บริโภคอาหารอย่างระวัง เชื้อโรคไม่ถามหา

dailynews140927_01การบริโภคอาหารหลากหลาย ถูกสุขลักษณะนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ห่างไกลสารพัดโรคภัยได้ แต่มักเป็นสิ่งที่เรามักมองข้ามและละเลยกันเป็นส่วนใหญ่

อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบกับอีกหลากหลายเมนูที่ชื่นชอบรับประทานนั้น บ่อยครั้งทีเดียวที่จะมีข่าวความเคลื่อนไหวให้ติดตามถึงความอันตรายการเจ็บป่วยรุนแรง ทั้งอาการอาหารเป็นพิษ ท้องร่วง ท้องเสีย อีกทั้งการบริโภคอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ ยังมีความเสี่ยงต่อโรคพยาธิต่าง ๆ โดยบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงชีวิตและยิ่งฤดูร้อนอากาศอบอ้าวที่เริ่มสัมผัสได้นั้นยังมีความเสี่ยงต่อโรคทางเดินอาหารอีกด้วย ฉะนั้น การบริโภคอาหารให้ถูกสุขอนามัย ปรุงสุกสะอาดสดใหม่ รู้และเข้าใจในวิธีการเก็บรักษาอาหารถือเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้หลีกไกลจากความเจ็บป่วย

ส่วนโรคที่เกิดจากการติดเชื้อทางอาหารมีทั้งเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งสารพิษที่สร้างจากเชื้อเหล่านี้ อย่างที่พบบ่อย ๆ เช่น เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้มีไข้ ท้องเสีย ปวดท้อง เชื้อโรคเหล่านี้พบได้ในลำไส้ของสัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อีกทั้งในอาหารทะเลจำพวกหอยหลายชนิด ดังนั้น หากนำมารับประทานโดยไม่ทำให้สุกดี ไม่สะอาด ก็จะมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสเข้าไปในร่างกาย

เมื่อรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุกเข้าไป ร่างกายก็มีโอกาสจะได้รับเชื้อเข้าไปด้วย ส่วนมากแล้วเชื้อจะเข้าไปฟักตัวเป็นชั่วโมงหรือทั้งวัน ขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อที่ได้รับเข้าไปในร่างกาย ความรุนแรงของเชื้อโรคนั้น ๆ ขึ้นอยู่กับสภาวะของคนไข้ที่รับเชื้อเข้าไป อย่างเช่น เด็ก ผู้สูงอายุ สตรีตั้งครรภ์ มีโอกาสเป็นรุนแรงมากกว่าคนปกติเป็นเท่าตัว อีกทั้งผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ อย่างผู้ที่เป็นมะเร็งหรือเป็นโรคเลือด ก็มีโอกาสเป็นได้มากกว่าคนปกติ

สำหรับอาการที่ปรากฏจะคล้ายกันในผู้ที่ได้รับเชื้อโรคเข้าไปคือ ปวดท้อง มีไข้ ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน ส่วนมากเชื้อพวกนี้มักจะหายเองได้ใน 3-4 วัน ยกเว้นแต่ในรายที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจจะเสียน้ำ เสียเกลือแร่ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็เป็นได้

การดูแลสุขภาพที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรรับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุก หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ อย่างในต่างประเทศอาหารสุกจะมีแท่งวัดอุณหภูมิปักลงไปในเนื้ออุณหภูมิต้องมากกว่า 78 องศาเซลเซียส จึงจะปลอดภัย ขณะที่ด้านนอกต้องมากกว่า 100 องศาเซลเซียส และก่อนการปรุงอาหารต้องล้างให้สะอาดเป็นพิเศษ ทั้งเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ในการล้างก็ต้องล้างแยกกัน ไม่ปะปนกัน การใช้เขียง ใช้มีดหั่นแล้วก็ต้องล้างทำความสะอาดทุกครั้ง

อาหารที่ปรุงสุกแล้วนั้นเมื่อตั้งให้เย็นแล้วควรเก็บใส่ตู้เย็นภายใน 3 ชั่วโมง หากตั้งวางเอาไว้เชื้อโรคอาจจะมีการเพิ่มจำนวนหรืออาจจะสร้างสารพิษขึ้นมาในช่วงนั้นได้ การเก็บรักษาควรแยกเป็นภาชนะเล็ก ๆ จะช่วยให้เย็นเร็วยิ่งขึ้น การรับประทานก็ควรนำมาอุ่นก่อน ซึ่งการอุ่นอาหารควรทำให้เดือดไม่ใช่แค่ทำให้ร้อนเฉย ๆ ส่วนพวกผัก ผลไม้ ควรล้างให้น้ำไหลผ่านชะล้างเชื้อโรคให้ดีก่อน

นอกจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่มากับอาหารที่ปรุงไม่สุกแล้วนั้น พยาธิที่อยู่ในดินที่ติดมากับสัตว์และผัก รวมทั้งหากสัมผัสขุดจับดินที่มีพยาธิโดยไม่ล้างมือให้สะอาดให้ดีแล้วนั้น ก็อาจจะติดเข้าไปในร่างกายของเรา ติดกับอาหารที่รับประทานได้ อย่างเช่น พยาธิกล้ามเนื้อ หากเข้าสู่ร่างกายจะไปฝังตามกล้ามเนื้อในร่างกายของเรา พวกนี้ติดมากับพวกหมู กระรอก หนู กระแต เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีพวกพยาธิตัวจี๊ด ซึ่งจะไชเข้าไปตามผิวหนังของเรา แล้วจะมีอาการคันตามเนื้อตามตัว ซึ่งพวกนี้จะอยู่ในพวกไรน้ำ ซึ่งปลา กุ้ง ปู จะกินไรน้ำพวกนี้เข้าไปและหากกินกุ้งสุก ๆ ดิบ ๆ ปลาดุก ปลาช่อน ปลาไหล เขียด กบ ฯลฯ ที่ปรุงไม่สุกดีพอนั้นก็จะมีโอกาสที่พยาธิเข้าไปในร่างกายของเราได้ ซึ่งพยาธิใบไม้ในตับนั้น ส่วนใหญ่พบทางอีสานอยู่ในพวกหอย ปลา ที่นำมาทำปลาร้า ปลาส้ม ปลาก้อย พอไม่สุกเมื่อนำมาทานพยาธิพวกนี้ก็จะไปอยู่ที่ทางเดินน้ำดี เป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งทางท่อน้ำดี อาการที่พบก็จะมีตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งถึงตอนนั้นอาจจะช้าเกินการรักษาได้

การทำให้สุกสะอาดจึงเป็นการตัดวงจรก่อนเกิดโรคซึ่งโดยมากคนเรานั้นมักละเลยมองข้ามกันไป บางคนอาจโชคดีก็ไม่เกิดอะไรก็ได้ แต่บางคนที่โชคร้ายหลีกไม่พ้นความเจ็บป่วยเกิดขึ้นมา ส่วนในความรุนแรงของเชื้อโรคตัวนั้นขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคนที่ได้รับเชื้อเข้าไป เชื้อแต่ละชนิดมีความรุนแรงแตกต่างกัน แต่ที่ดีที่สุดควรเลี่ยงอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ซึ่งบางคนอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็เป็นได้

อย่างที่กล่าวมานั้นการปรุงไม่สุกหากทิ้งไว้ข้างนอกนาน ๆ เชื้อโรคต่าง ๆ ก็จะเจริญเติบโต ในคำว่า สุก หากเป็นอาหารประเภท แกง ต้องเดือดอย่างน้อย 5 นาที เป็นอย่างต่ำ ขณะที่อาหารจำพวกปิ้งย่างก็ไม่ควรที่จะมีเนื้อแดงและในการสังเกตดูแลตนเองหากเกิดการท้องเสีย อาเจียนต่อเนื่อง มีไข้ขึ้น ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ แต่ที่เป็นอันตรายระยะยาวต่างจากพวกแบคทีเรีย ไวรัส หากเป็นพวกพยาธิส่วนใหญ่จะเข้าไปอยู่ในตัวจนกระทั่งแพร่กระจายจะรบกวนการทำงานของร่างกายของเรา ส่วนพยาธิตัวกลมชนิดอื่นมักจะเข้าไปอาศัยอยู่ในลำไส้ทำให้เป็นโรคขาดสารอาหาร เป็นโรคท้องเสียเรื้อรังได้

ก่อนที่จะสายเกินแก้ไขการรู้เข้าใจในการบริโภคอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญและเมื่อทราบถึงอันตรายการบริโภคอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ จึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น และไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทใดก็ตามการปรุงสุกสะอาดเข้าไว้ก่อน ล้วนแต่จะช่วยสร้างความปลอดภัยส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณเองได้.

นพ.ปริย พรรณเชษฐ์
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 27 กันยายน 2557

อันตรายอุจจาระร่วง..บอกเหตุภาวะแทรกซ้อน

bangkokbiznews140828_01หลาย ๆ คน คงเคยเกิดอาการอุจจาระร่วงกันบ้าง ซึ่งเชื่อว่าเกือบทุกคนคงเคยมีอาการนี้มาก่อน บางคนอาจคิดว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่ความจริงแล้วอาการอุจจาระร่วงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ไตวายหรือถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ หรืออาจมีการระบาดเป็นวงกว้างทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุที่สำคัญของการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะยาต้านจุลชีพ ทำให้มีการเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นและยังนำไปสู่การเกิดเชื้อจุลชีพดื้อยา

สาเหตุของอาการนี้มักเกิดจากสารพิษหรือเชื้อโรค ซึ่งอาจจะมีอยู่ตั้งแต่แรกในอาหารหรือน้ำที่เรารับประทาน หรือปนเปื้อนภายหลังจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือที่ปนเปื้อนแล้วไม่ได้ล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงหรือรับประทานอาหาร ซึ่งเรามักเรียกกลุ่มอาการอุจจาระร่วงที่มีสาเหตุมาจากอาหารหรือน้ำว่าโรคอาหารเป็นพิษ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้มีอาการอุจจาระร่วงได้ เช่นบางคนรับประทานนมแล้วไม่ย่อย ยาบางชนิด เช่น ยาที่เป็นน้ำเชื่อม ยาปฏิชีวนะ หรือโรคลำไส้บางชนิดก็ทำให้มีอุจจาระร่วงได้

บางครั้งท่านอาจจะสงสัยว่าทั้งๆ ที่รับประทานอาหารสุกแล้วก็ยังเกิดอาหารเป็นพิษ ทำให้มีท้องเสีย อาเจียนได้ ทั้งนี้เพราะสารพิษบางชนิดที่ตกค้างอยู่ในอาหารหรือน้ำมีความทนทานต่อความร้อน กรณีนี้มักพบในอาหารปรุงสุกแล้วปล่อยทิ้งค้างไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้เก็บรักษาให้เหมาะสม เช่น ข้าวผัด หลังผัดทิ้งไว้ค้างคืนโดยไม่ได้ใส่ตู้เย็นที่อุณหภูมิเหมาะสมแล้วนำมาอุ่น เชื้อจุลชีพที่เจริญในระหว่างนี้อาจปล่อยสารพิษไว้ เมื่อนำไปอุ่นความร้อนสามารถทำลายเชื้อจุลชีพได้แต่ไม่สามารถทำลายสารพิษที่ตกค้างได้ ดังนั้นนอกจากต้องใส่ใจกับความสุก ความสะอาดของอาหาร และสุขอนามัยของผู้ปรุงอาหารหรือบริกรแล้ว ขั้นตอนในการเก็บรักษาอาหารเพื่อนำมาบริโภคซ้ำก็มีความสำคัญเช่นกัน

ในทางการแพทย์ เราให้คำนิยามของอาการอุจจาระร่วง ว่าคือการถ่ายอุจจาระเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายเป็นมูกเลือด 1 ครั้งหรือมากกว่า ผู้ป่วยที่มีอาการอุจจาระร่วงอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่นคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง แน่นท้อง บางรายอาจมีไข้ ผู้ป่วยอาจมีอาการเนื่องจากการขาดน้ำและเกลือแร่ เช่น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง กระหายน้ำ หน้ามืด ในรายที่มีขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรงอาจมีปัสสาวะออกน้อย ซึมลง สับสน ความดันโลหิตต่ำได้

เราพอจะแบ่งกลุ่มอาการอุจจาระร่วงออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่กลุ่มที่มีอาการอาเจียนเป็นอาการเด่นและกลุ่มที่มีอาการอุจจาระร่วงเป็นอาการเด่น

กลุ่มที่มีอาการอาเจียนเป็นอาการเด่นมีสาเหตุใหญ่อยู่ 2 สาเหตุ คืออาหารเป็นพิษจากสารพิษที่ทนความร้อนและการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินอาหาร กรณีของที่เกิดจากสารพิษที่ทนต่อความร้อน ผู้ป่วยมักมีอาการหลังรับประทานอาหารประมาณ 6-24 ชั่วโมง โดยมักมีประวัติรับประทานอาหารที่ทิ้งค้างไว้นาน ผู้ป่วยมักเริ่มต้นด้วยอาการอาเจียนมากร่วมกับปวดท้อง ต่อมาจึงมีถ่ายอุจจาระร่วงซึ่งมักเป็นไม่รุนแรง ส่วนกรณีของการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินอาหารมักพบในเด็ก ส่วนใหญ่ติดต่อทางน้ำดื่มและอาหาร มีระยะฟักตัวประมาณ 18-72 ชั่วโมง มักเริ่มด้วยไข้ต่ำๆ ไอ หวัดเล็กน้อยซึ่งมักเป็นอยู่ 1-2 วัน ต่อจากนั้นจะมีอาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย และมีอาการอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ แต่จะไม่มีมูกเลือด

กลุ่มที่มีอาการอุจจาระร่วงเป็นอาการเด่นอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่กลุ่มที่อุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำกับกลุ่มที่ถ่ายเป็นมูกปนเลือด ทั้งสองกลุ่มส่วนมากเกิดการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย กลุ่มที่อุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เข้าไปสร้างสารพิษในลำไส้ ตัวอย่างของโรคในกลุ่มนี้เช่นอหิวาตกโรค ส่วนกลุ่มที่ถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือด มักจะมีอาการไข้ ปวดท้อง หรือปวดเบ่งที่ทวารหนัก ถ่ายบ่อย โดยถ่ายแต่ละครั้งปริมาณไม่มาก ซึ่งอาจเรียกว่าเป็น’โรคบิด’ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ลุกลามเข้าไปในผนังลำไส้ ทำให้มีลำไส้อักเสบ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการอุจจาระร่วง มักเป็นชนิดที่อาการไม่รุนแรง อาจมีถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำปนเนื้อประมาณ 5-6 ครั้งต่อวัน ไม่มีอาการของการขาดน้ำหรือเกลือแร่ เช่นไม่มีอาการอ่อนเพลีย กระหายน้ำ หน้ามืด หรือซึมลง มักจะไม่มีไข้หรือมีเพียงไข้ต่ำๆ อาจจะมีปวดท้องหรืออาเจียนมากในระยะแรก แต่อาการมักจะดีขึ้นได้เองใน 1-2 วัน ผู้ป่วยในกลุ่มนี้อาจดูแลตัวเองไปก่อนได้โดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ มุ่งเน้นที่การทดแทนน้ำและเกลือแร่ให้เพียงพอโดยการดื่มน้ำเกลือแร่ และรับประทานยารักษาตามอาการ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านจุลชีพ การรับประทานอาหารถ้าอุจจาระร่วงไม่มากสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ถ้ามีอาการมากแนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ซุป น้ำผลไม้ นมถั่วเหลือง ส่วนนมสดไม่ควรรับประทานเพราะอาจทำให้อุจจาระร่วงมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด และไม่ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก

ยาที่อาจรับประทานได้โดยไม่ต้องพบแพทย์ ได้แก่ ยากลุ่มที่มีการออกฤทธิ์ดูดซับสารพิษ เช่น kaolin, pectin, activated charcoal ซึ่งเป็นยาที่ปลอดภัย แต่ลดปริมาณอุจจาระได้ไม่มาก ไม่ทำให้อุจจาระร่วงหายเร็วขึ้น แต่ทำให้อุจจาระมีลักษณะเป็นเนื้อมากขึ้น ส่วนยากลุ่มที่ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เช่น loperamide (Imodium) สามารถทำให้ถ่ายอุจจาระน้อยครั้งลง ยานี้ห้ามใช้ในรายที่ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดหรือมีไข้สูง อาจรับประทานในรายที่ต้องทำงานต่อเนื่อง ไม่สามารถหยุดงานได้หรือต้องเดินทางไกล แต่ถ้ารับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องอืด แน่นท้อง จึงไม่ควรเกินรับประทานเกิน 1-2 เม็ดต่อวัน กรณีที่รับประทานแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ ถ้ามีอาการปวดมวนท้องอาจรับประทานยา hyoscine (buscopan) ซึ่งมีฤทธิ์ลดอาการบีบเกร็งของลำไส้ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเนื่องจากอาการปวดท้องอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่มีอันตราย ดังนั้นถ้าปวดท้องรุนแรง มีไข้ ถ่ายมีมูกปนเลือด หรือรับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

ผู้ป่วยอุจจาระร่วงที่ควรปรึกษาแพทย์ได้แก่ผู้ป่วยที่มีอาการนานกว่า 2 วัน มีอาการของการขาดน้ำและเกลือแร่ เช่น กระหายน้ำ ปากแห้ง เพลีย เวียนศีรษะ หน้ามืด ปัสสาวะออกน้อย มีอาการปวดท้องหรือปวดเบ่งรุนแรง ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือมูกปนเลือด และผู้ป่วยที่มีไข้สูง นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอาจพิจารณาพบแพทย์เร็วขึ้น

การป้องกันอาการอุจจาระร่วง ได้แก่ รับประทานอาหารและน้ำที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่อาหารสดที่ซื้อมา การเก็บรักษา การเตรียมหรือปรุงอาหาร สถานที่ในการเตรียมอาหาร การล้างมือบ่อยๆขณะเตรียมอาหาร โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสของสด อาหารที่ปรุงสุกแล้วควรเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด ถ้าปล่อยทิ้งค้างไว้นานควรเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม นอกจากนี้การล้างมือก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการป้องกันอาการอุจจาระร่วง ทั้งนี้เพราะมือของเราอาจสัมผัสกับเชื้อจุลชีพที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม จึงควรล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังรับประทานอาหารและภายหลังกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจทำให้มือปนเปื้อน เช่น หลังเข้าห้องน้ำ หลังปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม

บทความโดย น.อ.นพ.ธนาสนธิ์ ธรรมกุล

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
หน่วยโรคติดเชื้อ กองอายุรกรรม โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 28 สิงหาคม 2557

กินอาหารต้านสุขภาพทรุดช่วงปีใหม่

dailynews121230_002ช่วงนี้หลายคนกำลังมีความสุขกับการท่องเที่ยว ดื่ม กิน อย่างเมามัน ฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จนละเลยใส่ใจดูแลตัวเอง ส่งผลให้สุขภาพทรุดโทรม ด้วยเหตุนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ จึงมีคำแนะนำดี ๆ มาฝากผู้อ่านทุกท่าน

น้ำหนักขึ้น เป็นผลมาจากการกินเลี้ยง กินกระจาย กินมหากาพย์ต่อเนื่องกันยาวตั้งแต่ก่อนปีใหม่ แก้ได้ด้วยการรับประทานมะเขือเทศ มะละกอ ข้าวโพดต้ม หรือข้าวโพดย่าง ถั่วต้ม ถั่วลิสงคั่ว ผักคะน้า เห็ด หรือจะเอามารวมเป็นผักในน้ำสลัดโดยใช้โยเกิร์ตแทนน้ำสลัดก็ได้ ถ้าเมนูง่าย ๆ คือ ส้มตำไก่ย่างแต่ควรงดข้าวเหนียว ส่วนของหวานอาจตบท้ายด้วยกระยาสารท กล้วยไข่ ข้าวเม่าคลุก มันม่วง มันมือเสือ กลอย แห้ว ฟักทองนึ่ง เพราะเมนูเหล่านี้มีทั้งเส้นใยและแร่ธาตุสำคัญอย่าง “เพคติน”และ “โครเมียม” ที่ช่วยในการเผาผลาญ

เมาค้าง ผลพวงจากการดื่มหนักติดต่อกัน ควรรับประทาน น้ำส้ม น้ำมะนาว เสาวรส สับปะรด ฝรั่งหรือน้ำกระเจี๊ยบแบบไทยๆเข้าไปให้มาก เพราะกรดเปรี้ยวมีส่วนช่วยได้ ในขณะดื่มกินควรหาเมนูไข่กับไก่รับประทานช่วยป้องกันพิษแอลกอฮอล์ได้ระดับหนึ่ง ถ้าอยากล้างพิษตับด้วยขอให้รับประทาน “ขมิ้นชัน” หรือชงชา “รางจืด” ดื่ม

นอนดึก งานเลี้ยงสังสรรค์เป็นเหตุให้นอนดึก เสียสุขภาพ ป่วยง่าย แนะนำให้รับประทาน “อาหารชาร์จแบต” ให้สมอง โดยเฉพาะเมนูที่ทำจากปลาสดทั้งปลาน้ำจืด ปลาทะเล หรือน้ำมันปลาที่มี “โอเมก้าสาม” และ “โคลีน” ที่ไปช่วยสร้างสารสื่อประสาท นอกจากนั้นก็มี ไข่แดง ข้าวกล้องงอก ข้าวโพด จมูกข้าว นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ ที่มีทั้ง “เลซิทิน” “กาบ้า” และ “วิตามินอี” ช่วยเพิ่มพลังสมองให้ความคิดไหลลื่นดี

เจ็บคอ เป็นหวัด อาจเกิดได้เพราะพักผ่อนน้อย รับประทานอาหารบำรุงคอและเสริมภูมิอย่าง “ซุปไก่เก๋ากี้” เน้นที่เก๋ากี้ให้มากเพราะช่วยเสริมภูมิได้ นอกจากนี้ให้ใส่ “โป๊ยกั้ก” ที่ช่วยป้องกันเชื้อหวัดลงไปด้วย และควรหา น้ำมะเขือเทศ ฝรั่งสด หรือไอศกรีมเชอร์เบ็ตเสาวรส มาทานได้ทั้ง “วิตามินซี” และ “ไบโอฟลาโวนอยด์” ส่วนเมนูอาหารคาวให้รับประทาน แกงป่า ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ ใส่หัวหอมกับตะไคร้ให้มาก ถ้าเจ็บคอมากและต้องรีบใช้เสียงขอให้หา “วิตามินซี” กับ “สังกะสี” แบบเม็ดมารับประทานก่อน

ท้องเสีย ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย แทนที่จะกินแต่ยาขับลมลดกรด ลองหาขิง สะระแหน่ กะหล่ำปลี มารับประทาน จะเป็นเมนูปลานึ่งซีอิ๊วโรยขิง หรือ หมูผัดขิงก็ได้ เพราะขิงจะช่วยแก้คลื่นไส้และกรดไหลย้อนได้ดี ถ้าท้องเสียด้วยให้รับประทานขนมปังปิ้งเกรียมนิดกับกล้วยน้ำว้าห่ามสักลูกแล้วกลั้วคอด้วยน้ำชาชงแก่นิดหนึ่งจะช่วยได้เพราะมี “สารแทนนิน” ช่วยฆ่าเชื้อ ส่วนสะระแหน่ช่วยทั้งเรื่องฆ่าเชื้อในลำไส้ช่วยย่อยและขับลม รับประทานในแบบลาบใส่สะระแหน่หรือน้ำเสาวรสปั่นโรยสะระแหน่ให้ชื่นใจ สำหรับกะหล่ำปลีให้เอามาทำสุกก่อนรับประทานเพื่อกันท้องอืด เช่น กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา กะหล่ำปลียัดไส้หรือซุปกะหล่ำปลีแบบฝรั่งก็ช่วยเรื่องแผลในกระเพาะได้

นอนไม่หลับ บางท่านนอนไม่หลับ ตาค้าง ทำให้มีปัญหากับการขับรถในวันรุ่งขึ้นหรือบางท่านต้องไปทำงานก่อนเพราะออฟฟิศหลายที่เปิดก่อนก็ส่งผลต่อการทำงาน ทำให้ไม่สดชื่นเท่าที่ควร ขอให้รับประทาน ไข่เป็ดต้ม สะเดาน้ำปลาหวาน แกงขี้เหล็ก ขี้เหล็กปลาย่าง ข้าวโพดต้ม น้ำนมข้าวโพด น้ำเชอรี่ หรือ กล้วยปั่นใส่น้ำผึ้ง เพราะมีสารช่วยนอนหลับอยู่ ทั้งในกลุ่มที่จะไปสร้างเป็น “เมลาโทนิน” และ “ซีโรโทนิน” ซึ่งเป็นเคมีที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียดในสมอง หรือจะลองหาชา “คาโมไมล์” มาดื่มดูก็ช่วยให้หลับได้เหมือนกัน

ล้างพิษและป้องกันเครียดก่อนเปิดทำงาน เมื่อหมดช่วงปีใหม่ต้องเข้าสู่สภาวะการทำงานปกติในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้แล้วให้หา “อาหารสุข” รับประทานดักไว้ก่อน เป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มพลังชีวิตให้รู้สึกฟิตและแข็งแรงขึ้น โดยเน้นอาหารที่มี วิตามินบี 1, 6, 12 กับอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระรับความเครียดอย่าง “โอพีซี” ส่วนการล้างพิษต้องมี “ซัลโฟราเฟน” กับ “ไลโคปีน” ช่วยด้วย นอกจากนั้นยังต้องมีสารช่วยเสริมภูมิอย่าง “เบต้ากลูแคน” ที่มีมากในข้าวโอ๊ต โดยอาจจัดเป็นเมนูดังนี้ ต้มยำปลาทูคู่กับข้าวหอมนิลร้อน ๆ ผัดคะน้าหรือบรอกโคลีกับกุ้งสดกินกับข้าวผัดซอสมะเขือเทศ แซนด์วิชขนมปังโฮลวีตใส่ทูน่าไข่ต้มกับโยเกิร์ตแบบไม่หวานจัด หรือจะเป็นข้าวต้มหรือโจ๊กสามกษัตริย์คือมีข้าวกล้องผสมข้าวโอ๊ตและลูกเดือยรับประทานกับถั่วลิสงคั่วใหม่ ๆ ก็ได้

ท้ายนี้แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด มันจัด เค็มจัด รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ รับรองว่าปีใหม่นี้สุขภาพดีไม่มีทรุดโทรม.

นวพรรษ บุญชาญ

ที่มา : เดลินิวส์ 30 ธันวาคม 2555

น้ำแข็งใสๆ..อันตรายกว่าที่คิด

ในแต่ละวันแทบทุกคนล้วนต้องเกี่ยวพันกับเจ้าน้ำแข็งใสๆ กันใช่ไหมคะ? ไม่ว่าจะมาจากการไปรับประทานอาหารนอกบ้าน เช่นที่ภัตตาคาร ร้านอาหาร ไปจนถึงร้านเครื่องดื่มข้างทางหรือหน้าออฟฟิศ แล้วรู้กันไหมคะว่า เห็นหน้าตาใสๆ เย็นๆ แบบนี้ มีอันตรายแฝงอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ?!

หลายคนอาจสงสัยว่า เอ๊ะ!..น้ำแข็งก็ทำมาจากน้ำทั้งหมด 100% แล้วอันตรายจะมาจากตรงไหน? จากประสบการณ์ของผู้เขียนในการเป็นที่ปรึกษาและการตรวจโรงงานผลิตน้ำแข็งนั้น ขอเล่าให้ฟังกันถึงที่มาที่ไป และอันตรายที่ควรระวังจากน้ำแข็งนั้นคืออะไรกัน

น้ำแข็งที่เราบริโภคกันโดยส่วนใหญ่ มาจาก 2 แหล่งหลักๆ คือ น้ำแข็งที่ผลิตมาจากโรงงานผลิตน้ำแข็ง และน้ำแข็งที่ผลิตจากเครื่องทำน้ำแข็งอัตโนมัติ ไม่นับที่แช่ทำเองในตู้เย็นบ้านเรานะคะ

อันตรายจากน้ำแข็งที่ว่านี้ ส่วนใหญ่ที่เราควรระมัดระวังกันก็คือ เชื้อโรค หรือจุลินทรีย์ในกลุ่มที่ก่อให้เกิดโรคที่ปะปนมาจากการผลิตและการขนส่งกันนั่นเองค่ะ เห็นไหมคะว่า เป็นภัยร้ายที่มองไม่เห็นกันจริงๆ หากเราเคยติดตามข่าวสารของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข อาจเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ กับการตรวจพบจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคในน้ำแข็งมีเกินมาตรฐาน

เช่น กรณีการพบโรงงานน้ำแข็งหลอดย่านบางเขน ซึ่งปรับที่พักเป็นโรงงานผลิต เมื่ออย.เข้าตรวจและนำตัวอย่างส่งตรวจ พบปนเปื้อนเชื้อโรคเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ อี.โคไล จุลินทรีย์ซาลโมเนลล่า ตัวการโรคท้องร่วง ซึ่งปกติเชื้อโรคดังกล่าวจะปนเปื้อนในอุจจาระเท่านั้น

จากตัวอย่างที่ยกมาเล่า แสดงให้เห็นว่า ภัยที่น่ากลัวจากน้ำแข็งนี้มาจากกระบวนการผลิตและการขนส่งของโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีจิตสำนึกที่ดีในการผลิตอาหารให้ปลอดภัย ตั้งแต่มาตรฐานน้ำที่จะนำมาผลิตน้ำแข็งเพื่อการบริโภค ก็ควรต้องเป็นน้ำมาตรฐานน้ำบริโภค และผู้เขียนเองมั่นใจว่า โรงงานน้ำแข็งที่ผลิตภายใต้สุขลักษณะที่ดี และผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และการประเมินโรงงานตามกระทรวงสาธารณสุขนั้นมีน้อยมาก

ยังมีเรื่องที่ต้องระวังเล่าให้ฟังต่อ โดยน้ำแข็งที่เราบริโภคกันในปัจจุบันมีมากมายหลายชนิด ตั้งแต่น้ำแข็งหลอด น้ำแข็งเกล็ด น้ำแข็งโม่ หรือน้ำแข็งป่น (ที่โม่และป่นมาจากน้ำแข็งซอง สมัยก่อนเรียก น้ำแข็งมือ นึกภาพง่ายๆ คือ น้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ ที่นำมาทำเป็นน้ำแข็งใสนั่นเอง)

เจ้าน้ำแข็งที่เราควรระวังมากที่สุด คือ น้ำแข็งโม่ หรือน้ำแข็งป่น โดยเฉพาะที่ผลิตจากโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน และร้านอาหารตามสั่งร้านขายเครื่องดื่มทั่วไปนิยมใช้ใส่แก้วมาให้เรา ในน้ำแข็งพวกนี้พบว่า มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคตั้งแต่แหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตน้ำแข็ง กระบวนการตัดก้อนน้ำแข็งให้มีขนาดเล็กลงจากการใช้ใบมีดที่เป็นเหล็กและมีสนิม

และต้องบอกค่ะว่า โรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน มักมีคนงานเป็นต่างด้าวที่ต้องมีแรงและพลังกายในการยก การตัดก้อนน้ำแข็งเยอะๆ และพบเห็นอยู่บ่อยๆ ว่า ไม่สวมเสื้อทำงาน ใส่เพียงกางเกงขาสั้น และรองเท้าบูท เดินบนลานน้ำแข็งไปมาส่วนบรรจุภัณฑ์ก็มักใช้เป็นกระสอบเก่าใบสีขาว ที่เคยใส่ข้าวสาร ใส่แป้ง และไม่แน่ใจว่าจะเอากระสอบสารเคมีอะไรมาใส่หรือเปล่า มีกระบวนการในการล้างทำความสะอาดกระสอบที่เวียนกลับมาใช้หรือไม่

แล้วเคยเห็นเวลาจะนำลงจากรถขนส่งกันไหมค่ะ เหยียบขึ้นไปบนกระสอบเอย ลากลงมาที่พื้นเอย เห็นแล้วแทบไม่กล้าทานอาหารร้านนั้นเลย ยังไม่รวมการปนเปื้อนเมื่อมาถึงที่ร้านแล้ว หากแม่ค้าพ่อค้าไม่ใส่ใจความสะอาด นำน้ำแข็งมาแช่ในถังที่เดียวกับหมูสด ผักสดที่ใช้เป็นวัตถุดิบต่างๆ  ฟังเท่านี้แล้วอาจเลิกทานน้ำแข็งประเภทนี้กันไปเลยใช่ไหม

สังเกตไหมคะว่า ชาวต่างชาติจะกลัวน้ำแข็งบ้านเรามากๆ เพราะหลายต่อหลายรายท้องเสีย ท้องร่วง อาหารเป็นพิษเข้าโรงพยาบาลเพียงเพราะน้ำแข็งกัน และหลายครั้งที่เราก็มีอาการเดียวกัน แต่มัวไปคิดถึงว่า เราไปทานอะไรมา โดยที่ทุกๆ คนจะมองข้ามน้ำแข็งไป

นอกจากนี้ เคยลองสังเกตน้ำแข็งแต่ละร้านที่เราทานเข้าไปกันบ้างไหมคะว่าสะอาดหรือไม่ แค่ลองสังเกตดูก้นแก้วเวลาที่น้ำแข็งละลายหมดแล้ว บางร้านผู้เขียนเคยเห็นว่า มีตะกอนสิ่งสกปรกตกอยู่ที่ก้นแก้วจำนวนมาก นี่แค่สิ่งที่มองเห็นได้เท่านั้นนะคะ

ดังนั้นหากเราอยากทานน้ำแข็งที่สะอาดปลอดภัย จึงควรใส่ใจกับแหล่งที่มา และพยายามสังเกตน้ำแข็งจากร้านที่เราทานว่า สะอาดเพียงพอหรือไม่ ควรเลือกทานน้ำแข็งที่ผลิตโดยเครื่องอัตโนมัติ เพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่า หรือเลือกทานน้ำแข็งอนามัยที่ผ่านการรับรองคุณภาพตามระบบ GMP หรือระบบความปลอดภัยของอาหารดีกว่าค่ะ กรณีไปซื้อเครื่องดื่มหรือทานอาหารตามร้านที่ไม่ได้ใช้น้ำแข็งที่ผลิตจากเครื่องอัตโนมัติ ก็ควรสังเกตภาชนะที่ใส่น้ำแข็งกันนะคะว่ามีความสะอาดและสุขลักษณะที่ดีเพียงใด ไม่อย่างนั้นแล้ว เราอาจได้เชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคเข้ามาในร่างกายเรา จนทำให้เราเจ็บป่วยได้นะคะ

อยากมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย จึงควรใส่ใจสิ่งที่เราจะทานเข้าไปกันสักนิดนะคะ อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

ที่มา: เดลินิวส์  26 ตุลาคม 2555