษย์จะต้องประสบและแก้ไขกันด้วยสติปัญญาให้เข้าที่จนได้

เงินตรา เป็นสิ่งที่มนุษย์ถือเป็นเครื่องมือวิเศษ คิดว่าจะช่วยบำบัดได้สำเร็จหมด ทั้งชีวิตมักจะทุ่มเทตลอดเพื่อให้ได้มาให้มากที่สุด คิดว่าจะมีความสุขได้ต้องมีเงินก่อน มีเงินก็สามารถหาสิ่งที่ต้องการได้แล้วชีวิตจะมีความสุข ขณะเดียวกันเงินก็จะช่วยบำบัดทุกข์ที่รุมล้อมอยู่ให้หนักเป็นเบา หรือหายไปได้ ทั้งชีวิตจึงพัวพันอยู่กับเงิน เพราะไม่ได้ตัดความต้องการหรือกิเลสให้ลดน้อยลงไป

ผมมาคุยเรื่องนี้ด้วยได้รับหนังสือธรรมะฉบับกระเป๋าจาก พภ.วิวัฒน์ ธัมมะวัฑโฒ แห่งวัดโสมนัสราชวรวิหาร คุยถึงเรื่อง วิจัยจิตพิชิตทุกข์ กล่าวถึงเรื่องทั้งชีวิตของมนุษย์ต้องหาเงิน ด้วยหวังว่าเงินจะช่วยได้ทุกอย่างนั้นคงได้ไม่หมด ความสุขที่เกิดจากเงินซื้อมาเป็นความสุขที่หยาบ จะมีทุกข์เจือปนอยู่ด้วย อ่านดูแล้วเป็นข้อคิดที่ดี เลยอยากขอถ่ายทอดมาเล่าให้ฟัง

หลวงพี่ยกตัวอย่างเช่น เมื่อใช้เงินซื้ออาหารอร่อย ราคาแพง ได้มากินตามต้องการ แรก ๆ ก็ดูอร่อยดี นานเข้าก็เบื่อ ต้องแสวงหาเจ้าอื่นต่อไป เปลี่ยนไปไม่รู้จบสิ้น และอาหารอร่อยมักต้องปรุงอย่างดี ใส่สารหลายอย่างจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมา ไขมัน เบาหวาน ฯลฯ และโรคอ้วน

มีอย่างอื่นอีกหลายอย่างที่เงินบันดาลไม่ได้ อาหารอร่อยราคาแพงซื้อได้ แต่ซื้อความอยากอาหารไม่ได้ จิตใจที่ขุ่นมัวไม่อยากกินอะไรเงินช่วยไม่ได้ เงินซื้อที่นอนอย่างดีได้ แต่ซื้อการนอนหลับไม่ได้ คนที่จิตฟุ้งซ่าน ครุ่นคิดตลอดจะนอนไม่หลับน่าเห็นใจมาก บ้านที่อยู่ราคาสูงหาซื้อได้เช่นกัน แต่ครอบครัวที่ขาดความอบอุ่นแยกกันอยู่ซื้อไม่ได้ ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม ล้วนจากเรื่องเงินทั้งนั้น

เมื่อเงินไม่ได้ตอบสนองความต้องการมนุษย์ได้หมด ก็น่าจะหาทางอื่นเป็นทางเลือกมาเพิ่มขึ้นอีกดีไหม? เป็นข้อคิดที่หลวงพี่ฝากไว้ ตราบใดที่ยังไม่ลดเรื่องกิเลสให้พอดีกับตัวเอง ความสุขเหมือนเงามายาที่เราเห็นอยู่ข้างหน้า เมื่อเราไขว่คว้ามาได้ จะอยู่เพียงชั่วคราว แล้วโดดหนีล้ำหน้าไปอีก เพราะเราเบื่อ เราต้องไล่ตามจับของใหม่กันไปเรื่อย คล้ายไล่ตามเงาตัวเอง ความสุขที่แท้จึงเป็นอนาคตที่ไม่มาถึงเสียที

หลวงพี่อดีตวิศวกรจุฬาฯ ได้สรุปชีวิตส่วนตัวที่ผ่านมาว่า ความสุขของอาตมาไม่ได้อยู่ที่เมืองไทย ไม่ได้อยู่ที่เมืองนอก ที่ไปทำงานและอยู่ถึง 5 ปี ไม่ได้อยู่ที่งานเลี้ยงสังสรรค์ ไม่ได้อยู่ที่เงินทองหรือวัตถุใด ๆ ความสุขอยู่ที่จิตใจ การวิจัยเพื่อเรียนรู้ว่า ทำอย่างไรจิตใจจึงเป็นสุขไม่เป็นทุกข์ สำคัญเหนืออื่นใด

การฝึกสติหรือสมาธิให้จิตอยู่กับตัว ในชีวิตประจำวันให้รู้กายที่เคลื่อนไหว รู้ว่ากายอยู่ในท่าไหน กำลังทำอะไร หรือเมื่อเดินจงกรม เมื่อเท้ากระทบพื้นก็รู้สึกถึงการกระทบ รู้แบบสบาย ๆ ไม่ต้องตั้งใจมาก ไม่ต้องรู้ว่าซ้ายหรือขวา ไม่ต้องใส่ใจการเคลื่อนไหว ใส่ใจเพียงการกระทบพอ ทำไปเรื่อย ๆ เผลอเมื่อใดก็เริ่มต้นใหม่ การรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง เป็นภาวนามัยปัญญา ซึ่งจะตัดกิเลสได้จิตจะเป็นสุขที่ถาวร

พภ.ณรงค์ศักดิ์ เนียมนัด อดีตหัวหน้าคณะศาลอุทธรณ์ ขณะนี้ได้ลาไปบวชอยู่ที่วัดโกเมศรัตนาราม อ.สามโคก ปทุมธานี ได้ให้หลักไว้ตอนก่อนบวชว่า ตัวอยู่ที่ไหน ใจอยู่ที่นั่น, กายทำอะไรให้ใจอยู่กับสิ่งนั้น จะทำให้จิตอยู่กับตัวตลอดไป

พภ.เกรียงศักดิ์ วัชรพล ได้ลาไปบวชที่วัดญาณสังวร จ.ชลบุรี ได้บอกไว้ก่อนบวชว่า หากจิตอยู่กับตัวอยู่ในร่างกายเราตลอด เราจะไม่คิดอะไรก็จะไม่มีทุกข์ จิตออกไปเมื่อไรให้เรียกกลับมาใหม่ ฟังดูง่ายแต่ปฏิบัติยาก คอยจะกระโดดออกไปเรื่อย มีโอกาสจะไปกราบทั้งสองรูปขอศึกษาธรรมต่อด้วย

เรื่องการฝึกสมาธิ ฝึกจิต ฝึกสติ ให้อยู่กับตัว เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ละแห่งจะมีวิธีการต่างกันไป ใครถูกจริตกับแบบใดก็ทำแบบนั้น ถ้าสามารถทำต่อไปถึงมหาสติปัฏฐาน 4 ด้วยยิ่งสมบูรณ์ จิตที่อยู่นิ่งไม่คิดอะไร จะเป็นจิตที่มีความสุข บ่งบอกมาที่ใบหน้าให้ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี เป็นเสน่ห์แก่ผู้พบเห็นอยากพูดคุยด้วย

การทำสมาธิหรือฝึกให้สติอยู่กับตัวตลอดแม้กายจะนิ่งหรือเคลื่อนไหวมาใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นทางเลือกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกข์รอบตัวได้ลดน้อยลง.

ที่มา: เดลินิวส์ 26 กุมภาพันธ์ 2555

ชี้ใจเป็นทุกข์เพิ่มเสี่ยงหัวใจวาย

นักวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า คนที่สูญเสียญาติสนิทมิตรสหาย มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการหัวใจวายเพิ่มขึ้นมาก ในช่วงหลายวันหรือหลายสัปดาห์ของห้วงเวลาที่รู้สึกโศกเศร้านั้น

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Circulation: Journal of the American Heart Association นี้ระบุว่า ภายในช่วงเวลา 1 วันของการเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัว ผู้สูญเสียมีความเสี่ยงดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึง 21 เท่า และเพิ่มขึ้น 6 เท่าในช่วงสัปดาห์แรก จากนั้นปัจจัยเสี่ยงนี้จะค่อยๆ ลดลงในช่วงเวลา 1 เดือน จนกระทั่งกลับคืนสู่ภาวะปกติ

“บุคลากรทางการแพทย์ และตัวผู้สูญเสียเอง ควรตระหนักว่า คนเหล่านี้อยู่ในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลังจากได้ทราบข่าวร้าย” แพทย์โรคหัวใจ เมอร์เรย์ มิตเทิลแมน กล่าว

มิตเทิลแมนกับคณะได้สัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากอาการหัวใจวายจำนวน 1,985 ราย โดยถามถึงสถานการณ์ในช่วงที่เกิดอาการ และถามว่ามีคนใกล้ชิดเสียชีวิตในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาหรือไม่

จากนั้นนักวิจัยได้คำนวณความเสี่ยงนี้ เปรียบเทียบกันระหว่างจำนวนคนไข้ที่ได้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเกิดอาการ กับจำนวนคนไข้ที่ได้สูญเสียคนใกล้ชิดในช่วง 1-6 เดือนก่อนหัวใจวาย พบว่า จำนวนของคนที่เกิดอาการได้พุ่งสูงขึ้นในช่วงวันแรกๆ ภายหลังมรณกรรมของคนที่รัก และยังคงสูงกว่าปกติเมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือน ความเศร้าโศกทำให้เกิดความเครียดทางจิตใจ ซึ่งจะเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอาการหัวใจวาย
นอกจากนี้ คนที่เศร้าโศกยังทานอาหารไม่ลง นอนไม่หลับ และไม่สนใจที่จะกินยา ซึ่งล้วนส่งผลเสียต่อการทำงานของหัวใจ นักวิจัยร่วม เอลิซาเบธ มอสตอฟสกี บอกว่า เพื่อนๆ และคนในครอบครัวควรช่วยกันปลอบประโลมผู้สูญเสีย เพื่อป้องกันอาการหัวใจวาย เช่น แน่นหน้าอก, ปวดท้อง, หายใจหอบ, คลื่นไส้, เวียนหัว.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 7 กุมภาพันธ์ 2555

 

 

Related link:

 

Grief Over Losing Loved One Linked to Higher Heart Attack Risks

ScienceDaily (Jan. 9, 2012) — Your risk of heart attack may increase during the days and weeks after the death of a close loved one, according to research reported in Circulation: Journal of the American Heart Association.

A study of 1,985 adult heart attack survivors showed that after a significant person’s death, heart attack risks:

  • Increased to 21 times higher than normal within the first day.
  • Were almost six times higher than normal within the first week.
  • Continued to decline steadily over the first month.

“Caretakers, healthcare providers, and the bereaved themselves need to recognize they are in a period of heightened risk in the days and weeks after hearing of someone close dying,” said Murray Mittleman, M.D., Dr.P.H., a preventive cardiologist and epidemiologist at Harvard Medical School’s Beth Israel Deaconess Medical Center and School of Public Health’s epidemiology department in Boston, Mass.

Researchers also found that the increased risk of heart attack within the first week after the loss of a significant person ranges from one per 320 people with a high heart attack risk to one per 1,394 people with a low heart attack risk.

The study is first to focus on heart attack risk during the first few days and weeks after someone close died.

Grieving spouses have higher long-term risks of dying, with heart disease and strokes accounting for up to 53 percent of deaths, according to previous research.

As part of the multicenter Determinants of MI Onset Study, researchers reviewed charts and interviewed patients while in the hospital after a confirmed heart attack between 1989 and 1994. Patients answered questions about circumstances surrounding their heart attack, as well as whether they recently lost someone significant in their lives over the past year, when the death happened and the importance of their relationship.

Researchers used a case crossover design to compare patients over the past six months. The approach eliminated the possible confounding factors of comparing different people.

The researchers estimated the relative risk of a heart attack by comparing the number of patients who had someone close to them die in the week before their heart attack to the number of deaths of significant people in their lives from one to six months before their heart attack. Psychological stress such as that caused by intense grief can increase heart rate, blood pressure and blood clotting, which can raise chances of a heart attack.

At the beginning of the grieving process, people are more likely to experience less sleep, low appetite and higher cortisol levels, which can also increase heart attack risks.

Grieving people also sometimes neglect regular medications, possibly leading to adverse heart events, said Elizabeth Mostofsky, lead author of the research. “Friends and family of bereaved people should provide close support to help prevent such incidents, especially near the beginning of the grieving process.”

Similarly, medical professionals should be aware that the bereaved are at much higher risk for heart attacks than usual.

“During situations of extreme grief and psychological distress, you still need to take care of yourself and seek medical attention for symptoms associated with a heart attack,” Mittleman said.

Heart attack signs include chest discomfort, upper body or stomach pain, shortness of breath, breaking into a cold sweat, nausea or lightheadedness.

Future studies are needed to make more specific recommendations based on the study, Mittleman said.

Co-authors are: Elizabeth Mostofsky, M.P.H, Sc.D.; Malcolm Maclure, Sc.D.; Jane Sherwood, R.N.; Geoffrey Tofler, M.D.; and James Muller, M.D. Author disclosures are on the manuscript.

The National Institutes of Health funded the research.