อุปกรณ์นวดไทย ยอดภูมิปัญญาแก้ปวดเมื่อย

อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีการไหว้วานคนใกล้ชิดให้ช่วยนวดคลายจุดที่ปวดเมื่อยกันหรอก ทว่าการให้คนอื่นนวดก็อาจกดได้ไม่ตรงจุด ลงน้ำหนักไม่ถูกใจ ถ้าเป็นเช่นนี้เห็นทีต้องนวดตัวเองแล้วล่ะสิ

แพทย์แผนไทย อย่าง ‘พีระ อธิปธรรมวารี’ แห่งไทยเมดิคอลสปา โรงพยาบาลนครธน สนับสนุนการนวดตนเอง แม้จะเป็นตำแหน่งที่เอื้อมกดลำบากก็สามารถทำได้ เพียงนำอุปกรณ์นวดที่ประดิษฐ์คิดค้นจากภูมิปัญญาไทยมาเป็นตัวช่วย แต่ที่สำคัญต้องใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายต่อกล้ามเนื้อ หรืออาจเพิ่มอาการบาดเจ็บเข้าไปอีก

สำหรับวิธีใช้อุปกรณ์นวดไทยที่ถูกต้อง ในครั้งนี้มีคำแนะนำการใช้งานของ 3 อุปกรณ์นวดไทยชิ้นเด่น เริ่มจาก ‘กะลามะพร้าว’ ใช้กะลามะพร้าวที่ขัดจนเนียน ไม่มีตาไม่มีปุ่มแล้ว นำมาเหยียบเพื่อนวดฝ่าเท้า ช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือดลมที่ฝ่าเท้า ความกลมมนของกะลามะพร้าวจะรองรับอุ้งเท้าพอดี การเหยียบนวดฝ่าเท้าบนกะลาบ่อยๆ จึงช่วยลดปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อฝ่าเท้า น่อง และโคนขาของคนที่ยืนนานหรือเดินไกล เป็นที่ถูกอกถูกใจของคนสมัยก่อน จนยกให้อุปกรณ์นวดไทยชนิดนี้ว่าเป็นหมอกะลา

  

ข้อควรระวังของการใช้กะลามะพร้าว คือให้ดูขอบกะลา ต้องเรียบ สามารถประกบแนบพื้นได้สนิท และอย่าวางบนพื้นมัน ๆ เพราะขอบกะลาจะลื่นพื้นขณะขึ้นเหยียบ ทั้งนี้สามารถหาพรมหรือผ้าวางรองกะลาก่อนขึ้นเหยียบก็ช่วยได้ ถ้าผู้ใช้เป็นผู้สูงอายุควรยืนใกล้กำแพงหรือที่ยึดเกาะเพื่อช่วยประคองตัวไม่ให้ล้ม ส่วนผู้ที่มีปัญหาเส้นประสาทเท้าเสื่อม มีแผลหรือรอยช้ำที่ฝ่าเท้า ห้ามเหยียบกะลาเด็ดขาด  

ชิ้นต่อไป ‘นมสาว’ มีสองขนาดเล็ก-ใหญ่ ทำจากไม้ที่ถูกนำไปไสแต่งรูปทรงให้ดูคล้ายกับหน้าอกของผู้หญิง สิ่งนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับวางทับกระดาษอย่างที่คนรุ่นใหม่บางคนเข้าใจ แต่แท้จริงแล้วนมสาวใช้นวดแก้ปวดเมื่อยช่วงเอวและโคนขา ด้วยหลักการวางตัวเราเองเพื่อทิ้งน้ำหนักส่วนที่ต้องการนวดลงไปบนนมสาว และต้องใช้เทคนิค เน้น นิ่ง หน่วง นาน เช่น อาการปวดเมื่อยโคนขา เมื่อรู้จุดก็เน้นนวดเฉพาะจุดนั้น โดยวางจุดปวดไว้นิ่ง ๆ แล้วหน่วงหรือลงน้ำหนักให้เพียงพอที่เรารู้สึกได้ ส่วนระยะเวลาจะนานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าตัวจะรู้สึกผ่อนคลายแล้วหรือยัง

การใช้นมสาว มีข้อควรระวังคือ อย่าใช้กับแนวกระดูก เช่น สันหลัง ต้นคอ หรือตำแหน่งที่มีอาการบวมแดง อักเสบ มีแผลเด็ดขาด ที่สำคัญอย่านำไปใช้หนุนรองต้นคอแล้วหลับ เพราะบริเวณดังกล่าวมีหลอดเลือดใหญ่ การนอนหลับแล้วลงน้ำหนักนานเกินไปจะทำให้เสี่ยงบาดเจ็บเกิดเคล็ดขัดยอก หรือรบกวนการไหลเวียนเลือดได้

สุดท้าย ‘ไม้นวดหลังตัวที หรือเคียวเกี่ยวหลัง’ ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อนำไปกดนวดคลึงจุดปวด ใช้กับบริเวณแผงหลัง โดยเฉพาะที่บ่า สะบัก และเอว หลักการคือ เมื่อวางเคียวเกี่ยวหลังลงตรงจุดปวดแล้ว ดึงด้ามจับเพื่อกดเน้นลงน้ำหนักไปที่จุดปวด แล้วหากสังเกตเคียวเกี่ยวหลังจะเห็นว่า ขาทั้งสองด้านยาวออกไปจากแกนด้ามต่างกัน ซึ่งนั่นมีความหมาย เพราะด้านสั้นจะใช้สำหรับกดบ่าและสะบัก ส่วนด้านยาวให้ใช้กดที่เอว การใช้เคียวเกี่ยวหลังเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์แล้วมักปวดบ่าและสะบัก เนื่องจากใช้แล้วกดได้ตรงจุดที่ต้องการ ทั้งยังใส่น้ำหนักได้ตามความพอใจ

อย่างไรก็ตาม การใช้อุปกรณ์การนวดไทยเหมาะใช้บรรเทาปวดเมื่อยในระยะเริ่มต้นหรือปวดไม่มากเท่านั้น ส่วนกรณีที่พบว่าจุดปวดเมื่อยมีอาการเจ็บปวดรุนแรง บวมนูนแดงช้ำ ควรรีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ตรวจรักษาก่อน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  11 ตุลาคม 2555

Advertisements

นวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แบบไทย

นวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แบบไทย  

ในระหว่างวันที่ 6-7 ก.ค.ที่ผ่านมามีการประชุมวิชาการไทย- เซี่ยงไฮ้ (ประเทศไทย) ครั้งที่ 5 และการประชุมวิชาการการแพทย์แผนจีน ครั้งที่ 2 เรื่องการแพทย์ไทย-จีน บังเอิญมีโอกาสพูดคุยกับ อ.ประสพสุข อิงคะวะระ ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ทางเลือก  ซึ่งมาร่วมงานดังกล่าวเกี่ยวกับการนวดสัมผัสปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายแบบสืบสานภูมิปัญญาไทย หรือ “ปรับ จัด กระดูก แบบไทย” จึงนำมาถ่ายทอดให้ทุกท่านได้รับทราบกัน

อ.ประสพสุข บอกว่า การนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แบบไทย เป็นศาสตร์และศิลป์ที่สืบทอดกันมานาน ศาสตร์นี้ ไม่ใช่การรักษาให้หายจากอาการที่เป็นอยู่ แต่เป็นการปรับสมดุลร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติ หลังจากนั้นอวัยวะต่างๆ จะรักษาตัวเองตามธรรมชาติ  ซึ่งภูมิปัญญาไทยจะมีหลัก 3 อย่าง คือ “ตาดู หูฟัง มือสัมผัส”

เมื่อมีคนเดินเข้ามารับบริการจะเริ่มตรวจด้วยสายตาก่อน  ตั้งแต่ปลายเท้ายันศีรษะ ดูการไหว้ทักทาย การเดิน ปลายเท้าแบะหรือไม่ แบะซ้ายหรือขวา หัวเข่าโก่งหรือไม่ ตัวบิดหรือไม่ ตะโพกโย้ซ้ายหรือโย้ขวา สูงหรือต่ำ ดูบริเวณหลังไปจนถึงสะบัก สูงต่ำเท่ากันหรือไม่ คอคดเอียงซ้ายเอียงขวาหรือไม่  เมื่อดูโครงสร้างเรียบร้อยแล้วจากนั้นจะตรวจวัดความดันโลหิตด้วยการสัมผัสหน้ามือ ถ้ามือมีลักษณะเย็นชื้นแสดงว่าความดันโลหิตต่ำก่อนการนวดจะต้องให้ดื่มน้ำอุ่นก่อน ถ้าความดันโลหิตสูงมือจะร้อน ส่วนคนเป็นความดันโลหิตสูงแล้วกินยาคุมความดันเอาไว้มือจะเย็นแห้ง แต่ถ้าความดันโลหิตปกติมือจะอุ่นแห้ง

ก่อนเข้าสู่กระบวนการ ปรับ จัด กระดูก จะมีการนวดคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นก่อน เพราะกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจะเป็นตัวยึดกระดูก ถ้าไม่คลาย แล้วมันเกร็ง รัด อยู่ การไปปรับ จัด กระดูก อาจทำให้เกิดอันตรายตามมาได้จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการปรับ จัด กระดูก บริเวณที่ปวด หรือผิดปกติ  โดยโครงกระดูกทั่วไปของร่างกายมีทั้งหมด 206 ท่อน  ภายหลังการนวดสัมผัส ปรับ จัด กระดูก ขา แขน หลัง คอ บ่า ศีรษะ แล้ว จะต้องให้ผู้มารับบริการเดินให้ดูอีกครั้ง ส่วนไหนยังไม่สมดุลก็มาปรับ จัด ให้สมดุล

การนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก จะช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกี่ยวกับกระดูกเคลื่อนทั้งหมด 206 ท่อน หลักการ คือ ทำให้ร่างกายไม่เกิดการบีบ เบียด กด ทับ โดยใช้นิ้ว มือ เท้า เข่า ศอก ร่างกายก็จะไม่ปวด โดยอาการเบื้องต้นที่เปิดสอนให้ลูกศิษย์เรียนรู้ คือ เจ็บหน้าแข้งร้อนหลังเท้า ข้อเท้าแพลง เจ็บตาตุ่มส้นเท้าด้านนอก ปวดหัวเข่า ขาไม่มีแรง แขนไม่มีแรง เจ็บขาด้านหลังร้าวขึ้นตะโพก  เจ็บน่องมัดนอก-มัดใน อาการเจ็บส้นเท้าหรือรอยช้ำ งอขาไม่ได้ พับขาไม่ได้ เจ็บหน้าเท้า เจ็บขาด้านใน ตะคริวน่องมัดใน เอี้ยวตัวไม่ได้ เสียดเสียวซี่โครงหายใจไม่ออก ยกแขนไม่ขึ้น ปวดศีรษะไมเกรน ก้มเงยไม่ได้ เส้นเลือดหัวใจตีบโตหายใจไม่เข้า เจ็บขาชามือ เจ็บแขนท่อนบน-ด้านหน้า-หลัง-กลาง เจ็บคอ-ไอ  เจ็บแขนด้านในชาลงนิ้วมือ เจ็บสันมือเจ็บไปถึงนิ้วก้อยด้านนอก และอัมพฤกษ์ใบหน้า

สำหรับอาการปวดที่เป็นกันเยอะ คือ ปวดหลัง ปวดบ่า ปวดเข่า โดยเฉพาะอาการปวดหลัง มีทั้งที่เกิดจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น หมอนรองกระดูกอักเสบ กระดูกทับเส้นประสาทหรือกระดูกผิดรูป ข้อตะโพกเคลื่อน โดยต้นเหตุของอาการปวดเกิดจากอิริยาบถการลุกนั่งลุกนอนไม่เหมาะสม เช่น ลุกนั่งจากเก้าอี้ปลายเท้าไม่ตรง ปลายเท้าแบะ ทำให้ปวดเข่าด้านใน ถ้าปวดข้อเท้าจะปวดใต้ตาตุ่มด้านนอกลามมาถึงข้อตะโพก เพราะกระดูก 30 ท่อนส่วนนี้จะสัมพันธ์กัน ลองขยับปลายเท้าดูจะมาถึงข้อตะโพก

ภายหลังการนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูกแล้ว สิ่งสำคัญ คือ จะต้องปรับอิริยาบถ พฤติกรรมต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดด้วย โดยเวลาลุกนั่งลุกนอนจะต้องไม่ตะแคง เพราะถ้าตะแคง ด้านใดด้านหนึ่งด้านที่อยู่ข้างล่างกล้ามเนื้อส่วนนั้นจะนูน ด้านไหนอยู่ด้านบนจะเล็ก ร่างกายจะไม่เท่ากัน ทั้งนี้ในการนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก บางคนอาจนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แค่ครั้งเดียว แต่บางคนอาจนวดประมาณ 3-5 ครั้ง

ท้ายนี้แนะนำว่าท่านั่งที่ดี คือ นั่งขัดสมาธิท่าเทพบุตร ท่าเทพธิดา ไม่ควรนั่งพับเพียบ เพราะการนั่งพับเพียบจะทำให้ข้อตะโพกมีปัญหา ถ้านั่งบนเก้าอี้ปลายเท้าต้องตรงก่อนลุก สำหรับพนักงานออฟฟิศที่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ควรจะมีการลุกจากเก้าอี้เพื่อปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ส่วนการนอนนั้น ก่อนจะลุกต้องหันให้ตัวตรงก่อน ถ้านอนหงายควรลุกแบบกุ้งดีดหรือตุ๊กตาล้มลุก ไม่ควรลุกท่าตะแคง.

ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม 2554

 

Related Link:

นวดเพื่อสุขภาพ โดย รศ.นพ.ประดิษฐ์ ประทีปะวณิช

นวดเพื่อสุขภาพ

รศ.นพ.ประดิษฐ์ ประทีปะวณิช
ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู

Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

1.ความเป็นมาของการนวดแผนโบราณ
ตอบ การนวดอาจกล่าวได้ว่าเป็นการรักษาอาการปวดวิธีแรกที่มนุษย์เรารู้จัดตังแต่โบราณกาล เป็นวิธีทางธรรมชาติที่เกิดจากการเรียนรู้ เช่น ปวดตรงไหนก็ถู บีบนวดตรงนั้น ต่อมามีการสั่งสมประสบการณ์จนเป็นศาสตร์หนึ่งในการรักษา สำหรับการนวดแผนไทย หรือบางครั้งเรียกนวดแผนโบราณ มีบันทึกตั้งแต่สมัยสุโขทัย มาเจริญรุ่งเรืองมากสมัยอยุธยา แล้วจืดจางลงเมื่อแพทย์แผนใหม่เข้ามาสู่ประเทศของเรา ปัจจุบันกลับได้รับความนิยมอย่างมากอีกครั้งเนื่องจากสรรพคุณที่ปรากฏให้เห็น ที่น่าประหลาด คือ คนที่เห็นคุณค่ากลับเป็นคนต่างชาติ

2. การนวดแบ่งออกเป็นกี่ประเภท
ตอบ การนวดแบ่งตามสรรพคุณออกเป็น 3 อย่าง คือ นวดเพื่อสนุขภาพ นวดเพื่อการบำบัดรักษาและนวดเพื่อการฟื้นฟูสรรถภาพ นอกจากนี้การนวดแผนโบราณยังแบ่งออกได้ตามกรรมวิธีการนวดเป็น 2 อย่างใหญ่ๆ คือ นวดเชลยศักดิ์ และนวดราชสำนัก บางแห่งแบ่งนวดฝ่าเท้าออกมาต่างหาก

3. การนวดกับการจับเส้นแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร
ตอบ การจับเส้นเป็นอันเดียวกับการนวดแบบเชลยศักดิ์ เช่น นวดรักษาอาการปวดเมื่อย ที่เรียกว่าเส้นจม

4. ปัญหาสุขภาพใดบ้างที่สามารถใช้การนวดเป็นการบำบัดรักษา
ตอบ ถ้านวดเพื่อส่งเสริมสุขภาพก็นวดได้ทุกคนโดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพราะการนวดสามารถกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกายทำให้กระปี๋กระเปร่า ผ่อนคลาย นอนหลับสบาย ถานวดเพื่อการบำบัดรักษา จะมีประโยชน์มากในกลุ่มอาการปวด โดยเฉพาะปวดเมื่อย ปวดกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นปวดหลัง ปวดคอ ปวดคอ โรคเครียด โรคนอนไม่หลับ

5.การนวดมีข้อห้าม ข้อควรระวังในกรณีใดบ้างหรือไม่
ตอบ
การนวดมีข้อห้าม ข้อควรระวังที่ต้องให้ความสนใจ ได้แก่
– ในระยะที่มีไข้ไม่ควรนวดเพราะกล้ามเนื้อยอกระบบได้ง่าย
– ปวดข้อและกล้ามเนื้อที่อยู่ในระบบเฉียบพลัน เช่น มีอาการปวดมาก บวม แดงร้อนของข้อ ให้หลีกเลี่ยงจนกว่าอาการจะทุเลาก่อน
– ผู้ที่มีภาวะข้อหลวมหรือเคลื่อน เช่น ผู้ป่วยไขข้อรูมาตอยด์ ผู้ที่มีกระดูกสันหลังเคลื่อน ไหล่หลวม ควรหลีกเลี่ยงการบีบนวดบริเวณนั้น บริเวณใกล้เคียงสามารถนวดแต่ต้องให้ความระมัดระวังโดยไม่นวดรุนแรงและหลีกเลี่ยงการดัด
– บริเวณที่กระดูกหักยังไม่ติดสนิท เพราะความแข็งแรงอาจจะยังไม่เพียงพอต่อแรงนวด
– บริเวณที่ใส่ข้อเทียมควรหลีกเลี่ยงการนวดที่รุนแรง
– สตรีตั้งครรภ์ไม่นวดที่ท้อง
– ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางผิวหนัง
– ผู้ที่มีภาวะผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด เพราะอาจทำให้เลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจ้ำ หรือเป็นก้อนเลือดในกล้ามเนื้อได้
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่เคยนวดไทยมาก่อน นวดครั้งรกๆ หรือผู้ที่กล้าๆ กลัวๆไม่แน่ใจ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งไม่ผ่อนคลายขณะถูกนวด มักจะเกิดอาการปวดยอกระบบกล้ามเนื้อได้ อาการต่างๆเหล่านี้มักจะหายไปใน 2 – 3 วัน หลังจากนั้นจะกลับรู้ยึกสบายหายปวดเมื่อย แต่ถ้าอาการยังมากควรปรึกษาแพทย์

6. องค์ประกอบที่สำคัญในการนวดที่มีประสิทธิอะไรบ้างภาพ และความปลอดภัยจะต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
ตอบ
ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับความรู้ของผู้นวด ผู้นวดจะต้องมีความรู้ขั้นพื้นฐานทางกายวิภาคและวินิจฉัยโรคหรือภาวะต่างๆที่เป็นข้อห้ามหรือข้อควรระวัง อาจจะดูได้จากหลังสูตรหรือใบประกาศที่ผู้นวดได้ผ่านการอบรมมา ตลอดจนสถานบัน ส่วนประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับประสบการณ์ความชำนาญของผู้นวด ผู้ที่มีประสบการณ์การนวดเวลานวดจะให้ความรู้สึกที่นิ่งดูนุ่มนวลถึงแม้จะหนัก สามารถทราบได้ว่าควรใช้แรงนวดหนักเบาต่างกัน ในแต่ละราย ผู้ที่ชำนาญในการนวดจะมีผลงานการนวดดีมาก เรียกฝีมือดี ตามศัพท์พื้นบ้านว่ารสมือเด็ด นอกจากนี้ยังขึ้นกับสถานที่ ควรเป็นสถานที่ที่สะอาดและบรรยากาศผ่อนคลาย

7. การนวดในบ้างครั้งเห็นมีการใช้น้ำมัน ครีม มีความจำเป็นมากน้อยเพียงไร
ตอบ การนวดด้วยครีม เป็นการเสริมความลื่นทำให้นวดไล้ไปตามลำตัว กล้ามเนื้อได้ง่ายขึ้น แต่ความแรงหรือน้ำหนักจะควบคุมลำบาก ส่วนการนวดด้วยน้ำมัน หมายถึง น้ำมันหอมระเหย เรียกว่า หรือ สุคนธบำบัด เป็นการใช้น้ำมันหอมระเหยที่เชื่อว่าผลในการบำบัดรักษาโดยการสูดกลิ่นหรือซึมผ่านทางผิวหนัง น้ำมันระเหยแต่ละชนิดมีสรรพคุณต่างกัน เช่น น้ำมันเซจช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย น้ำมันกุหลาบลดอาการเครียดกระตุ้นอารรณ์โรแมนติก เป็นต้น การนวดน้ำมันจะต้องเปลืองผ้าหมด เป็นที่นิยมในสปาทั่วไปแต่ราคาค่อนข้างแพง ผลใกล้เคียงกัน เพราะนวดน้ำมันหลายแห่ง ก็คือ การนวดแผนไทยที่ดัดแปลงมา

8.การนวดต้องนวดบ่อยมากเพียงไร
ตอบ ไม่มีหลักตายตัว แต่โดยทั่วไปถ้านวดเพื่อส่งเสริมสุขภาพอาทิตย์ละครั้ง หรือ สองอาทิตย์ครั้ง ถ้านวดเพื่อรักษาอาการปวดเมื่อยควรนวดวันเว้นวัน เมื่ออาการทุเลาก็ทิ้งช่วงห่างขั้น จนอาการหายก็หยุดนวด ในกรณีนี้ไม่ควรนวดทุกวันเพราะต้องการให้กล้ามเนื้อได้พัก

9. ทราบว่าทางภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทย์ฯ จะเปิดนวดแผนไทยให้บริการอยากให้ช่วยแนะนำแก่ผู้สนใจ
ตอบ เราเห็นถึงความสำคัญและผลประโยชน์ของการนวดดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการนวดเพื่อสงเสริมสุขภาพ ผ่อนคลายความเครียด นวดบำบัดอาการปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดคอ ปวดหัว นับว่าเป็นการรักษาทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่นิยมการทายยารักษาอาการปวด จึงเปิดบริการนวดไทยขึ้น ที่ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู ตึกศรีสังวาลย์ โรงพยาบาลศิริราช โดยมีอาจารย์หมอเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ ผอ. กองแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข และอาจารย์ปรีดา ตั้งตรงจิตร ผอ. การแพทย์แผนไทยวัดพระเชตุพนธ์ หรือ วัดโพธิเป็นที่ปรึกษา การให้บริการเราคำนึงถึงความปลอดภัยจึงขอให้มีการตรวจสุขภาพเบื้องต้นโดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูก่อนในครั้งแรก ตอนนี้อยู่ในระหว่างเริ่มดำเนินการ ให้บริการทุกวันพฤหสับดี ผู้สนใจสามารถสอบถามติดต่อสอบถาม คุณญาณณี วงศรานุชิต ไดที่หมายเลข 0-24197504 หรือ 0-24111098

10. ข้อแนะนำช่วงท้ายรายการ
ตอบ การนวดมีประโยชน์มากต่อสุขภาพ แต่ควรพิจารณาถึงผู้นวดและข้อควรระวัง แต่ที่อยากแนะนำ คือ ควรมีการออกกำลังร่วมด้วย เพราะจะทำให้สุขภาพแข็งแรงยิ่งขึ้น

ข้อมูลจาก: คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลับมหิดล

http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=344

Related Link: