นอนกรน

dailynews150125การนอนกรน (Snoring)

กรนคือเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของลิ้นไก่และเพดานอ่อนขณะนอนหลับ เนื่องจากในเวลาที่เราหลับสนิทนั้นเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในช่องคอโดยเฉพาะอย่างยิ่งลิ้นไก่และเพดานอ่อนจะคลายตัว บางคนมีการคลายตัวมากจนย้อยลงมาอุดกั้นทางเดินหายใจบริเวณลำคอ ทำให้ลมหายใจเข้าไม่สามารถไหลผ่านลงสู่หลอดลมและปอดได้โดยสะดวก กระแสลมหายใจที่ถูกปิดกั้นไหลผ่านในลำคอไปกระทบลิ้นไก่และเพดานอ่อนจนเกิดการสั่นมากกว่าปกติผลก็คือมีเสียงกรนตามมายิ่งการอุดกั้นมากเพียงใดเสียงกรนก็จะดังมากขึ้นเท่านั้นจนในที่สุดการปิดกั้นนี้เพิ่มมากขึ้นจนอุดตันทางเดินหายใจจนหมดจะทำให้อากาศไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยสมบูรณ์กระทั่งเกิดภาวะการหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive sleep apnea)

ชนิดความผิดปกติในการนอนกรน

1. ชนิดที่ไม่เป็นอันตราย (Simple Snoring) คนที่นอนกรนชนิดนี้ มักจะมีเสียงกรนสม่ำเสมอไม่มีหายใจสะดุด เสียงกรนมักดังมากโดยเฉพาะเวลานอนหงาย แต่ความดังของเสียงกรนไม่ได้บอกว่าอันตรายหรือไม่ การกรนชนิดนี้ไม่มีภาวะขาดอากาศร่วมด้วยจึงยังไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพมากนัก เว้นแต่ทำให้รบกวนคู่นอนได้

2. ชนิดที่เป็นอันตราย (Snoring with obstructive sleep apnea) คนที่มีภาวะนี้มักจะกรนเสียงดังและมีอาการคล้ายสำลักหรือสะดุ้งตื่นกลางดึก ตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนเพลียไม่สดชื่นหรือปวดศีรษะ และต้องการนอนต่ออีกทั้งที่ใช้เวลานาน 7-8 ชม.แล้ว กลางวันบางคนอาจมีอาการง่วงนอน, หลงลืม, ไม่มีสมาธิ, หงุดหงิดง่าย, ขี้โมโห รวมทั้งมีความรู้สึกทางเพศลดลง การเฝ้าสังเกตการณ์ผู้ป่วยด้วยตนเองไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าผู้ป่วยมีการนอนกรนชนิดใด

สาเหตุของการนอนกรน

1. อายุ ที่มากขึ้น กล้ามเนื้อต่าง ๆ จะหย่อนยานลงรวมทั้งกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจบริเวณลำคอทำให้ลิ้นไก่และลิ้นตกไปปิดทางเดินหายใจได้ง่าย

2. เพศ เพศชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิงเนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมน

3. โรคอ้วน มีไขมันส่วนเกินไปสะสมในช่วงคอเบียดช่องหายใจให้แคบลง

4. ดื่มสุราหรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับซึ่งมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางส่งผลให้ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ขยายช่องหายใจ

5. การสูบบุหรี่ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจแย่ลง ทำให้ช่องคอระคายเคือง มีการหนาบวมของเนื้อเยื่อทางเดินหายใจจึงตีบแคบลงเกิดการอุดตันได้ง่าย

6. อาการคัดจมูกเรื้อรัง เช่น มีผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกอักเสบเรื้อรังจากโรคภูมิแพ้ หรือเนื้องอกในจมูก

7. กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าคนปกติ

8. ลักษณะโครงสร้างของกระดูกใบหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็ก คางร่นไปด้านหลัง ลักษณะคอยาว กระดูกโหนกแก้มแบน โรคที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ เช่น Down’s syndrome เป็นต้น

9. โรคที่มีความผิดปกติด้านฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมน ไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroid) พบว่าทำให้เกิดทางเดินหายใจอุดตันได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

การตรวจวินิจฉัยโรคหยุดหายใจขณะหลับ

.การซักประวัติ ตรวจร่างกาย

.การตรวจประเมินทางเดินหายใจ

.การตรวจสุขภาพการนอนหลับ (Sleep test)

โดยการอ่านและแปลผลโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญโรคจากการหลับ (Sleep specialist physician)

 

การรักษาการนอนกรน

1. การรักษาการนอนกรนแบบไม่ผ่าตัด

  • .เปลี่ยนท่านอน ในบางรายเปลี่ยนท่านอนเป็นตะแคงก็ทำให้ความรุนแรงโรคนี้ลดลงอย่างมาก
  • .การลดน้ำหนัก

ในรายที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานซึ่งดูจากค่าดัชนีมวลกาย โดยมีวิธีคำนวณดังนี้

ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) ของท่าน = น้ำหนัก (กิโลกรัม)/ส่วนสูง (เมตร2)

     BMI

<18.5 = น้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ

18.5 – 22.9 = น้ำหนักตัวปกติ

23 – 24.9 = น้ำหนักตัวมากกว่าปกติ

>25 = น้ำหนักตัวมากกว่าปกติมาก เป็นโรคอ้วน

  • .การใช้เครื่องวัดความดันต่อเนื่องปล่อยลมเข้าไปในทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจเปิดกว้างขึ้น ไม่อุดกั้นขณะนอนหลับ (Continuous positive airway pressure: CPAP)
  • .การใช้ทันตอุปกรณ์ (Oral appliance) เพื่อเลื่อนขากรรไกรล่าง พร้อมกับโคนลิ้นมาทางด้านหน้า ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้นขณะนอนหลับ
  • .การใช้คลื่นความถี่วิทยุจี้บริเวณเพดานอ่อนและโคนลิ้น (RF)
  • .การใช้คลื่นความถี่วิทยุในการรักษาเยื่อบุจมูกบวม (RF)
  • .การฝังพิลลาร์ (Pillar)

2. การรักษาการนอนกรนแบบผ่าตัด

.การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อน และลิ้นไก่ UPPP (Uvulopalatonpharyngoplasty) / UPF (Uvulopalatal Flap)

.การผ่าตัดทอนซิล (Tonsillectomy)

.การผ่าตัดแก้ไข ผนังกั้นช่องจมูกคด (Septoplasty)

.การผ่าตัดเลื่อนกระดูกขากรรไกรบนและล่าง (Maxillomandibular advancement, MMA)

 

ข้อมูลจาก คลินิก หู คอ จมูก โรงพยาบาลพญาไท 1/ http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 25 มกราคม 2558

Advertisements

ร้องเพลง หรือเล่นเครื่องดนตรีชนิดเป่า…..แก้นอนกรนได้จริงหรือ โดย รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน

manager141001_01ฟังดูอาจจะรู้สึกแปลกว่า การร้องเพลงหรือเล่นเครื่องดนตรีชนิดเป่า จะช่วยแก้ปัญหานอนกรนได้
จากการศึกษาของ Puhan และคณะ ในปี 2006 พบว่า การเล่นเครื่องดนตรีชนิดเป่าชื่อ Didgeridoo เป็นเวลา 4 เดือนต่อเนื่องกัน สัปดาห์ละ 6 วันๆ ละ 25 นาที มีผลให้อาการต่างๆ ลดลง เช่น ง่วงนอนเวลากลางวัน จำนวนครั้งของการหยุดหายใจ/ชั่วโมง เสียงกรนที่รบกวนคนข้างเคียง และยังช่วยให้คุณภาพในการนอนดีขึ้นด้วย จากการได้บริหารกล้ามเนื้อในช่องคอ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมัดที่ทำหน้าที่ถ่างทางเดินหายใจให้กว้าง ทำให้สามารถป้องกันการยุบตัวหรือตีบแคบของทางเดินหายใจบริเวณช่องคอขณะหลับได้

อีกการศึกษาหนึ่ง คือ การร้องเพลงแบบ Hilton และคณะ ในปี 2013 โดยใช้โปรแกรมการฝึก “Singing for Snorers” ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 3 เดือน ทุกวันๆ ละ 20 นาที เป็นการฝึกให้กล้ามเนื้อในช่องคอหดตัว และคลายตัวซ้ำไปมาหลายรอบ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นแข็งแรงขึ้น และ/หรือ เพิ่มความตึงตัว (tone) ของกล้ามเนื้อ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาว่า ถ้าเล่นเครื่องดนตรีชนิดเป่าประเภทอื่น หรือฝึกร้องเพลงธรรมดาๆ ที่ไม่ได้เข้าโปรแกรมการฝึก “Singing for Snorers” จะช่วยบรรเทาปัญหานอนกรน และ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่ แต่อย่างน้อยการศึกษาทั้ง 2 กรณี แสดงให้เห็นว่า การทำให้กล้ามเนื้อช่องคอแข็งแรงขึ้น โดยเล่นเครื่องดนตรี หรือร้องเพลง อาจช่วยบรรเทาปัญหานอนกรน และ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับลงได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

ดังนั้นถ้าท่านใดอยากจะลองออกกำลังกล้ามเนื้อในช่องคอบ้าง ผมขอแนะนำ ให้เริ่มจาก เปิดเพลง แล้วร้องตามขณะอาบน้ำหรือขับรถ วันละหลายๆ ครั้ง แต่ถ้าไม่ชอบ อาจลองออกกำลังลิ้นด้วยท่าง่ายๆ

ท่าที่ 1 แลบลิ้นให้ยาวที่สุดเท่าที่ยาวได้ตรงๆ ค้างไว้ 5-10 วินาที แล้วหุบลิ้นเข้ามา
ท่าที่ 2 แลบลิ้นให้ยาวที่สุดเท่าที่จะยาวได้ แล้วม้วนลิ้นลงล่างราวกับว่าพยายามให้ปลายลิ้นแตะที่คาง แล้วค้างไว้สัก 5-10 วินาที แล้วหุบลิ้นเข้ามา
ท่าที่ 3 แลบลิ้นให้ยาวที่สุดเท่าที่จะยาวได้ แล้วม้วนลิ้นขึ้นบนราวกับว่าพยายามให้ปลายลิ้นแตะที่จมูก แล้วค้างไว้สัก 5-10 วินาที แล้วหุบลิ้นเข้ามา

พยายามออกกำลังลิ้นทั้ง 3 ท่า อย่างน้อย 10 ครั้ง ต่อช่วงเวลาที่มี ทำวันละ 2-3 ช่วงเวลา หรือบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งการร้องเพลงและออกกำลังลิ้นดังกล่าว อาจทำให้กล้ามเนื้อในช่องปากและคอ โดยเฉพาะลิ้นได้ทำงานมากขึ้น แข็งแรง และมีความตึงตัวเพิ่มขึ้น โดยผลที่ได้อาจช่วยลดปัญหานอนกรนและ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ลองทำดูครับ

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 ตุลาคม 2557

 

เครื่องมือรักษานอนกรน โดย รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน

 

การรักษาผู้ที่มีอาการนอนกรน หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ มีด้วยกันหลายวิธี และหนึ่งในนั้นคือการใช้เครื่องมือในรูปแบบต่างๆ

การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการนอนกรนมีตั้งแต่การควบคุมน้ำหนักออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการรักษาด้วยการใช้เครื่องช่วยหายใจเครื่องมือทางทันตกรรมและสุดท้ายคือการผ่าตัด

ในกรณีของผู้ป่วยที่มีอาการนอนกรนและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แล้วยังไม่ได้ผลการรักษาในลำดับต่อมาคือ การใช้เครื่องมือเช่นเครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้าและเครื่องมือทางทันตกรรมซึ่งแพทย์จะแนะนำให้กับผู้ป่วย

ปกติผู้ป่วยที่มีอาการนอนกรนเวลานอนเพดานอ่อนและลิ้นไก่ที่ยาว รวมถึงโคนลิ้นที่โตมักจะตกลงมาปิดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบเครื่อง CPAP (continuous positive airway pressure) ซึ่งเป็นเครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้าจะเป่าลมเข้าไปถ่างทางเดินหายใจส่วนบนให้กว้างออกทำให้ไม่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับซึ่งการใช้เครื่อง CPAP ควรใช้ทุกคืนในช่วงแรกอาจรู้สึกอึดอัดบ้างเพราะต้องใส่ๆ ถอดๆ แต่เมื่อชินก็จะใส่ได้เอง ควรใช้ต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นจะมีอาการกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับอีก

manager140611_01

นอกจากเครื่อง CPAP แล้ว ยังมีเครื่องมือทางทันตกรรมที่ใช้รักษาโดยใส่เครื่องมือไว้ในปากเวลานอนเมื่อผู้ป่วยนอนหงายขากรรไกรล่าง และลิ้นจะหย่อนลงมาทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนแคบเครื่องมือนี้จะช่วยยึดขากรรไกรบนและเลื่อนขากรรไกรล่างมาทางด้านหน้าทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนกว้างขึ้นในขณะหลับ

การรักษาผู้ป่วยนอนกรนหรือมีภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับด้วยเครื่องทั้ง 2 ชนิดนี้ จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างต่อเนื่องส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับที่ดีของผู้ป่วย

เครื่องมือเหล่านี้ถือเป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยนอนกรนเพื่อบรรเทาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยที่มีอาการนอนกรน หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับควรออกกำลังกายที่ทำให้ หัวใจเต้นเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นวิ่งเดินเร็วว่ายน้ำขี่จักรยานฝืดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วันๆ ละ 30 นาที จะช่วยเพิ่มความตึงตัวให้กับกล้ามเนื้อบริเวณคอหอยไม่ให้หย่อนลงมาอุดกั้นทางเดินหายใจ

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 มิถุนายน 2557

สัญญาณเตือน พาร์กินสัน โดย สาลินีย์ ทับพิลา

คุณน้าวัย 58 ปีถูกประคองมาพบแพทย์ด้วยอาการสั่น ปากสั่น เดินไม่ได้ ตัวเกร็ง ยืนทรงตัวมีปัญหา แต่ที่เห็นชัดเจนคือ อาการสั่นมากของมือ

พาร์กินสัน เป็นตัวเลือกอันดับแรกสุดเมื่อพิจารณาจากสภาพที่ปรากฏกับผู้ป่วย โดยเฉพาะการสั่นของมือข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งมักเกิดขึ้นขณะที่มือข้างนั้นอยู่เฉยๆ แต่อาการสั่นจะลดลงหรือหายไปเมื่อเคลื่อนไหว พร้อมกันนี้ก็มีอาการร่วมอื่นๆ ได้แก่ อาการเกร็งที่แขนขาและลำตัว ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ช้าลง ตัวค้อมและอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณที่เกิดการเกร็ง เมื่ออาการเหล่านี้หนักขึ้น ผู้ป่วยจะเดิน พูด หรือทำกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ได้อย่างยากลำบาก

นพ.อภิชาติ พิศาลพงศ์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุว่า อาการสั่นไม่ใช่การบ่งชี้แรก หากแต่เป็นสุขภาวะการนอนตอนกลางคืนที่ไม่ดี นอนละเมอ นอนกรน ร่วมกับปัญหาด้านการดมกลิ่น ท้องผูก พร้อมด้วยอาการซึมเศร้า หดหู่ หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับอาการเกร็ง ร่างกายขยับได้ลำบาก จำเป็นต้องรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

 

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) เกิดเหตุจากการสูญเสียเซลล์สมองในส่วนที่สร้างสารโดปามีน (Dopamine) สารสื่อประสาทที่มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์ เรียบเรียงความคิด และควบคุมการเคลื่อนไหว ดังนั้น ในการรักษา แพทย์จะให้ยาที่ส่งผลต่อการเพิ่มสารโดปามีนในสมองให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยต้องกินยาต่อเนื่องสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการปรับขนาดยาให้เหมาะสมตามอาการเพื่อลดผลข้างเคียงจากยา

“ต้นตอที่แท้จริงของโรคพาร์กินสันยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากอาการแสดงออกที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้การตรวจวินิจฉัยต้องทำในห้องปฏิบัติการเท่านั้น โดยแพทย์จะวินิจฉัยโรคพาร์กินสันโดยดูจากประวัติการรักษา และผลการทดสอบทางประสาทวิทยา ผลข้อมูลที่ได้จากการสแกนสมองด้วยเครื่องซีทีสแกนจำเป็นในการวินิจฉัย” คุณหมออธิบาย

อย่างไรก็ตาม พาร์กินสันเหมือนกันโรคทั่วไป เนื่องจากผู้ป่วยต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคเป็นเวลานานและต้องกินยาเพื่อระงับอาการต่อเนื่องหลายปี อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผลการตอบสนองต่อยาเปลี่ยนไป จึงต้องมีเทคนิคการรักษาใหม่มาเสริมคือ การผ่าตัดใส่ชุดอุปกรณ์กระตุ้นประสาทส่วนลึก

อุปกรณ์ตัวนี้จะส่งสัญญาณไฟฟ้าอ่อนๆ เข้าไปยังสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว และป้องกันไม่ให้สมองส่งคำสั่งบางอย่างที่เป็นสาเหตุของการเคลื่อนไหวผิดปกติ ทำให้สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้ดีขึ้น และควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดีกว่าเดิม

“เทคนิคนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการดื้อยาและไม่มีภาวะเสี่ยงของโรคแทรกซ้อน หากต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัด โดยจะช่วยลดปริมาณการใช้ยา ลดภาวะข้างเคียงของยา ขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้ด้วย” นพ.ศรันย์ นันทอารี ศัลยแพทย์สมองและระบบประสาท กล่าว

นอกจากนี้ การฟื้นฟูผู้ป่วยพาร์กินสัน เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากพาร์กินสันเป็นโรคที่ทำให้สูญเสียสมรรถภาพทางร่างกาย ตลอดจนมีความผันผวนของอารมณ์จิตใจ ซึ่งส่งผลต่อตัวผู้ป่วย ครอบครัวและสังคมด้วย

การฟื้นฟูจึงมุ่งเน้นไปที่วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มความสามารถของผู้ป่วยในการช่วยเหลือตนเอง ได้แก่ การทำกายภาพบำบัดเพื่อฝึกการใช้มือและการทำกิจวัตรประจำวันให้ดีขึ้น การฝึกกลืนและการฝึกพูดให้ดีขึ้น และการดูแลทางด้านจิตใจร่วมไปด้วยในระหว่างฟื้นฟู

“การฟื้นฟูยังช่วยฝึกให้มีการชดเชยหรือทดแทนในส่วนที่เสียการทำงานไป ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรค และเพิ่มคุณภาพชีวิต ช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถรับมือกับปัญหาและอยู่กับโรคได้ดีขึ้น” คุณหมอกล่าว

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 26 กุมภาพันธ์ 2557

นอนกรน….ภัยยามค่ำคืน อันตรายถึงชีวิต

การนอนกรน อาจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไป เพราะปัญหาเรื่องการนอนกรนนอกจากจะสร้างความรำคาญต่อคนนอนข้าง ๆ แล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อระบบหายใจ และอาจทำให้คุณเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ จนกระทั่งส่งผลเสียให้กับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างเรื้อรัง

งานวิจัยในสหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์เจียง ฮี และคณะ พบว่า คนที่เป็นโรคนอนกรน ที่มีการหยุดหายใจมากกว่า 20 ครั้งต่อชั่วโมง มีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่าคนปกติ และจากการศึกษาพบว่าประมาณร้อยละ 85 ของผู้ป่วยเป็นเพศชาย และเพศชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิงด้วยอัตราส่วน 7:1 แต่เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนเพศหญิงจะมีโอกาสเป็นมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าฮอร์โมนเพศจะมีผลต่อโรคนี้ได้

สาเหตุของโรคนอนกรนเกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน คือ

1. อายุมากขึ้น เนื้อเยื่อต่าง ๆ จะขาดความตึงตัว ทำให้ลิ้นไก่และลิ้นตกไปบังทางเดินหายใจได้ง่าย

2. ลักษณะโครงสร้างของกะโหลกศีรษะและกระดูกใบหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็ก คอยาว หน้าแบน ล้วนทำให้ทางเดินหายใจช่วงบนแคบลงเกิดการอุดตัน และทำให้เกิดการหยุดหายใจได้

3. กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการ เกิดโรคมากกว่าคนปกติ 1.5 เท่า

4. อ้วน พบว่าประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วยมักมีน้ำหนักมากกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนักมาตรฐาน และมีโอกาสเกิดการหยุดหายใจขณะหลับมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากไขมันจะกระจายอยู่รอบๆ ทางเดินหายใจช่วงบนมากขึ้น ไขมันที่พอกบริเวณคอจะทำให้เวลาที่ผู้ป่วยนอนลง จะเกิดน้ำหนักกดทับทำให้ช่องคอแคบลงได้ ผนวกกับหน้าท้องที่มีไขมันเกาะอยู่มาก ทำให้กระบังลมทำงานได้ไม่เต็มที่ ความจุของปอดลดลง แต่เมื่อลดน้ำหนักได้ 5-10 กิโลกรัมจะทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นได้

5. แน่นจมูก ถ้ามีภาวะใดก็ตามที่ทำให้แน่นจมูก เช่น มีผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือเนื้องอกในจมูก ย่อมจะทำให้การหายใจลำบากขึ้น

6. การดื่มสุรา หรือการใช้ยาบางชนิด จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมทั้งกล้ามเนื้อที่คอยพยุงช่องทางเดินหายใจให้เปิด หมดแรง เกิดภาวะทางเดินหายใจอุดตันได้ง่ายขึ้น

7. การสูบบุหรี่ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจแย่ลง ทำให้คอหอยอักเสบจากการระคายเคือง มีการหนาบวมของเนื้อเยื่อ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง เกิดการอุดตันได้ง่าย และยังส่งผลเสียต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ และ

8. โรคต่อมไร้ท่อต่าง ๆ มีผลทำให้เกิดทางเดินหายใจอุดตันได้มากกว่าคนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องนอนกรนไม่เพียงเกิดกับผู้ใหญ่เท่านั้น เพราะในเด็กก็พบปัญหานอนกรนได้เช่นเดียวกัน ซึ่งอาการนอนกรนในเด็กมักมีสาเหตุมาจาก

  1. ต่อมทอนซิล
  2. ภาวะคัดจมูกเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ เพราะเป็นเหตุให้แน่นจมูกหายใจไม่สะดวกต้องอ้าปากช่วย ยิ่งทำให้นอนกรนได้มากขึ้น
  3. ไซนัสอักเสบ โดยเฉพาะไซนัสอักเสบเรื้อรัง จะมีน้ำมูกข้นและจมูกบวม ทำให้หายใจทางจมูกไม่สะดวก และ
  4. ความผิดปกติแต่กำเนิด ทำให้กระดูกใบหน้าเล็ก หรือมีเนื้อเยื่อในทางเดินหายใจใหญ่ เช่น มีลิ้นโต เป็นสาเหตุให้มีภาวะอุดตันของทางเดินหายใจในขณะนอนหลับได้

รศ.นพ.ประกอบเกียรติ หิรัญวิวัฒน์กุล จากภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “การนอนกรนแบ่งได้ 2 ชนิด คือ การนอนกรนชนิดไม่อันตราย และการนอนกรนชนิดอันตราย ซึ่งคนที่นอนกรนชนิดไม่อันตรายมักจะมีอาการนอนกรนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสียงกรนอาจดังหรือค่อยขึ้นอยู่กับว่าเกิดจากบริเวณใด ถ้าเกิดเพราะมีเพดานอ่อนหย่อนหรือลิ้นไก่ยาว มักทำให้กรนเสียงดังมากโดยเฉพาะเวลานอนหงาย แต่ถ้ากรนจากการตึงแคบบริเวณโคนลิ้น เสียงมักเบาเหมือนหายใจแรง ๆ ดังนั้นความดังของเสียงกรนจึงไม่ได้บอกว่าอันตรายหรือไม่ แต่ถ้ามีอาการหายใจสะดุด หยุดหายใจเหมือนคนหายใจไม่ออกหรือสำลัก อันนี้ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย ซึ่งมักพบในอาการนอนกรนชนิดอันตราย

ส่วนโรคนอนกรนชนิดอันตราย นอกจากจะนอนกรนเสียงดัง มีอาการคล้ายสำลักหรือสะดุ้งตื่นกลางดึก ต้องลุกไปถ่ายปัสสาวะตอนกลางดึกแล้ว สมองจะรู้สึกตื้อ คิดอะไรไม่ออกเพราะง่วงนอน ขี้ลืม ไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงาน ตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนล้า ไม่สดชื่น หรือปวดศีรษะ และต้องการนอนต่ออีกทั้งที่ไม่ได้นอนดึก บางคนอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย อาทิ จุกแน่นคอเหมือนมีอะไรติดคอ หูอื้อ หงุดหงิดง่าย ขี้โมโห รวมทั้งมีความรู้สึกทางเพศลดลง คนที่เป็นโรคนอนกรนชนิดอันตราย เมื่อยังหลับไม่สนิทอาจจะเป็นเพียงกรนปกติ แต่เมื่อหลับสนิทจะเกิดการอุดตันของทางเดินหายใจ มีลักษณะของการกลั้นหายใจ ตามด้วยการสะดุ้งหรือสำลักน้ำลาย หรือหายใจอย่างแรงเหมือนขาดอากาศ อาจเกิดขึ้นหลายสิบหรือหลายร้อยครั้งต่อคืน

อย่างไรก็ดี คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก จากจุฬาฯ ระบุถึงวิธีรักษาการรักษาโรคนอนกรนเบื้องต้นไว้ด้วยว่า ในปัจจุบันมีหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ลดความอ้วน หลีกเลี่ยงการนอนหงาย โดยให้นอนท่าตะแคงเพราะจะช่วยให้หลับดีขึ้น งดการดื่มสุรา งดสูบบุหรี่ และงดยาบางประเภท เช่น ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ เพราะยากลุ่มนี้มีผลต่อการหายใจขณะหลับ

ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคกรนชนิดอันตรายไม่รุนแรง มักนิยมใช้อุปกรณ์ทางทันตกรรม ซึ่งมีลักษณะเป็นที่ครอบฟันบนและล่าง ทำหน้าที่ยึดขากรรไกรอันล่างให้เลื่อนไปด้านหน้า อุปกรณ์ชนิดนี้จะช่วยให้การหายใจดีขึ้น และมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด    แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการนอนกรนชนิดรุนแรงมากก็จะหันมาใช้เครื่องช่วยหายใจ (CPAP) ที่จะปล่อยแรงดันบวกและทำให้ช่องทางเดินหายใจกว้างขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยหลับสบาย ซึ่งปัจจุบันการรักษาด้วยเครื่อง CPAP นับว่าได้ผลดี แต่ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถใช้เครื่อง CPAP ได้ แพทย์อาจแนะนำให้แก้ไขความผิดปกติด้วยการผ่าตัด

สุดท้าย การรักษาโดยการผ่าตัด ผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจเพื่อยืนยันว่าการหลับของตัวเองมีอันตรายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการผ่าตัดก็จะแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความผิดปกติของผู้ป่วย เช่น การผ่าตัดบริเวณเพดานอ่อน การผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลหรือต่อมอะดีนอยด์ออกโดยเลเซอร์ หรือตัดฝังพิลลาร์ การใช้คลื่นวิทยุ การผ่าตัดโพรงจมูก การผ่าตัดเลื่อนคางและดึงกล้ามเนื้อลิ้นมาด้านหน้า การผ่าตัดเลื่อนขากรรไกรบนและล่างมาด้านหน้า เป็นต้น

ปัญหาการนอนกรน หากรู้จักแก้ไขปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดภาวะทางเดินหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยก็จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องการหายใจที่ติดขัดขณะนอนหลับ ส่วนคนรอบข้างก็จะลดความน่ารำคาญของเสียงกรนไปได้ สำหรับใครที่ประสบปัญหาดังกล่าว สามารถเข้ามารับคำปรึกษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคลินิกนอนกรน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้ ในงาน Thailand Health & Wellness 2012 เติมพลังสดใส พลังความคิด พลังปัญญา เพื่อความผาสุกของชีวิต ระหว่างวันที่ 26-29 ก.ค.ศกนี้ ณ อาคาร 5-6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-2627-9038 หรือเว็บไซต์ www.thailandhealthandwellness.com.

ที่มา: ไทยโพสต์ 31 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

อาการนอนกรน (Snoring) และภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ  (obstructive sleep apnea ) โดย ผศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน
ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (sleep apnea) โดย รศ. นิธิพัฒน์ เจียรกุล พ.บ.อ.ว.(อายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤติ) ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

วิธีรักษานอนกรน

 

วิธีรักษานอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดย รศ.นพ. ประกอบเกียรติ หิรัญวิวัฒน์กุล จาก รพ.จุฬาลงกรณ์ โดยเครื่อง Transcend CPAP

เด็กนอนหายใจเสียงดังได้หรือไม่

“ทำอย่างไรดี ทำไมลูกนอนหายใจดัง แล้วยังดิ้นอีกด้วย ผิดปกติหรือเปล่านะ”

คำถามนี้คงค้างคาใจผู้ปกครองหลาย ๆ ท่าน

อาการที่ผู้ปกครองสังเกตได้คือ

ขณะนอนหลับ  มีอาการหายใจลำบาก นอนอ้าปากหายใจ นอนดิ้นกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา ชอบนอนคว่ำหรือนอนตะแคง อาจมีหายใจสะดุด หยุดหายใจ หายใจเฮือกหรืออาจรุนแรงถึงขั้นลุกขึ้นมานั่งหลับเป็นช่วง ๆ บางคนปากซีด หรือเขียวคล้ำช่วงที่กรนมาก เด็กหลายคนยังมีปัสสาวะรดที่นอนแม้อายุมากกว่า 4-5 ขวบแล้ว

ช่วงตื่นนอนตอนเช้า มีอาการงัวเงียไม่อยากตื่น อาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องได้ในช่วงเช้า ส่วนในช่วงกลางวันจะพบว่ามีอาการง่วงนอนที่โรงเรียน ผล็อยหลับง่าย ไม่สดชื่น ซนมาก ยุกยิกอยู่ไม่นิ่ง สมาธิค่อนข้างสั้น ขี้ลืม หงุดหงิดง่าย อารมณ์รุนแรงก้าวร้าวได้

สาเหตุของการนอนหายใจเสียงดัง ที่มักพบได้บ่อยมีดังนี้คือ

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้  อาการที่พบบ่อยคือ เป็นหวัดบ่อย มีอาการคันจมูก จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก เวลาเช้า หรือเวลาอากาศเปลี่ยน หรือเวลาอยู่ในที่ฝุ่นควันมาก

ภาวะต่อมทอนซิลที่อยู่ข้างโคนลิ้นและต่อมอะดีนอยด์ที่หลังโพรงจมูกโต โดยเฉพาะเด็กที่เป็นภูมิแพ้ ต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยครั้ง

ภาวะโรคอ้วน  พบว่าในคนอ้วนทางเดินหายใจส่วนบนจะถูกกดเบียดให้ตีบแคบจากไขมันส่วนเกิน ทำให้หายใจได้ลำบากขณะนอนหลับ

ความผิดปกติของโครงสร้างใบหน้า  เช่น คางเล็ก ลิ้นโต แผ่นกั้นช่องจมูกคด เป็นต้น

โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ  ที่มีผลทำให้กล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจอ่อนแรง

โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคกลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome) เป็นต้น

เราจะวินิจฉัยได้อย่างไร

1. พบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ภาวะต่อมทอนซิลโต ความผิดปกติของโครงสร้างใบหน้า
2. ตรวจวินิจฉัยโรคอ้วนและภาวะแทรกซ้อนจากความอ้วน เช่น เบาหวาน ไขมันสูง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
3. บันทึกเสียงหรือถ่ายภาพวิดีโอขณะนอนมาให้แพทย์ดูว่าผิดปกติหรือไม่
4. เอกซเรย์ดูขนาดต่อมอะดีนอยด์หลังโพรงจมูก
5. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และเอกซเรย์ทรวงอก
6. ตรวจวัดระดับก๊าซออกซิเจนที่ปลายนิ้วขณะนอนหลับ และ/หรือ ตรวจการนอนหลับ (Polysomnography)

แล้วจะรักษาอย่างไร

เริ่มจากการรักษาสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น รักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และโรคติดเชื้อที่พบร่วม หากอ้วน ให้ลดน้ำหนัก ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ผ่าตัดแก้ไขต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์ที่โต แก้ไขโครงสร้างใบหน้าและช่องคอที่ผิดปกติ หากยังแก้ไขสาเหตุไม่ได้ อาจต้องใช้เครื่อง CPAP หรือ BiPAP ในขณะนอนหลับ

ข้อมูลจาก ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์ 15 มกราคม 2555

โรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ

เหตุการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นกับคุณบ้างหรือไม่ ?

คนรอบข้างบอกคุณว่า..คุณนอนกรนเสียงดัง..ต้องสะกิดปลุกคุณกลางดึก..เวลาไปเที่ยวเพื่อนล้อว่าคุณกรนเสียงดัง เหล่านี้เชื่อเหลือเกินว่า..ส่วนมากมักจะปฏิเสธอยู่ร่ำไปว่าไม่ได้นอนกรน จนบางครั้งต้องแอบไปนอนคนเดียวเพื่อไม่ให้คนรอบข้างรู้สึกไม่ดี

ความเป็นจริงแล้ว การนอนกรนก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ และเป็นการส่งสัญญาณอันตรายที่อาจบ่งบอกว่าคุณกำลังมีปัญหากับสุขภาพเสียแล้ว ซึ่งผลจากการนอนกรนจะนำไปสู่การเกิดโรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะ  หลับได้

โรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ Obstructive Sleep Apnea (OSA) คืออะไร ขณะที่นอนหลับอยู่นั้นทางเดินหายใจส่วนต้นจะตีบแคบลง เสียงกรนจะเกิดขึ้นขณะหายใจ อากาศจะเดินทางผ่านที่แคบทำให้เกิดเสียงดัง แล้วทางเดินหายใจส่วนต้นที่ตีบแคบอยู่ตรงไหน? ทางเดินหายใจที่เกิดตีบแคบขณะหลับนั้น อยู่ตั้งแต่หลังจมูกจนถึงทางเปิดของกล่องเสียง ทางเดินหายใจส่วนนี้เปรียบเสมือนท่อยางยืดหยุ่น ที่ไม่มีกระดูกเป็นโครงแข็ง

โรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับนั้น เกิดขึ้นเฉพาะขณะหลับเท่านั้น เพราะขณะที่ตื่น สมองจะสั่งงานเต็มที่ให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นช่วยขยายทางเดินหายใจส่วนต้นเต็มที่ ทำให้พูด หายใจ และร้องเพลงผ่านทางเดินหายใจนี้ได้ แต่เมื่อหลับไปแล้ว สมองกำลังพักผ่อน ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนี้ทำงานน้อยลง ท่อทางเดินหายใจส่วนต้นก็จะตีบ     เข้าหากันเหมือนการดูดหลอดกาแฟ แต่ไม่เกิดขึ้นกับทุกคน หากทางเดินหายใจส่วนต้นของคนนั้นกว้างอยู่แล้ว ก็จะแคบลงเล็กน้อยตอนหลับก็ไม่เป็นไร แต่คนที่เป็นโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับนั้น จะมีทางเดินหายใจส่วนต้นแคบเล็กอยู่แล้ว จะทำให้เกิดตีบแคบจนปิดสนิทหรือเกือบสนิท ทำให้ไม่สามารถหายใจเอาอากาศผ่านไปสู่ปอดได้ เกิดผลเสียตามมาหลายอย่างดังนี้ ทำให้ออกซิเจนในเลือดต่ำ เนื่องจากขาดอากาศหายใจ ต้องพยายามหายใจแรงขึ้นเพื่อเปิดทางเดินหายใจนี้ สมองถูกกระตุ้นให้ตื่นบ่อย ๆ ทำให้หลับได้ไม่ลึก รู้สึกง่วงนอนตอนกลางวัน เพลียไม่สดชื่นเหมือนกับพักผ่อนได้ไม่เพียงพอ จนกระทั่งส่งผลกระทบอื่น ๆ ตามมา เช่น ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ความจำไม่ดี หงุดหงิดง่าย ง่วงหลับใน และเมื่อ ทิ้งไว้ ในระยะยาวโดยไม่ได้รักษาอาจจะนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคซึมเศร้าได้

เห็นไหมล่ะคะ ผลที่ตามมานับกันพัลวันทีเดียว!!!

แล้วเหตุใดคนที่มีทางเดินหายใจส่วนต้นแคบ ทำให้เกิดโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับได้? สาเหตุของทางเดินหายใจส่วนต้นแคบเกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น โครงสร้างใบหน้า ขากรรไกรเล็ก หรือมีลิ้นใหญ่ ต่อมทอนซิลโต และที่สำคัญคือ ความอ้วนทำให้มีไขมันสะสมบริเวณคอ ใครบ้างที่มีความเสี่ยง? สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัย ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่     ในเด็กมักเกิดจากมีต่อมทอนซิลโต หรือโครงสร้างใบหน้า ส่วนในผู้ใหญ่มักพบในผู้ชายมากกว่า เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงจะช่วยป้องกันอยู่ แต่เมื่อเข้าสู่วัยทองผู้หญิงจะมีโอกาสเสี่ยงได้มาก

หากสงสัยว่ามีอาการโรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ซึ่งในผู้ใหญ่สามารถสังเกตได้ดังนี้
1) นอนกรนเสียงดังเป็นประจำ
2) หยุดหายใจขณะนอนหลับ หายใจแรง ๆ เสียงดังเป็นพัก ๆ สลับกับนิ่งเงียบ แล้วหายใจเฮือกเหมือนจะสำลักน้ำลาย บางครั้งผู้ป่วยจะตื่นขึ้นมารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก
3) ง่วงนอนกลางวัน บางครั้งเผลอหลับไประหว่างประชุม

ผลกระทบที่สำคัญ จะทำให้ไม่มีสมาธิในการทำงาน ขี้ลืม หงุดหงิดง่าย วิตกจริตหรือซึมเศร้า ตื่นนอนตอนเช้าพบว่าปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปัสสาวะบ่อยช่วงนอนหลับกลางคืน ผู้ชายอาจมีปัญหาเรื่องสมรรถภาพทางเพศลดลง ส่วนผู้หญิงอาจมีปัญหาประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ทั้งนี้ อาจมีอาการแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละคน และส่วนมากผู้ป่วยมักจะไม่รู้ตัวว่าเป็น ต้องอาศัยคนรอบข้างสังเกตอาการ

การตรวจวินิจฉัยเมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการการนอนหลับ (Sleep Laboratory) โดยจะติดอุปกรณ์หลายชนิด เพื่อวัดคลื่นสมองขณะนอนหลับ วัดระดับออกซิเจน และลมหายใจ เป็นต้น

ส่วนวิธีการรักษาโรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ แพทย์จะรักษาตามความรุนแรงของอาการของผู้ป่วยแต่ละราย ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

วิธีการที่ 1 ใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก หรือ ซีแพ็พ (CPAP) เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงในการเปิดขยายและถ่างทางเดินหายใจส่วนต้นไม่ให้ตีบแคบขณะที่นอนหลับ โดยตัวเครื่องจะเป่าลมผ่านท่อสายยางไปสู่จมูกผู้ป่วยผ่านจากหน้ากาก เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายต้องการแรงดันที่แตกต่างกัน เจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการจะค่อย ๆ ปรับแรงดันที่เหมาะสมจนไม่มีอาการกรนหรือหยุดหายใจให้แต่ละคน ผลกระทบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก ก่อให้เกิดอาการคัดจมูก ปากแห้ง คอแห้ง เป็นต้น เมื่อมีการเริ่มต้นใช้เครื่องไม่ควรละทิ้งเครื่อง เพราะการใส่เครื่องในช่วงแรกอาจยังไม่คุ้นเคยต้องอาศัยการปรับตัวให้ชินกับเครื่องระยะหนึ่งแล้วจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อหลับได้ดีขึ้น ดังนั้น การรักษาด้วยเครื่องซีแพ็พจึงถือเป็นมาตรฐานการรักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงในผู้ป่วยเกือบทุกราย แต่จะเป็นผลสำเร็จในระยะยาวหรือไม่ขึ้นอยู่กับการยอมรับของผู้ป่วย

วิธีการที่ 2 การใส่ฟันยาง หรือ Oral Appliance  ผู้ป่วยบางรายอาจรักษาได้ผลดีด้วยการใส่   ฟันยาง การใส่ฟันยางนี้ ทันตแพทย์จะเป็นผู้ตรวจและประดิษฐ์ฟันยางให้ผู้ป่วยแต่ละคน จะได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีระดับโรคเล็กน้อยและปานกลาง แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคระดับรุนแรงมักไม่ได้ผลเท่าที่ควร ประโยชน์ของฟันยางนี้จะช่วยเปิดทางเดินหายใจส่วนต้นให้กว้างขึ้น โดยการยื่นขากรรไกรล่างและลิ้นมาทางด้านหน้า ปัญหาที่พบได้มากจากการ  ใส่ฟันยางนี้ เช่น ปวดขากรรไกร การสบฟันเปลี่ยนไป รวมทั้งมีน้ำลายไหลมาก

วิธีการที่ 3 การผ่าตัดเพื่อรักษาโรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับให้ได้ผล จึงต้องใช้วิธีการนี้ ซึ่งการผ่าตัดสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น การผ่าตัดแก้ไขจมูกคด การจี้เยื่อบุโพรงจมูกที่บวม จะช่วยลดอาการคัดจมูกหรือกรนได้บ้าง แต่มักไม่ช่วยทำให้โรคหายได้ จึงมักเป็นการรักษาเสริมกับการรักษาอื่น ๆ

การผ่าตัดในระดับลิ้นไก่ เพดานอ่อน การผ่าตัดเช่นนี้จะได้ผลดีในครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย จึงควรปรึกษาแพทย์ถึงความเหมาะสมในการผ่าตัด และอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดได้ เช่น พูดไม่ชัด สำลักน้ำขึ้นจมูก นอกจากนี้ยังมีการผ่าตัดอื่น ๆ  เช่น ผ่าตัดระดับโคนลิ้น ผ่าตัดเลื่อนขากรรไกร ซึ่งอาจได้ผลดีกว่าการผ่าตัดระดับลิ้นไก่อย่างเดียว แต่ก็จะมีภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า โดยมากการผ่าตัดมักทำให้เสียงกรนดีขึ้น แต่อาจยังไม่สามารถรักษาให้การหยุดหายใจขณะนอนหลับหมดไปได้ จึงควรติดตามอาการและตรวจการนอนหลับซ้ำในห้องปฏิบัติการภายหลังการผ่าตัดแล้วระยะหนึ่ง

หากแฟนคอลัมน์ท่านใด ประสบกับปัญหาการนอนกรนและต้องการคำปรึกษา ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรม “นอนกรนไม่ใช่ปัญหาเล็ก”  ในวันพุธที่ 25 พ.ย. 2552 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ ชั้น 5 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ถนนพระรามหก สอบถามข้อมูลและสมัครเข้าฟังการบรรยายได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2201-2521.

พญ.วิสาข์สิริ ตันตระกู, รกสุวรรณสถิต, เจนจิรา เพ็งแจ่ม
ภาควิชาอายุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 
มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์  14 พฤศจิกายน 2552