ออกกำลัง”สมอง” เพิ่ม”คุณภาพ”ให้ชีวิต

matichon130212_001ดร.ริชาร์ด เดวิดสัน นักประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน สหรัฐอเมริกา ค้นพบข้อเท็จจริงที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าค้นพบมากว่าสองพันห้าร้อยปีก่อนหน้านี้ว่า สมองของคนเรานั้นไม่เพียงสามารถปรับปรุงขีดความสามารถในการทำงานให้ดีขึ้นได้ด้วยกระบวนการฝึก หากแต่ยังสามารถปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างระบบประสาทของสมองไปในทางที่ดีได้ด้วยการฝึกฝนหรือการ “ออกกำลังสมอง” ดังกล่าวนั้น

ดร.เดวิดสัน พร้อมคณะผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนหนึ่งกล่าวไว้ในการสัมมนาที่สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ว่า สมองของคนเราไม่ได้หยุดนิ่งเฉย แต่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาไปตามประสบการณ์ของผู้เป็นเจ้าของสมองไปจนตลอดชีวิต อันที่จริงแม้หลังการเสียชีวิตแล้ว โครงสร้างของสมองก็ยังปรับเปลี่ยนไปอีกเป็นครั้งสุดท้ายในระยะเวลาสั้นๆ หลังการตาย ก่อนที่จะปิดสนิทไปตลอดกาล

ในวิชาการทางด้านประสาทวิทยา เรียกการปรับเปลี่ยนดังกล่าวนี้เอาไว้ว่า “นิวโรพลาสติซิตี้” ที่หมายถึงการเปลี่ยนรูปของระบบประสาทไปตามแรงที่กระทำต่อสมองนั้นๆ ซึ่งก็คือประสบการณ์ที่ผ่านมาและสั่งสมไว้ของคนเรานั่นเอง สิ่งที่บ่งชี้ถึงเรื่องนี้ก็คือเหตุผลของการที่เด็กๆ และวัยรุ่นสามารถเรียนรู้ “ภาษาที่สอง” หรือ “ท่วงทำนองและเครื่องดนตรี” ได้ดีกว่าผู้ใหญ่ที่โครงสร้างของระบบประสาทปรับเปลี่ยนไปมากแล้วตามกาลเวลานั่นเอง

แต่ปรากฏการณ์ “นิวโรพลาสติซิตี้” ก็เป็นเครื่องยืนยันได้เช่นกันว่า เราสามารถฝึกฝนเพื่อเปลี่ยนแปลงการทำงานและรูปแบบของสมองได้

 แอมิชิ จา นักประสาทวิทยาอีกคนจากมหาวิทยาลัยไมอามี ได้เรียนรู้ประสบการณ์ดังกล่าวนี้ด้วยตัวเองหลังจากเคยรับฟังการบรรยายของ ดร.เดวิดสัน ที่แนะนำให้ผู้ฟัง“ออกกำลังสมอง” ด้วยการนั่งสมาธิ

ศาสตราจารย์จาเปิดเผยว่า ในฐานะเป็นศาสตราจารย์หน้าใหม่ และเป็นคุณแม่มือใหม่พร้อมกันไป ทำให้ทั้งชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลจนถึงกับก่อให้เกิดการมึนงง เฉยเฉื่อยชาไปเลย แต่เมื่อทดลองทำสมาธิตามคำแนะนำของ ดร.เดวิดสันไประยะหนึ่ง ไม่เพียงศาสตราจารย์จาจะสามารถเพิ่มการตื่นตัว ความฉับไวของสมองได้มากขึ้นเท่านั้น จากการตรวจสอบยังพบว่าสมองของตนเองมีการไหลเวียนของกระแสไฟฟ้าในรูปแบบที่เป็นทางบวกเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ในเวลาเดียวกันกับที่อาการเครียดที่เกิดขึ้นลดระดับลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ศาสตราจารย์รายนี้หันมาศึกษาเพิ่มเติมทางด้านประสาทวิทยาในที่สุด

ดร.เดวิดสัน เคยใช้พระสงฆ์ที่ผ่านการบวชเรียน ฝึกจิต บำเพ็ญภาวนามาแล้วกลุ่มหนึ่งเป็นตัวอย่างเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบประสาทของสมองดังกล่าวนี้ พบว่าระดับการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมของสมองขึ้นอยู่กับระดับของการฝึกฝนของพระสงฆ์แต่ละรูป และความต่างของวิธีการทำสมาธิที่แต่ละรูปใช้ แต่สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนถึงการเชื่อมโยงระหว่างการทำสมาธิกับระดับของขันติ ความอดทน อดกลั้นที่คนเรามีต่อสภาวะปัญหาและความเพียร หรือความมานะบากบั่นของแต่ละบุคคล

จากการศึกษาของ ดร.เดวิดสัน พบว่าการที่คนเราเกิด “ความรู้สึก” ค้างคา เป็นปฏิกิริยาต่อปัญหาหนึ่งปัญหาใดอยู่ยาวนานแม้ว่าปัญหาจะเกิดขึ้นนานแล้วก็ตามนั้น เป็นเพราะสมองในส่วนที่เรียกว่า “อไมกดาลา” (amygdala) ทำงานยืดเยื้อเกี่ยวกับเรื่องนั้นนั่นเอง การทำสมาธิเพื่อสร้างความตื่นตัวให้กับสมองหรือการเจริญสตินั้นช่วยฟื้นฟูการทำงานของอไมกดาลาให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว ยิ่งฝึกฝนนานมากเท่าใด การฟื้นสู่สภาพปกติก็ยิ่งเร็วมากขึ้นเท่านั้น

ข้อแนะนำเรื่องการ “ออกกำลังสมอง” ด้วยการฝึกสมาธิพื้นฐานง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญ ก็คือ การพุ่งความสนใจของเราไปที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงอย่างเดียว อย่างเช่นการทำสมาธิให้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก เมื่อเกิดวอกแวกก็ดึงจิตใจกลับมาที่ลมหายใจของเราให้ต่อเนื่องให้ได้

ที่มา : มติชนรายวัน12 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article :

.

Mindfulness can induce changes not just in the function of the brain, but in the brain's structure itself, neuroscientists are finding.CREDIT: Andrei Zarubaika, Shutterstock

Mindfulness can induce changes not just in the function of the brain, but in the brain’s structure itself, neuroscientists are finding.
CREDIT: Andrei Zarubaika, Shutterstock

Exercising Your Brain May Improve Your Life

Wynne Parry, LiveScience Contributor
10 February 2013

NEW YORK — Throughout life, even shortly before death, the brain can remodel itself, responding to a person’s experiences. This phenomenon, known as neuroplasticity, offers a powerful tool to improve well-being, experts say.

“We now have evidence that engaging in pure mental training can induce changes not just in the function of the brain, but in the brain’s structure itself,” Richard Davidson, a neuroscientist at the University of Wisconsin-Madison, told an audience at the New York Academy of Sciences on Thursday (Feb. 6) evening.

The brain’s plasticity does change over time, Davidson pointed out. For instance, young children have an easier time learning a second language or a musical instrument, he said.

Exercise for the mind

The idea of training the brain is not a radical one, said Amishi Jha, a neuroscientist at the University Miami and another panelist for the discussion.

“How many of you think engaging in certain kinds of physical activity will change the way the body works? Our cultural understanding now is that specific types of activity can alter the body in noticeable ways,” Jha said, adding that this cultural understanding may be shifting to incorporate the mind as well. [10 Easy Ways to Keep Your Mind Sharp]

The panel discussion focused on a particular type of exercise: the practice of mindfulness, which panelist Jon Kabat-Zinn, a clinical mindfulness expert at the University of Massachusetts Medical School, defined as awareness.

“Mindfulness is awareness that arises from paying attention in the present moment, nonjudgmentally,” Kabat-Zinn said.

Jha’s personal interest in mindfulness arose from stress. As a young professor and mother under pressure from her job and family life, she ground her teeth so much that it caused numbness, interfering with her ability to speak. Jha attended a presentation Davidson gave and was startled to hear him say meditation, which cultivates mindfulness, could promote a positive pattern of electrical activity in the brain.

“I was like, ‘I can’t believe he used that word [meditation] in this auditorium,'” she said. “I had never heard it in a scientific context.”

So, Jha began her own mindfulness practice, which not only reduced her stress level, but also inspired her to explore the topic as a neuroscientist.

Opening the door

There are many doors into mindfulness, said Kabat-Zinn. He gave two examples: A person can practice mindfulness by focusing on something, such as his or her own breath, and bringing his or her attention back to the breath when it begins to wander, Kabat-Zinn said.

It is also possible to practice awareness without choosing a particular object upon which to focus; however, “that turns out to be quite a challenging thing to do,” he said.

Cultivating mindfulness like this can help break harmful cycles, such as those that accompany depression, in which the mind continues to repeat the same negative thoughts.

“When you see you are not your thoughts or your emotions, then you have a whole different palette of ways to be,” Kabat-Zinn said.

Roots in the East

Many would say mindfulness as it is practiced in Western society has its roots in the East, in Buddhism, noted moderator Steve Paulsonof the public radio program “To the Best of Our Knowledge.”

“Is mindfulness a spiritual practice?” Paulson asked the panelists.

“For me, I don’t talk about spirituality, because I don’t know what spiritual means,” the University of Wisconsin’s Davidson said. “I think what we’re talking about is part of every human being’s innate capacity.”

Buddhist monks, whom Davidson has studied, provide a “sample of convenience,” a group of people who have all received the same training, an important consideration for research, he said.

The neuroscience

Brain scans of meditating people show different patterns of activity depending on the practitioner’s level of experience. These patterns also differ depending upon the type of meditation practice used, Davidson said. [Mind Games: 7 Reasons You Should Meditate]

Work in Davidson’s lab indicates a connection between meditation and resilience. A response to stress becomes problematic when someone perseverates, or has an emotional reaction long after the problem has ended. In the brain, this shows up as the prolonged activation of a region known as the amygdala.

Mindfulness can increase the speed of recovery in the amygdala, and the more hours of formal practice people have, the faster their amygdalas recover, the data indicate, Davidson said.

This panel was the last of a four-part series on consciousness, moderated by public radio host Paulson and presented by the Nour Foundation.

SOURCE : livescience.com

‘แก่นรักษาธรรม’ พระอธิการเฮนนิ่ง เกวลี โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

bangkokbiznews130303_001มาฟังพระอธิการเฮนนิ่งเกวลี ชาวเยอรมัน เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี ในวัยไม่ถึง 40 ปี สิบกว่าพรรษากันดูว่า การที่ท่านพบแก่นธรรมคำสอนจากพระพุทธเจ้าที่แท้จริงทางภาคอีสานของประเทศไทยทำให้ท่านเปลี่ยนไปอย่างไร และพุทธศาสนาได้ช่วยเหลือผู้คนให้พบกับความสงบเย็นได้มากเพียงใด…

“อาตมาขอโอกาสพูดในฐานะที่เป็นผู้ใหม่ในศาสนา และในฐานะที่อยู่ร่วมกับลูกศิษย์พระเดชพระคุณหลวงพ่อชา สุภัทโท แม้ไม่ได้เจอหลวงพ่อชา เพราะอาตมาบวชไม่ทันที่จะเจอท่าน แต่ครูบาอาจารย์ชาวต่างประเทศหลายรูปที่ได้บวชหลังจากที่พระราชสุเมธาจารย์ (หลวงพ่อสุเมโธ) ได้บุกเบิกทางแล้ว ก็ยังมีโอกาสอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติโดยตรง ยังมีโอกาสอุปัฏฐากท่านประมาณ 10 ปี อาตมามาทีหลัง ช่วงที่พระราชทานเพลิงศพเรียบร้อยแล้ว ยังถือว่า มีความโชคดีที่ได้เจอคำสั่งสอนของท่าน และได้เจอครูบาอาจารย์ลูกศิษย์ของท่าน ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ของอาตมา คือพระราชภาวนาวิกรม (หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน ”

พระอธิการเฮนนิ่ง เกวลี ชาวเยอรมัน เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี ขึ้นธรรมาสน์เทศน์ในช่วงงานอาจาริยบูชาหลวงพ่อชา สุภัทโท 12-16 มกราคม 2556 ที่ผ่านมาท่ามกลางพระกว่าพันรูปซึ่งเป็นศิษยานุศิษย์หลวงพ่อชาที่เดินทางมาจากทั่วโลก และประชาชนเรือนหมื่นที่มาปักกลดกางเต็นท์ปฏิบัติบูชากันเต็มวัดในทุกพื้นที่

สิ่งสำคัญที่เราขออนุญาตนำมาแบ่งปันกับท่านผู้อ่านก็คือ เหตุใดชาวต่างชาติจึงหันมาสนใจในพุทธศาสนากันมากขึ้นจนกระทั่งวัดกว่า 300 สาขาสายหนองป่าพงทั่วโลกไม่เพียงพอต่อความต้องการบวชเรียนขอผู้คนที่แสวงหาทางพ้นทุกข์ด้วยวิธีนี้กัน ซึ่งปัจจุบันมีผู้เตรียมบวชในต่างประเทศมากกว่าจำนวนวัดที่จะรองรับได้

โชคดีที่พบต้นฉบับ

อาตมารู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้บวชเรียนที่นี่เพราะว่า เรื่องข้อวัตรปฏิบัติ เรื่องรูปแบบ คำสั่งสอนของหลวงพ่อชารู้สึกว่ายังมีทางที่จะเข้าถึงได้ เพราะมีหลายคนมาช่วยกันรักษาไว้ อาตมากำเนิดมาจากประเทศเยอรมนี ในต่างประเทศอีกหลายแห่งจะหารูปแบบที่เจอในประเทศไทยนี้ไม่ได้

ประเทศของอาตมาเป็นประเทศอุตสาหกรรม เป็นประเทศที่เขาว่าเจริญ และเน้นทางด้านการศึกษาทางโลก แต่ละคนที่เป็นญาติพี่น้องทางโน้นมีความรู้สึกต่อชีวิตของตัวเองเหมือนคนอื่น ๆ ทั่วโลกคือ เราพัฒนาความสงบเย็นเหมือนกัน แต่จะทำอย่างไรถ้าเราไม่มีวิธี ไม่มีส่วนรวมที่จะร่วมมือ ร่วมกำลังได้ก็อาจจะยาก ทางศาสนาเดิมของอาตมา คือศาสนาคริสต์ ก็สอนความดีให้คนบำเพ็ญเมตตาจิตพอสมควร ส่วนหนึ่งก็เข้าถึงวัฒนธรรมของชาวตะวันตกได้ทุกที่ เสมือนคำสอนของพระพุทธองค์เข้าถึงวัฒนธรรมของชาวเอเชีย ชาวไทย แต่ถ้าชาติไหน สังคมไหน ไม่รักษาต้นฉบับ ทางที่จะเข้าถึงสิ่งที่ทางศาสนาสอน ก็อาจจะหายาก

ช่วงนี้ที่อาตมาอยู่ในผ้าเหลืองมาสิบกว่าปีในประเทศไทย รู้สึกว่าเจอรูปแบบที่ดีที่เป็นต้นฉบับให้พวกเราทั้งหลายได้ ในขณะที่เรารักษาข้อวัตรปฏิบัติ รักษาพระธรรมและพระวินัย โดยความเคารพต่อการนับถือ และลงมือในการเสียสละในการรักษาไว้ โดยใจเอื้อเฟื้อ ใจบุญ ด้วยใจเสียสละ

ในสังคมเดิมของอาตมา หลายคนก็อยากจะทำเหมือนกัน แต่หลายคนก็เจอปัญหาชีวิต เช่นความทุกข์ก็ต้องปรากฏขึ้น ที่จะเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนต้องอาศัยการช่วยกัน และหาวิธี ถ้าเป็นลักษณะที่แต่ละคนต้องหาทางเองก็ลำบาก เราทั้งหลายก็ถือว่าโชคดี อาตมาก็รวมอยู่ในคนโชคดี ที่ยังได้เจอทางที่สมบูรณ์แบบที่มีการรักษาไว้ ก็เช่นพ่อแม่ครูบาอาจารย์บางท่านบอกว่า วิธีการปฏิบัติในสายวัดป่าอาจจะเป็นเรื่องของสมัยก่อน แต่ว่า หากมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เราสามารถตอบคำถามกับคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เข้าใจได้ ถ้าปฏิบัติอยู่ เราก็อธิบายได้ เพื่อคนรุ่นหลังจะได้มีวิธีเช่นนี้อยู่ ถ้าไม่ปฏิบัติก็น่าเสียดายว่า หลักเดิมที่มีการตรวจสอบ มีการทดลองมาพอสมควร ค่อยๆ จะหายไป

‘สามัคคี’ ทำให้อบอุ่น

ถ้าเรามีหลักอันเดียวกัน และจุดมุ่งหมายอันเดียวกัน ก็ทำให้เราเกิดกำลังด้วย ในสังคมเมืองนอกไม่ได้เน้นเรื่องสามัคคีเท่าไหร่ แล้วรูปแบบที่เคยมีเมื่อก่อน บางส่วนก็หายไปแล้ว เป็นสังคมที่แต่ละคนต้องหาทางเอง แต่ละคนต้องคิดเอง ต้องมีความสร้างสรรค์เป็นพิเศษเฉพาะตัว และกว่าจะได้เจอหลักที่เป็นสากลอาจจะใช้เวลานาน อาจหลงทางเป็นบางช่วง อาจทำสิ่งที่ผิดแล้วแก้ไขได้ยาก ก็ขาดหลักความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต

ในขณะเดียวกัน แต่ละคนที่ประสบความสำเร็จโดยลำพังก็มีความภาคภูมิใจเหลือเกิน ที่ทำให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เช่น เด็กเมืองนอกถ้าเขาได้ตอบปัญหาที่ครูตั้งให้ถูกต้อง โดยไม่ได้ดูหนังสือ ไม่ได้ท่อง แต่คิดเอาเอง เขาจะมีความภาคภูมิใจ เขามีความฉลาด สามารถที่จะหาทางเองก็ดี สำหรับคนที่ฉลาดพอ คนที่มีปัญญาพอ ก็หาทางเองได้ บางคนก็อาจจะหลง ไปสู่ทางที่เขาต้องการเองไม่ได้

ถ้าเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรม มีหลักจริงๆ ก็มีเครื่องแบบ มีเครื่องมือให้คนได้อยู่กัน เป็นผาสุก สงบเย็น แต่สังคมที่เน้นเรื่องความหลากหลาย เน้นเรื่องความเป็นตัวของตัวเอง อาจจะไม่สามารถหาจุดที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันง่ายๆ อาจเกิดความตึงเครียดขึ้นในจิตใจของคน

อาจจะเป็นเพราะคนส่วนหนึ่งได้ทิ้งรูปแบบเก่าที่เคยมี เช่นทางศาสนาที่เป็นจังหวะของชีวิตคน ที่เคยซึมซับอยู่ในชีวิตประจำวันของคนแต่ก่อน สังคมคริสต์ก็มี เช่น วันอาทิตย์ทางคริสต์ศาสนาให้หยุดทำงาน ไม่ใช่ว่าเพื่อจะได้ขี้เกียจ ไม่ทำอะไร แต่เพื่อจะได้ประกอบศาสนกิจ คือมีการหยุดเพื่อจะได้ไม่ต้องไปมีกิจกรรมทางโลก แต่ให้หันหน้าสู่จิตใจของตนเอง โดยคนที่ได้สัมผัสเห็นประโยชน์ว่า ได้ผ่อนคลายและมีโอกาสที่จะวางสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เกิดความกังวลได้ลง

แต่ปัจจุบัน โบสถ์ในคริสต์ศาสนาที่เคยมีอยู่ทุกหมู่บ้านที่เราเห็นปัจจุบันเป็นวัตถุโบราณ ค่อนข้างจะร้างและบาทหลวงก็เหลือน้อย เป็นอาชีพที่เขาว่าล้าสมัย รูปแบบนี้คนก็ไม่เอา อันนี้อาจจะมีสาเหตุหลายอย่าง เรื่องคำสั่งสอนก็มีส่วน อันนี้พูดในฐานะที่ตัวเองเป็นผู้เปลี่ยนศาสนาจากคริสต์มาเป็นพุทธ แต่ว่าโดยทั่วไป ถ้าเราดูหลักที่ศาสนาสอน เรื่องความดี การเอื้อเฟื้อต่อกัน คริสต์ศาสนาก็ไม่ผิดกันกับพุทธศาสนา เพราะมาปรากฏชัดในสังคมที่มีหลักจริงๆ เขาก็จะปฏิบัติตามนี้ แล้วก็มีวิธี จังหวะ การแบ่งเวลาให้

อันนี้เป็นสิ่งที่อยากให้สำนึกถึงว่า ถ้าศาสนามีรูปแบบในการจัดการชีวิตที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราจริงๆ มันเป็นประโยชน์แก่เรา แล้วเราจะหาจุดยืนของเราได้อย่างดี ถ้าทิ้งหลักนี้ เหมือนกับที่เกิดขึ้นในเมืองนอกแล้ว เป็นลักษณะว่าของใครของมัน ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ในอนาคตอาจจะไม่เหลือมากเท่าไหร่ ซึ่งถ้าเราเห็นภาพอันงดงามของคนที่ตั้งใจปฏิบัติร่วมกัน รักษาระเบียบ เห็นประโยชน์ต่อผลกระทบต่อจิตใจของเราเองด้วย เราควรจะรักษาไว้และส่งเสริมต่อ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราต้องการด้วยในสังคมของเรา

ถ้าคนไทยไม่รักษาไว้ก็หายได้

อาตมามาจากสังคมที่ศาสนาหายไป แต่ยังเจอทางพุทธศาสนาที่เป็นต้นฉบับสมบูรณ์ ทำให้เราเห็นทางสำหรับตัวเองในประเทศไทยนี้ ซึ่งพระพุทธองค์ได้สอนอย่างชัดเจน และเข้าถึงจิตชาวพุทธในประเทศไทยโดยไม่รู้สึกตัว ถ้าคนไทยไม่รักษาไว้ก็หายได้เหมือนกัน เพราะเป็นการสอนที่มีการปฏิบัติที่ลึกมาก อย่างเช่น เราไปบิณฑบาตกันทุกเช้า อาจจะเปลี่ยนไปได้ ถ้าไม่ระวัง

พระบางทีไม่ได้บิณฑบาตด้วยการเดิน แต่นั่งรถ บางทีนั่งรถอยู่แล้วให้โยมมาใส่บาตรที่รถ อันนี้จะทำให้ต้นฉบับหายไปได้ วิถีชีวิตก็จะเปลี่ยนไปพอสมควร เพราะการบิณฑบาต เรามีส่วนเกี่ยวข้องกันในเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตนทุกเช้า มีอิทธิพลต่อเราพอสมควร ถ้าเป็นพระไม่ต้องบิณฑบาต มาเรียนหนังสืออย่างเดียว นั่งสมาธิอย่างเดียว ต้นฉบับจะหายไป

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา อาตมาโชคดีได้ไปร่วมการประชุมกับองค์ดาไลลามะ ประมุขสายทิเบตที่อินเดีย ทางโน้นเอง ท่านไม่อยากเรียกว่าสายทิเบตเท่าไหร่ ท่านบอกว่า พุทธะไม่ได้ขึ้นอยู่กับชาติ การเรียกว่า พุทธศาสนาไทย พุทธศาสนาทิเบตเป็นเรื่องชาตินิยม แต่จริงๆ แล้ว ควรเรียกว่า พุทธภาษาสันสกฤตจากมหาวิทยาลัยนาลันทา และของเราก็เป็นพุทธภาษาบาลี อาตมามีความซึ้งใจมากที่มีการเกี่ยวข้องกับชาวพุทธคนละอย่าง ทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้น

เมื่อก่อนอาตมา เปรียบเทียบพุทธกับคริสต์ศาสนาในสังคมตะวันตก ก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่พอมาเทียบระหว่างพุทธด้วยกันในเอเชีย ทำให้เปลี่ยนมุมมอง เกิดความรู้ใหม่ เห็นว่า เราโชคดีได้เจอสายพระป่า และได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์ที่เป็นศิษย์หลวงพ่อชา ในภาพรวมที่เป็นต้นฉบับจากพุทธกาลที่สืบทอดมาโดยพระป่าของเราควรอนุรักษ์จริงๆ เพราะจะเป็นเครื่องมือให้อีกหลายรุ่นได้ใช้สะดวก

คุณธรรมขององค์ดาไลลามะ เน้นเรื่องเมตตา กรุณา ซึ่งเป็นพรหมวิหารสายโพธิสัตว์ คุณธรรมนี้เป็นใหญ่เช่นเดียวกับคริสต์ศาสนา ในตะวันตกพุทธสายนี้จึงเป็นที่รู้จักและมีผู้ปฏิบัติตามมากมาย

องค์ดาไลลามะได้พูดถึงหลักของศาสนาพุทธควรเน้นอะไรในปัจจุบัน ในสังคมอุตสาหกรรม สังคมที่เจอปัญหานานัปการซึ่งห่างเหินจากจิตวิญญาณพอสมควร ตามที่ท่านได้สัมผัสอยู่เมืองนอก อยู่นอกประเทศของท่าน ซึ่งสังคมเมืองนอกห่างจากจิตใจของตัวเอง เน้นรูปธรรม วัตถุสิ่งของ แต่ตัดเรื่องจิตใจออกไป ทางพุทธศาสนา เน้นเรื่องคุณธรรมด้านจิตใจ ทำอย่างไรจึงจะโปรดโลก ช่วยโลก ท่านก็มองด้วยสายตามหายาน มองชนทั้งหลายเป็นใหญ่ พูดในอุดมการณ์ของพุทธศาสนา

จริง ๆ ก็เข้ากับหลักของเราได้ดี ท่านเน้นเรื่องหลักแท้ของพุทธศาสนาทุกสาย ท่านพูดถึงศีล สมาธิ ปัญญา อริยมรรคมีองค์ 8 ต้องปฏิบัติเรื่องนี้โลกจะได้เจริญทางจิตใจ ท่านพูดเรื่องศีลปาติโมกข์ ของเถรวาทกับสายนาลันทาไม่ต่างกันเท่าไหร่ เช่น การไม่ฉันในเวลาวิกาล หลักอันเดียวกัน ท่านบอกว่าไม่มีอุปสรรคในเรื่องพระวินัย ศีลของคฤหัสถ์ก็ไม่มีอุปสรรค ให้บำเพ็ญ ศีล สมาธิ เป็นประเด็นของคนทางโลกที่ต้องการผ่อนคลาย และต้องปฏิบัติกรรมฐานเพื่อให้เกิดปัญญา

พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง

หลักของพุทธศาสนาสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ ท่านบอกว่า อิทธิพลของการนั่งสมาธิมีผลกับสมอง อารมณ์ดีชั่วมีผลกับร่างกายและจิตใจ การละความคิดอกุศล ทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ องค์ดาไลลามะ เน้นเรื่องพุทธศาสนาให้ทันสมัยตามความรู้ทางโลก และควรมีการเทียบกับระบบสากลที่นักปรัชญาในหลายๆ สาขา เช่นนักวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ เป็นต้น

อาตมาเองได้สัมผัสกับประเทศของอาตมาในเยอรมัน ล้วนให้เกียรติพุทธศาสนา เพราะมีเหตุผล ไม่ชักชวนในทางที่งมงาย สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง

คนไทยเล่า มีแก่นธรรมอยู่กับตัวหากไม่ปฏิบัติก็น่าเสียดาย!

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ธรรมะ โดย พระอาจารย์ชยสาโร งานเปิดนิทรรศการภาพถ่ายโดยพระอาจารย์ชาคิโน “วิถีวิเวก”

15ขอเชิญร่วมฟังพระธรรมเทศนา โดย พระอาจารย์ชยสาโร ในงานเปิดนิทรรศการภาพถ่าย “วิถีวิเวก” ภาพถ่ายวิถีชีวิตธุดงค์ของพระสายวัดป่า โดย พระอาจารย์ชาคิโน อดีตช่างภาพมือรางวัลชาวมาเลเซียที่ทิ้งลาภ ยศ สรรเสริญ ทางโลก มาหาความสงบในพระพุทธศาสนา แต่ต้องตัดสินใจจับกล้องอีกครั้ง

Please be invited to Dhamma talk by Ajahn Jayasaro, held in an opening of a photo exhibition, Dhammafarers by Ajahn Cagino. The Dhamma talk will be on January 22, 2556, 14:30, at Bangkok Art and Cultural Center.

Exhibition at BACC will be held from January 22-31, 2556.
Exhibition at Ramada Hotel Riverside Bangkok will be held from February 1-14, 2556.

More information:
https://www.facebook.com/events/125944004240297/

ขอเชิญร่วมฟังพระธรรมเทศนา โดย พระอาจารย์ชยสาโร ในงานเปิดนิทรรศการภาพถ่าย “วิถีวิเวก” ภาพถ่ายวิถีชีวิตธุดงค์ของพระสายวัดป่า โดย พระอาจารย์ชาคิโน อดีตช่างภาพมือรางวัลชาวมาเลเซีย

—————————————————-

ท่ามกลางความวุ่นวายของมหานคร
มูลนิธิธัมมคีรี ขอเชิญท่านปลีกตัวไปชมนิทรรศการภาพถ่าย “วิถีวิเวก”

อิ่มบุญกับภาพถ่าย โดย พระอาจารย์ชาคิโน (พระสายหนองป่าพง)
อดีตช่างภาพชนะเลิศรางวัลระดับชาติจากมาเลเซีย
ระหว่างวันที่ 22-31 มกราคม 2556
ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (ตรงข้ามมาบุญครอง)

เพื่อระดมทุนสร้างสถานพักพิงทางธรรมแก่เด็กชาวเขา แม่ฮ่องสอน
เป็นแหล่งบุญบริสุทธิ์ เพื่อชีวิตนับร้อยเรียนรู้ที่จะตื่นอย่างเบิกบานในสายหมอก ความงดงามแห่งการให้ที่ไร้พรมแดน เชิญร่วมบุญตามหนทางอันประเสริฐ เพื่อความสุขในปีใหม่นี้

ชมตัวอย่างภาพ http://www.youtube.com/watch?v=ymxwJEK3VSU

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ คุณศิลจิรา อภัยทาน
www.dhammagiri.or.th
088-2468-075

01

ชีวิตอิสระ

โดดเดี่ยว ในป่า ฟ้ากว้าง
เคว้งคว้าง บนหน ทางใหญ่
ล้มบ้าง ลุกบ้าง เป็นไร
ปีกฝัน ยังใฝ่ โบยบิน
ไม่ต้อง ให้เก่ง เหนือใคร
ทำดี ที่ใคร ตัดสิน
แบกกลด แบกบาตร เดินดิน
ชีวิต พอกิน ประทัง
ไม่หยุด ก้าวไป เรื่อยๆ
แม้เหนื่อย ไม่ท้อ ถอยหลัง
มีธรรม น้ำใจ พลัง
สองขา คงยัง ก้าวเดินฯ

Wandering Free

Alone in the looming forest
rootless on the road,
I may slip or even fall
but my aspiration won’t waiver.
What’s the use of competition?
Who can judge my life?
With this alms bowl and robe
I’ll get by.
Though exhausted I’ll not give in —
forward I’ll go!
With the Dhamma as my companion,
these two legs will take me far.

02

มีทางนี้เท่านั้น เพื่อความหมดจดแห่งทัศนะ
ไม่มีทางอื่น
เธอทั้งหลาย จงดำเนินไปตามทางนี้เถิด
เพราะทางนี้จะกระทำมารและเสนาให้หลง
(ขุ.ธ. ๒๗๔)

Just this is the path
— there is no other —
to purify vision.
Follow it, and throw Māra into confusion.
(Dhp 274)

03

จิตนั้นบุคคลข่มได้ยาก เกิดดับเร็ว
มักตกไปในอารมณ์ต่างๆ ตามความใคร่ของตน
การฝึกจิต เป็นความดีให้สำเร็จประโยชน์
จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้
(ขุ.ธ. ๓๕)

The mind is hard to hold down, swiftly moving,
alighting wherever it likes.
Its taming is good.
The mind well-tamed
brings ease.
(Dhp 35)

04

สำรวมกายเป็นการดี
สำรวมวาจาเป็นการดี
สำรวมใจเป็นการดี
ความสำรวมทวารทั้งปวงเป็นความดี
ภิกษุผู้สำรวมทวารทั้งปวงแล้ว
ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้
(ขุ.ธ. ๓๖๑)

Restraint with the body is good,
good is restraint with speech.
Restraint with the heart is good,
good is restraint everywhere.
A monk everywhere restrained
is released from all suffering and stress.
(Dhp 361)

05

ฝากชีวีไว้ด้วยการให้
Every Offering is a Cleansing of the Heart

06

สัปปุริสทาน ๕ ประการ คือ ให้ทานด้วยศรัทธา ๑
ให้ทานโดยเคารพ ๑ ให้ทานโดยกาลอันควร ๑
เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทาน ๑ ให้ทานไม่กระทบตนและผู้อื่น ๑
(องฺ ปญฺจก ๑๔๘)

A superior person gives in these ways. He gives a gift out of faith;
he gives a gift respectfully; he gives a gift at the right time;
he gives a gift with a generous heart;
he gives a gift without denigration.
(AN 5:148)

07

หนทางเดินเพลินไปในสงสาร
ไม่มีการสิ้นสุดลงที่ตรงไหน
ไม่เหมือนเดินแบบพระละเยื่อใย
ทางนั้นไซร้มุ่งไปใฝ่นิพพาน

Samsāra’s road is long and bewitching.
No ending can be seen.
The solitary path leads toward detachment.
Its destination the perfect peace.

 08

ท่านที่หมดการสะสม มีโภชนะอันกำหนดแล้ว
มีสุญญตวิโมกข์และอนิมิตตวิโมกข์ เป็นโคจร
คติของท่านเหล่านั้น รู้ตามได้โดยยาก
เหมือนคติฝูงนกบนท้องฟ้า ตามทันได้ยาก ฉะนั้น
(ขุ.ธ. ๙๒)

Those who understand the role food plays
and would not dream of hoarding it,
those whose only pasture is emptiness and
whose trail is liberation,
are like birds whose trajectories leave no trace.
(Dhp 92)

09

บัณฑิตทราบความแตกต่างของธรรมทั้งสองแล้ว
ย่อมตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
ย่อมบันเทิงในความไม่ประมาท
เป็นผ้ยู ินดีในแนวทางของพระอริยเจ้าทั้งหลาย
(ขุ.ธ. ๒๒)

Knowing this as a true distinction —
those wise in heedfulness
rejoice in heedfulness
and enjoy the way of the Noble Ones.
(Dhp 22)

10

พลังน้ำที่น้อมต่ำ พลังธรรมที่ถ่อมตัว

Just as water’s strength can be seen
when it falls from a great height
so is humility
the measure of a man’s integrity.

11

ค้น พบ ทุกสิ่ง เป็นทุกข์
ใจ กลับ เป็นสุขอย่างยิ่ง
คืน ไป สิ่งใดไม่จริง
สงบ นิ่ง สรรพสิ่ง นิพพานฯ

Discovering that everything
is unsatisfactory,
my heart fills with delight.
Enough of reaching out
for the not-yet real,
it is in resting I find real peace.

12

เมื่อเรายังไม่พบญาณ ได้แล่นท่องเที่ยวไป
ในสังสารเป็นอเนกชาติ
แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างปลูกเรือนคือตัณหาผู้สร้างภพ
การเกิดทุกคราวเป็นทุกข์ร่ำไป
(ขุ.ธ. ๑๕๓)

For many lives I have wandered
looking for, but not finding,
the House-builder who caused my suffering.
But now you are seen and
you shall build no more.
(Dhp 153)

13

นี่แน่ะ นายช่างปลูกเรือน เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว
เจ้าจักทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป
โครงเรือนทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว
ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว
จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป
มันได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา(ขุ.ธ. ๑๕๔)

House-builder, you are seen!
You will not build a house again.
All your rafters are broken,
and the ridge pole dismantled.
Immersed in dismantling, the mind
has attained the end of its craving.
(Dhp 154)

14

วิเวก (ความสงัด, ความปลีกออก)
1. กายวิเวก (ความสงัดกาย อยู่ในที่สงัด ดำรงอิริยาบถและเที่ยวไปผู้เดียว)
2. จิตตวิเวก (ความสงัดใจ ทำจิตให้สงบผ่องใส สงัดจากนิวรณ์ สังโยชน์ และอนุสัย
หมายเอาจิตแห่งท่านผู้บรรลุฌาน อริยมรรค อริยผล)
3. อุปธิวิเวก (ความสงัดอุปธิ ธรรมเป็นที่สงบระงับสังขารทั้งปวง ปราศจากกิเลส
ขันธ์ อภิสังขาร ที่เรียกว่าอุปธิ หมายเอาพระนิพพาน)
(ขุ.ม.29/33/29; 229/170)

Viveka: seclusion
1. Kāya-viveka: bodily seclusion i.e. solitude
2. Citta-viveka: mental seclusion i.e. the state of Jhāna
and the Noble Paths and Fruitions
3. Upadhi-viveka: seclusion from the essentials of existence, i.e. Nibbāna

Please be invited to Dhamma talk by Ajahn Jayasaro, held in an opening of a photo exhibition, Dhammafarers by Ajahn Cagino.

SOURCE:  http://www.facebook.com/jayasaro.panyaprateep.org

พระอาจารย์ชาคิโน เดิมเป็นชาวจีนมาเลเซีย จบปริญญาศิลปศาสตร์จากสถาบันศิลป์มาเลเซีย (Malaysian Institute of Art) ช่วงอายุ 22-27 ปี ประกอบอาชีพช่างภาพ ได้รับรางวัลระดับประเทศกว่า 40 ชิ้น ปี พ.ศ.2533 ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันภาพถ่ายอาเซียน ซึ่งจัดขึ้นที่คันทรี่ไฮ้ มาเลเซีย เนื่องจากยังไม่มีภาระด้านครอบครัว เงินรางวัลที่ได้มาส่วนใหญ่นำไปถวายทำบุญที่วัด อายุ 29 ปี เดินทางจาริกไปในประเทศไทยและนิวซีแลนด์เพื่อแสวงหาธรรมะ ได้บรรพชาเป็นสามเณรในนิกายมหายานที่วัดอัง ฮก สี ในปีนัง เป็นเวลาปีครึ่ง หลังจากนั้นได้มาเมืองไทยและอุปสมบทเป็นพระภิกษุกับพระอาจารย์กัณหา ที่วัดแพร่ธรรมารามอยู่ 5 พรรษา ในปี พ.ศ.2548 ได้มาบวชเป็นพระอีกครั้งในสายปฏิบัติของหลวงพ่อชา สุภัทโท โดยมีพระราชภาวนาวิกรม (พระอาจารย์เลี่ยม ฐิตธมฺโม) เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยได้รับการฝึกข้อวัตรปฏิบัติเบื้องต้นจากวัดป่านานาชาติและวัดหนองป่าพงระหว่างครองสมณเพศได้ออกเดินธุดงค์ไปในถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศไทยเป็นเวลากว่าทศวรรษ ช่วง 2-3 ปีหลัง พักในถ้ำทุรกันดารเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในช่วงนี้เองที่ได้เห็นชีวิตของเด็กชนกลุ่มน้อยชาวเขาที่กำพร้าและยากจน ความคิดที่จะช่วยเด็กเหล่านีื้ เป็นต้นกำเนิด ของมูลนิธิธัมมคีรี ซึ่งช่วยจัดหาที่พักอาศัย ทุนการศึกษา และให้การอบรมธรรมะ หวังให้เด็กๆเหล่านี้ได้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต

พระมหากีรติ ธีรปัญโญ ก่อนมาบวชได้จบการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาแพทย์เฉพาะทางพิเศษต่ออีก 6 ปี ที่สหรัฐอเมริกา ระหว่างฝึกงานได้พบพระอาจารย์ชยสาโร (เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติในตอนนั้น) ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ออกบวชในสายวัดหนองป่าพง โดยมีพระราชภาวนาวิกรม (ลพ.เลี่ยม ฐิตธัมโม) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอาจารย์ชยสาโรเป็น พระอาจารย์ผู้ฝึกสอน จำพรรษา ๕ พรรษาแรกที่วัดป่านานาชาติ ทำหน้าที่เป็นพระธรรมทูตที่สหรัฐอเมริกา และนิวซีแลนด์ ก่อนจะมาเป็นรองเจ้าอาวาสที่ วัดป่าบุญล้อม อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี

พุทธศาสน์กับ “ศักราชใหม่” พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล โดย ชฎาพร นาวัลย์

bangkokbiznews121230_001ต้อนรับเข้าสู่ศักราชใหม่ ด้วย “แนวทาง” หรือเครื่องมืออันทรงพลังที่จะนำทุกท่านไปพบความจริงของชีวิต จากพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล
ต้อนรับเข้าสู่ศักราชใหม่ ปี 2556 ซึ่งเราต่างกำหนดให้มันเป็นจุดสตาร์ทความฝัน และความมุ่งมั่นอันแรงกล้า กายใจฉบับนี้จึงขอเสนอ “แนวทาง” หรือเครื่องมืออันทรงพลังที่จะนำทุกท่านไปพบความจริงของชีวิต เพื่อความสุขความเจริญตลอดปีและตลอดไป

แท้จริงแล้ววันเวลาก็เดินของมันไปตามกลไกธรรมชาติ จะปีเก่า ปีใหม่ วันไหน ๆ ก็สำคัญเท่าเทียมกัน หากแต่ในวันนี้ ปัจจุบันนี้มนุษย์ผู้มีกิเลสหนาทั้งหลาย ยังไม่สามารถไขว่คว้าหาคำตอบให้กับตนเองได้ บ้างก็ยังมัวเมาหรือลุ่มหลงกับความบันเทิงเริงใจ จนประมาทและชะล่าใจกับการใช้ชีวิตที่ถูกครรลอง

ในขณะที่บางคนอาจค้นพบทางออกของตนแล้ว ทว่าก็ยังไม่มั่นใจในทางเลือกหรือคำตอบของตนเอง หลายคนว่าพวกเขาไม่มีหลักยึดที่ถูกต้องแท้จริง จึงโอนเอนท่ามกลางคลื่นข้อมูลความรู้ที่หลากหลายถาโถมซัดกระหน่ำ แล้วพวกเขาจะตัดสินใจให้ถูกต้องได้อย่างไร มันเป็นคำถามที่น่าแปลกใจสำหรับชาวพุทธที่มีศาสดาองค์เดียวกัน ผู้ตรัสรู้ความจริงของโลกอย่างแจ่มแจ้ง

เราเดินทางมุ่งหน้าสู่วัดหนองป่าพง อ. ลำลูกกา จ. ปทุมธานี เพื่อปุจฉา สอบถามความจริง ไขข้อสงสัยกับพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ซึ่งท่านเมตตาวิสัชนา ให้ความกระจ่างกับผู้อ่านกายใจ

พระสูตรหรือพุทธวจนะคือคำตอบของทุกสิ่งหรือ

ใช่ เพราะพระพุทธเจ้าคือ สัพพัญญู รู้ทุกเรื่อง รู้โลกธาตุ เพราะฉะนั้นความศรัทธาที่ชาวพุทธมีต่อศาสดาตนเอง ต้องศรัทธาว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริง ไม่ว่าเรื่องทางโลกหรือเรื่องทางธรรม รู้ทั้งหมดและพระองค์ก็ได้จำแนก แจกแจง เปิดเผย บอกเราทุกอย่างแล้ว ก็เลยกลายเป็นว่าคำพูดของพระพุทธเจ้าคือคำตอบของทุกเรื่องในโลก
เป็นคำตอบที่เป็นสัจจะ คือความจริง ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตรงจริง สัจจะในทางโลก จริงวันนี้ อีกห้าปี สิบปี ร้อยปีอาจจะเปลี่ยนก็ได้ เป็นอนิจจัง ไม่แน่นอน ดังคำที่พระพุทธเจ้าตรัสกับสาวกว่า วิธีการรักษาไว้ซึ่งความจริงคือ อย่าคิดว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ด้วยความคิดอย่างนี้ความจริงจะถูกรักษาเอาไว้ เพราะสิ่งที่เรารู้มามันเป็นอนิจจังคือไม่แน่นอน มันเปลี่ยนแปลง

หลักธรรมใดที่เราควรยึดใช้ในชีวิต

อริยสัจ ๔ เป็นความจริงที่เป็นกฎตายตัวของธรรมชาติ เพราะข้างในของมันก็คือปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา ครอบคลุมทุกเรื่อง ว่าด้วยสิ่งนี้มีสิ่งนี้จะมี ถ้าสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จะไม่มี กฎตัวนี้มันเป็นหลักเหตุหลักผลของสังคม ถ้ามนุษย์ใช้หลักตรงนี้ มันตอบโจทย์ได้ทุกเรื่อง ใครค้าขายไม่ดี ก็ไปสร้างเหตุไม่ดี ซึ่งอาจเป็นเหตุทางโลกหรือเหตุทางธรรม เหตุทางโลกขยันแล้ว การศึกษาดีแล้ว ทำไมอุปสรรคเยอะ เจอแต่คนไม่ดี ทำไมโอกาสเราไม่เหมาะกับเวลา ไม่ได้จังหวะ แหม พลาดไปนิดเดียว ก็ต้องไปสร้างเหตุปัจจัยสิ่งที่บางทีเรามองไม่เห็น เรานึกไม่ถึง แต่ตถาคตทราบ นั่นคือ พระศาสดาของเรา

นั่นก็คือการต้องเป็นผู้มีศีลดี ไม่ห่างเหินจากฌาน หรือสมาธิ ประกอบกับการทำวิปัสสนา คือมีปัญญาเห็นความไม่เที่ยง อยู่วิเวกบ้าง หรือให้ความศรัทธาศีล สุตมยปัญญาก็ได้ แล้วก็จะได้สมความปรารถนา

สิ่งนี้ต้องยึดไว้ตลอดชีวิตเลย เพราะเราตายแน่นอน เพราะเวลาเราจะตาย เราจะวางจิตไม่ไหว นี่เป็นคำสอนที่ตอบได้ทั้งทางโลกและทางธรรม คนมักจะคิดไปว่าพระพุทธเจ้าสอนในเรื่องการหลุดพ้นอย่างเดียว นั่นคือเขายังไม่เข้าใจว่าสัพพัญญูคืออะไร ทางโลกก็ตอบไป ทางธรรมก็ตอบไป แต่เพราะคนยังไม่เป็นโสดาบันจึงมีความหวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ก็เลยไปฟังคนอื่น ฟังหมอดูบ้าง พึ่งผีสางเทวดานางไม้ พึ่งตัวเลข ก็จะแสวงหาไปเรื่อย ๆ ท่านก็บอกว่าเดินไปหาที่พึ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่สามารถแก้ปัญหาความทุกข์ได้

แล้วมีหลักธรรมใดใช้แก้ปัญหาปากท้อง

อันดับแรกต้องเชื่อพระพุทธเจ้าก่อน กลับมารักษาศีล กลับมานั่งสมาธิ มาเห็นสัจจะว่า สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เดี๋ยวอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ จะค่อย ๆ หมดไปเอง พื้นฐานต้องยอมรับระดับหนึ่งว่า แต่ละคนมีมาไม่เท่ากัน ภายใต้ความไม่เท่ากันตรงนี้ อยากให้ผลกรรมดีนั้นส่งผลในปัจจุบันไหม พระพุทธเจ้าให้ทำสมาธิ ๘ ระดับซึ่งจะส่งผลในปัจจุบันทันที เมื่อเรามีศีล สมาธิ อุปสรรคปากท้องจะค่อย ๆ หมดไป ชีวิตจะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ต้องศรัทธาตรงนี้ก่อน ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ

เราจะเห็นคนจบตรี โท เอก ขยันเท่า ๆ กัน แต่ทำไมบางคนสำเร็จ บางคนไม่สำเร็จ นั่นเพราะมีเหตุปัจจัยที่หลายคนไม่รู้ แต่สัพพัญญูรู้ ท่านบอกให้พึ่งตนและพึ่งธรรมะ พระองค์ให้เจริญสติปัฏฐาน ๔ กลับมารู้ลมหายใจตนเอง เจริญอาณาปานสติ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคืออะไร แล้วเราจะจัดการมันได้อย่างไร

คือการไม่รู้อริยสัจ ๔ หรือ ปฏิจจสมุปบาท น่ากลัวที่สุดเลย จึงต้องท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาวนานในสังสารวัฏ แต่ถ้ารู้ในอริยสัจ ๔ ไม่มีอะไรจะต้องกลัว เราจะรู้ว่าชีวิตเป็นไปตามกรรม และเราออกจากกรรมได้ จะมีความมั่นคงมาก เพราะฉะนั้น จิตของพระโสดาบันจะมีความมั่นคงประดุจเสาหินยาว ๑๖ ศอกฝังลึกลงในดิน ๘ ศอก ยาวขึ้นมา ๘ ศอก โดยไม่หวั่นไหวต่อแรงโน้มท่วงที่มาทั้ง ๔ ทิศฉันใด จิตโสดาบันก็ฉันนั้น ส่วนจิตของปุถุชนก็เบาเหมือนปุยนุ่น ใครเขาบอกตรงนี้นิด ก็เอนไปแล้ว ลมพัดซ้ายทีก็ไปซ้าย พัดขวาทีก็ไปขวาอย่างนี้ ไม่มีความมั่นคง

หลักเดียวกัน หลักอริยสัจ ๔ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่จะต้องรู้ เหมือนฟางไหม้ผมบนศีรษะ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าเธอจะทำอะไรก่อน ตอบกลับมาว่าดับผมบนศีรษะก่อน พระพุทธเจ้าบอกมารู้อริยสัจก่อน ขนาดนั้น ฉะนั้นการไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท หรืออริยสัจ ๔ ร้อนยิ่งกว่านรก ในนรกว่าร้อนแล้วนะ แต่การไม่รู้นี่ร้อนยิ่งกว่า

ปฏิจจสมุปบาท ก็คืออริยสัจ ๔ ข้อที่ ๒ และ ๓ เราจะพูดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ คนที่ไม่รู้ก็อาจสับสน แต่มันคืออย่างเดียวกัน ปฏิจจสมุปบาท คือการลงรายละเอียดในข้อ ๒ และ ๓ สมุทัย เหตุเกิด คือ ปฏิจจสมุปบาทสายเกิด การเกิดขึ้นของความตาย ส่วนปฏิจจสมุปบาทสายดับคือตัวนิโรธ เวลาพระพุทธเจ้าจะพูดนิโรธอย่างเดียว เพราะองค์จะตรัสลำดับขั้นการดับไปของความตาย ว่าตายสามารถดับไปได้ เข้าแบบที่เหตุ ถ้าฆ่าไม่มี ตายก็ไม่มี ถ้าดับภพ ชาติจะไม่มี ถ้าดับอุปาทาน ภพจะไม่มี ถ้าดับตัณหา อุปาทานจะไม่มี ถ้าดับเวทนา ตัณหาก็ไม่มี ถ้าดับผัสสะ เวทนาจะไม่มี ไล่ดับไปเรื่อย ๆ

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยาก มีอยู่กับตัว แต่ไม่ดูเอง ก็มัวแต่เพลินกับรูปรสกลิ่นเสียง แต่อริยสัจอยู่คาตาของทุกคน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า มนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้มีผัสสะบังหน้า ก็เลยเพลินในผัสสะ เข้าใจผิดในผัสสะ ก็เลยไม่เห็นไง สุขเกิดมาสักพักก็ดับไป แต่ไม่มีใครเห็นเวลามันดับ ความทุกข์เกิดมาที่สุดก็ดับไป แต่ไม่มีใครสังเกตว่าดับไปของทุกข์ ความจริงก็เห็นอยู่ในปัจจุบันขณะ เห็นอย่างนี้ได้คนนั้นหลุดพ้นจากความตาย ไม่ต้องตายอีกต่อไป นี่คือสุดยอดของปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ใดก็ช่วยให้พ้นจากความตายไม่ได้นอกจากปาฏิหาริย์คือคำสอน

ที่ผ่านมาเราเชื่ออิทธิปาฏิหาริย์ เรามีเครื่องวัดผิด เพราะเราไม่ได้ศึกษาพุทธวจนะ พระพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญนะ สังคมจึงมีมาตรฐานผิดเครื่องวัดผิด คิดว่าเขาเป็นอริยบุคคลก็เลยเชื่อไปตามนั้น มันก็เลยรู้ผิดกันไปเรื่อยๆ พอบอกแก้กรรมก็ไปรดน้ำมนต์ ไปบังสกุลเป็น-ตาย ไปสะเดาะเคราะห์ ไปดูฤกษ์ยาม คิดว่าเป็นมงคล แต่ตถาคตบอกว่านี่เป็นเดรัจฉานวิชา เลี้ยงชีวิตผิด ซึ่งถ้าเขาเป็นอริยะ เขาต้องมีสัมมาอาชีวะ และเขาต้องเพียรพยายามละมิจฉาอาชีวะให้ได้ ต้องมีสติ เพื่อเป็นสัมมาสติ ละมิจฉาสติได้ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย แต่เป็นเรื่้องจริงหรือไม่จริง อยากรู้ความจริงก็ต้องศึกษา ที่จะต้องทำความเข้าใจและอย่าหยุดความเพียร ก็จะบรรลุได้แน่นอน

เราจะแก้ไขความขัดแย้งในตัวเราและสังคมได้อย่างไร

ต้องไม่หวั่นไหวในพระศาสดา ต้องถามว่าเขาศาสนาพุทธหรือเปล่า แต่ถ้าไม่ใช่หรือมีลัทธิอื่น พระพุทธเจ้าก็มีการสอนอีกแบบหนึ่ง เราก็เอาความดีที่เห็นตรงกันมาคุยกันก่อน ศาสดาใดสมาทานความดีที่เห็นตรงกันได้มากกว่ากัน ให้เป็นเลือกนับถือสิ่งนั้น

แต่ถ้าเรามีศาสดาแล้ว นับถือพุทธใช่ไหม แต่ยังไปฟังความเห็นอื่น แสดงว่าหวั่นไหวในศาสดาของตัวเอง แต่ถ้าเชื่อมั่นก็จะฟังแต่พุทธวจนะ เพราะนี่คือคำที่ออกจากปากศาสดา สาวกมีหน้าที่จดจำคำศาสดามาถ่ายทอด พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เธอทั้งหลายเป็นทายาทแห่งตถาคต เป็นโอรสอันเกิดจากปากตถาคต พระสงฆ์มีเอาไว้เป็นกระบอกเสียงของพระพุทธเจ้า แต่ไม่ใช่เอาคำพูดของตัวเองมาพูดเอง มิฉะนั้นถ้าเอาคำพูดนั้นมาได้ ก็แสดงว่าคำพระพุทธเจ้านั้นผิด เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย จะไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่เคยบัญญัติ จะไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไปแล้ว อยากเจริญก็ทำแบบนี้ อยากเสื่อมก็บัญญัติเข้าไป เสื่อมแน่นอน เพราะฉะนั้นตถาคตก็ไม่เป็นหนึ่งเดียว นี่คือสับสนตั้งแต่ตนเอง คนอื่นก็เลยสับสน สังคมก็เลยสับสน ก็เกิดการแตกแยก นี่ขนาดแค่สังคมพุทธ ยังมีหลายสำนักหลายนิกาย

เพราะฉะนั้น อย่างที่พระพุทธเจ้าบอก สุตตันตะ เหล่าใดที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอนมีอักษรสละสลวยมีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนวเป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟังด้วยดีไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึงและจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคตเป็นข้อความลึกมีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่; เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ความขัดแย้งจะหมดไป ถ้าเรามีศรัทธาร่วมกันในคน ๆ เดียว ทุกอย่างเรียบร้อยหมด ไม่ใช่ว่าพอคนนี้บอกให้หยุด อีกวันคนนั้นบอกให้หยุด คนนี้ก็บอกคนนั้นทำได้ ทำไมจะทำบ้างไม่ได้ อย่างนี้ไม่มีวันแก้ได้ แต่ถ้าเรายึดมั่นในพระศาสดา ทุกเรื่องในสังคม แก้ปัญหาได้ทั้งหมด พระพุทธเจ้าตอบปัญหาของคนทั้งโลกไว้หมดแล้ว จิปาถะ ความเห็นมนุษย์ทั้งโลกคิดได้ ๖๒ แบบ เพราะฉะนั้นคนที่มีอินทรีย์แก่กล้า ดวงตามากน้อยแค่ไหน พระพุทธเจ้ารู้ทั้งหมด แม้จะไม่มีตอบไว้ ก็มีหลักเทียบเคียง ถ้าเข้ากันได้กับสิ่งที่ควร อันนั้นก็ควร ถ้าเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร อันนั้นก็ไม่ควร วางหลักเอาไว้แล้ว ฉะนั้นเวลาฟังคำใคร อย่าเพิ่งเชื่อ อย่ารับรอง อย่าคัดค้าน แต่จำให้ดีว่าเขาพูดว่าอะไร เสร็จแล้วเอามาเทียบเคียงกับสิ่งที่ตถาคตว่าไว้ ถ้าเข้ากันได้แสดงว่าคนที่พูดนั้น เขาจำมาถูก แต่ถ้าไม่เข้ากับคำตถาคตให้ละทิ้งความเชื่อและคำพูดนั้นเสีย

อันความขัดแย้งในสังคมนั้นมีหลายเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยหนึ่งของการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ยักษ์ นาค อสูร เทวดา มันทะเลาะกันหมด เหตุปัจจัยในการขัดแย้งคือ อิจฉา และ ตระหนี่ อิจฉากันและมีความตระหนี่หวงแหน มันจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันทันที เรียกว่าเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกัน แล้วก็มีคนถามพระพุทธเจ้าว่าความอิจฉาและตระหนี่เกิดจากอะไร ท่านก็ตอบว่าเพราะสิ่งอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก เดี๋ยวจะเกิดอิจฉาและตระหนี่ขึ้น แล้วก็จะทะเลาะกัน ทางแก้ก็คือ เมื่อรักใครไม่ชอบใครก็ให้รีบวางอุเบกขา วางเป็นความเฉย ๆ แล้วความรักที่เกิดจากรัก รักที่เกิดจากเกลียด เกลียดที่เกิดจากรัก และเกลียดที่เกิดจากเกลียดจะดับไป อารมณ์คนมี ๔ อย่างในโลก

อีกทั้งการเจริญธรรม ๓ อย่างให้มาก นั่นคือ ถ้าเราเจริญความคิดในทางกาม ปฏิบัติ เบียดเบียน การทะเลาะก็จะเกิดขึ้น แต่ถ้าเราละ ๓ อย่างแล้วมาเจริญธรรม คือ การหลีกออกจากกาม หลีกออกจากพยาบาท และหลีกออกจากการเบียดเบียน การทะเลาะเบาะแว้งจะไม่เกิดขึ้น คนในสังคมมองกันด้วยสายตาแห่งความรัก จะเข้ากันได้ดุจน้ำกับน้ำนม

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 30 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

‘ปัจจุบันขณะ’ ต้นทางแห่งความสุข พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

bangkokbiznews121209_001พระวิปัสสนาจารย์รุ่นใหม่วัย 43 ปี 30 พรรษา แนะให้เราใคร่ครวญธรรมในช่วงเดือนสุดท้ายของปี หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต อะไรคือสิ่งสำคัญ

“สำหรับปุถุชน เมื่อมีความสุขจะตกอยู่ในความประมาท เว้นเสียแต่ว่า ประสบทุกข์บ้างแล้วพิจารณาใคร่ครวญเสมอก็จะไม่ประมาท เพราะมนุษย์จะพยายามแสวงหาทางเอาตัวรอด เมื่อปีที่แล้วคงจำกันได้ถึงน้ำท่วมเป็นอาคันตุกะมาเยือนเรายาวนานจนถึงปลายปี หลายคนพบสัจธรรมตรงนั้น น้ำภายนอกมาเป็นครั้งคราว แต่น้ำในใจ มันท่วมเราอยู่หรือเปล่า ท่วมนอกยังมองเห็น แต่ท่วมในมองไม่เห็น โลภะ โทสะ โมหะ เวลามันท่วมใจเรา เราเห็นไหม”

พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ชักชวนให้เราครุ่นคิดในกิจปฏิบัติที่กำลังจะผ่านไปอย่างรวดเร็วในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้าว่า หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตที่เราควรจะทำก่อนจากไป

สตีฟ จ๊อบส์ ยังบอกว่า ให้ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนเรามักจะนึกถึงชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง แต่คุณรู้ไหม เมื่อความตายมาถึง ทุกสิ่งทุกอย่างมลายไปเลย แต่เมื่อมีชีวิตอยู่วันเดียว คุณสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนาในสิ่งที่คุณคิดว่าสำคัญที่สุด

แต่ก่อนอาตมาเป็นสามเณร เป้าหมายในปีนั้น คือจบเปรียญธรรม 9 ประโยค แล้วตำแหน่งประธานสามเณรก็มีคิวสอบเป็นประธาน ตอนนั้นมีหนังสือเล่มหนึ่ง ‘เวลาแห่งชีวิต’ เป็นจุดเริ่มต้นหักเหของอาตมา เขาบอกว่า ให้คุณลองคำนวณเวลาในชีวิตของคุณดู 3 ปี 1 ปี 6 เดือน 3 เดือน 15 วัน ถ้าหาก 3 ปีจะต้องเสียชีวิต คุณจะทำอะไร มันจะมีคำตอบออกมาเลยว่าจะทำอะไร ไล่มาตามลำดับ กระชั้นเข้ามา แล้วเราจะเห็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

“ตอนนั้นอาตมาเขียนไปว่า 3 ปี ตั้งใจเรียนมหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ้า 2 ปีต้องจบเปรียญธรรม 9 ประโยค ถ้า 6 เดือน จะเข้ากรรมฐาน เมื่อเขียนแผนที่ออกมาอย่างนี้จะเห็นความสำคัญที่กระชั้นที่สุด เมื่อเห็นชัดเจนแล้วให้สละสิ่งที่ไม่สำคัญออกไป ตอนนั้น ประธานสามเณร ปฏิเสธไปเลย เพราะหากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต คำตอบของอาตมาคือ บุญกุศล ก็ต้องภาวนา พุทโธ เลย ทุกลมหายใจเข้า หายใจออก แล้วจะรู้ว่าสิ่งใดมีสาระตอนที่ต้องจากไปจริงๆ”

กายใจ : ให้เริ่มต้นภาวนาเสียแต่วันนี้หรือ

พระมหาอุเทน :เราต้องมนสิการภายในใจ การปัจเวกขณะ พิจารณาอยู่เนืองๆ นี่คือสิ่งที่ชาวพุทธเราไม่ค่อยปฏิบัติกัน เราไม่ค่อยพิจารณาว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความแก่ไปได้ เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความเจ็บไปได้ เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความตายไปได้ เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา และเรามีกรรมเป็นของของตน ไม่ว่าทำกรรมอันใดไว้ เราต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

คนไทยเราขาดการมนสิการในข้อที่ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา ทำให้เราติดยึดคนรัก ยึดติดของรัก เมื่อเราไม่พิจารณา เวลาเจอกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ต้องพลัดพรากก็ทำใจไม่ได้

ทรัพย์สมบัติแท้จริงแล้วเป็นของสาธารณะ ลมก็สามารถพัดพาไปได้ น้ำก็สามารถพัดพาไปได้ ไฟก็สามารถเผาผลาญไปได้ แล้วอะไรเป็นทรัพย์ที่ไม่ใช่ของสาธารณะ นั่นคือทรัพย์ภายใน ที่ไม่มีใครเอาจากเราไปได้ ไม่ถูกทำลายจากดิน น้ำ ไฟ ลม

สมมติเรามีแหวนเพชรวงหนึ่ง ไปวางไว้ในที่สาธารณะก็หาย หรืออยู่กับเราเอง วันหนึ่งก็หาย เพราะมันเป็นของภายนอก เมื่อเราไม่ได้พิจารณา เราก็มองว่ามันเป็นของเราไปตลอด อันนี้สำคัญ ไม่ได้พิจารณาว่า มันจะต้องพลัดพรากไปเป็นธรรมดา ก็จะเกิดความทุกข์จากการติดยึด

เหมือนสังขารที่บอกว่าเป็นอนัตตา ไม่ใช่สัตว์ตัวตน บุคคล เรา เขา ไม่ว่าจะพูดด้วยภาษาอะไรก็ตาม ทุกอย่างก็ตกอยู่ในอำนาจอนัตตา แต่เราไปติดยึดว่าสังขารนั้นเป็นตัวเรา เป็นของเรา พอยึดเป็นของเราแล้ว นั่นคือต้นทางแห่งความทุกข์ เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเราก็ทำใจไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถทำลายสังขารเองได้ เพราะโดยสภาพของมันเป็นอนัตตา การทำลายสังขารหรือการฆ่าตัวตายก็คืออุปาทานในการติดยึดอีกอย่างหนึ่ง ไม่ถูกต้อง

ที่ถูกคือ เวลามีทุกข์ ควรดูใจเราว่า ที่มีทุกข์เพราะใจนะ ตอนที่อาตมาให้ปัจจัยพี่สาวพาแม่ไปอินเดีย 70,000 บาท อาตมาบอกพี่สาวว่า นี่คือปัจจัยพาแม่ไปอินเดีย แล้วอาตมาก็ปล่อยมือ แล้วบอกพี่สาวอีกครั้งว่า นี่คือกระดาษนะ เป็นไง เราก็ละความยึดติดของเราทันทีเลย คือ เราอาศัยโภคทรัพย์ไปแสวงหาอริยทรัพย์ภายใน

ปกติคนเรา ไม่ค่อยทันความคิดกันหรอกเรื่องการปล่อยวาง เพราะเราเกิดมาพร้อมกับการกำ เริ่มแรกของมนุษย์มาพร้อมกับการติดยึด คือกำและโกย ถึงแม้ตอนนี้เราแบมือก็จริง แต่เรากำมันอยู่ในใจ เราเกิดมาในวัฒนธรรมของการติดยึดว่านี่ของหนู นี่ของฉัน อยู่ตลอดเวลา เราไม่ได้เกิดในสังคมอนัตตา ว่านี่ไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่ตัวเรา แต่เราต่างถูกปลูกฝังว่า นี่คือของเราตลอด พอวันหนึ่งมาบอกว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ลองปล่อยสิ โทษของกำเป็นทุกข์ ให้ปล่อยบ้าง ไม่ง่ายหรอก

กายใจ : แต่ก็ไม่ยากใช่ไหม

พระมหาอุเทน :ใช่ มันยากเพราะเราไม่อยากปล่อย ถ้าอยากปล่อยต้องกลับมาที่การพิจารณาบ่อยๆ เพราะตัวเรายังยึดอยู่ ธรรมที่เรามีอยู่จึงเป็นแค่เพียงสิ่งประโลมใจแค่นั้น มันไม่สามารถเข้าไปถึงภายในใจให้เราปล่อยและวางได้จริงๆ เมื่อเรากำมาเป็นเวลายาวนาน จะมาละวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า จะละอกุศลได้ด้วยความเพียร คนที่กำไว้แน่น เวลาจะแกะต้องใช้ความเพียรมาก และความเพียรที่จะทำให้คลายความยึดถือต้องมาทำวิปัสสนา คือมองให้ตรงตามความเป็นจริง เพราะที่ผ่านมา เรามองว่าทุกอย่างเที่ยง เป็นสุข ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองไม่ได้ตราบใด ก็ไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาปัญญาได้เลยที่จะมองให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

การทำความเพียรนั้นไม่ใช่ว่าจะทำกันวันสองวัน ครั้งสองครั้ง เดินจงกรมไม่กี่รอบก็ปล่อยวางได้ มันไม่ง่ายอย่างนั้น สมมติว่า เรากำมาตลอด 50 ปี ถ้าจะปล่อยก็ต้องใช้เวลาประมาณ 50 ปีเหมือนกัน คือเราพยายามหาทางลัดสั้น มีพระบางรูปบางท่านที่พยายามบอกทางลัดสั้น ซึ่งก็บอกได้แต่วิธีการ ความเป็นจริงแล้วลัดสั้นไม่ได้หรอก มันต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นไปตามขั้นตอนของมัน

ถ้าลัดสั้นได้ พระพุทธเจ้าคงไม่ใช้เวลาบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์มาเป็นเวลาสี่อสงไขยกับเศษแสนมหากัปกว่าที่ท่านจะบรรลุธรรม ดังนั้นวิถีการปฏิบัติของพระโพธิสัตว์นั้นก็นำไปสู่การละนั่นเอง ละอะไร ละมัจฉริยะ ความตระหนี่ นี่คือกระบวนการที่นำไปสู่การปล่อยการวางได้ พระพุทธองค์ตรัสว่า เราได้ละทิ้งสมบัติมา สมบัตินั้นประหนึ่งก้อนน้ำลาย คนที่บ้วนน้ำลายทิ้งแล้ว มีใครที่จะเอาก้อนน้ำลายคืนบ้าง นี่คือเนกขัมมะบารมีของพระองค์ท่านที่เรานำมาเป็นครูได้

การฝึกทิ้ง ฝึกวาง คือบารมีของเรา โดยส่วนใหญ่มนุษย์เราฝึกที่จะได้ จะเอามากกว่า ไม่เคยฝึกในการละ การลด การเลิก แล้วจะให้มาละ เลิกได้อย่างไร มีคำพูดว่า ให้อูฐเข้ารูเข็มยังง่ายกว่าให้เศรษฐีทำทาน ในสภาพการแบบนี้ หากไม่เคยฝึกละมาก่อน มันจึงเป็นเรื่องยาก

การพิจารณาช่วยได้มาก มาคิดดูสิว่า ชีวิตเริ่มต้นจากตัวเปล่านะ ไม่มีอะไรมาเลย แล้วมาสร้างอะไรภายหลังต่างหาก ฉะนั้น ถ้าจะกลับไปสู่ความไม่มีอีกจึงมิใช่เรื่องแปลก เพราะจุดเริ่มต้นก็มาจากความไม่มี มาจากดิน น้ำ ไฟ ลม ที่สุดแล้วก็กลับคืนสู่ดิน น้ำ ลม ไฟเหมือนเดิม เรามาก็มาคนเดียว ตายก็ตายคนเดียว ที่มาอยู่ร่วมกันก็เป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อแรงเหวี่ยงของกรรมไปจนสุดทาง เราก็แยกจากกัน อย่างคู่สามีภรรยา ช่วงของการหมดวงโคจรของกรรม ก็แยกทางกัน ถ้าวันนี้เราต้องแยกทางกันจึงไม่ใชเรื่องแปลก มาคนเดียวไปคนเดียวจริงๆ เวลาตาย เราไม่สามารถเอาใครไปได้เลย ถ้าคิดอย่างนี้ได้ก็วางใจเป็นกับการสูญเสีย

กายใจ : ต้องอาศัยความเพียรอย่างต่อเนื่องใช่หรือไม่

พระมหาอุเทน :ปกติ ธรรมะของปุถุชนคืออัตตา ธรรมะของอริยบุคคลคืออนัตตา เราก็ฝึกพิจารณาธรรมะของอริยบุคคลไว้บ่อยๆ แม้ยังทำไม่ได้เลยก็ฟังบ่อยๆ แล้วน้อมมาปฏิบัติ เริ่มละสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงใหญ่ๆ คือ สังขาร กายใจ ของเราเอง ต้องหมั่นฟัง หมั่นทบทวน ไม่งั้นก็ลืม เพราะถ้ายังไม่เข้าไปอยู่ในใจ จิตมันก็จะไหลลงต่ำเสมอ แต่ถ้าพิจารณาอยู่เนืองๆ จิตก็ไหลลงสู่กระแสธรรมได้ ดังคำที่ครูบาอาจารย์กล่าวว่า หยั่งลงในธรรม เมื่อหยั่งลงในธรรมแล้ว ก็หมดความสงสัยในพระรัตนตรัย พอรู้ธรรม ใจก็หยั่งลงสู่ธรรม เข้าสู่กระแสของอริยชน ถ้าเป็นโสดาบันก็อาจจะขาดสติบ้าง แต่สำหรับอริยบุคคลที่สูงขึ้นไปก็จะมีสติอยู่กับเนื้อกับตัวตลอดเวลา เมื่อเรารู้ตัวว่ายังไม่มีธรรมหยั่งรู้สู่ในใจ จึงต้องหมั่นเติมธรรมไปเรื่อยๆ โดยการฟังบ้าง อ่านบ้าง ไปเข้ากรรมฐานบ้าง เพื่อให้เรารู้ว่า วิธีทำให้ใจเย็นลงทำอย่างไร จู่ๆ ถ้าเราเจอเหตุการณ์รุนแรงแล้วจะให้ทำใจเลย ทำไม่ได้หรอก

กายใจ : นอกจากความเพียรแล้ว ยังมีสิ่งใดที่ควรน้อมมาใส่ใจในการปฏิบัติ

พระมหาอุเทน :อาตมาไปอินเดียมา ไม่เคยทำการตัดต่อวิดีโอเลย ก็กลับมาเรียนรู้โปรแกรมการตัดต่อ ใจหนึ่งก็คิดว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ก็มาคิดว่า ทำไมต้องทำ แล้วก็มีคำตอบว่า เพื่อให้ธรรมะนี้เผยแพร่ไปยังประชาชนได้มากขึ้น เมื่อมองไปที่เป้าหมายของธรรมะก็ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ก็อยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ตีสี่ถึงห้าโมงเย็น ทำผิดทำถูก ก็ใช้กระบวนการทางปัญญาเข้ามาเยอะ

การเรียนรู้เกิดขึ้น ประกอบด้วยความเพียรจนสำเร็จ ถ้าไม่มีเป้าหมายทางธรรมที่จะเผยแผ่หลักธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ เราทำไม่ได้ แต่พอมีเป้าหมาย แล้วมีความสุขกับการตัดต่อ ให้ใจกับมัน ตรงนี้เองที่เรียกว่าฉันทะ คือความพึงพอใจ มาจากวิริยะ

เช่นเดียวกับตอนที่อาตมาไปอินเดียมา 11 วัน กลับมาเขียนหนังสือ ‘ธรรมยาตรารำลึก พุทธภูมิ’ ใช้เวลา 3 เดือน เขียนได้ 500 หน้า บางคนบอกว่าไปอินเดียมารอบเดียวเขียนไม่ได้หรอก แต่อาตมาทำได้แล้วสำเร็จ ช่วงที่ไปไม่ได้บันทึกข้อมูลอะไรไว้เลย ตอนเขียนใช้ความจำระลึกเอา แล้วลำดับเรื่อง ตอนนั้นบอกแต่เพียงว่า ต้องเขียนเพราะเดี๋ยวจะลืม อาศัยหนังสือเดินทางเป็นดัชนีเท่านั้นเอง แล้วมาซ่อมช่วงต้นที่ยังไม่ได้เอกภาพ มันมีความสุขในการทำใหม่มาก อะไรเกิดขึ้นในตัวเรา นั่นคือ ฉันทะ วิริยะ ความมุ่งมั่น

ขอให้เราทุกคนมีความสุขในการทำเหตุ มากกว่ายินดีรอรับผล ส่วนใหญ่คนเราไปรอรับผล แต่มักลืมไปว่าผลจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อเหตุสมบูรณ์ เราเรียนมหาวิทยาลัยกว่าจะจบสี่ปี บางคนมีความสุขวันเดียวคือวันรับปริญญา ไม่กี่วันก็ทุกข์อีกเพราะไม่มีงานทำ เนื่องจากให้ความสำคัญกับเป้าหมายมากกว่าความสุขปัจจุบัน

ชีวิตคนทำงานก็เหมือนกัน แทนที่จะมีความสุขจากการทำงาน แต่กลับไปมีความสุขจากการรับเงินเดือน มันไม่ใช่เป้าหมาย เพราะยิ่งทำให้ทุกข์โดยไม่รู้ตัวมากขึ้น ทำอย่างไรให้เรามีความสุขจากการทำมากกว่าการได้ นั่นคือ ฉันทะ ส่วน โลภะคือ อยากได้ แต่ไม่อยากทำ นี่คือคำตอบว่า หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตจะทำอะไร

” เมื่อมีธรรมะในหัวใจเป้าหมายก็คือธรรมะ เราจะทำเหตุเพื่อไปหาผล หรือทำเหตุเพื่อเหตุ ก็อยู่ที่ตัวเรา ”

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 9 ธันวาคม 2555

ความสุขของมนุษย์อยู่ที่ใด

dailynews121202_001ธรรมชาติของมนุษย์นั้นรักสุขเกลียดทุกข์ ความสุขจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหา ต่างไขว่คว้าหาหนทางพยายามให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ด้วยวิธีต่าง ๆ กัน สิ่งตรงข้ามคือความทุกข์ไม่มีใครต้องการ จะหลีกเลี่ยงหนี อยากมีแต่ความสุข สุขทั้งกายและใจ ต่างดิ้นรนหากันไป อาจมีอุปสรรคมากน้อยก็แก้ไขกันไป

ผมมาคุยเรื่องธรรมะวันนี้ด้วยเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ไปฟัง ดร.บุญธรรม ปวีณ์วรรณ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรฯ ได้ไปพูดเรื่องความสุขของมนุษย์อยู่ที่ใด ที่สโมสรโรตารีกรุงเทพบางลำพูฯ เห็นว่าเป็นเรื่องน่าสนใจดี ตรงกับความต้องการของผู้คนที่แสวงหากันมาก จึงขอถ่ายทอดมาเล่าสู่กันฟัง

ดร.บุญธรรม เคยบวชระยะสั้นมาครั้งหนึ่ง สนใจและซาบซึ้งในธรรมะมากได้เล่าให้ฟังถึงชีวิตตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ว่าชีวิตเขานั้นอยากทำอะไรให้สำเร็จทุกขั้นตอน เพื่อจะได้มีความสุข เริ่มตั้งแต่การเรียน เรียนจนเก่ง เรียนจนถึงระดับสูงด้วยได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ ได้ปริญญาเอกที่ ม.เคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ต่อมาก็มีครอบครัวและได้ทำงานในบริษัทน้ำมัน เลื่อนระดับสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ ก้าวหน้าดีมาก จนถึงกรรมการบริหารถือเป็นระดับสูงและหยุดกับเงินตราที่คนชอบสะสมกันมาก ถือว่าเพียงพอแล้ว

ดร.บุญธรรม เคยพูดไว้กับผู้ที่สอบสัมภาษณ์ก่อนได้ทุนไปเรียนว่า หากเขาได้รับการช่วยเหลือจนไปศึกษาต่อต่างประเทศได้ เหมือนกับเป็นผู้ได้รับ มีโอกาสเมื่อใดจะขอปวารณาตัวมาเป็นผู้ให้บ้าง จนเมื่อได้มีโอกาสทำงานเป็นผู้บริหารระยะหนึ่งที่คิดว่าได้ผลประโยชน์พอสมควรแล้ว อายุเพียง 40 ปียังไปอีกไกล ได้ขอลาออกมาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรฯ ตามสัญญาทางใจที่ได้รับปากไว้

ผู้บรรยายได้สรุปให้ฟังว่า ทุกอย่างที่หวังไว้ว่าจะมีความสุข มันก็มีจริง ๆ แต่จะเป็นอยู่ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น แล้วมันก็จางไป ด้วยกิเลสที่มีอยู่อยากได้สุขมากกว่าเก่า ต้องการมีสุขเพิ่มขึ้นอีกเหมือนเป็นเงาตามตัว ทำให้ต้องดิ้นรนไขว่คว้าไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด กลายเป็นความทุกข์เข้ามาแทนอยู่ตลอด

พระวิวัฒน์ ธัมมวัฒโฒ แห่งวัดโสมนัสราชวรวิหาร ได้มาบรรยายธรรมที่บ้านอารีย์ ซอยอารีย์ ถนนพหลโยธินบ่อย ดร.บุญธรรมเป็นศิษย์ ผมก็ไปฟังท่านบรรยายบ่อย มีอะไรที่ยังไม่กระจ่างก็ไปถามท่าน  ท่านได้สรุปเรื่องนี้ให้ฟังว่า เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า สุขที่ยั่งยืนอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ คือการมีสติอยู่กับปัจจุบัน การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เคร่งครัดในศีลไว้ จะช่วยให้อยู่กับปัจจุบันได้มั่นคงและยาวนานขึ้น

หลวงพี่วิวัฒน์ได้ให้หลักไว้ว่า จิตมีสติรู้กาย จิตต้องอยู่กับกาย จะสังเกตได้จากอิริยาบถ กายไหว กายกระทบ จิตอยู่ในกายตลอด จิตไม่มีสติ ได้แก่ ง่วง หลับ คิด ไปรู้เรื่องข้างนอก เช่น ดูโทรทัศน์ รู้ข้างนอกแต่ไม่รู้ที่กาย ฟังดูก็ง่าย แต่พอมาฝึกปฏิบัติยากมาก ต้องค่อย ๆ ลองฝึกไปผิด ๆ ถูก ๆ สักวันหนึ่งคงเข้าที่เอง

ความรู้สึกตัวเปลี่ยนชีวิต บังเอิญได้มีโอกาสไปคุยกับ อ.กำพล ทองบุญนุ่ม อาจารย์พลศึกษา ได้ประสบอุบัติเหตุเมื่อปี 2522 ร่างกายเคลื่อนไหวไม่ได้หมด ได้ต่อสู้ชีวิตด้วยการปฏิบัติธรรมจนเป็นวิทยากรที่มีลูกศิษย์มากมาย ได้คุยกับอาจารย์แล้วสบายใจว่าถ้าปฏิบัติได้เหมือนที่บรรยายไว้ ชีวิตจะเปลี่ยนทันที หลัก ๆ ของท่านก็คล้าย ๆ กัน จะต้องมีสติและรู้สึกตัวไว้อยู่เสมอ ให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน

ความรู้สึกตัว ลงไปที่สติปัฏฐาน 4 คอยดู กาย ว่าเป็นอย่างไร อยู่นิ่งหรือเคลื่อนไหว หายใจเข้า-ออกให้รู้ว่ากายมิใช่ตัวเราต่อไปลงที่ เวทนา ความเจ็บปวดทั้งหลายเราเป็นผู้เห็น มิใช่เป็นผู้ทุกข์เสียเอง ใครทำได้คงมาใช้กับเรื่องเจ็บป่วยและเจ็บปวดได้อย่างดี เราเป็นผู้เห็นมิใช่เป็นผู้ปวด ลงที่ จิต ดูเรื่องความคิด ปรุงแต่งต่าง ๆ เป็นอาการของจิต เราเพียงเฝ้าดูไม่ยุ่งด้วย ข้อสุดท้ายเห็นใน ธรรม เห็นอกุศลในจิตเรา แต่ก่อนเราทำบุญทำบาป เรานึกว่าเราเป็นผู้ทำ จิตพอชินเข้าจะตื่น แยกออกมาเป็นผู้เห็น ไม่มีตัวเรา กายเป็นผู้ทำ เราเพียงดู ทั้งหมดที่กล่าวมาคือผลของการรู้สึกตัว ถ้าทำได้ คิดได้ แยกได้ ชีวิตจะสุข

ความสุขเป็นสิ่งที่มนุษย์แสวงหากันมาก ได้มาแล้วมักอยู่เพียงชั่วคราวแล้วก็จางไป ต้องวิ่งหากันใหม่ที่ดีกว่าเดิม เหมือนเงาตามตัวอยู่ตลอด ความสุขที่ยั่งยืนที่พบแล้วคือ การฝึกให้มีสติอยู่กับปัจจุบันจะอยู่ได้มั่นคงและยาวนานตลอดไป.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 2 ธันวาคม 2555

พรทิพย์ โรจนสุนันท์ พลิกศพ…พบสุข โดย ปริญญา ชาวสมุน

เมื่อเอ่ยถึงหมอพรทิพย์คงหนีไม่พ้นคำว่านักนิติวิทยาศาสตร์มือหนึ่งของไทย บางคนอาจพาลนึกไปถึง ‘หมอผ่าศพ’ แต่ใครจะเชื่อว่า ‘ศพ’ ที่หลายคนรังเกียจเดียดฉันท์นั้นจะนำมาซึ่งจิตใจอันรู้ตื่นและเบิกบาน เพราะในวันนี้ แพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ได้ก้าวข้ามความหวาดกลัว ปัญหา และเรียนรู้จากความตายทั้งของผู้อื่นและที่เข้ามาประชิดตนเอง กระทั่งรู้เห็นธรรม

ปัจจุบันเธอทุ่มเทกาย-ใจให้กับภารกิจที่ปลายด้ามขวาน หนึ่ง เพื่อเรียกคืนสันติสุขกลับมา สอง เธอเชื่อว่านี่คือหน้าที่ที่เธอถูกเลือกแล้ว

ทำงานกับศพมากมาย มองเห็นอะไร

มองเห็นธรรมะในธรรมชาติ เหมือนเดิม ถ้าคิดแบบง่าย ไม่ต้องลึกเลยนะ สมมติเรารักใครสักคน เราคิดให้เขาเป็นศพ มันจะเกิดอะไรขึ้นในใจเรา เช่น พอเขาตายปั๊บ คนเราจะบอกว่า โอ๊ย…ยังไม่ได้ทำโน่นให้เลย อยากจะกอดก็ยังไม่ได้ทำเลย จะรู้สึกตอนตาย แต่เอาใหม่ คนนี้เรารักมากเลย โดยเฉพาะผู้หญิงรักผู้ชายมากเลย กลัวผู้ชายไปเจ้าชู้ ให้เขามานอนตายปุ๊บ แล้วเอาผ้าปิดหน้า อ้าว…มันก็ตัวอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นมีอะไรเลย เราไปยึดติดอะไรวะ มันทำให้เราแก้ปัญหายึดติด

ผ่าลงไปภายในก็เห็นตับไตไส้พุง ก็จะเริ่มรู้จักไม่ยึดติดคนอื่นและตัวเองด้วย คนบางคนปรุงแต่งจนไม่เหลือของเดิม เพื่อให้คนอื่นเขารัก แต่พอเข้าไปดูข้างใน อะไรก็ไม่รู้ ตับไตไส้พุง

หรือพฤติกรรมของคนที่อยู่ข้างๆ เขา เช่น เพิ่งตายใหม่ จากกันใหม่ๆ ไม่กล้ากอด แสดงว่าเขายึดติดไง เราก็เริ่มเรียนรู้แล้วว่าคนเราควรดูแลตัวเราเองให้มีค่าด้วยตัวเองซึ่งไม่ใช่เปลือก แต่เป็นแก่น

มีหลักคิดอย่างไรเพื่อเพิ่มแรงใจในการทำงาน

ถ้าจะบอกว่าการทำงานแบบนี้จะต้องใช้อะไรบ้าง อย่างแรกเลยเพื่อให้เราทำงานได้ปกติ คือ ตัวเราต้องชอบ มีความสุข มีความสนุก มีความศรัทธา มีคนถามว่าผ่าศพมันสุข มันสนุกตรงไหน หรือว่าการค้นหาความจริง ก็ต้องตอบว่า ความสนุกของมันคือการได้คิดค่ะ “เอ๊ะ…ทำไมมันเป็นอย่างนี้” พอ “เอ๊ะ!” ปุ๊บก็จะคิด ค้นหาวิธี เป็นความปิติที่ได้ คือ ทุกครั้งที่เราหาเจอ เปรียบเสมือนเราได้ทำหน้าที่แทนคนตาย

โดยเฉพาะการทำงานภาคใต้ ระเบิดตู้ม มีปืนยิง อะไรประมาณนี้ เราเจออะไรได้สักอย่างหนึ่งเนี่ยจะเกิดความปิติ มันไม่ใช่ความสนุกแล้วค่ะ ตรงนี้ถือเป็นสิ่งทำให้สนุกในการทำงาน ส่วนเวลาเผชิญอุปสรรคต้องบอกว่าหนักมาก มันอยู่ที่เราทำความเข้าใจ เราก็เริ่มสังเกตว่า ส่วนหนึ่งเราแก้ที่เขาไม่ได้ เขาไม่ชอบเรา อย่างไรเขาก็ด่า ด่าออกทีวีทั้งประเทศก็มี เราแก้เขาไม่ได้ งั้นเราแก้ที่เรา พอต่อมาเจอสิ่งที่ทำให้ยั่งยืนคือธรรมะ นั่นคือถ้าเราเข้าใจเสียว่าอุปสรรคคือมาร มารคือแบบฝึกหัดแห่งการพัฒนาตน ก็ช่วยได้เยอะ

คุณหมอชอบศึกษาธรรมะอยู่แล้วหรือเปล่า

ด้วยความเป็นคนที่ชอบ “เอ๊ะ!” ทำงานก็ถามว่า ทำไมถึงตาย ทำไมคนนี้ยังไม่ทันลืมตาดูโลกแล้วแม่ฆ่าตาย หรือบางคนไม่ได้เป็นคนชั่วเลยแต่ถูกฆ่าทารุณ ทำไมคนชั่วตายดี อะไรประมาณนี้ ก็เริ่มหาคำตอบ พอหาคำตอบก็รู้สึกว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้ว่าคนเราไม่ดับสูญ หมายความว่าต้องกลับมาเกิดใหม่ ตอนนั้นเรายังวนแค่นี้ เราเข้าใจ ทำให้เราเข้าใจว่าการเกิดเป็นมนุษย์ต้องทำความดีเยอะๆ

จนกระทั่งเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ เกิดความเปลี่ยนแปลงตอนคดีเจนจิรา ภาษิตไทยบอก “ยิ่งสูงยิ่งหนาว ดังเร็วดับเร็ว” ก็กลับมาส่องกระจกตัวเอง “ฉันกำลังจะดับแล้วใช่ไหม” ก็ตั้งคำถาม “แล้วฉันไปทำอะไรผิดล่ะ” ตรงนั้นค่ะธรรมะมาครั้งแรกในชีวิต ที่มาแบบเต็มๆ เลยคือ “หรือเรากำลังถูกเลือกให้ทำอะไรบางอย่าง” เพราะฉะนั้นความดังนี้เขาไม่ได้ให้เรานะ เขาให้เป็นเสื้อที่ทำให้คนมองแล้วสะดุด แต่ไม่ใช่ของเรานะ

ปรากฏว่าพอคิดได้ไม่ใช่ว่าจะราบรื่นนะ งานมันทะลวงมาตลอดตั้งแต่คดีเจนจิรา ต้องมากระทรวงยุติธรรม ทำคดีคุณห้างทอง ไปทำงานภาคใต้ เจอสึนามิ สุดท้ายตรงสึนามินี่แหละค่ะที่เข้าธรรมะเต็มตัวตอนที่ได้เจอท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี หลังสึนามิท่านได้มาเมืองไทย เราไม่ได้รู้จักกัน แต่ท่านได้เห็นกระดาษหนังสือพิมพ์มีรูปผู้หญิงคนหนึ่งนั่งกินข้าวท่ามกลางกองศพ แล้วท่านก็บอกว่าอยากเจอผู้หญิงคนนี้ เมื่อท่านเจอเหมือนกับท่านส่งสัญญาณเตือน

หนึ่ง เลิกทำงานใต้ไม่ได้นะ สอง งานใต้จะจบได้ด้วยผู้หญิง สาม คุณหมอต้องบูชาพระเจ้าตากคู่พระนเรศวร สี่ ชีวิตของคุณหมอจบไปนานแล้ว ที่อยู่นี่คือการต่อบุญ ถ้าทำงานคืออย่าท้อแท้ สุดท้ายคือ ท่านให้ไปอินเดีย

ไปอินเดียได้อะไรกลับมาบ้าง

พอเราไปอินเดียก็ อ๋อ…ที่เราหาคำตอบไม่ชัดนักว่าหลังตายแล้วไปไหน เราไปเห็นที่อินเดีย และไม่ใช่เห็นทันทีนะ เพราะนับจากวันนั้น 2548 ถึงวันนี้ ไปอินเดียมา 15 ครั้งแล้ว ที่นั่นทำให้เรามีพลังกลับมาในการสะสมกรรมดี ไปพุทธคยาครั้งที่สอง ถึงจะตอบได้ว่าทำไมเราต้องมาอินเดีย แทนที่จะตอบได้ว่า อ้อ…นี่แดนตรัสรู้ ครั้งแรกแค่ได้เห็นว่าพระพุทธเจ้าลำบาก ได้แค่นี้ พอไปพุทธคยาครั้งที่สอง เพิ่งจะเริ่ม เอ๊ะ…พระพุทธเจ้าทำไมต้องมาตรัสรู้ตรงนี้ เขาบอกว่าที่ตรงนี้มีมาหลายภพหลายชาติ พระท่านหนึ่งเล่าว่าตอนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ มีมารมาผจญ แล้วมีคนช่วย คนที่ช่วยคือแม่พระธรณี โอ้โห หมอถึงบางอ้อเลย เพราะรูปที่ท่านเจ้าคุณให้เราถือเนี่ย พระพุทธเจ้าผจญมาร คือ ตอนตรัสรู้ และเราก็เพิ่งเห็นพระแม่ธรณี ที่แท้เป็นสัญลักษณ์ของการผจญมาร แล้วก็ทำให้เราเห็นหลายๆ อย่าง

ที่สำคัญที่สุดทำให้เราได้เห็นตอนพุทธศาสนาดับค่ะ ที่นาลันทา ตอนแรกที่ท่านพาไปเห็น ก็โอ้โห ใหญ่จังเลยนะ แต่เราเห็นก็สะท้อนใจ ว่าพุทธศาสนาหายไปตอนนี้ ที่ท่านจัดให้ไปเพื่อให้เข้าใจปัญหาภาคใต้ เราก็เลยรู้จักว่าถ้าเราแก้ปัญหาภาคใต้ด้วยใจที่โกรธ ปลายไม่สุดหรอก แต่ถ้าเราเข้าไปดูว่าที่แท้เป็นความอ่อนแอของคนไทยพุทธ เหมือนในพุทธกาล นาลันทาเป็นตัวบอกเราว่า นักรบมุสลิมบุกมา 200 กว่าคน พุทธหายหมดเลยหมื่นกว่าคน แล้วก็หายไปจากโลกนี้ตั้งแต่นั้นมา เราเห็นประเทศไทยทันที

สำหรับคุณหมอ ธรรมะคืออะไร

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ คือสิ่งที่อยู่รอบตัวเราอยู่แล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้าไปค้นขึ้นมาทำให้เป็นระบบ ซึ่งถ้าสิ่งเหล่านี้ถ้าเราไม่มีสติปัญญา เรามองไม่เห็น เราจะมองไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้บอกอะไรเรา แม้แต่เรื่องง่ายๆ มันก็เป็นธรรมะนะ ทำไมคนเราเข้ากันไม่ได้ เราก็ไปเชื่อเรื่องดวง คุณธาตุไฟ ฉันธาตุน้ำ ทำไมต้องบอกหมอดูเก่ง ความจริงแล้วมันคือธรรมชาติ คนธาตุไฟก็โชติช่วงชัชวาลย์ สว่างแยงตาคนอื่น อาจจะให้ความสว่างแก่เขาวูบวาบ เปลี่ยนใจเร็วมาก ร้อนจะอบอุ่นถ้าหนาว ธาตุน้ำเป็นอย่างไร ตรงกันข้าม ประมาณว่าน้ำมีหลายรูปร่าง มีหลายอุณหภูมิ น้ำกับไฟตรงข้ามกันเสมอ น้ำดับไฟ ไฟลนน้ำเดือด แค่นี้ก็เป็นธรรมชาติแล้ว มันสอนว่ามนุษย์หรือทุกสิ่งเป็นกรรมของตัวมันเอง เราต่างหากที่จะจัดการตัวเอง แล้วก็เริ่มสนุก

เชื่อเรื่องหลังความตายหรือไม่

ถ้าเรามองตามนี้ เป็นไปไม่ได้ที่ตายปั๊บ เกิดปั๊บ บางครั้งวิทยาศาสตร์ไม่ถึงกับตอบโจทย์ได้ว่ามันลงตัวได้พอดี แต่ถึงมันจะลงตัวได้พอดีก็แล้วแต่ แต่เชื่อว่าต้องมีช่วงที่ล่องลอยอยู่ ช่วงที่ล่องลอยเนี่ยจะคิดหรือว่ามีความสุข อย่างตอนสึนามิ 4,000 กว่าศพ ถามว่าทุกคนที่ตายจะเป็นอย่างไร เขาไม่ทันเตรียมตัวตาย เราเชื่อว่าจิตก็ยังไม่จากกันเท่าไร คงอยากให้เอาร่างคืนสู่ญาติโดยเร็ว เรามองว่าชีวิตหลังความตายคงไม่ใช่อะไรที่จะแสดงความต้องการของตัวเองได้สักเท่าไรนัก เราควรจะมองมันเป็นบทเรียนมากกว่าว่า คุณเตรียมตัวให้มากที่สุดเถิด เพราะถ้าได้กลับมาเกิด มาชดใช้กรรม เราต้องเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือชีวิตหลังความตาย

เป้าหมายสูงสุดของคุณหมอ

นิพพานค่ะ คำเดียวเลยค่ะ เพราะถ้าเราไปถึง ไปเห็น แล้วเรายังไม่ทำ มันจะเอาอีกเท่าไร ตอบไม่ได้ว่ากี่สิบชาติ กี่ร้อยชาติ ที่เราจะนิพพาน แต่ตอบได้ว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อแสวงหาทางไปนิพพาน เพียงแต่คุณจะหาทางไปเจอเร็วหรือช้า ที่เรามีความสุขในการทำงานเพราะเรามองมันคือสะสมบัญชีกรรมที่จะไปสู่นิพพาน บางคนอยากเป็นเศรษฐีร้อยล้านก็สะสมเข้าไป แต่หมอถือว่าการที่เราทำงานมันคือการสะสมกรรม ยิ่งงานยาก งานที่ได้กับคนเยอะๆ กรรมก็ต้องใหญ่กว่า แต่เราไม่ได้โลภตรงนั้นนะ คือ เราอยากหลุดพ้น

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานาทำให้ท้อไหม

ใหม่ๆ ไม่ท้อนะ แต่จะหาทางแก้ไข ว่าจะชี้แจงเขาไหม แต่ระหว่างตอนที่เราจะหาทางแก้ไขเราก็จะกลับมาสังเคราะห์ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเกิดเช่นนี้ เราพยายามดูตัวเรา พยายามดูคนอื่น สิ่งเหล่านี้หมอพบในธรรมชาติ ธรรมชาติ ในสังคมเรา ที่มันจอมปลอมคือ ผู้หญิงมีลักษณะนี้เยอะ และหมอก็ตอบในเชิงธรรมะได้ เพราะธรรมชาติผู้หญิงเกิดง่ายกว่าผู้ชาย ผู้ชายต้องมีการพัฒนายากกว่า ผู้ชายไม่ค่อยมีเรื่องอิจฉา

อีกอย่างคือเรื่องคนเก่ง สังคมคนเก่งกับคนดีไม่เหมือนกัน เราเรียนรู้ว่า แก่นของคนเก่งไม่ใช่ของจริงหรอกค่ะ ในสถานการณ์ที่คนอื่นอุปโลกน์ให้ สถานการณ์ที่เขาเทียบกับคนเก่งน้อยกว่า เขาจึงเป็นคนเก่ง เพราะฉะนั้นคนเก่งจะมีลักษณะอย่างไร หลงว่าฉันต้องเก่ง อยากรักษาความเก่ง การรักษาความเก่งคือมองคนอื่นอย่างกดลง ทำนองเดียวกัน เราเข้าใจว่าคนที่ไม่ชอบเขาคงคิดว่าเขาเก่ง เขาก็เลยมองว่าเราไม่เก่ง ไม่ดีจริง เราก็กลับมามองว่าเราเก่งไหม คำตอบคือ ไม่เลยค่ะ ไม่เคยสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่คิดว่าตัวเองเก่ง และถามว่าคิดว่าตัวเองดีไหม ก็ตอบว่า ตั้งใจทำดี แต่พอมาศึกษาความดี ความดีไม่ต้องเทียบค่ะ คนดีอยู่ด้วยกันเป็นร้อยเป็นพันได้ แต่คนเก่งอยู่ด้วยกันไม่ได้ อยู่ด้วยกันตีกันตาย

ถ้าไม่มองเห็นธรรมะ จะมีภูมิต้านทานแบบนี้ไหม

ถ้าไม่มีธรรมะมาก่อน ไม่มีทางมีภูมิต้านทานค่ะ ถึงได้เล่าให้ฟังไงคะว่าจุดเปลี่ยนคือการเป็นคนดังมากตอนคดีเจนจิรา มันทำให้เราตั้งสติ หาเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ เราจะเริ่มเชื่อว่าต้องเตรียมตัวกับความเลวร้ายตรงนี้นะ ปรากฏว่าธรรมชาติก็จัดสรรให้เราเป็นมะเร็งเสียอีก นั่นคือบทเรียนที่เราจะต้องจัดการกับความเครียด เพราะมะเร็งถ้าเครียดเมื่อไรมันจะถามหา เวลาใครด่า คนเราจะรักตัว ไม่อยากตาย ก็เอาความเครียดออกไปซะ

กำลังใจแด่ผู้ที่ถูกสังคมบีบคั้น

ความบีบคั้นมีดีกรีหลายอย่าง แต่ว่าเอาสูตรหนึ่ง ถ้าเราแกะความทุกข์ ความทุกข์ของทุกคนเป็นสมการ (สิ่งที่ควรเป็น – สิ่งที่มันเป็น) ความทุกข์ของเราส่วนมากคือ อ้าว…เขายืมตังค์เราไปแล้ว เขาต้องเอามาคืนเราสิ แต่ความจริงคือเขาไม่เอามาคืน สามีควรจะรักเราคนเดียวสิ ในความจริงคือรักไปสามคนเลย ตรงนี้ทำให้ศูนย์ได้ไหม ยากมากค่ะ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องไปแก้ที่คนอื่น สมการนี้เกิดขึ้นจากอีกตัวหนึ่งที่อยู่นอกวงเล็บ นอกวงเล็บคือตัวเรา คือ อัตตา ถ้าเราทำตัวเราให้เป็นศูนย์ มันง่ายต่อการทำวงเล็บให้เป็นศูนย์ หมอเรียนรู้วิธีแก้สมการนี้ ถามตัวเองว่าจะทุกข์ไปเพื่ออะไรก่อนจะไปแก้เขา ถ้าเราทำตรงนี้ไได้ เราก็จะอยู่กับในวงเล็บนี้ได้ดีขึ้น

ถ้าเรายึดมั่นตัวเราเอง ความสุขจะอยู่ที่ตัวเรา พอเราไม่เอาตัวเราไปเกี่ยวไว้กับใคร ความสุขจะต่อไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่หลงตัวเองนะ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 21 ตุลาคม 2555

พุทธชยันตีที่ ‘ใจ’

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วิสัชนาถึงเส้นทางชนะกิเลสมารในยุคดิจิทัลได้อย่างไร คำถามที่พุทธศาสนิกชนครุ่นคิดอยู่ทุกลมหายใจ

เรื่อง : พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วิสัชนาถึงเส้นทางชนะกิเลสมารในยุคดิจิทัลได้อย่างไร คำถามที่พุทธศาสนิกชนครุ่นคิดอยู่ทุกลมหายใจ ถึงแม้ว่าจะผ่านเดือนวิสาขปุณณมี วันสำคัญ 4 มิถุนายน วันแห่งการชนะมารของพระพุทธเจ้า

“ในสมัยพุทธกาล เครื่องมือสำคัญของพระพุทธองค์ในการสู้กับมาร โลภะ โทสะ โมหะ คือ คณะสงฆ์ซึ่งมีทั้งภิกษุบริษัท และภิกษุณีบริษัท แต่สมัยปัจจุบัน อุบาสกบริษัทและอุบาสิกาบริษัท มีความสำคัญอย่างมาก การจัดองค์กรฝ่ายคฤหัสถ์ให้เข้มแข็ง จะเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนาในการเอาชนะมารทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคมได้…” คำตอบจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ ทำให้เราเกิดความกระจ่างขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด

2600 ปี พุทธชยันตี พระพุทธเจ้าทรงชนะกิเลสมารอย่างสิ้นเชิง มีการเฉลิมฉลองใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา วันนี้ วิสาขปุณณมีเพิ่งล่วงไปไม่นานนัก แต่เราไม่น่าจะหยุดการระลึกถึงวันนี้เพียงช่วงเวลานั้น และสิ่งใดที่เราควรจะระลึกถึงและน้อมนำมาปฏิบัติให้มากที่สุดในวาระนี้ เราจึงธรรมวิจัยเล็กๆ สุ่มขอคำถามจากเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ค รวบรวมที่คล้ายกันและต่างกันมาได้ 10 คำถาม นิมนต์พระอาจารย์เมตตาตอบ และขอเชิญทุกท่านร่วมพิจารณาใคร่ครวญธรรมไปด้วยกัน…

ปุจฉา : 1. พุทธชยันตีคืออะไร มีดีอย่างไร ชยันตี แปลว่าอะไร เป็นพุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติตนอย่างไรกันบ้าง เพื่อเป็นชาวพุทธที่แท้จริง มากกว่าเป็นชาวพุทธตามทะเบียนบ้าน

วิสัชนา : “พุทธชยันตี” ตามรูปศัพท์หมายถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้า ความหมายเฉพาะก็คือ งานเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เช่น พุทธชยันตี 25 พุทธศตวรรษ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปี 2500 ในโอกาสที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานครบ 2,500 ปี ล่าสุดก็คือ พุทธชยันตี 26 ศตวรรษแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ในโอกาสเช่นนี้ชาวพุทธควรเฉลิมฉลอง มิใช่ด้วยอามิสบูชา หรือบูชาพระองค์ในฐานที่ทรงเป็นมหาบุรุษหรือพระบรมศาสดาเท่านั้น หากยังควรบำเพ็ญปฏิบัติบูชา คือ ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งการรักษาศีล การเจริญสมาธิและปัญญา เพื่อให้ชีวิตของเราแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับคำสอนของพระองค์ จะทำเช่นนั้นได้เราควรศึกษาทำความเข้าใจคำสอนของพระองค์ให้ถ่องแท้ อย่างน้อยก็รู้ว่าพระองค์ตรัสรู้อะไร และสิ่งที่ตรัสรู้นั้นมีความสำคัญต่อเราอย่างไร ทั้งนี้จะช่วยให้การเป็นชาวพุทธของเรามีคุณค่ามากขึ้น คือ ไม่ได้เป็นชาวพุทธตามประเพณี แต่เป็นชาวพุทธด้วยความตระหนักชัดว่า คำสอนของพระพุทธองค์สามารถชี้นำกำกับชีวิตของเราให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง เจริญงอกงาม และบังเกิดความผาสุก

ปุจฉา : 2. พระพุทธเจ้าทรงชนะกิเลสอะไรบ้างในคืนวิสาขะ

วิสัชนา : กิเลสที่ทรงชนะในคืนวันวิสาขะเมื่อ 2,600 ปีที่แล้ว คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง อันเป็นผลมาจากทรงเกิดญาณหยั่งรู้ในธรรม คือเห็นว่าสิ่งทั้งปวงตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีสิ่งใดที่เป็นตัวตนอันสามารถยึดติดถือมั่นได้เลย ทำให้กิเลสไม่มีที่ตั้งอีกต่อไป เป็นเหตุให้พระองค์สิ้นทุกข์ เข้าถึงพระนิพพาน คือความสงบเย็นอย่างแท้จริง

ปุจฉา : 3. เมืองพุทธในต่างประเทศมีการฉลองอย่างไรบ้าง ที่ไหน ทำอะไร สำคัญอย่างไร

วิสัชนา : เท่าที่ทราบศรีลังกา พม่าก็มีการจัดงานพุทธชยันตีเช่นกัน แต่เขาจัดเมื่อปีที่แล้วเนื่องจากนับพุทธศักราชเร็วกว่าของไทย 1 ปี อย่างไรก็ตาม ควรทราบด้วยว่า เมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานครบ 2,500 ปี ก็เคยมีการจัดพุทธชยันตีในนานาประเทศมาแล้วเมื่อปีพ.ศ. 2499 และ 2500

ปุจฉา : 4.เหตุใดนัยแห่ง “การตรัสรู้” ของพระพุทธองค์ในวันวิสาขบูชา จึงมีความสำคัญสูงกว่าการประสูติและปรินิพพานซึ่งเป็นวันเดียวกันในวันวิสาขบูชาของทุกปี ทำบุญในวาระนี้ จะช่วยให้ได้บุญมากกว่าไหม

วิสัชนา : การประสูติและปรินิพพาน แม้เป็นเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติ และสามารถเตือนใจให้ชาวพุทธได้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงของชีวิต ที่ทุกคนต้องประสบ ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธองค์

แต่การตรัสรู้ของพระองค์นั้น มีความสำคัญยิ่งกว่า ก็เพราะสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั้นไม่ใช่สิ่งลี้ลับ แต่เป็นความจริงที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้และปฏิบัติได้ อันได้แก่อริยสัจสี่ โดยเฉพาะมรรคมีองค์ 8 นั้น เป็นระบบปฏิบัติที่ชัดเจนที่หากปฏิบัติแล้วย่อมช่วยให้พ้นทุกข์ได้

การรู้เพียงแค่ว่าพระพุทธองค์ประสูติและปรินิพพานนั้น ยังไม่เป็นประโยชน์มากสำหรับชาวพุทธมากเท่ากับการรู้ว่าพระพุทธองค์ตรัสรู้อะไร ด้วยเหตุนี้การตรัสรู้ของพระพุทธองค์ จึงมีความสำคัญสำหรับชาวพุทธที่มุ่งพ้นทุกข์ หรือเข้าถึงความสุขที่ประเสริฐ มากกว่าการประสูติและปรินิพพานของพระองค์

ส่วนคำถามที่ว่าทำบุญในวันวิสาขะหรือในเทศกาลพุทธชยันตีจะได้บุญมากกว่าหรือไม่ คำตอบก็คือ บุญจะได้มากหรือน้อย ไม่ได้อยู่ที่เวลาและสถานที่ แต่อยู่ที่ใจของผู้ทำเป็นสำคัญ คือ ทำด้วยเจตนาที่มุ่งลดละ หรือด้วยจิตที่เป็นกุศล นอกจากนั้นก็ยังขึ้นอยู่กับประเภทของบุญด้วย เช่น บุญที่เกิดจากการถวายทาน ย่อมน้อยกว่าบุญที่เกิดจากการรักษาศีลและสมาธิภาวนา เป็นต้น

ปุจฉา : 5. ชาวพุทธมีแนวการปฏิบัติธรรมที่หลากหลาย พระอาจารย์เมตตาแนะนำหนทางปฏิบัติหนึ่งเดียวที่สำคัญของทุกคน

วิสัชนา : แนวทางปฏิบัติที่เป็นสากลและเหมาะสำหรับชาวพุทธทุกคนก็มีอยู่แล้ว นั่นคือ มรรคมีองค์ 8 ซึ่งบางทีก็เรียกว่า ทางสายกลาง แต่ในขั้นการปฏิบัติของแต่ละคน หรือแต่ละท้องถิ่น หรือแต่ละวัฒนธรรม มักมีจุดเน้นหรือรายละเอียดแตกต่างกันออกไป เช่น สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็มีวิธีการที่หลากหลายมาก เฉพาะฝ่ายเถรวาทมีการจำแนกออกเป็น 40 วิธี

อย่างไรก็ตามแนวทางการปฏิบัติทั้งหมดนี้ หากสรุปย่อ ๆ ก็ได้แก่ ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ใครถนัดหรือพร้อมข้อไหนก็ทำข้อนั้นไปก่อน ไม่จำเป็นต้องทำเหมือน ๆ กัน เพราะมนุษย์เรานั้นมีความพร้อม ความถนัด แตกต่างกัน แม้แต่ศีล บางคนก็ขอทำแค่ศีล 5 ก่อน แต่บางคนมีศรัทธามากก็สมาทานศีล 8 บางคนทำได้มากกว่านั้นก็สมาทานศีล 10 ดังนั้นความแตกต่างหลากหลายจึงเป็นเรื่องธรรมดา

ปุจฉา : 6. ทำไมพระพุทธเจ้าชอบนั่งปฏิบัติธรรมอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ทำไมไม่นั่งที่ต้นไม้อื่น

วิสัชนา : ที่จริงพระพุทธองค์ไม่ได้นั่งปฏิบัติใต้ต้นโพธิ์ต้นเดียว เช้าวันที่ที่พระองค์จะตรัสรู้ ก็ทรงนั่งอยู่ใต้ต้นไทร เป็นเหตุให้นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแก่พระองค์ และเมื่อตรัสรู้แล้วก็ทรงไปประทับที่ใต้ต้นไทร ใต้ต้นจิก (มุจลินท์) ใต้ต้นเกด (ราชายตนะ) แห่งละ 7 วัน

ปุจฉา : 7. พระพุทธองค์ทรงชนะมารดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ในภาวะสังคมที่ต่างจากยุคปัจจุบันมาก ในยุคนั้นเป็นยุคเกษตรกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ยังมีข้อจำกัด และความซับซ้อนน้อย เมื่อเทียบกับยุคปัจจุบัน ซึ่งก้าวสู่ยุคเทคโนโลยี ดงกิเลส เครื่องยั่วยุทางจิต และความคิดมีมากมายมหาศาล การเอาชนะมารในยุคนี้ มีเครื่องมือพิเศษอะไรไหมที่อาจารย์จะแนะนำ

วิสัชนา : มนุษย์ยุคนี้แม้มีความสะดวกสบายมากกว่าแต่ก่อน แต่ก็ยังมีความทุกข์ใจไม่น้อยกว่าคนสมัยก่อน อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะรู้เรื่องภายนอกมากกว่าจิตใจของตัว และมีปัญหาความสัมพันธ์มากกว่าคนแต่ก่อน

อย่างไรก็ตามความทุกข์ใจของคนในยุคปัจจุบันอาจจะแตกต่างจากสมัยก่อนบ้าง เช่น มีความแปลกแยกกับตัวเอง และรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวมากกว่า ทั้ง ๆ ที่อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย

สำหรับคำถามเรื่องการเอาชนะมาร ซึ่งคงหมายถึง โลภะ โทสะ โมหะ โดยหลักการแล้ว ไม่มีอะไรแตกต่างจากสมัยพุทธกาล เครื่องมือที่ใช้ก็หนีไม่พ้นไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งแต่ละคนต้องปฏิบัติเอง ไม่มีใครมาทำให้

อีกทั้งไม่มีเทคโนโลยีใด ๆ ที่จะช่วยให้ชนะมารได้อย่างรวดเร็ว นอกจากการวางใจให้ถูกต้อง จะว่าไปแล้ว บางครั้งเทคโนโลยีอาจเป็นตัวหน่วงเหนี่ยวให้เกิดผลช้าลง เช่น การฟังซีดีธรรมะ แต่ไม่นำธรรมะไปใช้ในชีวิตและการงาน

หลายคนพบว่า การฟังเทศนาทางวิทยุหรือโทรทัศน์ สู้การฟังครูบาอาจารย์เทศน์ต่อหน้าต่อตาไม่ได้ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด ก็ไม่สามารถแทนการปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ตัวต่อตัวได้ เช่นเดียวกับ เรียนหนังสือแบบออนไลน์หรือผ่านแทบเล็ต สู้เรียนกับครูบาอาจารย์ในชั้นเรียนไม่ได้

อย่างไรก็ตาม “เครื่องมือ” ที่น่าสนใจ ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือองค์กร ในสมัยพุทธกาล เครื่องมือสำคัญของพระพุทธองค์ในการสู้กับมาร คือ คณะสงฆ์ซึ่งมีทั้งภิกษุบริษัทและภิกษุณีบริษัท แต่สมัยปัจจุบัน อุบาสกบริษัทและอุบาสิกาบริษัท มีความสำคัญอย่างมาก การจัดองค์กรฝ่ายคฤหัสถ์ให้เข้มแข็ง จะเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนาในการเอาชนะมารทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคมได้

ในหลายประเทศ ธรรมะเผยแพร่ได้กว้างไกลและเปลี่ยนชีวิตของผู้คน เพราะมีการจัดองค์กรฝ่ายคฤหัสถ์ได้อย่างเข้มแข็ง มีการส่งเสริมทั้งด้านการศึกษา ปฏิบัติ และเผยแผ่ โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วย เช่น สถานีโทรทัศน์ เว็บไซต์ และไอทีต่าง ๆ
ขณะเดียวกันการปฏิรูปคณะสงฆ์ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะตอนนี้อ่อนแอ ซวนเซมาก จนนอกจากจะเผยแผ่พระศาสนาไม่ค่อยได้ผลแล้ว ยังเป็นปัจจัยในการกัดกร่อนศรัทธาของญาติโยม การปฏิรูปคณะสงฆ์ควรทำทั้งในด้านการปกครองและการศึกษา และที่ขาดไม่ได้ก็คือ การฟื้นภิกษุณีบริษัทขึ้นมา ไม่ว่าในทางใดทางหนึ่ง เพราะจะช่วยเป็นกำลังในการเผยแผ่ธรรมแก่อุบาสิกาได้เป็นอย่างดี

ปุจฉา : 8. สมมติ ว่า พระพุทธองค์เกิดมาตรัสรู้ในยุคนี้ ท่านคิคว่าอะไรเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม ที่พุทธองค์จะทรงยื่นมือเข้าแก้ไข…(ตัวอย่างเช่นในยุคของท่าน เรื่องของชนชั้น ที่เป็นปัญหา)..”

วิสัชนา : ปัญหาใหญ่ประการแรกได้แก่ ความลุ่มหลงในวัตถุอย่างหนัก ซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย จนยุคนี้ได้ชื่อว่ายุคบริโภคนิยม ความหลงในวัตถุดังกล่าว เป็นที่มาของอาชญากรรมซึ่งเกิดขึ้นไปทั่ว

รวมทั้งการคอร์รัปชัน การเอารัดเอาเปรียบจนเกิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างกว้างขวาง และการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหนักจนเกิดวิกฤติ ยังไม่ต้องพูดถึงความร้าวฉานภายในครอบครัวและปัญหาเยาวชน

ประการต่อมาได้แก่ ความรังเกียจเดียดฉันท์ด้วยเหตุผลทางด้านศาสนา ภาษา ผิวสี และอุดมการณ์ ซึ่งนำไปสู่ การข่มเหงคะเนงร้าย ความรุนแรง สงคราม และการก่อการร้าย ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกขณะนี้

ประการที่สาม ก็คือ ความติดยึดในตัวตน ซึ่งระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน อันเป็นผลจากทัศนะปัจเจกนิยมแบบสุดโต่ง จนเกิดปัญหาตัวตนมากมาย อาทิ ความรู้สึกแปลกแยกกับตนเอง ความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว ความซึมเศร้า นำไปสู่ปัญหาโรคจิต โรคประสาท การติดยา และการฆ่าตัวตาย ยังไม่ต้องพูดถึงความเห็นแก่ตัวอย่างหนัก เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง โดยไม่ไยดีกับพันธะทางสังคม หรือความผูกพันภายในครอบครัว

ปัญหาเหล่านี้จะว่าไปก็คือ ปัญหาจากตัณหา ทิฏฐิ มานะ ซึ่งเป็นที่มาแห่งความทุกข์ของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย

ปุจฉา : 9. ถ้าจะให้เข้าถึงแก่นคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสและการเวียนว่ายตายเกิด สิ้นกรรม สิ้นทุกข์ พุทธบริษัทชาวไทยทั้งสี่ควรปรับปรุงแก้ไขอะไร อย่างไรบ้าง

วิสัชนา : สิ่งที่พุทธบริษัทไทยควรทำ ก็คือ ศึกษาพระธรรมคำสอนให้เข้าใจ ไม่ใช่นับถืออย่างงมงาย หรือนับถือพระรัตนตรัยในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยป้องกันอันตรายหรือทำให้มั่งคั่งร่ำรวยได้

พึงตระหนักว่าการนับถือพระรัตนตรัยที่แท้นั้น ย่อมนำไปสู่ความเข้าใจในอริยสัจสี่ ดังมีพุทธพจน์ว่า “ผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะแล้ว เห็นอริยสัจสี่…นั่นแหละเป็นสรณะอันเกษม นั่นเป็นสรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะนั่นแล้วย่อมพ้นจากทุกข์ได้”

เมื่อเข้าใจแก่นแท้ของคำสอนแล้ว ก็ปฏิบัติด้วยตัวเอง โดยมุ่งลดละความเห็นแก่ตัว หรือลดละตัวตน มิใช่ปฏิบัติเพื่ออยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือยิ่งปฏิบัติ ยิ่งเห็นแก่ตัว ไม่มีน้ำใจให้แก่ผู้อื่น ทั้งนี้โดยอาศัยหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา
ถึงที่สุดการหลุดพ้นจากกิเลสหรือการสิ้นทุกข์จะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะปฏิบัติธรรมจนเกิดปัญญา เข้าใจว่าสิ่งทั้งปวงนั้นเป็นไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สิ่งที่เป็น “ตัวกู ของกู” นั้นไม่มีอยู่จริง เป็นมายาภาพที่ถูกปรุงแต่งด้วยความหลง เมื่อเกิดปัญญาจนหลุดพ้นจากความหลงหรืออวิชชาได้ จึงจะเป็นอิสระจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง

ปุจฉา : 10. การเฉลิมฉลองพุทธชยันตีอย่างไม่รู้ (อวิชชา) จะส่งผลให้ความเข้าใจในแก่นธรรมผิดเพี้ยนไปหรือไม่ อย่างไร เห็นได้จากการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ แล้วก็มีใหญ่ ใหญ่กว่า และใหญ่ที่สุดของโลกมาให้คนกราบไหว้ โดยอ้างว่าเพื่อให้ถึงธรรม จริงๆ เป็นข้ออ้างของศาสดาองค์ใหม่ที่ชื่อ วัตถุนิยมหรือไม่ พุทธศาสนาในอนาคต จะเป็นอย่างไร

วิสัชนา : การเฉลิมฉลองพุทธชยันตีนั้น ควรเป็นไปเพื่อดึงคนเข้าหาธรรม เกิดความใส่ใจที่จะศึกษาและปฏิบัติให้เห็นผลด้วยตนเอง คือ ความทุกข์เบาบาง ความเห็นแก่ตัวลดลง แต่หากมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจกลายเป็นการพาคนไปหลงติดวัตถุมากขึ้น ตามค่านิยมปัจจุบันที่เน้นการเฉลิมฉลองด้วยวัตถุ ซึ่งก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองอย่างมาก หาไม่ก็อาจใช้โอกาสนี้ประกาศความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนา ซึ่งเท่ากับเป็นการเสริมสร้างความหลงตัวลืมตน หรือเพิ่มพูนมานะให้มากขึ้น

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 8 กรกฎาคม 2555

โรคของผู้สูงอายุจากความเสื่อมมักไม่หายขาด

ผู้สูงอายุ หมายถึง ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ปัจจุบันผู้สูงวัยเหล่านี้ในบ้านเรามีความรู้ในการดูแลสุขภาพดีขึ้นมาก ทำให้มีอายุยืนขึ้น ได้มีการสำรวจพบว่ามีเกิน 12% ของประชากรทั้งหมด ในทางประชากรศาสตร์ถือว่าประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุแล้ว

ล่าสุดพบว่ามีราว 8 ล้านคน อีก 10 ปีจะมีมากกว่าประชากรเด็ก และอีก 15 ปี จะเพิ่มเป็น 14 ล้านคน ประมาณ 20% ของประชากรประเทศ

ในด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุจะมีเรื่องของความเสื่อมของร่างกายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ละท่านอาจมีโรคประจำตัวต่างกันคนในชนบทแต่ก่อนเวลาพบกันมักบ่นให้กันฟังถึงเรื่องสุขภาพ ตามัว หูตึง ปวดข้อ ปวดหลัง เวียนหัว เดี๋ยวนี้มีความรู้เพิ่มขึ้น พูดถึงน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตสูง ไปจนถึงไขมัน ดัชนีค่ามะเร็งตับ และต่อมลูกหมากด้วย

แสดงถึงความสนใจและรอบรู้ ตัวชี้วัดด้านสุขภาพดีขึ้น ในขณะเดียวกัน นับวันเรื่องของความเสื่อมของร่างกายค่อยคืบคลานตามมาเพิ่มขึ้นเช่นกัน ความหวังที่ตั้งไว้สูง ๆ แล้วผิดหวัง บางคนก็ทำใจได้ ว่ามันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ บางคนก็คิดว่าจะต้องหาย ต้องเอาชนะความเสื่อมที่เป็นเรื่องของธรรมชาติให้ได้

สัญญาณความเสื่อม ความจริงพออายุเพิ่มมากขึ้น สัญญาณแห่งความเสื่อมได้ค่อย ๆ บอกมาให้รู้เป็นระยะมาตลอด น่าที่จะค่อย ๆ ปรับตัวปรับใจได้ เริ่มตั้งแต่ส่วนบนของร่างกาย คือ ผม เส้นผมสีขาวจะค่อย ๆ สอดแทรกสีดำเข้ามา ตา จะค่อย ๆ มัวลง มองเห็นไม่ชัดเหมือนวัยรุ่นที่ร้อยเข็มเย็บผ้าได้อย่างคล่องแคล่ว หู ก็เริ่มจะเรียกไม่ค่อยได้ยิน เปิดวิทยุหรือโทรทัศน์ดังขึ้น ที่เห็นเด่นชัดดูง่ายคือ ผิวหนัง ที่เคยตึงเรียบเนียนจะค่อยแห้ง บาง เหี่ยวย่น ใบหน้าอาจมีริ้วรอยให้เห็น ตกกระ ฝ้า ไฝ เพิ่มมากขึ้น

พออายุเริ่มเพิ่มมากขึ้นไปอีก ส่วนสูง ดูจะลดลงไป ถ้ามีหลังโกง หลังงอ จะต่ำลงไปอีก น้ำหนัก จะเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ชายมักค่อยลดลงแต่หญิงบางครั้งดูจะค่อยเพิ่มขึ้น สภาพกล้ามเนื้อจะหดลง ไม่ค่อยมีแรง ยกของหนัก ๆ ไม่ค่อยไหว การเดิน ดูจะเห็นชัด ไม่ค่อยกระฉับกระเฉงเหมือนเก่า ก้าวสั้นลง เดินช้าลง เดินไม่ค่อยตรงทางนัก

ผมอธิบายเรื่องความเสื่อมของร่างกายได้คล่อง เพราะเล่าจากประสบการณ์ของตัวผมเองว่าตั้งแต่เริ่มสูงวัยเกิน 60 ปีมานี้ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง อาการทางหัวใจ เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับชายเรื่องต่อมลูกหมากมาเกี่ยวข้องด้วย มักโตแทบทุกคน ทำให้ต้องปัสสาวะบ่อย จึงต้องระมัดระวังการเดินทาง ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ สมอง ต้องฝึกใช้สมองไว้ จะได้คิดคล่องไม่หลงลืมมาก คนกลัวกันมากเรื่องสมองเสื่อม จำคนไม่ได้ พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เป็นภาระต่อผู้ดูแลมาก

การรักษา โรคของความเสื่อมเหมือนของเก่า ค่อยประคับประคองรักษากันไป การรักษาบางครั้งดูเหมือนจะหายไปเลย แต่ด้วยความเสื่อมอีกไม่ช้าก็กลับเป็นใหม่อีก จึงไม่ควรตั้งความหวังสูงนัก หายไปก็ดีแล้ว กลับเป็นใหม่ก็รักษากันต่ออีก ตัวอย่างเด่นชัดคือ เรื่องปวดตามข้อ หายข้อนี้เลื่อนไปข้อโน้น เป็น ๆ หาย ๆ ตลอด ต้อหิน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต ล้วนต้องประคับประคองกันไป จะอยู่กับเราไปตลอด ใครที่คิดได้ความกังวลทางใจจะลดลงไปมาก

โรคมะเร็ง ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งมากกว่าวัยอื่น ผู้ที่ได้เปรียบคือผู้ที่ดูแลสุขภาพสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตัวเองดี เห็นร่างกายผิดปกติต้องรีบไปหาแพทย์แต่ระยะเริ่มแรก ผลการรักษาจะดีมากทุกราย ทางแพทย์เองก็พัฒนาเรื่องนี้มากทั้งการวินิจฉัยโรคและการรักษา

การป้องกันโรคจากความเสื่อม การรู้จักดูแลสุขภาพของตัวเอง การออกกำลังกายทุกวัน ดีและง่ายที่สุดคือ การเดิน มีรายงานจากคณะแพทย์สถาบันลินสกา ประเทศสวีเดน ได้วิจัยคน 4 หมื่นคน อายุ 45-79 ปี โดยให้เดินหรือขี่จักรยานทุกวันราว 30 นาที ติดตามผล 7 ปี พบว่าเสียชีวิต 3,714 คน สรุปว่า ผู้ที่ออกกำลังด้วยการเดินนี้จะมีชีวิตรอดมากกว่าคนทั่วไปราว 34%

ธรรมะช่วยคลายกังวล ใครที่ฝึกธรรมะเข้าวัดทำบุญ ฝึกสมาธิมาตลอด คงจะกระจ่างแล้วว่าความเสื่อมของร่างกายเป็นเรื่องของธรรมชาติ ทุกชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงไม่ช้าก็เร็ว ตามผลบุญที่ทำมา จะทำให้ไม่ตั้งความหวังสูงของการรักษาเมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคของความเสื่อม คลายความกังวลลงได้มาก พุทธวัจนะที่เราได้ยินเสมอว่า ผู้คนที่เดินไปเดินมาหน้าตาแจ่มใส สดสวยนั้น จะมีความแก่ ป่วยเจ็บซ่อนอยู่ภายในเสมอ

ปัจจุบันผู้สูงอายุอายุยืนยาวขึ้นด้วยการรู้จักดูแลสุขภาพขึ้น ขณะเดียวกันความเสื่อมของร่างกายก็จะเคียงคู่ตามไปด้วย การได้รู้และเข้าใจจะช่วยให้ชีวิตสงบและคลายกังวลขึ้น.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  5 สิงหาคม 2555

ปรับพฤติกรรมเสี่ยง…ช่วยชะลอวัยชรา

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ความเสื่อมในร่างกายก็ย่อมต้องมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งปัญหาที่เราเห็นได้ชัดเจนนั้น ได้แก่ สายตาพร่ามัว ระบบขับถ่ายในร่างกายลดน้อย สมองทำงานช้าลง รวมไปถึงโรคแฝงที่มักพบได้ในผู้สูงอายุ เช่น โรคสมองเสื่อม และโรคกระดูกพรุน ดังนั้นการดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต เช่น การงดดื่มสุรา การออกกำลังกาย หรือแม้แต่การพักผ่อนให้เพียงพอ ฯลฯ นอกจากจะช่วยชะลอวัยแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคที่อาจส่งผลเสียสำหรับผู้สูงอายุได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 อัพ เนื่องจากช่วงวัยดังกล่าวนั้นเป็นช่วงที่โรคภัยต่างๆ มักถามหา และเป็นวัยที่ร่างกายเริ่มเกิดความเสื่อมลงนั่นเอง

พญ.ลิลลี่ ชัยสมพงษ์ ศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ รพ.บำรุงราษฎร์ เปิดเผยภายใต้งาน “Healthy 50+’ อายุไม่ใช่อุปสรรคของความสุข หากคุณมีสุขภาพที่ดี” ว่า ตนได้แบ่งโรคออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกได้แก่ “โรคที่เป็นแล้วแก่” เช่น โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็ง ส่วนกลุ่มที่ 2 นั้นคือ “โรคแก่แล้วเป็น” เช่น โรคสมองเสื่อม โรคกระดูกพรุน โรคข้อเสื่อม ดังนั้นการดูแลสุขภาพต้องเริ่มตั้งแต่การงดปัจจัยเสี่ยง เช่น งดสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่และการดื่มสุราจะทำให้การดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดน้อยลง ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคือปัญหาโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ ส่วนการดูแลสุขภาพลำดับต่อมาคือ การควบคุมน้ำหนักและการออกกำลังกาย คุณหมอแนะนำว่า การออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุนั้น ควรเป็นลักษณะของการเน้นความแข็งแรงให้กับกระดูก เช่น ฝึกชี่กง หรือรำไท้เก๊ก การเดิน หรือการวิ่งเหยาะๆ เป็นต้น

ส่วนการรับประทานอาหารนั้น พญ.ลิลลี่ให้ข้อมูลว่า การบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมก็สำคัญ โดยเฉพาะนมให้ได้วันละประมาณ 1,000-1,200 มิลลิลิตร หรือวันละ 2 แก้ว (นม 1 แก้วจะมีปริมาณแคลเซียม 300 มิลลิกรัม) ขณะเดียวกันผู้สูงอายุควรรับประทานผักใบเขียว และแคลเซียมที่ได้จากปลากรอบ รวมถึงรับประทานเต้าหู้แข็งให้ได้ทุกมื้อของอาหาร ก็จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุได้ เพราะบางครั้งการดื่มนมอย่างเดียวอาจได้แคลเซียมที่ไม่เพียงพอต่อร่างกาย นอกจากนี้ก็ควรรับประทานเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ เพราะเนื้อสัตว์นั้นจะให้โปรตีน หากขาดโปรตีนจะส่งผลให้กล้ามเนื้อแขนขาของผู้สูงอายุลีบลง

การพักผ่อนก็สำคัญ ผู้สูงอายุควรพักผ่อนให้ได้อย่างน้อย 8 ชั่วโมง แต่หากผู้สูงอายุท่านใดที่ใช้เวลาพักผ่อนเพียง 5 ชั่วโมง แล้วไม่รู้สึกอ่อนเพลียหรือง่วงนอนก็ถือว่าเพียงพอแล้ว คุณหมอกล่าวต่อว่า เพราะการนอนหลับที่เพียงพอจะส่งผลให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตใจที่ดี และมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่ดี ขณะเดียวกันก็เป็นการป้องกันผู้สูงอายุเก็บตัวอยู่คนเดียว จนอาจเกิดอาการซึมเศร้าตามมาได้ พูดง่ายๆ ว่าการพักผ่อนที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันโรคที่มีสาเหตุมาจากสมอง เช่น โรคซึมเศร้า โรคหลอดเลือดสมองได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากผู้สูงอายุจะไม่เครียดและไม่กังวลใจ เพราะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตามคุณหมอแนะนำว่า หากเป็นไปได้ควรให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมหรืองานอดิเรกทำ เช่น การทำงานฝีมือเล็กๆ น้อยๆ การอ่านหนังสือ หรือการไปเข้าวัดนั่งสมาธิ เนื่องจากมีงานวิจัยแล้วว่าการให้ผู้สูงอายุเข้าหาธรรมะนั้น นอกจากจะช่วยทำให้อายุยืนแล้ว ยังป้องกันโรคสมองเสื่อม และช่วยชะลอวัยได้อีกด้วย และไม่เพียงแค่การดูแลสุขภาพโดยการปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตข้างต้นแล้ว การรู้จักสังเกตความผิดปกติในร่างกาย และการหมั่นไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ก็สามารถช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดโรคและช่วยให้ผู้สูงวัยมีอายุยืนยาวได้ทางหนึ่ง.

ที่มา: ไทยโพสต์ 29 พฤษภาคม 2555