บริโภคอาหารอย่างระวัง เชื้อโรคไม่ถามหา

dailynews140927_01การบริโภคอาหารหลากหลาย ถูกสุขลักษณะนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ห่างไกลสารพัดโรคภัยได้ แต่มักเป็นสิ่งที่เรามักมองข้ามและละเลยกันเป็นส่วนใหญ่

อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบกับอีกหลากหลายเมนูที่ชื่นชอบรับประทานนั้น บ่อยครั้งทีเดียวที่จะมีข่าวความเคลื่อนไหวให้ติดตามถึงความอันตรายการเจ็บป่วยรุนแรง ทั้งอาการอาหารเป็นพิษ ท้องร่วง ท้องเสีย อีกทั้งการบริโภคอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ ยังมีความเสี่ยงต่อโรคพยาธิต่าง ๆ โดยบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงชีวิตและยิ่งฤดูร้อนอากาศอบอ้าวที่เริ่มสัมผัสได้นั้นยังมีความเสี่ยงต่อโรคทางเดินอาหารอีกด้วย ฉะนั้น การบริโภคอาหารให้ถูกสุขอนามัย ปรุงสุกสะอาดสดใหม่ รู้และเข้าใจในวิธีการเก็บรักษาอาหารถือเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้หลีกไกลจากความเจ็บป่วย

ส่วนโรคที่เกิดจากการติดเชื้อทางอาหารมีทั้งเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งสารพิษที่สร้างจากเชื้อเหล่านี้ อย่างที่พบบ่อย ๆ เช่น เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้มีไข้ ท้องเสีย ปวดท้อง เชื้อโรคเหล่านี้พบได้ในลำไส้ของสัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อีกทั้งในอาหารทะเลจำพวกหอยหลายชนิด ดังนั้น หากนำมารับประทานโดยไม่ทำให้สุกดี ไม่สะอาด ก็จะมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสเข้าไปในร่างกาย

เมื่อรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุกเข้าไป ร่างกายก็มีโอกาสจะได้รับเชื้อเข้าไปด้วย ส่วนมากแล้วเชื้อจะเข้าไปฟักตัวเป็นชั่วโมงหรือทั้งวัน ขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อที่ได้รับเข้าไปในร่างกาย ความรุนแรงของเชื้อโรคนั้น ๆ ขึ้นอยู่กับสภาวะของคนไข้ที่รับเชื้อเข้าไป อย่างเช่น เด็ก ผู้สูงอายุ สตรีตั้งครรภ์ มีโอกาสเป็นรุนแรงมากกว่าคนปกติเป็นเท่าตัว อีกทั้งผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ อย่างผู้ที่เป็นมะเร็งหรือเป็นโรคเลือด ก็มีโอกาสเป็นได้มากกว่าคนปกติ

สำหรับอาการที่ปรากฏจะคล้ายกันในผู้ที่ได้รับเชื้อโรคเข้าไปคือ ปวดท้อง มีไข้ ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน ส่วนมากเชื้อพวกนี้มักจะหายเองได้ใน 3-4 วัน ยกเว้นแต่ในรายที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจจะเสียน้ำ เสียเกลือแร่ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็เป็นได้

การดูแลสุขภาพที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรรับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุก หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ อย่างในต่างประเทศอาหารสุกจะมีแท่งวัดอุณหภูมิปักลงไปในเนื้ออุณหภูมิต้องมากกว่า 78 องศาเซลเซียส จึงจะปลอดภัย ขณะที่ด้านนอกต้องมากกว่า 100 องศาเซลเซียส และก่อนการปรุงอาหารต้องล้างให้สะอาดเป็นพิเศษ ทั้งเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ในการล้างก็ต้องล้างแยกกัน ไม่ปะปนกัน การใช้เขียง ใช้มีดหั่นแล้วก็ต้องล้างทำความสะอาดทุกครั้ง

อาหารที่ปรุงสุกแล้วนั้นเมื่อตั้งให้เย็นแล้วควรเก็บใส่ตู้เย็นภายใน 3 ชั่วโมง หากตั้งวางเอาไว้เชื้อโรคอาจจะมีการเพิ่มจำนวนหรืออาจจะสร้างสารพิษขึ้นมาในช่วงนั้นได้ การเก็บรักษาควรแยกเป็นภาชนะเล็ก ๆ จะช่วยให้เย็นเร็วยิ่งขึ้น การรับประทานก็ควรนำมาอุ่นก่อน ซึ่งการอุ่นอาหารควรทำให้เดือดไม่ใช่แค่ทำให้ร้อนเฉย ๆ ส่วนพวกผัก ผลไม้ ควรล้างให้น้ำไหลผ่านชะล้างเชื้อโรคให้ดีก่อน

นอกจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่มากับอาหารที่ปรุงไม่สุกแล้วนั้น พยาธิที่อยู่ในดินที่ติดมากับสัตว์และผัก รวมทั้งหากสัมผัสขุดจับดินที่มีพยาธิโดยไม่ล้างมือให้สะอาดให้ดีแล้วนั้น ก็อาจจะติดเข้าไปในร่างกายของเรา ติดกับอาหารที่รับประทานได้ อย่างเช่น พยาธิกล้ามเนื้อ หากเข้าสู่ร่างกายจะไปฝังตามกล้ามเนื้อในร่างกายของเรา พวกนี้ติดมากับพวกหมู กระรอก หนู กระแต เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีพวกพยาธิตัวจี๊ด ซึ่งจะไชเข้าไปตามผิวหนังของเรา แล้วจะมีอาการคันตามเนื้อตามตัว ซึ่งพวกนี้จะอยู่ในพวกไรน้ำ ซึ่งปลา กุ้ง ปู จะกินไรน้ำพวกนี้เข้าไปและหากกินกุ้งสุก ๆ ดิบ ๆ ปลาดุก ปลาช่อน ปลาไหล เขียด กบ ฯลฯ ที่ปรุงไม่สุกดีพอนั้นก็จะมีโอกาสที่พยาธิเข้าไปในร่างกายของเราได้ ซึ่งพยาธิใบไม้ในตับนั้น ส่วนใหญ่พบทางอีสานอยู่ในพวกหอย ปลา ที่นำมาทำปลาร้า ปลาส้ม ปลาก้อย พอไม่สุกเมื่อนำมาทานพยาธิพวกนี้ก็จะไปอยู่ที่ทางเดินน้ำดี เป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งทางท่อน้ำดี อาการที่พบก็จะมีตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งถึงตอนนั้นอาจจะช้าเกินการรักษาได้

การทำให้สุกสะอาดจึงเป็นการตัดวงจรก่อนเกิดโรคซึ่งโดยมากคนเรานั้นมักละเลยมองข้ามกันไป บางคนอาจโชคดีก็ไม่เกิดอะไรก็ได้ แต่บางคนที่โชคร้ายหลีกไม่พ้นความเจ็บป่วยเกิดขึ้นมา ส่วนในความรุนแรงของเชื้อโรคตัวนั้นขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคนที่ได้รับเชื้อเข้าไป เชื้อแต่ละชนิดมีความรุนแรงแตกต่างกัน แต่ที่ดีที่สุดควรเลี่ยงอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ซึ่งบางคนอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็เป็นได้

อย่างที่กล่าวมานั้นการปรุงไม่สุกหากทิ้งไว้ข้างนอกนาน ๆ เชื้อโรคต่าง ๆ ก็จะเจริญเติบโต ในคำว่า สุก หากเป็นอาหารประเภท แกง ต้องเดือดอย่างน้อย 5 นาที เป็นอย่างต่ำ ขณะที่อาหารจำพวกปิ้งย่างก็ไม่ควรที่จะมีเนื้อแดงและในการสังเกตดูแลตนเองหากเกิดการท้องเสีย อาเจียนต่อเนื่อง มีไข้ขึ้น ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ แต่ที่เป็นอันตรายระยะยาวต่างจากพวกแบคทีเรีย ไวรัส หากเป็นพวกพยาธิส่วนใหญ่จะเข้าไปอยู่ในตัวจนกระทั่งแพร่กระจายจะรบกวนการทำงานของร่างกายของเรา ส่วนพยาธิตัวกลมชนิดอื่นมักจะเข้าไปอาศัยอยู่ในลำไส้ทำให้เป็นโรคขาดสารอาหาร เป็นโรคท้องเสียเรื้อรังได้

ก่อนที่จะสายเกินแก้ไขการรู้เข้าใจในการบริโภคอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญและเมื่อทราบถึงอันตรายการบริโภคอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ จึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น และไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทใดก็ตามการปรุงสุกสะอาดเข้าไว้ก่อน ล้วนแต่จะช่วยสร้างความปลอดภัยส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณเองได้.

นพ.ปริย พรรณเชษฐ์
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 27 กันยายน 2557

อันตรายอุจจาระร่วง..บอกเหตุภาวะแทรกซ้อน

bangkokbiznews140828_01หลาย ๆ คน คงเคยเกิดอาการอุจจาระร่วงกันบ้าง ซึ่งเชื่อว่าเกือบทุกคนคงเคยมีอาการนี้มาก่อน บางคนอาจคิดว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่ความจริงแล้วอาการอุจจาระร่วงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ไตวายหรือถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ หรืออาจมีการระบาดเป็นวงกว้างทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุที่สำคัญของการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะยาต้านจุลชีพ ทำให้มีการเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นและยังนำไปสู่การเกิดเชื้อจุลชีพดื้อยา

สาเหตุของอาการนี้มักเกิดจากสารพิษหรือเชื้อโรค ซึ่งอาจจะมีอยู่ตั้งแต่แรกในอาหารหรือน้ำที่เรารับประทาน หรือปนเปื้อนภายหลังจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือที่ปนเปื้อนแล้วไม่ได้ล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงหรือรับประทานอาหาร ซึ่งเรามักเรียกกลุ่มอาการอุจจาระร่วงที่มีสาเหตุมาจากอาหารหรือน้ำว่าโรคอาหารเป็นพิษ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้มีอาการอุจจาระร่วงได้ เช่นบางคนรับประทานนมแล้วไม่ย่อย ยาบางชนิด เช่น ยาที่เป็นน้ำเชื่อม ยาปฏิชีวนะ หรือโรคลำไส้บางชนิดก็ทำให้มีอุจจาระร่วงได้

บางครั้งท่านอาจจะสงสัยว่าทั้งๆ ที่รับประทานอาหารสุกแล้วก็ยังเกิดอาหารเป็นพิษ ทำให้มีท้องเสีย อาเจียนได้ ทั้งนี้เพราะสารพิษบางชนิดที่ตกค้างอยู่ในอาหารหรือน้ำมีความทนทานต่อความร้อน กรณีนี้มักพบในอาหารปรุงสุกแล้วปล่อยทิ้งค้างไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้เก็บรักษาให้เหมาะสม เช่น ข้าวผัด หลังผัดทิ้งไว้ค้างคืนโดยไม่ได้ใส่ตู้เย็นที่อุณหภูมิเหมาะสมแล้วนำมาอุ่น เชื้อจุลชีพที่เจริญในระหว่างนี้อาจปล่อยสารพิษไว้ เมื่อนำไปอุ่นความร้อนสามารถทำลายเชื้อจุลชีพได้แต่ไม่สามารถทำลายสารพิษที่ตกค้างได้ ดังนั้นนอกจากต้องใส่ใจกับความสุก ความสะอาดของอาหาร และสุขอนามัยของผู้ปรุงอาหารหรือบริกรแล้ว ขั้นตอนในการเก็บรักษาอาหารเพื่อนำมาบริโภคซ้ำก็มีความสำคัญเช่นกัน

ในทางการแพทย์ เราให้คำนิยามของอาการอุจจาระร่วง ว่าคือการถ่ายอุจจาระเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายเป็นมูกเลือด 1 ครั้งหรือมากกว่า ผู้ป่วยที่มีอาการอุจจาระร่วงอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่นคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง แน่นท้อง บางรายอาจมีไข้ ผู้ป่วยอาจมีอาการเนื่องจากการขาดน้ำและเกลือแร่ เช่น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง กระหายน้ำ หน้ามืด ในรายที่มีขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรงอาจมีปัสสาวะออกน้อย ซึมลง สับสน ความดันโลหิตต่ำได้

เราพอจะแบ่งกลุ่มอาการอุจจาระร่วงออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่กลุ่มที่มีอาการอาเจียนเป็นอาการเด่นและกลุ่มที่มีอาการอุจจาระร่วงเป็นอาการเด่น

กลุ่มที่มีอาการอาเจียนเป็นอาการเด่นมีสาเหตุใหญ่อยู่ 2 สาเหตุ คืออาหารเป็นพิษจากสารพิษที่ทนความร้อนและการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินอาหาร กรณีของที่เกิดจากสารพิษที่ทนต่อความร้อน ผู้ป่วยมักมีอาการหลังรับประทานอาหารประมาณ 6-24 ชั่วโมง โดยมักมีประวัติรับประทานอาหารที่ทิ้งค้างไว้นาน ผู้ป่วยมักเริ่มต้นด้วยอาการอาเจียนมากร่วมกับปวดท้อง ต่อมาจึงมีถ่ายอุจจาระร่วงซึ่งมักเป็นไม่รุนแรง ส่วนกรณีของการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินอาหารมักพบในเด็ก ส่วนใหญ่ติดต่อทางน้ำดื่มและอาหาร มีระยะฟักตัวประมาณ 18-72 ชั่วโมง มักเริ่มด้วยไข้ต่ำๆ ไอ หวัดเล็กน้อยซึ่งมักเป็นอยู่ 1-2 วัน ต่อจากนั้นจะมีอาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย และมีอาการอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ แต่จะไม่มีมูกเลือด

กลุ่มที่มีอาการอุจจาระร่วงเป็นอาการเด่นอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่กลุ่มที่อุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำกับกลุ่มที่ถ่ายเป็นมูกปนเลือด ทั้งสองกลุ่มส่วนมากเกิดการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย กลุ่มที่อุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เข้าไปสร้างสารพิษในลำไส้ ตัวอย่างของโรคในกลุ่มนี้เช่นอหิวาตกโรค ส่วนกลุ่มที่ถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือด มักจะมีอาการไข้ ปวดท้อง หรือปวดเบ่งที่ทวารหนัก ถ่ายบ่อย โดยถ่ายแต่ละครั้งปริมาณไม่มาก ซึ่งอาจเรียกว่าเป็น’โรคบิด’ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ลุกลามเข้าไปในผนังลำไส้ ทำให้มีลำไส้อักเสบ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการอุจจาระร่วง มักเป็นชนิดที่อาการไม่รุนแรง อาจมีถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำปนเนื้อประมาณ 5-6 ครั้งต่อวัน ไม่มีอาการของการขาดน้ำหรือเกลือแร่ เช่นไม่มีอาการอ่อนเพลีย กระหายน้ำ หน้ามืด หรือซึมลง มักจะไม่มีไข้หรือมีเพียงไข้ต่ำๆ อาจจะมีปวดท้องหรืออาเจียนมากในระยะแรก แต่อาการมักจะดีขึ้นได้เองใน 1-2 วัน ผู้ป่วยในกลุ่มนี้อาจดูแลตัวเองไปก่อนได้โดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ มุ่งเน้นที่การทดแทนน้ำและเกลือแร่ให้เพียงพอโดยการดื่มน้ำเกลือแร่ และรับประทานยารักษาตามอาการ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านจุลชีพ การรับประทานอาหารถ้าอุจจาระร่วงไม่มากสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ถ้ามีอาการมากแนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ซุป น้ำผลไม้ นมถั่วเหลือง ส่วนนมสดไม่ควรรับประทานเพราะอาจทำให้อุจจาระร่วงมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด และไม่ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก

ยาที่อาจรับประทานได้โดยไม่ต้องพบแพทย์ ได้แก่ ยากลุ่มที่มีการออกฤทธิ์ดูดซับสารพิษ เช่น kaolin, pectin, activated charcoal ซึ่งเป็นยาที่ปลอดภัย แต่ลดปริมาณอุจจาระได้ไม่มาก ไม่ทำให้อุจจาระร่วงหายเร็วขึ้น แต่ทำให้อุจจาระมีลักษณะเป็นเนื้อมากขึ้น ส่วนยากลุ่มที่ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เช่น loperamide (Imodium) สามารถทำให้ถ่ายอุจจาระน้อยครั้งลง ยานี้ห้ามใช้ในรายที่ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดหรือมีไข้สูง อาจรับประทานในรายที่ต้องทำงานต่อเนื่อง ไม่สามารถหยุดงานได้หรือต้องเดินทางไกล แต่ถ้ารับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องอืด แน่นท้อง จึงไม่ควรเกินรับประทานเกิน 1-2 เม็ดต่อวัน กรณีที่รับประทานแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ ถ้ามีอาการปวดมวนท้องอาจรับประทานยา hyoscine (buscopan) ซึ่งมีฤทธิ์ลดอาการบีบเกร็งของลำไส้ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเนื่องจากอาการปวดท้องอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่มีอันตราย ดังนั้นถ้าปวดท้องรุนแรง มีไข้ ถ่ายมีมูกปนเลือด หรือรับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

ผู้ป่วยอุจจาระร่วงที่ควรปรึกษาแพทย์ได้แก่ผู้ป่วยที่มีอาการนานกว่า 2 วัน มีอาการของการขาดน้ำและเกลือแร่ เช่น กระหายน้ำ ปากแห้ง เพลีย เวียนศีรษะ หน้ามืด ปัสสาวะออกน้อย มีอาการปวดท้องหรือปวดเบ่งรุนแรง ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือมูกปนเลือด และผู้ป่วยที่มีไข้สูง นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอาจพิจารณาพบแพทย์เร็วขึ้น

การป้องกันอาการอุจจาระร่วง ได้แก่ รับประทานอาหารและน้ำที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่อาหารสดที่ซื้อมา การเก็บรักษา การเตรียมหรือปรุงอาหาร สถานที่ในการเตรียมอาหาร การล้างมือบ่อยๆขณะเตรียมอาหาร โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสของสด อาหารที่ปรุงสุกแล้วควรเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด ถ้าปล่อยทิ้งค้างไว้นานควรเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม นอกจากนี้การล้างมือก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการป้องกันอาการอุจจาระร่วง ทั้งนี้เพราะมือของเราอาจสัมผัสกับเชื้อจุลชีพที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม จึงควรล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังรับประทานอาหารและภายหลังกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจทำให้มือปนเปื้อน เช่น หลังเข้าห้องน้ำ หลังปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม

บทความโดย น.อ.นพ.ธนาสนธิ์ ธรรมกุล

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
หน่วยโรคติดเชื้อ กองอายุรกรรม โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 28 สิงหาคม 2557

น้ำแข็งใสๆ..อันตรายกว่าที่คิด

ในแต่ละวันแทบทุกคนล้วนต้องเกี่ยวพันกับเจ้าน้ำแข็งใสๆ กันใช่ไหมคะ? ไม่ว่าจะมาจากการไปรับประทานอาหารนอกบ้าน เช่นที่ภัตตาคาร ร้านอาหาร ไปจนถึงร้านเครื่องดื่มข้างทางหรือหน้าออฟฟิศ แล้วรู้กันไหมคะว่า เห็นหน้าตาใสๆ เย็นๆ แบบนี้ มีอันตรายแฝงอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ?!

หลายคนอาจสงสัยว่า เอ๊ะ!..น้ำแข็งก็ทำมาจากน้ำทั้งหมด 100% แล้วอันตรายจะมาจากตรงไหน? จากประสบการณ์ของผู้เขียนในการเป็นที่ปรึกษาและการตรวจโรงงานผลิตน้ำแข็งนั้น ขอเล่าให้ฟังกันถึงที่มาที่ไป และอันตรายที่ควรระวังจากน้ำแข็งนั้นคืออะไรกัน

น้ำแข็งที่เราบริโภคกันโดยส่วนใหญ่ มาจาก 2 แหล่งหลักๆ คือ น้ำแข็งที่ผลิตมาจากโรงงานผลิตน้ำแข็ง และน้ำแข็งที่ผลิตจากเครื่องทำน้ำแข็งอัตโนมัติ ไม่นับที่แช่ทำเองในตู้เย็นบ้านเรานะคะ

อันตรายจากน้ำแข็งที่ว่านี้ ส่วนใหญ่ที่เราควรระมัดระวังกันก็คือ เชื้อโรค หรือจุลินทรีย์ในกลุ่มที่ก่อให้เกิดโรคที่ปะปนมาจากการผลิตและการขนส่งกันนั่นเองค่ะ เห็นไหมคะว่า เป็นภัยร้ายที่มองไม่เห็นกันจริงๆ หากเราเคยติดตามข่าวสารของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข อาจเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ กับการตรวจพบจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคในน้ำแข็งมีเกินมาตรฐาน

เช่น กรณีการพบโรงงานน้ำแข็งหลอดย่านบางเขน ซึ่งปรับที่พักเป็นโรงงานผลิต เมื่ออย.เข้าตรวจและนำตัวอย่างส่งตรวจ พบปนเปื้อนเชื้อโรคเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ อี.โคไล จุลินทรีย์ซาลโมเนลล่า ตัวการโรคท้องร่วง ซึ่งปกติเชื้อโรคดังกล่าวจะปนเปื้อนในอุจจาระเท่านั้น

จากตัวอย่างที่ยกมาเล่า แสดงให้เห็นว่า ภัยที่น่ากลัวจากน้ำแข็งนี้มาจากกระบวนการผลิตและการขนส่งของโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีจิตสำนึกที่ดีในการผลิตอาหารให้ปลอดภัย ตั้งแต่มาตรฐานน้ำที่จะนำมาผลิตน้ำแข็งเพื่อการบริโภค ก็ควรต้องเป็นน้ำมาตรฐานน้ำบริโภค และผู้เขียนเองมั่นใจว่า โรงงานน้ำแข็งที่ผลิตภายใต้สุขลักษณะที่ดี และผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และการประเมินโรงงานตามกระทรวงสาธารณสุขนั้นมีน้อยมาก

ยังมีเรื่องที่ต้องระวังเล่าให้ฟังต่อ โดยน้ำแข็งที่เราบริโภคกันในปัจจุบันมีมากมายหลายชนิด ตั้งแต่น้ำแข็งหลอด น้ำแข็งเกล็ด น้ำแข็งโม่ หรือน้ำแข็งป่น (ที่โม่และป่นมาจากน้ำแข็งซอง สมัยก่อนเรียก น้ำแข็งมือ นึกภาพง่ายๆ คือ น้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ ที่นำมาทำเป็นน้ำแข็งใสนั่นเอง)

เจ้าน้ำแข็งที่เราควรระวังมากที่สุด คือ น้ำแข็งโม่ หรือน้ำแข็งป่น โดยเฉพาะที่ผลิตจากโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน และร้านอาหารตามสั่งร้านขายเครื่องดื่มทั่วไปนิยมใช้ใส่แก้วมาให้เรา ในน้ำแข็งพวกนี้พบว่า มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคตั้งแต่แหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตน้ำแข็ง กระบวนการตัดก้อนน้ำแข็งให้มีขนาดเล็กลงจากการใช้ใบมีดที่เป็นเหล็กและมีสนิม

และต้องบอกค่ะว่า โรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน มักมีคนงานเป็นต่างด้าวที่ต้องมีแรงและพลังกายในการยก การตัดก้อนน้ำแข็งเยอะๆ และพบเห็นอยู่บ่อยๆ ว่า ไม่สวมเสื้อทำงาน ใส่เพียงกางเกงขาสั้น และรองเท้าบูท เดินบนลานน้ำแข็งไปมาส่วนบรรจุภัณฑ์ก็มักใช้เป็นกระสอบเก่าใบสีขาว ที่เคยใส่ข้าวสาร ใส่แป้ง และไม่แน่ใจว่าจะเอากระสอบสารเคมีอะไรมาใส่หรือเปล่า มีกระบวนการในการล้างทำความสะอาดกระสอบที่เวียนกลับมาใช้หรือไม่

แล้วเคยเห็นเวลาจะนำลงจากรถขนส่งกันไหมค่ะ เหยียบขึ้นไปบนกระสอบเอย ลากลงมาที่พื้นเอย เห็นแล้วแทบไม่กล้าทานอาหารร้านนั้นเลย ยังไม่รวมการปนเปื้อนเมื่อมาถึงที่ร้านแล้ว หากแม่ค้าพ่อค้าไม่ใส่ใจความสะอาด นำน้ำแข็งมาแช่ในถังที่เดียวกับหมูสด ผักสดที่ใช้เป็นวัตถุดิบต่างๆ  ฟังเท่านี้แล้วอาจเลิกทานน้ำแข็งประเภทนี้กันไปเลยใช่ไหม

สังเกตไหมคะว่า ชาวต่างชาติจะกลัวน้ำแข็งบ้านเรามากๆ เพราะหลายต่อหลายรายท้องเสีย ท้องร่วง อาหารเป็นพิษเข้าโรงพยาบาลเพียงเพราะน้ำแข็งกัน และหลายครั้งที่เราก็มีอาการเดียวกัน แต่มัวไปคิดถึงว่า เราไปทานอะไรมา โดยที่ทุกๆ คนจะมองข้ามน้ำแข็งไป

นอกจากนี้ เคยลองสังเกตน้ำแข็งแต่ละร้านที่เราทานเข้าไปกันบ้างไหมคะว่าสะอาดหรือไม่ แค่ลองสังเกตดูก้นแก้วเวลาที่น้ำแข็งละลายหมดแล้ว บางร้านผู้เขียนเคยเห็นว่า มีตะกอนสิ่งสกปรกตกอยู่ที่ก้นแก้วจำนวนมาก นี่แค่สิ่งที่มองเห็นได้เท่านั้นนะคะ

ดังนั้นหากเราอยากทานน้ำแข็งที่สะอาดปลอดภัย จึงควรใส่ใจกับแหล่งที่มา และพยายามสังเกตน้ำแข็งจากร้านที่เราทานว่า สะอาดเพียงพอหรือไม่ ควรเลือกทานน้ำแข็งที่ผลิตโดยเครื่องอัตโนมัติ เพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่า หรือเลือกทานน้ำแข็งอนามัยที่ผ่านการรับรองคุณภาพตามระบบ GMP หรือระบบความปลอดภัยของอาหารดีกว่าค่ะ กรณีไปซื้อเครื่องดื่มหรือทานอาหารตามร้านที่ไม่ได้ใช้น้ำแข็งที่ผลิตจากเครื่องอัตโนมัติ ก็ควรสังเกตภาชนะที่ใส่น้ำแข็งกันนะคะว่ามีความสะอาดและสุขลักษณะที่ดีเพียงใด ไม่อย่างนั้นแล้ว เราอาจได้เชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคเข้ามาในร่างกายเรา จนทำให้เราเจ็บป่วยได้นะคะ

อยากมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย จึงควรใส่ใจสิ่งที่เราจะทานเข้าไปกันสักนิดนะคะ อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

ที่มา: เดลินิวส์  26 ตุลาคม 2555

คลิป อีโคไล ภัยร้ายที่มากับอาหาร -รายการพบหมอศิริราช

รายการพบหมอศิริราช : อีโคไล ภัยร้ายที่มากับอาหาร

เชื้ออีโคไล ท้องร่วง การป้องกันการติดเชื้ออีโคไร การป้องกันโรคท้องร่วง การรักษาโรคท้องร่วง

จู๊ด จู๊ด-ร้องไห้ไร้น้ำตา สงสัยไวรัสโรต้า

บ้านไหนกำลังมีเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ในช่วงหน้าร้อนอย่างนี้ต้องระวังอาการท้องร่วงในเด็กที่เกิดจากไวรัสโรต้า เพราะเชื้อร้ายดังกล่าวจะทำให้เจ้าตัวน้อยถ่ายอุจจาระผิดปกติ ถ่ายเหลว ท้องร่วง และอาเจียน จนทำให้ร่างกายขาดน้ำ สูญเสียเกลือแร่ หากมีอาการที่รุนแรงมากและไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็มีโอกาสเสียชีวิตได้

ไวรัสโรต้าเข้าสู่ร่างกายของลูกน้อยจากทางปาก ด้วยพฤติกรรมที่เด็ก ๆ มักจะชอบดูด-อมนิ้วมือซึ่งอาจปนเปื้อนเชื้อไวรัสที่เคลือบแฝงอยู่ตามของเล่น หรือการทำความสะอาดอุจจาระที่ไม่สะอาดเพียงพอ เมื่อไวรัสโรต้าเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ลูกน้อยมีไข้ในช่วง 1-2 วันแรก พร้อมร่วมกับอาการที่กล่าวไปในแล้วในตอนต้น โดยอาการท้องร่วงเพราะไวรัสโรต้าอาจเกิดขึ้นนานถึง 9 วัน หรือ 3 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม มีวิธีสังเกตเพื่อแยกแยะให้แน่ชัดว่า เด็กท้องร่วงเพราะไวรัสโรต้า คือ เด็กจะร้องไห้แบบไม่มีน้ำตา ไม่ปัสสาวะออกเลยสักครั้งใน 3 ชั่วโมง ปาก ลิ้น และผิวหนังแห้ง ดวงตาดูคล้ำกลวง บริเวณแก้มตอบยุบ ท้องแฟบแบนลง วัดไข้ได้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส 

หากตรวจสอบพบอาการจำเพาะข้างต้น ผู้ที่ดูแลต้องระวังเด็กขาดน้ำ โดยสามารถให้ดื่มน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) เพื่อรักษาอาการเบื้องต้นให้ค่อย ๆ ทุเลาลง แต่ถ้าให้เกลือแร่ทดแทนแล้วยังไม่ดีขึ้น ก็ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลหรือคลินิกใกล้บ้านโดยเร็วที่สุด

อาการท้องร่วงเนื่องจากไวรัสโรต้านั้นไม่มียารักษาโดยตรง แต่สามารถพาเด็กเข้ารับวัคซีนป้องกัน 2 ครั้ง ตอนอายุครบ 2 เดือน และ 4 เดือน.

takecareDD@gmail.com

 

 

ที่มา: เดลินิวส์ 10 พฤษภาคม 2553

สกปรก รอพบ ‘อหิวาต์’

มุมสุขภาพสารพันวันละโรค ยังมีความรู้เกี่ยวกับโรคระบบทางเดินอาหารที่อาจเกิดขึ้นในหน้าร้อน หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา กล่าวถึงอาการอุจจาระร่วงไปแล้ว วันนี้เป็นคิวของ พญ.รุ่งอรุณ สันทัดกลการ ผู้อำนวยการแพทย์ รพ.พญาไท 1 มาเล่าถึง อหิวาตกโรค ซึ่งทำให้อุจจาระร่วงรุนแรง มีแมลงวันเป็นพาหะนำโรค

พญ.รุ่งอรุณ บอกว่า โรคดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่รักษาความสะอาด โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน การรับประทานอาหารที่ถูกแมลงวันตอม อาหารหมดอายุ อาหารค้างคืน เหล่านี้ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholerae เข้าสู่ร่างกายได้

หากเชื้อร้ายเข้าสู่ร่างกายจะทำให้การถ่ายอุจจาระผิดปกติ ถ่ายเหลว ร่วมกับการอาเจียน แต่มักไม่ค่อยมีไข้ โดย พญ.รุ่งอรุณ เล่าถึงอุบัติการณ์ของอหิวาตกโรคที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนว่ามีความรุนแรงถึงขั้นผู้ป่วยถ่ายเหลวเกือบตลอดเวลา ปริมาณอุจจาระที่ถูกขับออกมามีมากหลายลิตร และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่ปัจจุบันไม่ค่อยพบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอย่างในอดีต เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานด้านสาธารณสุขได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการรักษาความสะอาด เช่นเดียวกับยาฆ่าเชื้อที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม การป่วยเป็นอหิวาตกโรค อวัยวะส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ลำไส้เล็ก โดยเชื้อแบคทีเรียชนิดดังกล่าวจะเข้าไปทำลายผนังลำไส้ หรือทำให้ลำไส้ไม่ทำงานส่งผลให้ไม่สามารถดูดซับสารน้ำ เกลือแร่  อาหารที่บริโภคเข้าไปได้ จึงถ่ายออกมาเป็นน้ำจำนวนมาก

สำหรับแนวทางการรักษา หากผู้ป่วยมีถ่ายอุจจาระเหลว จนร่างกายขาดน้ำ และสูญเสียเกลือแร่ แพทย์จะให้น้ำเกลือ และยาฆ่าเชื้อ โดยใช้เวลาราว 2-3 วัน ผู้ป่วยก็จะหายเป็นปกติ

ปัจจุบันโรคดังกล่าว อาจระบาดหนักในพื้นที่สงคราม พื้นที่ประสบภัยธรรมชาติ หรือในถิ่นทุรกันดารที่ผู้คนขาดสุขอนามัย ดังนั้น การรักษาความสะอาด ตามแนวทาง กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ จะช่วยลดความเสี่ยงป่วยเป็นอหิวาตกโรคได้.

takecareDD@gmail.com

 

 

ที่มา: เดลินิวส์     3 พฤษภาคม 2553

จู๊ด จู๊ด ท้องร่วงหน้าร้อน

ในช่วงหน้าร้อนโรคระบบทางเดินอาหาร เป็นกลุ่มอาการที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วง ผู้ป่วยจะมีการถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติ ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ มากกว่า 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน ทั้งอาจมีมูก-เลือดปนออกมากับอุจจาระ ร่วมกับอาการปวดมวนท้องน้อย มีไข้ต่ำ และคลื่นไส้ อาเจียน

สำหรับปัญหาโรคอุจจาระร่วง พญ.วิไลลักษณ์ อริยวงศ์โสภณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ ประจำ รพ.พญาไท 1 ไขความกระจ่างถึงสาเหตุที่อาจเกิดจากการติดเชื้อ เพราะรับประทานอาหารที่มีพิษของเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ ที่พบบ่อยมักเป็นอาหารทะเล อาหารหมัก-ดอง อาหารรสจัดจ้าน อาหารกระป๋องหมดอายุ หรือเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน เช่น เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น ส่งผลให้ผู้ที่รับประทานเกิดเข้าไปเกิดอาการอุจจาระร่วง เกิดเป็นโรคอหิวาต์ โรคบิด

ในทางตรงกันข้าม โรคอุจจาระร่วงเกิดได้แม้ไม่ติดเชื้อ จากอาหารบางชนิด เช่น เห็ดพิษ หรือยาบางประเภท อย่างยารักษาโรคเก๊า ยารักษาโรคข้อ ยาปฏิชีวนะ ยาระบาย หรือยารักษากระเพาะอาหารที่มีแมกนีเซียมมาก

กรณีที่ป่วยด้วยโรคดังกล่าว ร่างกายจะแสดงอาการภายใน 1-6 ชั่วโมงแรก และมักจะหายได้ใน 48 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองเบื้องต้นได้โดยรับประทานอาหารอ่อน ๆ ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) งดดื่มนม อาหารรสจืด ผัก ผลไม้

หากอาการไม่มาก สามารถหายได้โดยการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ แต่หากมีอาการที่รุนแรง ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลีย เพราะถ่ายอุจจาระมากครั้งจนสูญเสียน้ำในร่างกายไปมาก ให้ระวังความดันโลหิตต่ำ ชีพจรอ่อนจนทำให้หมดสติ เพราะฉะนั้น เพื่อความปลอดภัย หากรู้สึกว่าอาการที่เกิดขึ้นหนักเกินรับมือ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคอุจจาระร่วง ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด ดื่มน้ำสะอาด และควรล้างมือบ่อย ๆ.

takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์     26 เมษายน 2553